สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 367 ค่ายกลลวงตากับชิงฮวาจางสุ่ย
(*ชิงฮวาในที่นี้หมายถึงดอกไม้สีฟ้า)
หนานเยว่มองคังเจ๋อที่อยู่ด้านข้างอย่างอับจนปัญญา
เมื่อไม่กี่วันมานี้ บุรุษผู้นี้มาเสาะหานางและเกาะติดอยู่กับนางไม่ยอมห่าง ไม่ว่า
นางจะใช้วิธีการใดก็ไม่สามารถสลัดหลุดจากมันได้ โชคดีอยู่บ้างที่คนผู้นี้สุภาพ
เรียบร้อย กิริยามารยาทไม่เคยขาดตกบกพร่อง หนานเยว่พอมีเวลา นางจะเข้ามาใน
กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างเพื่อรอคอยต้าเหริน คังเจ๋อจะเฝ้ารออยู่ข้างกายนาง
เสมอ
ต้าเหรินไม่ได้ปรากฏตัวหลายวันแล้ว
มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกับต้าเหรินหรือไม่? หนานเยว่วิตกกังวลอยู่บ้าง
แต่อสูรสาวที่เข้มแข็งนางนี้ไม่ได้เผยความกังวลของนางออกมา ต่อหน้าคังเจ๋อ
นางมั่นคงเยือกเย็นอยู่ทุกเมื่อ นางไม่เคยรู้สึกว่าแต่ละวันยากจะผ่านพ้น ทว่าเมื่อ
ข่าวสารทยอยเผยแพร่ออกมาทีละข่าว นางก็ใจเขม็งตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ
การเปิดศึกทลายคุก ปัญหาข้อที่หกถูกแก้ได้แล้ว การท้าทายจากสมาพันธ์
อัจฉริยะ… …
ทุกวันนี้นางอยู่ด้วยหัวใจเต้นระทึกดุจกลองศึก นางไม่เคยสงสัยในความ
แข็งแกร่งของต้าเหริน เนื่องเพราะนางไม่เคยเชื่อเลยว่าต้าเหรินจะสามารถเอาชัย
สมาพันธ์อัจฉริยะได้ แต่ก็ยังห่วงกังวลอยู่ดี
ไม่ว่าสมาพันธ์อัจฉริยะจะเข้มแข็งเกรียงไกรสักเท่าใด นี่มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับ
นาง? จะอย่างไรนางก็เป็นผู้ติดตามของต้าเหริน!
ขณะที่นางร้อนรนกระวนกระวาย สุ้มเสียงอันเคยคุ้นดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“เจ้าอยู่ที่นี่เอง”
ได้ยินเสียงนี้ หนานเยว่แทบร่าไห้ออกมา นางระงับความพลุ่งพล่านใจ ก้มศีรษะ
คารวะ “ต้าเหริน”
“เจ้าฝึกปรือไปถึงไหนแล้ว?” จั่วม่อถาม เหลือบมองคังเจ๋อที่ด้านข้างแวบหนึ่ง
หนานเยว่อึกอักขึ้นมาทันที ไม่กี่วันมานี้ข่าวสารทุกอย่างท่าให้นางฟุ้งซ่าน
วุ่นวาย ไหนเลยจะมีกะจิตกะใจมาฝึกปรือ?
จั่วม่อขมวดคิ้ว แต่ไม่ได้ต่าหนินาง เพียงถามอย่างสนใจใคร่รู้ “มีเรื่องอันใด?”
ในความเห็นของมัน หนานเยว่ก็เป็นผู้งมงายการฝึกปรือผู้หนึ่ง ไม่ถูกต้อง เป็นอสูรงม
งายการฝึกปรือนางหนึ่ง การที่นางละเลยการฝึกปรือนับว่าผิดปกติมาก
หนานเยว่รู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที ปรารถนาจะหารอยแตกในพื้นดินซุกหน้า
เข้าไปหลบซ่อน “ต้าเหริน เป็นเรื่องของสมาพันธ์อัจฉริยะ… …”
หนานเยว่เอยหนานเยว่ เจ้าไฉนอ่อนแอถึงเพียงนี้ กับแค่ข่าวเล็กน้อยเพียงเท่านี้
เจ้าก็ไม่มีแก่ใจจะฝึกปรือแล้ว! ต่อไปจะติดตามต้าเหรินได้อย่างไร! ในใจนางเต็มไป
ด้วยค่าต่าหนิติเตียนตัวเอง
“สมาพันธ์อัจฉริยะ?” จั่วม่องงงันวูบ สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในใจคือ นามอัน
โอหังบังอาจกระไรปานนี้! ปฏิกิริยาประการที่สองคือ “นั่นมันตัวอะไร?”
นั่นมันตัวอะไร… …
หนานเยว่คล้ายน้่าท่วมปากหรือลิ้นพันกันเป็นปม ไม่ทราบจะตอบอย่างไรดี คัง
เจ๋อที่ด้านข้างก็มีสีหน้าประหลาดพิกล
“ต้าเหรินไม่เคยได้ยินนามของสมาพันธ์อัจฉริยะมาก่อนหรือ?” คังเจ๋ออดสอด
ปากซักไซ้ไม่ได้
“ไม่” จั่วม่อสั่นศีรษะอย่างสัตย์ซื่อ “แข็งแกร่งนักหรือ? หรือว่าพวกมันเป็นอสูร
ฟ้า?”
คังเจ๋อกลืนน้่าลายอย่างฝืดคอ “เคยมีอยู่บ้าง ในประวัติศาสตร์ สมาพันธ์
อัจฉริยะเคยให้ก่าเนิดอสูรฟ้า… …”
“อ้อ” จั่วม่อมีสีหน้าเข้าอกเข้าใจ “ที่แท้บรรพบุรุษของพวกมันเคยเป็น”
คังเจ๋อถึงกับกลืนวาจาที่ประดังขึ้นมาถึงปากกลับลงไปหมดสิ้น สีหน้ากลืนไม่เข้า
คายไม่ออก
ด้วยความรอบคอบอันเป็นนิสัย จั่วม่อลอบถามผูเยาในใจ “เจ้ารู้จักสมาพันธ์
อัจฉริยะหรือไม่?”
ผูเยากระทั่งเปลือกตายังไม่คิดจะเปิดขึ้น กล่าวอย่างขุ่นข้องร่าคาญ “อาเมาอา
โก่ว (หมาแมว) จากที่ใด อย่าเอามากวนใจข้า”
ดูเหมือนว่าไม่ใช่ขุมก่าลังที่มีชื่อเสียงอันใด จั่วม่อสรุปเอาตามท่าทีตอบสนอง
ของผูเยา
“พวกมันใช่รังแกเจ้าหรือไม่?” ได้รับการยืนยันจากผูเยา จั่วม่อความกล้าหาญ
พุ่งพรวดขึ้นทันที สุ้มเสียงไม่พอใจเล็กน้อย
“ไม่ใช่… …” หนานเยว่ตอบอย่างอ่อนแรง นางลังเลแวบหนึ่ง ก่อนบอกกล่าว
ตามตรง “พวกมันก่าลังพยายามหาเรื่องต้าเหริน”
“ข้า?” จั่วม่อชี้หน้าตัวเอง ถามด้วยสีหน้าตะลึงงัน
หนานเยว่บอกเล่าเรื่องราวอย่างสงบ ดูจากสีหน้าท่าทีของต้าเหริน ดูเหมือนจะ
ไม่รู้จักสมาพันธ์อัจฉริยะจริงๆ นางจึงอธิบายอย่างละเอียดยิบ แต่ต้าเหรินจะไม่รู้จัก
สมาพันธ์อัจฉริยะได้อย่างไร? เกิดเป็นอสูรตนหนึ่ง จะมีผู้ที่ไม่รู้จักสมาพันธ์อัจฉริยะอยู่
ด้วยหรือ?
“ที่แท้เป็นเช่นนี้” จั่วม่อพยักหน้าพลางจุปาก แล้วสรุปด้วยใบหน้ารังเกียจ
เดียดฉันท์ “แค่ว่าพวกมันไม่มีฝีมือ จึงไม่ชมชอบผู้ที่ได้ก่าไรมากกว่าพวกมัน!”
เห็นหนานเยว่ยังมีสีหน้าห่วงกังวล จั่วม่อโบกมือตัดบท กล่าวว่า “ไยต้องกังวล
สนใจกับพวกมัน? ก็แค่กลุ่มคนวิกลจริต! เอาความสนใจของเจ้าไปอยู่ที่การแยกสลาย
คุกดีกว่า สนใจพวกมันไปก็ไม่มีเงินงอกเงยขึ้นมา แค่กลุ่มคนที่รับประทานอิ่มแล้วอยู่
ว่าง ไม่มีเรื่องราวดีงามให้กระท่า”
หนานเยว่กับคังเจ๋อสีหน้าแปลกพิกลยิ่ง อารมณ์ของพวกมันในยามนี้ แทบไม่
อาจบรรยายออกมาเป็นถ้อยค่าได้
ต้าเหรินช่างลึกล้่าสุดหยั่งถึงโดยแท้!
“ฮิฮิ! พวกมันเป็นกลุ่มคนที่รับประทานอิ่มหน่าแล้วไม่มีเรื่องราวดีงามให้กระท่า
จริงๆ” สุ้มเสียงหวานสดใสผ่านเข้ามา เรือนร่างพิลาสล้่าปรากฏขึ้นในสายตาของทุก
ผู้คน ชุดราตรีรัดรูปขับเน้นสรีระอันสมบูรณ์พร้อมของนางอย่างประณีตและดึงดูด
สายตา หน้าอกหน้าใจอันอวบอิ่มอ่อนนุ่มแทบจะทะลักล้นออกมา เรือนผมเกล้าสูง
เผยให้เห็นช่วงคอขาวละมุนงามระหง ใบหน้าพริ้มเพราคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เต็มไป
ด้วยเสน่ห์รัดรึงใจอย่างเหลือเชื่อ ไฝเล็กๆ ที่มุมปากสีแดงสดชุ่มฉ่าของนาง ยิ่งเพิ่ม
ร่องรอยน่าลุ่มหลงอีกส่วนหนึ่ง
คังเจ๋อกับหนานเยว่เหม่อมองอย่างตะลึงลาน
อสูรสาวสะคราญโฉมสุดหล้ามาดินนางนี้ ประดุจเปลวเพลิงกลุ่มหนึ่ง สามารถ
หลอมละลายผู้คนไปจนถึงกระดูก
ความรู้สึกพลุ่งพล่านกระสับกระส่ายนี้ … … เหมือนจะคุ้นเคยอยู่บ้าง… …
จั่วม่อหัวหมุนงงงุนไปหลายอึดใจ ทันใดนั้นพลันนึกขึ้นได้ ต้องบันดาลโทสะ
อย่างรุนแรง สตรีนางนี้กล้าใช้ค่ายกลลวงตากับเกอ!
ความทรงจ่าอันขมขื่นที่แม่นางกระเรียนกระดาษทิ้งไว้ให้แก่มันบนภูเขาสุญตา
ผุดขึ้นในใจอย่างกะทันหัน เกอชิงชังวิชาลวงตามากที่สุด!
จั่วม่อผู้พิโรธโกรธกริ้วลงมือตอบโต้อย่างรุนแรงโดยไม่ลังเล
มันลอบกรีดวาดกระบวนท่าอย่างลับๆ …ศาสตร์หัตถ์พันใบน้อย – ล่าแสงบด
กระดูกทลายปกปิด!
สายลมที่ไม่มีตัวตนสายหนึ่งกระโชกวูบ
สตรีอสูรคล้ายถูกตบฟาดอย่างหนักหน่วง นางสะท้านขึ้นทั้งร่าง ใบหน้าขาว
เผือด เปล่งเสียงอ่อนหวานร้องอุทานอย่างเจ็บปวด ใบหน้านางทอแววปวดร้าว ขมวด
คิ้วเรียวงามเล็กน้อย ดวงตาเหม่อลอย ร่างงองุ้มลงมาส่วนหนึ่ง สองภูเขาขาวผ่องบน
ทรวงอกของนางไหวกระเพื่อม แม้แต่เสียงร้องอุทานยังอ่อนหวานน่าฟัง บันดาลใน
ผู้คนหัวใจร้อนรุ่มกว่าเดิม
คังเจ๋อลมหายใจถี่กระชั้นขึ้นมา ดวงตาแดงก่า หนานเยว่รู้สึกร่างกายร้อนลวก
ผิดธรรมดา นางยังคิดว่าสตรีตรงหน้าช่างงดงามไร้ผู้เทียบเทียม!
วิชาลวงตาอันร้ายกาจ!
ยังไม่ยอมแพ้อีก?
จั่วม่อถลึงตามอง โทสะลุกฮือโหม ลอบกรีดวาดมือ ใช้ล่าแสงบดกระดูกทลาย
ปกปิดออกไปสามครั้งซ้อน! ล่าแสงบดกระดูกทลายปกปิดเป็นกระบวนท่าที่เก้าของ
หัตถ์พันใบน้อย หลังจากต่อสู้กับพันธมิตรร้อยบุปผาในคราวนั้น จั่วม่อรบเร้าให้ผูเยา
สอนกระบวนท่าในหัตถ์พันใบน้อย ซึ่งมีฝีมือในการท่าลายวิชาลวงตาภาพมายาทั้ง
ปวง
มันคิดไม่ถึง ว่าครั้งแรกที่ใช้วิชานี้ออกมา จะพบพานคู่มือเข้มแข็งถึงปานนี้! วิชา
ลวงตาอันร้ายกาจนัก!
สายลมสามระลอกกระแทกใส่สตรีอสูรโฉมงามอย่างพร้อมเพรียง สตรีอสูร
ถลึงตากลมโต ราวกับถูกฟ้าผ่าใส่ร่าง ปิ่นปักผมระเบิดกระจาย ผมเผ้าฟูฟ่อง
กระเซอะกระเซิง โลหิตสายหนึ่งไหลปรี่ลงจากมุมปาก
“ท่านย่าเจ้าเถอะ… …”
สุ้มเสียงแหลมสูงเคียดแค้นขาดหายไปอย่างกะทันหัน ร่างนางเปล่งแสงสว่าง
วาบ แล้วหายวับไปทันตา นางถูกล่าแสงบดกระดูกทลายปกปิดสี่หนซ้อนของจั่วม่อ
ดีดออกไปจากกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง
จั่วม่อระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ปาดเหงื่อบนหน้าผากและหันกลับมา
เห็นคังเจ๋อกับหนานเยว่เหม่อมองมันอย่างโง่งม จึงตักเตือนพวกมันอย่างเคร่งเครียด
“วิชาลวงตาของสตรีนางนี้ร้ายกาจทรงพลังยิ่ง! พวกเจ้าต้องระวังให้มาก! อย่าได้ตก
หลุมพรางของนาง!”
วิชาลวงตา… …
หนานเยว่กับคังเจ๋อหันไปมองหน้ากันอย่างสับสนงุนงง เมื่อสักครู่เกิดอะไรขึ้น
พวกมันก็ไม่ทราบแน่ชัด มีศาสตร์ลวงตาออกมาตั้งแต่เมื่อใดกัน?
มีศาสตร์ภาพมายาที่ทรงพลังถึงเพียงนี้อยู่จริงๆ?
คังเจ๋อในใจเต็มไปด้วยความเศร้าเสียดาย นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้พบเห็นสตรีที่
ทรงเสน่ห์ถึงเพียงนี้! น่าเสียดาย อา น่าเสียดายนัก แต่นางไฉนร่ายศาสตร์ภาพมายา
ออกมา?
แม้ว่ามันจะเศร้าเสียดายอย่างสุดแสน แต่คังเจ๋อในที่สุดสงบใจลง ยิ่งรู้สึกว่า
จั่วม่อทรงพลังอ่านาจมากกว่าเดิม ศาสตร์ภาพลวงตาเมื่อครู่เห็นได้ว่าร้ายกาจถึงที่สุด
มันเองไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย แต่ต้าเหรินมิเพียงรู้สึกตัวในบัดดล ยังสามารถ
ปราบปรามอย่างราบคาบในพริบตาเดียว อย่างที่คาดไว้ ความแข็งแกร่งของต้าเหริน
ลึกล้่าสุดหยั่งถึงโดยแท้!
มันพลันรู้สึกปิติยินดีอยู่บ้าง ที่สภาผู้อาวุโสของตระกูลตัดสินใจได้ถูกต้อง
“ต้าเหริน!” คังเจ๋อคารวะทักทายอย่างเรียบๆ ร้อยๆ ผิดธรรมดา
“ฮะ อา” จั่วม่อยังคงจมอยู่ในความปลื้มปิติ ที่สามารถพิชิตวิชาลวงตาด้วย
ล่าแสงบดกระดูกทลายปกปิด ส่าหรับวิชาหัตถ์พันใบน้อย จั่วม่อเรียนรู้เพียงส่วนหนึ่ง
เท่านั้น แรกเริ่มเดิมที ผูเยาสอนให้แก่มันห้ากระบวนท่า จากนั้นสอนนู่นนิดนี่หน่อย
เพิ่มเติมอีกสองสามกระบวนท่า แต่จั่วม่อมักรู้สึกว่าพลังของหัตถ์พันใบน้อยสามัญ
ธรรมดาอยู่บ้าง กระทั่งอ่อนด้อยกว่าหมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟ้า ไม่ต้องเอ่ยถึงสังขาร
ปิศาจมหาทิวาที่ห่างไกลกันสุดกู่
แต่คราวนี้มันได้สัมผัสกับความล้่าเลิศของหัตถ์พันใบน้อยเสียที อันที่จริงหากมัน
เชี่ยวชาญกระบวนท่ามากกว่านี้ จะสามารถพิชิตวิชาลวงตาของอีกฝ่ายได้ด้วยล่าแสง
บดกระดูกทลายปกปิดเพียงหนึ่งกระบวนท่าเท่านั้น ยังจ่าเป็นต้องร่ายออกไปถึงสี่ครั้ง
อีกหรือ? จั่วม่อในที่สุดค่อยจดจ่าได้ว่ามหาหัตถ์พันใบกับหัตถ์พันใบน้อยถูกสร้างขึ้น
โดยอสูรฟ้าท่านหนึ่ง ย่อมไม่รวบรัดธรรมดา
เฮอะ เพียงแค่วิชาลวงตาที่ร่าเรียนได้เพียงครึ่งๆ กลางๆ กลับกล้าอวดโอ่โอหัง
ต่อหน้าเกอ ใช่ร่าคาญในการมีชีวิตสืบต่อหรือไม่
หากนางได้ทราบเกียรติภูมิอันรุ่งโรจน์ในการต่อกรกับภาพลวงตาของเกอ นาง
ย่อมไม่ขวัญกล้าบังอาจถึงเพียงนี้แน่ เมื่อครั้งที่เกอยังไม่ได้ร่าเรียนล่าแสงบดกระดูก
ทลายปกปิด เผชิญหน้ากับวิชาลวงตาของจินตันแห่งพันธมิตรร้อยบุปผา เกอก็เคย
ถล่มมารดามันจนย่อยยับมาแล้ว
จั่วม่อรู้สึกภาคภูมิล่าพองอย่างสุดแสน ความขุ่นข้องค้างคาเพียงหนึ่งเดียวที่ยัง
หลงเหลืออยู่ในใจมัน ก็คือแม่นางน้อยกระเรียนกระดาษ หากยามนี้มันพบพานแม่
นางน้อยกระเรียนกระดาษ มันจะต้องกดร่างนางลงกับพื้น แล้วทุบตีนางจนหน้าบวม
ฉึ่งเหมือนหัวหมู กรรโชกจิงสือจากนาง จากนั้นโยนนางเข้าไปในค่ายกลลวงตาให้นาง
ได้รับทราบความร้ายกาจ แล้วค่อยปล่อยนางไป เป็นอันจบสิ้นหนี้แค้นแต่หนหลัง
“ต้าเหริน” คังเจ๋อไม่ได้สังเกตว่าจั่วม่อยังจมอยู่ในจินตนาการอันบรรเจิด กล่าว
อย่างอ่อนน้อมเทิดทูนเป็นที่สุด “ตระกูลคังยินดีมอบวิญญาณทองค่าปีละสิบดวงเป็น
บรรณาการแก่ต้าเหริน!”
“ประเสริฐ!” จั่วม่อได้สติทันที ปิติยินดียิ่ง รีบถามว่า “เมื่อใดเจ้าจะมอบ
วิญญาณทองค่าให้แก่ข้า?”
คังเจ่อจู่ๆ ก็รู้สึกว่ามันคล้ายพบพานนักต้มตุ๋นผู้หนึ่ง ต้าเหรินคง…ไม่ใช่นักต้มตุ๋น
ใช่หรือไม่? มันร่าพึงในใจอย่างหวาดเสียว แต่บนใบหน้าไม่ได้เปิดเผยร่องรอยใด เพียง
สะกิดเตือนอย่างระมัดระวัง “ต้าเหริน ท่านคงไม่ได้หลงลืมศาสตร์รอยแผลสีเทา
กระมัง?”
“อ้อ ใช่ใช่ เจ้ารอประเดี๋ยว” จั่วม่อรีบเข้าไปหาผูเยา
ผูเยาในเวลานี้ ดวงตาเจิดจ้าประดุจหมาป่าหิวโหย จ้องมองจั่วม่อเขม็งด้วย
ดวงตาเขียวแวววาวน่าขนลุก ไม่เอ่ยปากแม้สักครึ่งค่า
จั่วม่อพอเห็นสายตานั้นต้องขนลุกซู่ ลอบร่าพึงร่าพันในใจ ผูเยาคงไม่คิดร่ายวิชา
ภาพลวงตาใส่มันด้วยใช่หรือไม่?
ผูเยาจ้องมองจั่วม่ออยู่เป็นนาน ก่อนจะสั่นศีรษะ พึมพ่ากับตัวเอง “ใจด่า
อ่ามหิต ใจด่าอ่ามหิตโดยแท้!”
ไม่เอ่ยปากยังพอท่าเนา ผูเยาพอกล่าวเช่นนี้ จั่วม่อพลันยืดตัวตรงแน่ว ตอบโต้
ทันควัน เต็มไปด้วยความดูหมิ่นเหยียดหยาม “นั่งงอมืองอเท้ารับผลประโยชน์ แล้วยัง
จะพร่าบ่นอันใด หากเจ้าคิดว่าข้าใจด่าอ่ามหิต เช่นนั้นก็เอาวิญญาณทองค่าน้อยลงสัก
สองสองดวงเป็นไร!”
ผูเยาหุบปากเงียบกริบทันที
“ถูกต้องหรือไม่? ยิ่งเราท่าก่าไรได้มากเท่าไร เราก็ยิ่งได้ส่วนแบ่งมากเท่านั้น”
จั่วม่อท่าสีหน้าท่าทีประหนึ่งว่าก่าลังสั่งสอนเด็กน้อย แล้วยื่นมือออกมา “มอบ
ออกมา”
“อะไร?” ผูเยาถามตามสัญชาตญาณ
“ศาสตร์รอยแผลสีเทา! นี่เจ้ายังต้องการวิญญาณทองค่าอยู่อีกหรือไม่?”
“อ้อ” ผูเยาโยนลูกกลมแสงให้จั่วม่อลูกหนึ่งตามที่จิตใต้ส่านึกสั่งการ
“มอบศาสตร์เกาทัฑฑ์สวรรค์แดนใต้ออกมาด้วยเลย ข้าคร้านจะวิ่งไปวิ่งมา
หลายรอบ”
“อ้อ” ลูกกลมแสงอีกลูกหนึ่งลอยมาอย่างเชื่อฟัง
ไม่รอให้ผูเยาทันได้มีปฏิกิริยาใด จั่วม่อออกจากทะเลแห่งจิตส่านึกอย่างอิ่มเอม
ใจ
เจ้าวัตถุเก่าโบราณหลายพันปีมาแล้ว คิดต่อกรกับเกอหรือ? ฝันไปเถอะ! หรือ
เจ้าไม่ทราบว่าเกอคือดวงตะวันแห่งอรุณรุ่ง? ปัจจุบันเป็นของเกอ อนาคตเป็นของเกอ
ทั้งหมดล้วนเป็นของเกอ!
แต่ยังไม่ทันที่จั่วม่อผู้ก่าลังอิ่มเอมใจจะสามารถท่าการค้าให้เสร็จสิ้น สุ้มเสียง
เย็นชาเสียงหนึ่งพลันขัดจังหวะกลางคัน “เจ้าคือจู่เหรินของกระดานหมากรุกสัตว์ร้าย
แดนร้างใช่หรือไม่?”
อสูรหนุ่มที่ใบหน้าและร่างกายปกคลุมด้วยเส้นสายสีฟ้าสด จ้องมองจั่วม่อด้วย
สายตาเย็นเยือก
จู่เหรินของกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง?
จั่วม่อเหลือกตาตลบหนึ่ง แต่ไม่ตอบค่า หันไปถามคังเจ๋ออย่างกระหาย “เราจะ
ท่าการค้ารายนี้เมื่อใด?”
อสูรสีฟ้าครามกวาดตามองคังเจ๋อแวบหนึ่ง กล่าวเสียงราบเรียบ “ตระกูลคังช่าง
ขวัญกล้าเทียมฟ้าจริงๆ ถึงกับกล้าเป็นศัตรูกับสมาพันธ์อัจฉริยะเรา!”
คังเจ๋อม่านตาหดแคบลงในบัดดล “สมาพันธ์อัจฉริยะ? ท่านที่นับถือเป็นใคร?”
“ชิงฮวาจางสุ่ย” อสูรสีฟ้าครามกล่าวแผ่วเบา แต่แฝงแววเย่อหยิ่งทระนงอย่าง
เปี่ยมล้น
คังเจ๋อสะท้านขึ้นทั้งร่าง ชั้นเหงื่อเล็กละเอียดผุดขึ้นทั่วใบหน้า
การค้าของมันถูกขัดจังหวะ จั่วม่อไม่พอใจยิ่ง พลิกมือวูบหนึ่ง ปรากฏม้านั่งตัว
เล็กๆ ขึ้นบนฝ่ามือ มันเสือกส่งม้านั่งเล็กไปตรงหน้าอสูรสีฟ้าคราม “รับไว้”
“อา?” ชิงฮวาจางสุ่ยจ้องมองม้านั่งที่สร้างขึ้นจากศาสตร์อสูรอย่างมึนงง ดวงตา
ทอประกายวูบ ม้านั่งนี้ทั้งหยาบกระด้างและเรียบง่าย หรือว่าเจ้าผู้นี้คิดแข่งขันศาสตร์
อสูรกับมัน?
จั่วม่อกลับชี้ไปอีกทาง “ไปทางโน้น เอาม้านั่งนั่นไป ไปนั่งวาดวงกลมเล่นอยู่ตรง
มุมโน่น”
ใบหน้าสีฟ้าครามของชิงฮวาจางสุ่ยเปลี่ยนเป็นแดงฉานในบัดดล ในชั่วแวบเดียว
มันสมองขาวว่างเปล่าไปหมด
อับอายขายหน้า มันอับอายขายหน้าเป็นที่สุด!