สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 356 การเปลี่ยนแปลงใหม่
“ถามมันว่า ศาสตร์รอยแผลสีเทาของมันฝึกปรือถึงขั้นใด?”
ผูเยาเมื่อสอดปากอย่างกะทันหัน จั่วม่อก็ค้นพบความร้อนรุ่มในน้ าเสียง
ของผูเยาได้ทันที หลังจากร่วมหัวจมท้ายกันมานานถึงเพียงนี้ จั่วม่อค่อยๆ
เรียนรู้นิสัยใจคอบางส่วนของผูเยา โดยทั่วไปผูเยามักมีทีท่าดูหมิ่นเหยียดหยาม
ต่อทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เมื่อเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือมันได้เป็นอย่างมาก มันจะไม่ปิดบัง
ความปรารถนาเร่งด่วนของตน
กล่าวจากมุมนี้ ผูเยาก็เรียกได้ว่าตรงไปตรงมาไม่น้อย แต่แน่นอนว่าส่วน
ใหญ่แล้ว ความตรงไปตรงมาของอสูรเฒ่าหนังเหนียวผู้นี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะรับมือ
ได้ง่ายดายนัก
ยกตัวอย่างเช่นยามนี้ ผูเยาไม่ซ่อนเร้นความปรารถนาในดวงวิญญาณ
ทองคำ หากว่าจั่วม่อไม่อาจหยิบฉวยวิญญาณทองคำมาให้แก่ผูเยา รับรองได้ว่า
หลังจากนี้จะมีเคราะห์กรรมที่รอคอยมันอยู่นับไม่ถ้วน
ภัยคุกคามจากผูเยากำลังเปิดโล่งออกมาทั้งหมด แยกเขี้ยวรอท่าอยู่ทุก
เมื่อ
จั่วม่อทราบกระจ่างเป็นอย่างดี อดสันหลังเย็นวาบไม่ได้ มันกระแอมไอ
เบาๆ แล้วกล่าว “เจ้าฝึกปรือศาสตร์รอยแผลสีเทาถึงขั้นใด?”
ไม่ถามยังพอทำเนา พอถามออกมาเท่านั้น คังเจ๋อถึงกับสะท้านขึ้นทั้งร่าง
สีหน้าตื่นตะลึงสุดระงับ ศาสตร์รอยแผลสีเทา ไฉนผู้อื่นรู้จักศาสตร์รอยแผลสี
เทา? หนานเยว่ที่ด้านข้างมองเห็นความแตกตื่นของคังเจ๋อได้ชัดตา ในใจลอบ
ครุ่นคิด นี่คงเป็นอีกหนึ่งศาสตร์อสูรที่สาบสูญ เช่นเดียวกันกับศาสตร์เกาทัณฑ์
สวรรค์แดนใต้กระมัง?
ต้าเหรินช่างลี้ลับโดยแท้!
คังเจ๋อจ้องหน้าจั่วม่อเขม็งนิ่ง ปรารถนาจะได้เห็นร่องรอยอันใดบนใบหน้า
จั่วม่อ แม้สักเล็กน้อยก็ยังดี
แต่บุคคลอันเผ็ดร้อนและโชกโชนอย่างจั่วม่อ มีหรือจะผิดพลาดกับเรื่อง
เล็กน้อยเท่านี้ มันปั้นหน้ากระด้างเย็นชา ลอกเลียนสีหน้าไร้ความรู้สึกของผูเยา
ไม่มีผิดเพี้ยน ในใจลอบรำพึงรำพัน เมื่อก่อนข้าเคยเป็นคนดีมีเมตตาและซื่อ
บริสุทธิ์ไร้เดียงสา ทว่าหลังจากคบหากับมารร้ายเช่นผูเยามานาน ใกล้ชาดเป็น
สีแดงใกล้หมึกติดสีดำ มันในยามนี้ถึงกับมีฝีมือโป้ปดมดเท็จและมากเล่ห์ถึง
เพียงนี้ ช่างน่าอนาถใจเหลือเกิน
แน่นอนว่ามันไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย พยายามสวมบทบาทของ
ตัวเองอย่างสุดความสามารถ
คังเจ๋อไม่พบเบาะแสใดๆ แต่ผู้อื่นเมื่อสามารถเอ่ยนามศาสตร์รอยแผลสี
เทาออกมาตรงๆ สมควรไม่ได้กล่าวเปะปะวุ่นวาย ในบรรดาศาสตร์อสูร
มากมายที่มีอยู่ในตระกูลคังปัจจุบัน ศาสตร์รอยแผลสีเทาไม่มีอะไรโดดเด่น
เหล่าลูกหลานอายุเยาว์ในตระกูลขอเพียงมีพรสวรรค์สักเล็กน้อย ก็ไม่มี
ทางเลือกศาสตร์อสูรวิชานี้มาเป็นวิถีหลักในการฝึกปรือ พวกมันชมชอบศาสตร์
อสูรเช่นศาสตร์ทะเลสีเทาหรือศาสตร์เมฆาสีเทา ซึ่งทรงพลังมากกว่า
แต่มันในฐานะหลานชายของประมุขตระกูล ย่อมล่วงรู้มากกว่าสมาชิก
ตระกูลคังทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น ในทางลับ สภาผู้อาวุโสของตระกูลคังไม่เคย
หยุดศึกษาศาสตร์รอยแผลสีเทาแม้แต่ชั่วครู่ชั่วยาม!
ตระกูลคังครอบครองศาสตร์อสูรมากมาย แต่ผู้อื่นไฉนเจาะจงเอ่ยถึง
เฉพาะศาสตร์รอยแผลสีเทา?
คังเจ๋อในใจผุดความคิดนานัปการ สุดท้ายก้มศีรษะกล่าวอย่างนอบน้อม
“ผู้น้อยไม่ได้ฝึกปรือศาสตร์รอยแผลสีเทา”
“ไม่ได้ฝึกปรือ?” ผูเยางงงันวูบ
จั่วม่อปฏิกิริยาฉับไว แสร้งเป็นงงงันวูบตาม “เจ้าไม่ได้ฝึกปรือศาสตร์รอย
แผลสีเทา?”
“หรือว่าตระกูลคังคิดค้นสุดยอดศาสตร์อสูรอันร้ายกาจวิชาอื่น?” ผูเยา
รำพึงกับตัวเอง หัวคิ้วขมวดมุ่น รู้สึกแปลกใจไม่น้อย
“ตระกูลคังของเจ้า ใช่คิดค้นสุดยอดศาสตร์อสูรอันร้ายกาจขึ้นมาใหม่
หรือไม่?” จั่วม่อเรียนรู้ปุบปับสามารถนำมาขายต่อได้ทันควัน
คังเจ๋อกัดฟันตอบว่า “ไม่ใช่ว่าคิดค้นศาสตร์อสูรใหม่อันใด แต่ศิษย์ผู้นี้โง่
งม ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงศาสตร์รอยแผลสีเทา” หัวใจมันเต้นรัวเร็ว กระทั่ง
คำเรียกหาตัวเองยังเปลี่ยนจาก ‘ผู้น้อย’ ไปเป็น ‘ศิษย์’
ภายในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยาหัวคิ้วค่อยคลายลง ถอนหายใจอย่างโล่
งอก “บอกมันว่าเจ้าสามารถสอนศาสตร์รอยแผลสีเทาที่แท้จริงให้แก่มัน แลก
กับวิญญาณทองคำปีละห้าดวง”
“เจ้ารู้จักศาสตร์รอยแผลสีเทาจริงๆ?” จั่วม่อถามผูเยาอย่างสงสัยใจ
“สิ่งนั้นง่ายมาก เพียงแค่คดเคี้ยวกว่าเส้นทางปกติเท่านั้น” หลังจากเรียก
คืนความเชื่อมั่น ผูเยาโบกมือคุยโอ่ด้วยท่วงท่าองอาจเกรียงไกร
จั่วม่อเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ผูเยาช่างล่วงรู้หลายสิ่งหลายอย่างเสียจริง แต่
ครุ่นคิดส่วนครุ่นคิด ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการแสดงของมัน มันกระแอมไอ
เบาๆ สองสามคำ กล่าวว่า “ข้าพอดีล่วงรู้เกี่ยวกับการฝึกปรือศาสตร์รอยแผลสี
เทาอยู่บ้าง”
คังเจ๋อรู้สึกความปิติยินดีอันกล้าแข็งสายหนึ่ง ปะทุทะลวงปราการป้องกัน
ในจิตใจของมัน ถึงกับหัวหมุนงุนงงอยู่บ้าง
สุ้มเสียงของมันสั่นพร่าเล็กน้อย “เป็นความจริง?”
“ถูกต้อง” จั่วม่อฝืนกล่าว
ในเวลาเช่นนี้ คังเจ๋อค่อยเผยคุณสมบัติในฐานะหลานชายประมุขตระกูล
ออกมา มันไม่ได้สูญเสียการควบคุมตัวเอง แต่ระงับอารมณ์ตื่นเต้นยินดีเอาไว้
ถามตรงจุดสำคัญอย่างนอบน้อม “เช่นนั้นตระกูลคังเราสามารถตอบแทน
เหล่าซืออย่างไร?”
จั่วม่อมองคังเจ๋ออย่างนิยมชมชื่น ครุ่นคิดว่าเด็กน้อยผู้นี้ไม่เลวเลยจริงๆ
อย่างไรก็ตาม นิยมชมชื่นก็ส่วนนิยมชมชื่น ไม่ได้แปลว่ามันจะลดราคาให้อีก
ฝ่าย “วิญญาณทองคำปีละสิบดวง”
จั่วม่อพอเอ่ยปาก กลับเพิ่มราคาของผูเยาเป็นสองเท่า!
นี่ไม่ใช่ว่าเกอละโมบโลภมาก แต่ในบ้านเกอมีผู้คนที่ต้องเลี้ยงดู!
ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยาอ้าปากค้าง ถลึงตากลมกว้าง
ซี๊ด คังเจ๋อสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ แม้ว่ามันจะคาดการณ์ไว้แล้ว ว่า
ราคาที่ตระกูลคังจะต้องจ่ายคงไม่ใช่จำนวนน้อยๆ แต่วิญญาณทองคำสิบดวง
ต่อปี ราคานี้ยังเหนือล้ ากว่าที่มันคาดคิดเอาไว้มาก
“นี่เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ศิษย์ไม่อาจตัดสินใจ จำต้องปรึกษาหารือกับเหล่าผู้
อาวุโสของตระกูล”
คังเจ๋อตอบอย่างระมัดระวัง
“ไม่มีปัญหา” จั่อม่อไม่เปลืองวาจามากความ ชี้ไปยังหนานเยว่ แนะนำว่า
“นางเป็นผู้ติดตามของข้า ต่อไปมีเรื่องใดให้เสาะหานาง”
พอฟังเช่นนี้ คังเจ๋อรีบแลกเปลี่ยนรอยประทับวิญญาณกับหนานเยว่ เห็น
ตัวอักษร ‘คัง’ อันเรียบง่ายทว่าแปลกตาลอยขึ้นตรงหน้าคังเจ๋อ สองฟากข้าง
เป็นพุ่มไม้สีเทาแกมเขียวกระจัดกระจาย หนานเยว่ก็นำรอยประทับวิญญาณ
ของนางออกมา รอยประทับวิญญาณของหนานเยว่เป็นตัวอักษรสองคำ ‘เทียน
หนาน’ (สวรรค์แดนใต้) เขียนขึ้นด้วยเครือเถาคดโค้งสีม่วง
สังเกตรอยประทับวิญญาณของหนานเยว่ คังเจ๋อสะท้านใจวูบ เท่าที่มัน
สืบทราบมา หนานเยว่ไม่ได้มีภูมิหลังอันใด นางถือกำเนิดจากตระกูลที่เล็กมาก
สภาพความเป็นอยู่ลำบากยากแค้น สามัญธรรมดายิ่ง แต่ยามนี้เมื่อพบเห็นรอย
ประทับวิญญาณของนาง มันอดตื่นตะลึงไม่ได้
เมื่อถือกำเนิดจากชาติตระกูลอันทรงอำนาจ วิชาความรู้เรื่องรอยประทับ
วิญญาณของคังเจ๋อย่อมไม่มีขาดตกบกพร่อง วิธีการเขียนตัวอักษร ‘เทียน
หนาน’ เป็นรูปแบบการเขียนที่แตกต่างจากรูปแบบอักษรในสมัยปัจจุบัน รอย
ประทับวิญญาณลักษณะนี้ ส่วนใหญ่พบในชาติตระกูลที่มีประวัติอันยาวนาน
มันลอบจดจำเอาไว้ ตั้งใจว่าจะกลับไปตรวจสอบให้ละเอียดอีกรอบ ยามนี้
มันยื่นมือออกไป เคาะดรรชนีลงบนตัวอักษร ‘เทียนหนาน’ อย่างนุ่มนวล แสง
สีม่วงลอยวาบเข้าไปในรอยประทับวิญญาณของมัน หนานเยว่ก็ทำเช่นเดียวกัน
เมื่อทำการแลกเปลี่ยนรอยประทับวิญญาณเสร็จสิ้น ทั้งสองฝ่ายก็สามารถ
ติดต่อสื่อสารกันได้อย่างง่ายดาย
คังเจ๋อรีบคารวะอำลา มันต้องเร่งรุดกลับไปรายงานที่ตระกูล ในใจบังเกิด
ลางสังหรณ์อย่างเลือนราง ว่าโอกาสนี้ อาจพลิกผันโชคชะตาของตระกูลคังไป
ตลอดกาล!
เมื่อคังเจ๋อจากไป จั่วม่อก็สอนวิชาแก่หนานเยว่ครู่หนึ่ง ก่อนจะออกจาก
คุกสิบนิ้ว
“ที่แท้มันเดินไปในวิถีทางแห่งการแยกสลาย” เชียนหลิวประหลาดใจอยู่
บ้าง “ลักษณะฝีมือพิเศษเฉพาะยิ่ง ไม่เหมือนผู้ใดจริงๆ”
คนหน้าไฟดูเหมือนจะไม่สนใจกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างสักเท่าใด
กวาดสายตามองไปรอบๆ จู่ๆ กก็หัวร่อฮิฮะ กล่าวว่า “คราวนี้เดรัจฉานน้อย
เหล่านั้น อาจอดรนทนไม่ได้ขึ้นมาจริงๆ”
เชียนหลิวย่อมทราบว่าคนหน้าไฟกล่าวถึงผู้ใด จึงเพียงแย้มยิ้มไม่เอ่ยวาจา
หันกลับมาเพ่งพินิจกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างอีกครั้ง สามร้อยปีที่แล้ว
มันได้ชัยในศึกทลายคุก ทิ้งนภาจรัสวารีไพศาลเอาไว้เบื้องหลัง ทว่าที่ผ่านมา
มันไม่เคยสนใจไยดีกระไรนัก
แต่วันนี้ กลับยิ่งมายิ่งกระหายใคร่รู้ไม่น้อย มันแทบจดจำไม่ได้แล้วว่ามา
เยือนนภาจรัสวารีไพศาลครั้งสุดท้ายตั้งแต่เมื่อใด ในฐานะยอดฝีมือที่คลุกคลีอยู่
ในคุกชั้นที่เจ็ด คุกชั้นที่หนึ่งก็เป็นความทรงจำอันห่างไกลอย่างแท้จริง วันนี้มัน
มาเยือนเพื่อชมดูเป็นการเฉพาะ ดูว่าผู้ที่สามารถทำลายนภาจรัสวารีไพศาล
ของมันมีฝีมือเส้นทางใด คุกชั้นแรกที่จัดตั้งขึ้นใหม่มีลักษณะพิเศษอย่างไร
“ฟังว่ามันยังเยาว์วัยใช่หรือไม่?” เชียนหลิวถามอย่างสนอกสนใจ
“เยาว์วัยยิ่ง!” คนหน้าไฟยักคิ้วหลิ่วตา ใบหน้าภายใต้ลูกไฟที่เลิกคิ้วขึ้น
เต็มไปด้วยความยินดีในคราเคราะห์ของผู้อื่น “คาดว่าถึงยามนี้ มันจะต้องอยู่
ในรายชื่อที่เดรัจฉานน้อยเหล่านั้นคิดท้าทายเรียบร้อยแล้ว”
“นั่นกลับไม่เลวนัก” เชียนหลิวกล่าวเสียงเรียบ “การแข่งขันเป็นสิ่งที่ดี”
จากนั้นมันรั้งจิตสำนึกกลับคืน พึมพำอย่างเศร้าเสียดาย “แต่น่าเสียดาย
ข้าไม่มีทางใดที่จะได้สัมผัสกับศึกทลายคุกอีกแล้ว มีสิ่งที่ทรงพลังอำนาจอยู่
ตรงหน้าแท้ๆ น่าเสียดาย น่าเสียดาย”
เงื่อนไขของการเปิดศึกทลายคุกป็นความลี้ลับประการหนึ่ง ยกตัวอย่าง
เช่น ในช่วงสามร้อยปีที่ผ่านมา คุกชั้นแรกนภาจรัสวารีไพศาล ไม่มีผู้ใดสามารถ
เปิดศึกทลายคุกขึ้นได้ แต่ในช่วงสามร้อยปีนี้เอง คุกชั้นที่สอง ชั้นที่สี่และชั้นที่
ห้า ล้วนมีการเปิดศึกทลายคุก รูปแบบเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องนับว่ายากจะคาด
คำนวณโดยแท้
เชียนหลิวเคยเปิดศึกทลายคุกด้วยตัวเอง ยิ่งรู้ดีกว่าคนทั่วไปเสียอีก
เงื่อนไขของการเปิดศึกทลายคุกไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับพลังฝีมืออัน
เข้มแข็ง แต่เกี่ยวข้องกับระดับชั้นของผู้คน และเป็นความสัมพันธ์ที่
ละเอียดอ่อนมาก คนผู้หนึ่งหากระดับสูงเกินไป ก็จะไม่ทำงาน ยกตัวอย่างเช่น
ตัวมันเอง สามร้อยปีก่อนมันสามารถเปิดศึกทลายคุกของคุกชั้นแรก แต่
ปัจจุบันด้วยด่านบำเพ็ญเพียรอันสูงล้ า กลับไม่สามารถทำได้อีกต่อไป
หรือหากคนผู้นั้นระดับชั้นต่ าเกินไป ศึกทลายคุกก็ไม่ทำงานอยู่ดี
ที่สำคัญคุกสิบนิ้วดูเหมือนจะเอื้อเอ็นดูอสูรเยาว์วัยเป็นพิเศษ หรือกล่าวให้
ถูกต้องกว่านั้นก็คือ ต้องเป็นอสูรเยาว์วัยที่มีระดับชั้นสูงส่ง
น่าเสียดายโดยแท้!
เชียนหลิวสั่นศีรษะอย่างเศร้าเสียดาย รอยประทับวิญญาณที่ทรงพลัง
ที่สุดของผู้อื่นจะสำแดงตนออกมาในศึกทลายคุกเท่านั้น กระดานหมากรุกสัตว์
ร้ายแดนร้างเต็มไปด้วยศาสตร์อสูรสายแยกสลายอันประณีตล้ าลึก เปรียบ
ประหนึ่งทะเลแห่งคำถามที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด
อา น่าเสียดายนัก!
ที่ผ่านมาเชียนหลิวย่อมเคยประมือกับยอดฝีมือหลายคน แต่มันเพิ่งเคย
พบเห็นฝีมือพิเศษเฉพาะเช่นนี้เป็นครั้งแรก รู้สึกคันหัวใจยากจะเกา ถึงกับอด
รนทนไม่ได้อยู่บ้าง
คนหน้าไฟเห็นสีหน้าสุดแสนเสียดายบนใบหน้าเชียนหลิว ทันใดนั้นยื่น
หน้าเข้ามากระซิบ “ข้ามีวิธี”
“วิธีใด?”
“ลากเดรัจฉานน้อยกลุ่มนั้นมาที่นี่” คนหน้าไฟคล้ายตำหนิว่าโลกยังไม่
วุ่นวายพอ “เดรัจฉานน้อยกลุ่มนั้น ยามนี้คงต้องกำลังคึกคักฮึกเหิมเป็นพิเศษ
ปล่อยให้พวกมันมาทำลายกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างเถอะ”
เชียนหลิวหวั่นไหวใจอยู่บ้าง แต่ยังคงสั่นสีรษะ กล่าวว่า “ศึกทลายคุกมิใช่
ว่าจะเปิดศึกขึ้นได้ง่ายดายนัก”
“ฮี่ฮี่ นั่นไม่ใช่ธุระกงการใดของเรา แต่อย่าห่วงเลย ข้าเดาว่าตาเฒ่ากลุ่ม
นั้นต้องสนใจด้วยแน่” คนหน้าไฟหัวร่อเฮอะฮะ จากนั้นกล่าวอย่างใจกว้างและ
ชอบธรรม “เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่งเกี่ยว ปล่อยให้ข้าจัดการเอง!”
เชียนหลิวกระหายใคร่รู้ในศาสตร์อสูรน้อยของจั่วม่ออย่างแท้จริง นี่อาจ
เป็นกิเลสของยอดฝีมือ มันแย้มยิ้ม ไม่ได้ห้ามปรามอีกฝ่าย เพียงเตือนว่า
“อย่าได้ก่อกวนเรื่องราวใหญ่โตเกินไปนัก”
“วางใจเถอะ วางใจเถอะ” คนหน้าไฟสีหน้าตื่นเต้นคึกคักยิ่ง
ในภายหลัง เชียนหลิวพอมาย้อนนึกดูถึงเรื่องนี้ ถึงกับไม่ทราบว่ามันคิดถูก
หรือคิดผิด ที่เผลอไว้วางใจตัวเลวร้ายที่ชมชอบก่อเรื่องนี้
จั่วม่อออกจากกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง พลันรู้สึกลมอุ่นสาย
หนึ่งปะทะใบหน้า
มันสะดุ้งสุดตัว รีบลืมตามอง เห็นใบหน้าคุ้นเคยวงหนึ่ง แทบจะแนบชิด
ติดกับใบหน้ามัน
“อากุ่ย!”
จั่วม่อถอนใจโล่งอก ประคองใบหน้าอากุ่ยไว้ในมือ ถามอย่างสนอกสนใจ
ว่า “เจ้ากำลังทำอะไร?”
อากุ่ยจ้องมองมัน ไม่ตอบคำ
จั่วม่อพอถามจบคำ ค่อยชะงักกึก รอประเดี๋ยว อากุ่ยจ้องมองมัน? ใน
ดวงตามันทอแววยินดีอย่างฉับพลัน “อากุ่ย อากุ่ย!”
อากุ่ยยังคงจ้องมองจั่วม่ออย่างเลื่อนลอย ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง
จั่วม่อความปิติยินดีบนใบหน้าค่อยๆ จางลง มันเพ่งพินิจอากุ่ยอย่างถี่ถ้วน
ดวงตาของนางยังคงว่างเปล่า ใบหน้าแข็งทื่อ ต้องอดผิดหวังไม่ได้ อากุ่ยยัง
ไม่ได้ทุเลาแม้แต่น้อย มันสั่นศีรษะ เยาะหยันตัวเอง มันโลภมากเกินไปจริงๆ
จั่วม่อระงับความผิดหวังอย่างรวดเร็ว แม้ว่าอากุ่ยยังไม่ฟื้นคืนสติ แต่
นางในยามนี้มีชีวิตชีวากว่าเดิมมากแล้ว
อย่างน้อยที่สุด นี่ก็เป็นสัญญาณของข่าวดี!
คิดถึงตรงนี้ ความหดหู่ในใจจั่วม่อถูกกวาดออกไปทันที มันปลุกปลอบ
ขวัญกำลังใจ กระโดดลุกขึ้นยืน ก้มลงแบกอากุ่ยขึ้นบนหลัง แล้วทะยานร่าง
ออกไปด้านนอก
“อากุ่ย ไปกันเถอะ เราจะไปเที่ยวเล่นที่ค่ายของซู่หลง!”