สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 368 สงครามน ้าลาย
ในฐานะผู้สืบทอดที่โดดเด่นในบรรดาหนุ่มสาวรุ่นใหม่ของตระกูลชิงฮวา (บุปผา
ฟ้าคราม) ภายในตระกูล ชิงฮวาจางสุ่ยเปี่ยมด้วยพรสวรรค์ที่ไร้ผู้เทียบเทียม บุปผาฟ้า
ครามสันเขาเมฆา เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงและทรงอ่านาจอิทธิพลมาหลายพันปี ไม่เคย
เสื่อมทรุดลง แต่ละรุ่นล้วนมีลูกหลานที่เด่นล้่า หากย้อนไปสักสองร้อยสามร้อยปี
ตระกูลชิงฮวาถึงกับครอบครองที่นั่งในสภาผู้อาวุโสแห่งภพอสูร ดูแลปกครองภพอสูร
ทั้งมวล
ตระกูลชิงฮวาในปัจจุบันแม้ไม่มีสถานะเช่นในอดีต แต่ยังคงเป็นตระกูลใหญ่ที่มี
รากฐานมั่นคง เป็นที่นับหน้าถือตา เทียบกับพวกมันแล้ว ตระกูลคังก็เป็นเพียงตระกูล
บ้านป่าเล็กๆ ที่มาจากหลังเขาที่ใดสักแห่ง ดังนั้นคังเจ๋อเมื่อได้ยินชื่ออีกฝ่าย ถึงกับ
เงียบกริบไปทันที
โดยทั่วไปแล้วอาศัยค่า ‘บุปผาฟ้าครามสันเขาเมฆา’ ชิงฮวาจางสุ่ยสามารถ
อาละวาดไปทุกหนแห่ง เคยถูกหยามอัปยศถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
ตระกูลชิงฮวาเคยต้องถูกหยามอัปยศถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
ชิงฮวาจางสุ่ยอับอายขายหน้าจนแทบคลั่งใจตาย โลหิตฉีดพุ่งขึ้นหน้า ถลึงตา
กว้าง ชี้หน้าจั่วม่อ เค้นเสียงลอดไรฟัน “ผู้ที่หยามอัปยศตระกูลชิงฮวาของข้า มันต้อง
ตาย!”
จั่วม่อเหลือกตา “เจ้าสติดีหรือไม่? ข้าไปหยามอัปยศตระกูลชิงฮวาของเจ้า
ตั้งแต่เมื่อใด?”
“ก็เจ้า… …” โทสะที่อัดอกชิงฮวาจางสุ่ยสะดุดลงเล็กน้อย ยังไม่ทันจะกล่าวสืบ
ต่อ พลันถูกจั่วม่อขัดจังหวะกลางคัน
“ผู้ที่ข้าหยามอัปยศเป็นเจ้า ไม่ใช่ตระกูลชิงฮวา” จั่วม่อมองชิงฮวาจางสุ่ย
เหมือนมองคนปัญญาอ่อน เยาะหยันว่า “อาศัยคนอย่างเจ้าก็เรียกขานตัวเองว่า
อัจฉริยะแล้ว? เจ้าไม่ละอายแก่ใจบ้างหรือไร? อย่าได้ขู่ขวัญผู้คนไปแล้ว โอ้ ยามนี้
แน่นอนว่าเจ้าต้องอยากสังหารข้าเป็นแน่ ข้ารู้ดี ที่แท้คนอย่างเจ้ากระทั่งความอดกลั้น
ก็มีเพียงเล็กน้อยเท่านี้เอง เท่ากับความกว้างของทรวงอกเท่านั้น! อาศัยอะไรมาเทียบ
กับข้า!” กล่าวไปกล่าวมาสุ้มเสียงก็ดังขึ้นเรื่อยๆ “เจ้ามีคุณสมบัติใดมาประชันขันแข่ง
กับข้า? ตระกูลชิงฮวาของเจ้ามีใบหน้ามากกว่าผู้อื่นหรือ? เจ้าบุรุษที่รับประทาน
ข้าวต้ม* หากเก่งกล้าสามารถก็ไสหัวไปท่าลายคุกเสียก่อนเถอะ หากไม่มีปัญญา
ท่าลายคุก ก็อย่าได้มารบกวนข้าแล้ว เกอยุ่งมาก เข้าใจหรือไม่?”
(*แผลงเป็นคนไม่ได้ความ)
ใบหน้าแดงก่าของชิงฮวาจางสุ่ยบัดเดี๋ยวเขียวคล้่า บัดเดี๋ยวขาวซีด สั่นเทิ้มไปทั้ง
ร่าง
ปัง!
ชิงฮวาจางสุ่ยร่างพร่าเลือนวูบ แล้วพลันแตกระเบิด กลายเป็นกลุ่มแสง หายไป
ทันที
จั่วม่อสั่นศีรษะ ทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจัง “ปราการทางจิตอ่อนแอยิ่ง
คุณภาพจิตใจอ่อนด้อยแท้ๆ!”
กล่าวจบก็หันหน้ากลับมา มองหนานเยว่กับคังเจ๋อที่อ้าปากหวอ กล่าวว่า “โอ้
มาต่อกันเถอะ”
“อ๊าอ๊าอ๊ากกก!”
เสียงกรีดแหลมที่อัดแน่นไปด้วยโทสะดังลั่นมาจากในห้อง จีเฉิงชะงักฝีเท้ากึก
แต่ยังฝืนเปิดประตูเข้าไป เพียะ เครื่องเรือนแก้วผลึกกระแทกใส่พื้นข้างเท้ามันเสียงดัง
สนั่น แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
(จีเฉิง – จีเป็นแซ่ เฉิงหมายถึงยินยอมหรือความส่าเร็จ)
จีเฉิงไม่กล้าปิดกั้นเศษผลึกแหลมคม ปล่อยให้กระทบร่างของมันอย่างจ่ายอม
รีบปั้นรอยยิ้มบนใบหน้า กล่าวด้วยน้่าเสียงประจบประแจง “เจี่ยเจีย (พี่สาว) มีเรื่อง
อันใด? ผู้ใดตอแยท่านพี่มีโทสะ? ข้าจะจัดการมันให้สาสม! เลาะกระดูกมันออกมาบด
เป็นผุยผง ถลกหนังมัน กระชากเส้นเอ็นมันออกมา … …”
สุ้มเสียงมันขาดหายไปกลางคัน เนื่องเพราะจีลี่หวี่ถลึงจ้องมันอย่างดุร้าย
(จีเป็นแซ่, ลี่ – งดงาม หวี่ – ภาษา วาจา)
โอ้!
ใบหน้าโกรธขึ้งของเจี่ยเจียเต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน ดวงตาคู่งามที่อสูรหนุ่มนับ
ไม่ถ้วนถวิลหา ก่าลังลุกโชนด้วยไฟโทสะ!
สวรรค์! จีเฉิงรู้สึกหนังศีรษะชาซ่าน มันไม่เคยเห็นเจี่ยเจียพิโรธเดือดดาลมากถึง
เพียงนี้มาก่อน มันไม่ทราบว่าคนที่น่าเวทนาคนใดกระตุ้นโทสะเจี่ยเจีย ช่างน่าสงสาร
ยิ่ง!
ยามที่นางเดือดดาล เจี่ยเจียไม่เคยรู้จักพี่น้องญาติมิตร จีเฉิงส่านึกเสียใจอย่าง
สุดซึ้ง มันไฉนโง่งมจนพาตัวเข้าหาปากกระบอกปืนด้วยตัวเอง
จีเฉิงทราบดีว่าถึงเวลาที่มันจะต้องแสดงความจงรักภักดีแล้ว แสร้งท่าเป็นเดือด
ดาลทะยานฟ้า ตวาดว่า “เจี่ยเจีย ไม่ต้องห่วง! ข้าจะเรียกคนไปจัดการ! พวกมันกล้า
ตอแยเจี่ยเจียของข้า ใช่ร่าคาญในการมีชีวิตสืบต่อหรือไม่!”
จีลี่หวี่ถลึงจ้องจีเฉิงอยู่ครู่ใหญ่ บันดาลให้จีเฉิงถึงกับขนหัวลุกชี้ชัน
“เอาเถอะ! ไม่ต้องมาเสแสร้งแกล้งดัดต่อหน้าข้าแล้ว!” จีลี่หวี่แค่นเสียงอย่าง
เย็นชา พลางทรุดนั่งลง แม้ยังคงมีความขุ่นเคืองขัดแค้นอยู่บนใบหน้างาม แต่นางใน
ที่สุดก็สงบอารมณ์ลงได้ นางยกมือเท้าคาง ไม่ทราบก่าลังมึนงงหรือเฝ้าพะวงครุ่นคิด
สิ่งใด
จีเฉิงลอบระบายลมหายใจลึกๆ ช่วงคับขันอันตรายที่สุดผ่านพ้นไปแล้ว แต่มัน
ทราบดีว่าเวลานี้หากมันรีบจากไป คงไม่แคล้วถูกลงทัณฑ์เป็นแน่ มันเดินเข้าไปอย่าง
ระมัดระวัง ระคนกระหายใคร่รู้อยู่บ้าง “ที่แท้เกิดเรื่องอันใด?”
สามารถท่าให้เจี่ยเจียของมันขุ่นแค้นเดือดดาลได้ถึงเพียงนี้ ไม่ทราบเป็นปราชญ์
ศักดิ์สิทธิ์จากที่ใด? ฝีมือไม่ใช่แค่สูงล้่าธรรมดาเสียแล้ว! จีเฉิงเต็มไปด้วยความนับถือ
เลื่อมใสต่อยอดฝีมือที่ไม่รู้จักผู้นั้น จนแทบอยากฝากตัวเป็นศิษย์สืบทอดฝีมือของคนผู้
นั้นเลยทีเดียว แน่นอนว่า ความคิดประดานี้มันไม่กล้าเผยออกมาทางใบหน้าแม้แต่
น้อย
“ศาสตร์อาภรณ์เสน่หาของข้าพ่ายแพ้แล้ว” จีลี่หวี่เอ่ยปากเบาหวิว
“ว่ากระไร!” จีเฉิงตะลึงงัน ยามนี้น้่าเสียงมันห่วงใยอย่างจริงจัง “ท่านได้รับ
บาดเจ็บหรือไม่?”
“ไม่”
จีเฉิงค่อยโล่งอก แต่ยังคงยากจะเชื่อถืออยู่บ้าง “เป็นไปได้อย่างไร? อาภรณ์
เสน่หาของท่านจะพ่ายแพ้ได้อย่างไร?”
ศาสตร์อาภรณ์สวรรค์ตระกูลจี เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงไม่มีที่สิ้นสุด เป็น
หนึ่งในศาสตร์อสูรระดับแผ่นดินที่ยังหลงเหลืออยู่ไม่กี่วิชาในภพอสูร เคล็ดวิชาหลาย
ส่วนได้หายสาบสูญไปก่อนหน้านั้น ต่อมาตระกูลจีก่อตั้งต่าหนักศาสตร์อสูรอาภรณ์
สวรรค์ขึ้น ภายใต้การศึกษาค้นคว้าที่สั่งสมมานานนับปีไม่ถ้วน พวกมันในที่สุดฟื้นฟู
ลักษณะดั้งเดิมส่าเร็จ อาภรณ์สวรรค์มีการเปลี่ยนแปลงทั้งเก้า อาภรณ์เสน่หาเป็น
หนึ่งในนั้น
แต่เมื่อเทียบกับอาภรณ์จักรพรรดิและอาภรณ์อหังการอันโด่งดังแห่งตระกูลจี
แล้ว ผู้ที่รู้จักอาภรณ์เสน่หามีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ในบรรดาศิษย์หลายรุ่นของตระกูลจี
ผู้ที่ฝึกปรืออาภรณ์เสน่หาแทบจะนับนิ้วได้ อาภรณ์เสน่หามีเงื่อนไขการฝึกปรือที่
เข้มงวดกวดขัน ต้องการผู้ฝึกปรือที่งดงามตามธรรมชาติ และมีจิตส่านึกอันไร้ที่ติ แต่
ส่วนที่ส่าคัญที่สุดคือหัวใจของพวกนางต้องใสกระจ่างประดุจหยก ไม่มีมลทิน ยิ่งหัวใจ
บริสุทธิ์เท่าใด พลังอ่านาจที่พวกนางครอบครองจะยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้น
เรื่องที่ว่าจีลี่หวี่ส่าเร็จศาสตร์อาภรณ์เสน่หา กระทั่งในตระกูลจี้ ยังเป็นความลับ
สุดยอดที่มีผู้ล่วงรู้ไม่ถึงห้าคน คุณลักษณะที่ร้ายกาจที่สุดของอาภรณ์เสน่หา คือพลัง
ของมันเมื่อส่งผลกระทบต่อผู้อื่น ทั้งไร้รูปลักษณ์และไม่มีร่องรอยให้สืบค้น เป็นหนึ่ง
ในยอดศาสตร์อสูรภาพมายาที่ร้ายกาจที่สุด
ด้วยพลังของอาภรณ์เสน่หา จีลี่หวี่มีชีวิตสุขส่าราญอย่างแท้จริง นับตั้งแต่ยังเป็น
เด็กน้อย นางก็เป็นที่ชื่นชอบของทุกผู้คนโดยไม่มีข้อยกเว้น หลังจากเข้าสู่ต่าหนัก
ศาสตร์อสูร นางก็เจิดจรัสพร่างพราวเหนือผู้ใด เป็นคนรักในฝันของอสูรหนุ่มที่
ประสบความส่าเร็จนับไม่ถ้วน ปีที่สองที่นางเข้าร่วมต่าหนักศาสตร์อสูร นางก็เข้าสู่
สมาพันธ์อัจฉริยะ และได้รับความสนใจจากประมุขสมาพันธ์อัจฉริยะรุ่นปัจจุบัน หมิง
เยวี่ยเยี่ย (ราตรีกระจ่างจันทร์) พอเข้าสู่ปีที่สาม นางก็เข้าร่วมสภาผู้อาวุโส กลายเป็น
ผู้อาวุโสที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สมาพันธ์ หลังจากกลายเป็นผู้อาวุโสที่อายุ
น้อยที่สุดในสมาพันธ์อัจฉริยะ หมิงเยวี่ยเยี่ยยังแต่งตั้งนางเป็นหัวหน้าส่วน
ความสัมพันธ์ภายนอกของสมาพันธ์อัจฉริยะ รับผิดชอบดึงดูดเหล่าอัจฉริยะเข้าร่วม
สมาพันธ์อัจฉริยะโดยเฉพาะ
นางได้ใช้ประโยชน์จากพลังของอาภรณ์เสน่หาอย่างเต็มที่ หลายปีมานี้ ผลงาน
ของนางโดดเด่นเหนือผู้ใด ต่าแหน่งของนางในฐานะผู้อาวุโสก็มั่นคงประดุจหินผา
กระทั่งจีเฉิงซึ่งเป็นผู้สืบทอดตระกูล และแข็งแกร่งกว่านาง ยังต้องอาศัยอยู่
ภายใต้เงาของนาง
ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าจีเฉิงที่ฝึกปรืออาภรณ์สวรรค์ด้วยเช่นกัน ว่าอาภรณ์เสน่หา
ของนางร้ายกาจถึงเพียงไหน! ในด้านหนึ่ง นี่เป็นศาสตร์ภาพมายาที่แทบจะไร้ร่องรอย
โดยสิ้นเชิง ทั้งยังส่งผลกระทบต่อจิตใจโดยตรง มันเคยเห็นฆาตรกรชั่วร้ายที่ไร้
ศีลธรรมนับไม่ถ้วน เมื่อเผชิญกับเจี่ยเจีย ถึงกับกลายเป็นอบอุ่นอ่อนโยนไปเลย
เป็นสัตว์ประหลาดประเภทใดกันที่สามารถหักใจท่าร้ายนางได้?
“มันคืออสูรทลายคุก” จีลี่หวี่สีหน้าน่าเกลียดอยู่บ้าง
“อสูรทลายคุก?” จีเฉิงงงงันวูบ อึดใจใหญ่ค่อยเบิกตาโพลง ตะกุกตะกักว่า
“หมายถึงจู่เหรินของกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างใช่หรือไม่? เจี่ยเจียไฉนตอแย
มัน? หรือว่าหมิงเยวี่ยเยี่ยส่งท่านไปจัดการกับมัน? ไม่ ยังไม่สมควรเป็นเช่นนั้น ถึง
รอบที่ผู้อาวุโสต้องลงมือโจมตีเองตั้งแต่เมื่อใด?”
“ผู้ใดบอกว่าข้าจะโจมตีมันเล่า?” จีลี่หวี่เหลือกตา สีหน้านางยิ่งน่าเกลียด
กว่าเดิม “โลกภายนอกก่าลังกล่าวถึงความล้มเหลวของเราอย่างหนาหู หากอสูรทลาย
คุกตนนั้น จู่ๆ ก็เข้าร่วมสมาพันธ์อัจฉริยะเล่า? เจ้าคิดว่าคนปากมากเหล่านั้นจะมีสี
หน้าเยี่ยงไร?”
จีเฉิงขบคิดชั่วครู่ จากนั้นผงกศีรษะ “หมากตานี้ร้ายกาจยิ่ง! แผนชักฟืนจากใต้
เตาอันร้ายกาจ! เช่นนั้นก็หมายความว่าท่านไปหามัน?
“อา ข้าส่งคนคอยเฝ้าจับตาดูแม่นางน้อยที่เรียกว่าหนานเยว่” จีลี่หวี่กล่าวถึง
ตรงนี้ พลันกลับกลายเป็นหน้าเขียวคล้่า “ข้าเพียงกล่าววาจาประโยคเดียว เจ้าตัว
ประหลาดนั่นก็ลงมือทันที กระทั่งวาจายังไม่กล่าวแม้สักครึ่งค่า มันใช้ศาสตร์อสูร
แปลกประหลาดโจมตีใส่ข้าถึงสี่ครั้งซ้อน”
“โจมตีทันที? กระทั่งวาจายังไม่กล่าว?” จีเฉิงสีหน้าแปลกพิกลอยู่บ้าง “เจี่ยเจีย
ท่านแน่ใจหรือไม่ ว่านี่ไม่ใช่หนี้รักที่ท่านเคยก่อเอาไว้ในอดีต?”
จีลี่หวี่จ้องมองตาเขียวปั้ด ขู่ขวัญจีเฉิงหวาดกลัวจนหัวหด
แต่ยังไม่อาจต้านทานความกระหายใคร่รู้ได้ ถามอ่อยๆ ว่า “จากนั้นเล่า?”
“ไม่มีแล้ว”
“ไม่มี?” จีเฉิงงงงวย
“ข้าถูกขับออกมาจากกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างในบัดดล”
“ถูกขับออกจากกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างในบัดดล… …” จีเฉิง
ตะกุกตะกัก สูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ! โอ้ บุรุษผู้นี้ใจด่าอ่ามหิตถึงเพียงนี้เชียว?
เพียงพบกันแวบแรก ก็ขับเจี่ยเจียออกจากกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างโดยไม่
กล่าวค่าใด… …
ต่อให้ตีมันจนตาย จีเฉิงก็ไม่เชื่อว่าเจี่ยเจียของมันจะปล่อยหนี้แค้นรายนี้ไปง่ายๆ
จึงถามอย่างระมัดระวัง “เจี่ยเจีย ท่านคิดท่าอย่างไรต่อไป?”
“ฮึ่ม ยังไม่จบแค่นี้แน่!” จีลี่หวี่กรีดเสียงแหลมด้วยใบหน้าเขียวคล้่า
ในชั่วขณะนี้ จีเฉิงนึกถึงพี่ชายอสูรทลายคุกผู้ดุร้ายและน่านับถือ เต็มไปด้วย
ความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้ง!
ชิงฮวาจางสุ่ยร่างสั่นระริกอย่างสุดระงับ กัดฟันแน่นจนแทบแตก มันโกรธแค้น
จนแทบคลั่งใจตาย!
มันถูกหยามอัปยศ! ตระกูลชิงฮวาถูกหยามอัปยศ!
บุรุษที่กินข้าวต้ม… … ไม่มีคุณสมบัติ… …
วาจาเหล่านี้ราวกับงูพิษ ฉีกกระชากและกลืนกินหัวใจที่หยิ่งทระนงไร้คู่เปรียบ
ของมันไม่หยุดยั้ง
มันเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน ผู้ที่กล้าหยามอัปยศมัน ต้องตาย!
“ท่าเช่นนี้จะไม่ค่อยดีหรือไม่?” คังเจ๋อกล่าวเสียงแหบแห้ง มันนึกขึ้นได้ในที่สุด
ว่าสตรีสะคราญโฉมนางนั้นเป็นใคร และพอนึกขึ้นได้ มันก็แทบหัวใจหยุดเต้น ลม
หายใจขาดห้วงไปวูบหนึ่ง มันจู่ๆ ก็รู้สึกว่าการตัดสินใจของเหล่าผู้อาวุโสเป็นความ
ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง พฤติการณ์ของต้าเหรินไม่ใช่สิ่งที่สามารถคาดเดาได้อย่าง
สิ้นเชิง ภายในชั่วพริบตา ต้าเหรินก็ล่วงเกินตระกูลใหญ่ถึงสองตระกูล!
ตระกูลจีกับตระกูลชิงฮวา!
สวรรค์ของข้า!
สองตระกูลนี้ไม่ว่าผู้ใด เพียงกระดิกนิ้วเบาๆ ก็สามารถกวาดล้างตระกูลคังจน
สิ้นซาก มันถึงกับเฝ้าดูต้าเหรินเหยียดหยามสองตระกูลใหญ่ด้วยสายตาตัวเอง คังเจ๋อ
หัวใจเย็นเฉียบ
“เราต้องไม่เสียเวลา” จั่วม่อกล่าวอย่างไม่แยแส “ผู้ใดมีเวลามาสนใจอาเมา
อาโก่วเหล่านี้ด้วย?”
อาเมาอาโก่ว… …ตระกูลจีกับตระกูลชิงฮวาเป็น… …อาเมาอาโก่ว… …
คังเจ๋อตัวสั่นเทา เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว ก็มากพอจะสร้างความขัดแย้งจนโลหิต
หลั่งเนืองนองเป็นท้องธาร มันเลือกที่จะข้ามหัวข้อนี้ไปอย่างชาญฉลาด มันยิ่งปล่อย
ให้ต้าเหรินกล่าวต่อไปเท่าใด เรื่องราวมีแต่จะยิ่งแย่ลงเท่านั้น มันในที่สุดค่อยเข้าใจ
ประโยค ‘ภัยพิบัติเกิดจากปาก’ อย่างซาบซึ้งกระจ่างแจ้งก็คราวนี้เอง
“ท่านใช่อสูรทลายคุกหรือไม่?” เสียงอ่อนแอแผ่วเบาดังขึ้นอย่างฉับพลัน
“ข้าบอกว่าอย่ากวนใจข้า พวกเจ้าไฉนไม่เข้าใจ?” จั่วม่อถูกคนเหล่านี้ขัดจังหวะ
ไม่ขาดสาย โทสะอัดอกมานานไม่มีที่ระบาย พอฟังต้องหันขวับ ค่าสบถพรั่งพรู
“อ๊า!” เสียงสตรีกรีดร้องอย่างหวาดหวั่นขวัญผวา ถอยกรูดไปห้าก้าวในทันที
จั่วม่อพอเห็นว่าเป็นสตรีธรรมดานางหนึ่ง โทสะค่อยสลายคลาย แต่สุ้มเสียง
ยังคงไม่พอใจอยู่บ้าง “มีเรื่องใด?”
“ท่านคืออสูรทลายคุกจริงๆ?” แม่นางน้อยปลุกปลอบความกล้า ถามอีกครั้ง
“อสูรทลายคุก? หากเจ้าหมายถึงผู้ที่ชนะศึกศึกทลายคุก ก็ไม่ผิด เป็นข้าเอง”
จั่วม่อกล่าวอย่างอดกลั้นเป็นที่สุด “หากเจ้ามีวาจาจะกล่าว ก็รีบกล่าวโดยไว มิเช่นนั้น
ก็ไปให้พ้น!” เห็นการค้าครั้งใหญ่ก่าลังจะเสร็จสมบูรณ์ แต่กลับถูกผู้อื่นขัดจังหวะไม่
รู้จักจบสิ้น อารมณ์ของจั่วม่อยามนี้ย่อมเป็นที่คาดค่านวณได้
“วา! ประเสริฐยิ่ง!” แม่นางน้อยตื่นเต้นยินดีจนแทบกระโดดตัวลอย “ข้าเป็น
ผู้สื่อข่าวของช่องรุ่งอรุณแห่งอสูร สามารถสัมภาษณ์ท่านได้หรือไม่?”
“สัมภาษณ์?” จั่วม่องงงันวูบ มันขบคิดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหา แต่เจ้าต้องจ่ายเงิน! ข้าขอเตือนเจ้า ราคาของเกอแพงมาก!”
แม่นางอสูรน้อยตัวแข็งทื่อเป็นหินในบัดดล
คังเจ๋อกับหนานเยว่ยกมือปิดหน้า ไม่อาจทนดูอีกต่อไป