สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 355 เสนอราคา
กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง!
หนานเยว่อดไม่ได้ ต้องทวนคำเบาๆ รอบหนึ่ง แผ่นสี่เหลี่ยมหลากสีสันที่
อยู่ใต้ฝ่าเท้านาง ทอดยาวไปถึงขอบฟ้า กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
เห็นประกายแสงส่องวาบเป็นครั้งคราว อสูรทุกตนที่ทยอยเข้ามาใน
กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างเต็มไปด้วยสีหน้าตื่นตะลึง ในครรลองสายตา
ของพวกมันไม่มีสิ่งกีดขวาง พวกมันดูคล้ายอยู่กลางทุ่งราบกว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด
อสูรตนอื่นๆ ที่อยู่ห่างออกไป ดูเหมือนจุดสีดำเล็กๆ ในสายตาของพวกมัน
เท่านั้น
แผ่นสี่เหลี่ยมสีประหลาดที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า กระตุ้นเตือนให้พวกมันตระหนัก
ว่า นี่เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความแปลกพิสดาร
บางคนที่เดิมยังสงสัยว่าศึกทลายคุกล้มเหลว ผู้ท้าทายเป็นฝ่ายปราชัย
เมื่อเห็นคุกชั้นแรกที่เปลี่ยนโฉมไปอย่างสมบูรณ์ พวกมันอ้าปากหวอ เหม่อมอง
อย่างโง่งม จ้องดูกระดานหมากรุกไร้ขอบเขตที่อยู่เหนือจินตนาการของพวกมัน
อย่างสิ้นเชิง
หนานเยว่พยายามสงบสติอารมณ์อย่างยากเย็น นางระบายลมหายใจยาว
เหยียด เต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้ กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง
ของต้าเหริน ที่แท้มีลักษณะพิเศษเช่นไร?
นางกำลังตั้งใจจะลองของดูสักครา แต่แล้วพลันมีเสียงเย็นเยือกเล็กน้อย
ดังขึ้นจากเบื้องหลัง
“ขออภัย เจ้าใช่สหาย*หนานเยว่หรือไม่?”
(*สหายในที่นี้หมายถึงเพื่อนนักเรียนด้วยกัน)
หนานเยว่หมุนร่างกลับไปมอง เห็นด้านหลังนางยืนไว้ด้วยบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง
มันผอมบางอยู่บ้าง ทว่าหล่อเหลา ใบหน้าประดับรอยยิ้ม พอเห็นนางหันมา
มันก็ประสานมือคำนับ “ผู้น้องเหลิ่งเยวี่ย จากตระกูลเหลิ่งภูเขาตะวันตก”
“ตระกูลเหลิ่งภูเขาตะวันตก?” หนานเยว่สับสนงุนงงอยู่บ้าง ตระกูลเถิง
แห่งสวรรค์แดนใต้แม้เคยมีอดีตอันรุ่งโรจน์ แต่ก็เสื่อมทรุดลงเป็นเวลานานแล้ว
ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่กับความยากจนข้นแค้น ลำพังหนานเยว่ ไหน
เลยจะดึงดูดความสนใจของตระกูลใหญ่ที่มั่งคั่งทรงอำนาจเช่นนี้ได้?
เหลิ่งเยวี่ยมีปฏิกิริยารวดเร็วยิ่ง มันพอเห็นสีหน้าของหนานเยว่ ก็สรุปได้
ทันทีว่าต้นกำเนิดของอีกฝ่ายสามัญธรรมดา ในใจอดบังเกิดความปิติยินดีระคน
เบาใจลงไม่ได้ นับตั้งแต่เมื่อวาน ข่าวที่มันส่งกลับไปยังตระกูลทำให้ตระกูล
มุ่งเน้นความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ พวกมันทุ่มเทพลังอำนาจทั้งหมด
อย่างไม่ลังเล ตรวจสอบประวัติความเป็นมาของอสูรลึกลับที่เปิดศึกทลายคุกผู้
นี้
แม้ว่าประวัติความเป็นมาของอสูรหนุ่มผู้เปิดศึกทลายคุกยังคงลี้ลับสุด
หยั่งถึง แต่พวกมันก็ค้นพบเบาะแสบางประการ ยกตัวอย่างเช่นหนานเยว่
เรื่องราวเมื่อมาถึงขั้นนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องของเหลิ่งเยวี่ยอีกแล้ว เรื่องราวต่อจาก
นี้มันไม่มีคุณสมบัติพอที่จะยุ่งเกี่ยว แต่มันเรียกได้ว่ามีโชควาสนาไม่น้อย ทันทีที่
เข้าสู่กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง กลับพบพานหนานเยว่โดยบังเอิญ
โอกาสอันดีงามเช่นนี้ สำหรับเหลิ่งเยวี่ยผู้กำลังคึกคักกระตือรือร้นเป็น
พิเศษ ไหนเลยจะปล่อยให้หลุดมือไปได้?
น่าเสียดายที่ผู้มีโชควาสนา กลับไม่ใช่แค่มันเพียงผู้เดียว ตระกูลทรง
อำนาจที่กำลังตามหาหนานเยว่ ย่อมไม่ได้มีแค่ตระกูลเหลิ่งเท่านั้น
“มิทราบว่าใช่คุณหนูหนานเยว่หรือไม่?” สตรีงดงามดุจนางสวรรค์ใน
อาภรณ์ขาว ปรากฏขึ้นที่ด้านข้าง พลางประสานมือคารวะหนานเยว่อย่าง
สุภาพ “ผู้น้องไป๋โหยวเหลียน” (ดอกบัวขาวอ่อนละมุน)
“ฮ่าฮ่า! ช่างบังเอิญกระไรปานนี้!” บุรุษกำยำสูงใหญ่กว่าสามจั้ง ไม่ทราบ
ผุดขึ้นจากที่ใด ประสานมือคำนับหนานเยว่อย่างโอ่อ่าผ่าเผย “คุณหนูหนาน
เยว่สบาย? ข้าเรียกว่าคังเจ๋อ” (คัง – สีเทา เจ๋อ – บ่อน้ า, บุญคุณ)
เหลิ่งเยวี่ยกับไป๋โหยวเหลียนสีหน้าไม่ดีนัก แต่พวกมันล้วนเติบโตจาก
ตระกูลทรงอำนาจ เพียบพร้อมด้วยความสุขุมและหลักแหลม แม้ว่าพวกมันจะ
หวาดหวั่นกังวล แต่ย่อมไม่แสดงออกทางใบหน้า รีบปั้นรอยยิ้มอีกครั้ง ราวกับ
พบพานสหายสนิท
หนานเยว่ไม่ได้โง่งม นางพอเห็นเช่นนี้ พลันเข้าใจกระจ่างว่าเป็นเรื่องราว
ใด ในใจลอบฝืนยิ้มขื่น
ในเวลานี้เอง สุ้มเสียงที่ราวกับสวรรค์มาโปรด พลันดังขึ้นข้างหูหนานเยว่
“หนานเยว่ เจ้าอยู่ที่นี่เอง”
จั่วม่อค้นพบตำแหน่งของหนานเยว่ได้อย่างรวดเร็ว และรีบตรงเข้ามาหา
หนานเยว่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ติดตามของมัน เป็นหนึ่งในคนของมันอย่างแท้จริง และ
สำหรับคนของมัน จั่วม่อมักจะดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีเสมอ มิหนำซ้ าในการ
คบค้าสมาคมที่ผ่านมา จั่วม่อรู้สึกว่าหนานเยว่เป็นเด็กดีในทุกด้าน ทั้งยังขยัน
ขันแข็ง คุ้มค่าที่จะอบรมส่งเสริม
หนานเยว่เมื่อพบเห็นจั่วม่อ ราวกับพระมาโปรด “ต้าเหริน!”
ขวับ สายตาของอีกสามคนหันขวับมายังจั่วม่อในบัดดล ทั้งสามแม้ว่าจะ
ได้เห็นรูปโฉมของจั่วม่อในศาสตร์อสูรบันทึกภาพมาแล้ว เหลิ่งเยวี่ยถึงกับชมดู
ในสนามประลองด้วยตาตัวเอง แต่เมื่อได้ชมดูในระยะใกล้ พวกมันยังต้องตะลึง
งันกับความเยาว์วัยของจั่วม่อ
“ต้าเหริน!”
ทั้งสามคนในเวลานี้ดูเหมือนเป็นน้ าหนึ่งใจเดียวกันอย่างน่าแปลกใจ รีบ
ประสานมือค้อมกายอย่างนอบน้อม ความเคารพเทิดทูนบนใบหน้าพวกมัน
กลับไม่ได้เสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้น แต่มาจากหัวใจของพวกมันจริงๆ พวกมันมีภูมิ
หลังตระกูลที่ดี ได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างดีที่สุด พลังฝีมือของพวกมันเหนือ
ล้ ากว่าผู้คนรุ่นเดียวกัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เมื่อเทียบกับต้าเหรินที่อยู่เบื้อง
หน้าพวกมัน ยังจะนับเป็นอะไรได้
ต่อหน้ายอดอัจฉริยะที่สามารถทิ้งร่องรอยไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของภพ
อสูร พวกมันยังจะมีที่ถือดีมาจากที่ใด?
“อา?” จั่วม่องงงันวูบ สามคนที่มันไม่รู้จัก ใช่เรียกมันว่าต้าเหรินหรือไม่?
คนเหล่านี้สมองมีปัญหา?
มันมองหนานเยว่อย่างสงสัยใจ ชี้ไปยังคนทั้งสาม ถามว่า “นี่มันเรื่องอะไร
กัน?”
“ต้าเหริน ข้าก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าใด” หนานเยว่ทำหน้าน่าสงสาร
จั่วม่อหันกลับมาถาม “ผู้ใดสามารถบอกข้าได้ว่านี่มันเรื่องอันใด?”
ในฐานะเหล่าป่านที่ปกครองยอดฝีมือกลุ่มใหญ่ ย่อมกอรปด้วยตบะบารมี
บารมีที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน เมื่อใดที่มันเคร่งขรึมจริงจัง สุ้มเสียงที่ไม่อนุญาต
ให้ผู้คนปฏิเสธ ทำเอาคนทั้งสามถึงกับใจสั่นสะท้าน ทั้งสามล้วนฉลาด
ปราดเปรื่อง อาศัยประโยคสั้นๆ เพียงเท่านี้ พวกมันสามารถแยกแยะได้หลาย
ประการ
กระทั่งเหลิ่งเยวี่ยที่เดิมอาศัยหนานเยว่ คาดเดาว่าจั่วม่อมาจากตระกูล
สามัญซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก ยังต้องเปลี่ยนข้อสันนิษฐานของมันในบัดดล
“ผู้น้อยไป๋โหยวเหลียน เป็นตัวแทนตระกูลไป๋แสดงความยินดีที่ต้าเหริน
พิชิตชัยในศึกทลายคุก” ไป๋โหยวเหลียนเอ่ยปากเป็นคนแรก สุ้มเสียงของนาง
ทั้งเคารพนอบน้อมและอ่อนหวานน่าฟัง “ตระกูลไป๋ยังจัดเตรียมของขวัญแสดง
ความยินดีแก่ผู้อาวุโส ขอต้าเหรินโปรดยิ้มรับไว้”
เหลิ่งเยวี่ยกับคังเจ๋ออดหดหู่ไม่ได้ ยามกะทันหันถูกแม่นางผู้นี้ชิงก้าว
ออกมาเป็นคนแรก พวกมันรู้สึกเหมือนกินแมลงวันลงไปทั้งตัว อึดอัดขัดข้อง
อย่างยากจะบ่งบอกบรรยาย แต่พวกมันทั้งสองยังคงมีปฏิกิริยารวดเร็ว รีบ
กล่าว
“ตระกูลเหลิ่ง… …”
“ตระกูลคัง… …”
จั่วม่อพอฟัง เริ่มเข้าใจโดยคร่าวๆ ว่าเป็นเรื่องราวใด มันโบกมือตัดบทคน
ทั้งสอง “เอาเถอะ บอกสิ่งที่พวกเจ้าต้องการ ทีละคน” กล่าวจบคำ มันชี้ไปยัง
ไป๋โหยวเหลียน “เริ่มจากเจ้า”
ไป๋โหยวเหลียนในใจลอบภาคภูมิใจ แต่ไม่กล้าลืมตัว กล่าวอย่างเรียบๆ
ร้อยๆ ว่า “ตระกูลไป๋ขอน้อมเชิญต้าเหรินเข้าพำนักในตำหนักศาสตร์อสูรธารา
สันติสุข ผู้คนทั้งเบื้องสูงเบื้องต่ า ล้วนเฝ้ารอคอยต้าเหริน! ตระกูลไป๋ยินดีมอบ
สินน้ าใจให้แก่ต้าเหรินปีละหกล้าน และมอบหอวิญญาณหทัยให้เป็นที่พำนัก
ของต้าเหริน ตระกูลไป๋ยังยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดของต้าเหริน และต้า
เหรินสามารถฝึกปรือศาสตร์อสูรทั้งหมดของตำหนักศาสตร์อสูรธาราสันติสุข”
หนานเยว่อ้าปากค้าง สวรรค์ ปีละหกล้าน! ต่อให้นางสำเร็จการศึกษาจาก
ตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วง และหางานทำ รายได้ต่อเดือนของนางสมควร
ไม่เกินหนึ่งพันเท่านั้น ยังไม่ต้องกล่าวถึงสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่า นั่นคือหอวิญญาณ
หทัย เมื่อเทียบกับหอวิญญาณกระจ่างที่ประมุขตำหนักมอบให้แก่นางเมื่อเช้า
หอวิญญาณหทัยยังราคาแพงยิ่งกว่า ราคาของหอวิญญาณหทัยในท้องตลาด
ล้วนเริ่มต้นที่สิบล้าน!
ใจกว้างจริงๆ! หนานเยว่สีหน้าตะลึงลาน ถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูกไป
แล้ว
จั่วม่อในใจลอบปิติยินดีจนแทบตัวลอย ฮ่าฮ่า จิงสือมากมาย! อ้อ ไม่ใช่
ภพอสูรสมควรไม่ได้ใช้จิงสือ จั่วม่อแม้ไม่ล่วงรู้เรื่องค่าเงินของเผ่าอสูร แต่ย่อม
เข้าใจได้ว่านี่ไม่ใช่ราคาเล็กๆ น้อยๆ อย่างแน่นอน เพียงดูจากสีหน้าอันน่า
ขบขันของหนานเยว่ก็ทราบได้
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อเป็นบุคคลเขี้ยวลากดินผู้หนึ่ง สำหรับการเจรจา
ต่อรอง มันมีสัญชาตญานตามธรรมชาติ ผนวกกับประสบการณ์ต่อสู้อันล้น
เหลือ เจ้าเด็กน้อยทั้งสามที่อยู่เบื้องหน้ามัน ก็ไม่ต่างจากลูกแกะน้อยสามตัวที่
เต็มไปด้วยไขมันและเนื้อสดอันหอมหวาน
ซึก ซึก ซึก… …
จั่วม่อในใจเต็มไปด้วยเสียงลับมีด แต่สีหน้ายังคงราบเรียบเฉื่อยชา ราวกับ
คนที่ไม่สนใจเรื่องราวทางโลก ไม่แยแสชื่อเสียงเกียรติยศหรือทรัพย์สมบัติใดๆ
มันชี้ไปยังคังเจ๋อเป็นรายต่อไป กล่าวว่า “เจ้าบอก”
คังเจ๋อปลุกปลอบขวัญกำลังใจ กล่าวว่า “ต้าเหริน ตระกูลของเรายินดี
มอบให้ต้าเหรินแปดล้านต่อปี ตระกูลไม่มีหอวิญญาณหทัย แต่เรายินดีมอบ
วิญญาณทองคำให้แก่ต้าเหรินปีละสามผล”
ไป๋โหยวเหลียนสีหน้าเปลี่ยนเป็นขัดตาสุดทนดู คังเจ๋อสามารถจ่ายราคา
แปดล้านต่อปี นางไม่ได้ตื่นตระหนกเท่าใด สิ่งที่ทำให้นางตกใจจริงๆ กลับเป็น
วิญญาณทองคำ!
คำเล่าลือที่ว่าตระกูลคังครอบครองต้นไม้ทองดำ ดูท่าว่าจะจริงแท้แน่นอน
เสียแล้ว!
หากสีหน้าของไป๋โหยวเหลียนเรียกว่าน่าเกลียดอยู่บ้าง เช่นนั้นสีหน้าของ
เหลิ่งเยวี่ยก็ซีดจนเขียวดุจคนตาย ความหวังเสี้ยวสุดท้ายในใจมันพังทลายไป
กับตา ไม่ต้องกล่าวถึงว่าตระกูลไม่ได้มอบให้มันมีอำนาจในการต่อรอง ต่อให้
มันได้รับอนุญาตมาจริง มันก็เชื่อว่าตระกูลมันไม่มีปัญญาจ่ายราคาที่สูงกว่านี้ได้
ไม่ใช่เพียงแค่ตระกูลเหลิ่งที่ไม่มีปัญญา ตระกูลไป๋เองก็ไม่สามารถเช่นกัน
พอเห็นใบหน้าเขียวคล้ าของไป๋โหยวเหลียน เหลิ่งเยวี่ยผู้สลดหดหู่พลันรู้สึกดี
ขึ้นมาก
จั่วม่อแม้ว่าไม่ล่วงรู้ว่าวิญญาณทองคำเป็นตัวอะไร แต่สัญชาตญาณบอก
มันว่า นี่จะต้องเป็นสิ่งของที่ดีและหายากอย่างแน่นอน
“วิญญาณทองคำ!” ผูเยาเสียงสั่นระริกอยู่บ้าง “เอาอันนี้เถอะ!”
จั่วม่อยังไม่รับปาก มันผงกศีรษะให้คังเจ๋อ จากนั้นหันไปมองเหลิ่งเยวี่ย
เหลิ่งเยวี่ยฝืนยิ้ม กล่าวอย่างซื่อสัตย์ว่า “ต้าเหริน เราไม่สามารถให้ราคา
สูงกว่าพี่คังเจ๋อ”
คำตอบนี้ไม่ได้ทำให้จั่วม่อแปลกใจ สิ่งที่กระทั่งผูเยายังสีหน้าแปรเปลี่ยน
ย่อมต้องเป็นสิ่งที่ดี มันเองก็คาดไว้แล้วว่าเหลิ่งเยวี่ยไม่สามารถเสนอราคาที่สูง
กว่านี้ได้ แต่มันยังคงต้องถาม ตามประสาคนรอบคอบระมัดระวัง
“ประเสริฐ” จั่วม่อกล่าวกับคังเจ๋อ “เจ้าตามมา หนานเยว่ เจ้าก็ด้วย”
คังเจ๋อเบิกบานใจยิ่ง รีบติดตามไปทันที
ไป๋โหยวเหลียนพกพาใบหน้าเขียวคล้ าหายตัวไป เหลิ่งเยวี่ยก็ไม่ได้สนใจ
จะชมดูกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง รีบกลับไปรายงานในบัดดล
เมื่อไม่มีคนอยู่ด้านข้างอีก จั่วม่อก็ทรุดนั่งลง กล่าวกับคนทั้งสอง “นั่ง”
คังเจ๋อทรุดกายลงนั่งอย่างอ่อนน้อม ส่วนหนานเยว่นั่งลงด้านข้างจั่วม่อ
อาศัยช่วงเวลาระหว่างเดินหาสถานที่ลับหูลับตาคนช่วงสั้นๆ นี้ ผูเยารีบ
บรรยายเกี่ยวกับวิญญาณทองคำให้จั่วม่อฟังโดยด่วน วิญญาณทองคำเกิดจาก
ต้นไม้ทองคำ ผูเยาเคยคิดว่าต้นไม้ทองคำสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว วิญญาณทองคำ
สามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของพลังจิตสำนึกได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยัง
สามารถขยายทะเลแห่งจิตสำนึก สิ่งที่มีค่ามากที่สุด คือสามารถเสริมสร้าง
ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณ ช่วยขัดเกลาให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
อสูรฝึกปรือจิตสำนึก จิตสำนึกที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งที่กำหนดพลังฝีมืออัน
แข็งแกร่ง แต่ความแข็งแกร่งของจิตสำนึก ไม่ได้ช่วยให้จิตวิญญาณกลายเป็น
หมดจดและบริสุทธิ์ขึ้น จิตวิญญาณยิ่งบริสุทธิ์มากเท่าใด ก็ยิ่งมีเสถียรภาพมาก
เท่านั้น ทะเลแห่งจิตสำนึกก็จะยิ่งมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น จิตวิญญาณที่ไม่
บริสุทธิ์อาจกลายเป็นจุดอ่อนแฝงเร้น ยิ่งพลังบำเพ็ญเพียรลึกล้ าเท่าใด ก็ยิ่ง
อันตรายมากขึ้นเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ วิญญาณทองคำย่อมเป็นสมบัติล้ าค่าที่ยากจะหาได้จากที่ใด
และสำหรับผูเยาที่จิตวิญญาณได้รับบาดเจ็บจนแทบแตกสลาย เพื่อเยียวยา
รักษาตัวเอง วิญญาณทองคำคือสิ่งที่มันปรารถนาอย่างยิ่งยวด!
ดังนั้นเมื่อได้ยินคำ วิญญาณทองคำ มันถึงกับไม่อาจควบคุมตัวเองได้
แต่สิ่งที่จั่วม่อห่วงกังวลกลับเป็นปัญหาอื่น สถานที่เดียวที่มันสามารถ
พบปะสนทนากับอสูรเหล่านี้คือในกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง ไม่ต้อง
กล่าวถึงความจริงที่ว่า เวลานี้ร่างจริงของมันถูกกักขังอยู่ในสนามรบโบราณ ต่อ
ให้มันสามารถหาทางออกได้สำเร็จ มันก็ไม่สามารถมายังภพอสูรได้
วิญญาณทองคำคลับคล้ายกับลูกแก้วลมหายใจวารี สามารถนำเข้ามาใน
คุกสิบนิ้วได้ นี่คือสิ่งที่จั่วม่อต้องยืนยันให้แน่ชัด
แต่ฝ่ายมันไม่มีปัญหา ก็ไม่ใช่ว่าฝ่ายคังเจ๋อจะไม่มีปัญหาด้วย มันไม่แน่ใจ
ว่าคังเจ๋อจะยอมรับเงื่อนไขของมันได้หรือไม่ สิ่งที่ดีเช่นวิญญาณทองคำ อีกฝ่าย
ย่อมไม่ยอมส่งมอบออกมาโดยง่าย
มันจึงต้องกล่าวปัญหาของมันออกไป
จริงดังคาด เมื่อได้ฟังว่าจั่อม่อไม่สามารถเข้าพำนักยังตระกูลคัง คังเจ๋อสี
หน้าไม่ดีนัก กล่าวตามความสัตย์ ราคาที่คังเจ๋อเสนอออกมา เป็นราคาสูงสุด
เท่าที่พวกมันจะให้ได้แล้ว
จั่วม่ออาจสร้างคุกกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง แต่จะอย่างไร นี่ก็
เป็นเพียงคุกชั้นที่หนึ่งเท่านั้น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งจั่วม่อสำแดงออกมาในยามนี้เต็มไปด้วยศักยภาพอัน
น่าอัศจรรย์ แต่ไม่ใช่พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ ก่อนที่จะกลายเป็นพลังอำนาจที่
แท้จริง ศักยภาพไม่ว่าจะน่าอัศจรรย์ใจสักเท่าใด ก็เป็นได้แค่ศักยภาพเท่านั้น
มันเต็มไปด้วยความเสี่ยงและความไม่แน่นอน
คังเจ๋อเงียบงันไปนาน จั่วม่อฉุกคิดขึ้นมาทันที ว่าชักผิดท่าแล้ว
บัดซบ! หากสิ่งที่ดีเช่นนี้ลอยหนีไปต่อหน้า มันจะต้องร่ าไห้จนตายแน่!
ขณะที่จั่วม่อกำลังปวดเศียรเวียนเกล้าเต็มที่ ผูเยาในที่สุดอดกล่าวไม่ได้…
“ลองถามมันดู ศาสตร์รอยแผลสีเทาของมันฝึกปรือถึงขั้นใด?”