สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 370 จี้หยก
จั่วม่อบอกการคาดเดาของอีเจิ้งต่อเหวยเสิ้ง
เหวยเสิ้งรับคำอย่างครุ่นคิด แล้วกล่าวว่า “ศิษย์น้องจดจำถ้ ากระบี่ที่สำนักได้
หรือไม่?”
“ย่อมจำได้แน่นอน” จั่วม่อผงกศีรษะ แต่ไม่กล้าเล่าถึงเรื่องที่มันลอบสำรวจ
สถานที่แห่งนั้นมาหลายครั้งแล้ว
“ข้าถูกส่งไปที่นั่น” เหวยเสิ้งกล่าว “มีคนผู้หนึ่งเรียกว่าหลินเชียน คอยติดตาม
สืบเสาะเรื่องของเจ้าอยู่ตลอดเวลา คราวนี้พวกมันพบว่ากองทัพอสูรเข้ายึดภูเขาสุญ
ตา และคิดว่าเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้า พวกมันเกลี้ยกล่อมท่านเจ้าสำนัก จน
อนุญาตให้พวกมันเข้าไปในถ้ ากระบี่ ข้าต้องเป็นผู้นำทางให้แก่พวกมัน ต่อมา ในชั้น
ลึกที่สุดของถ้ ากระบี่ ข้าได้ค้นพบความลับที่ท่านปฐมาจารย์บรรพชนซ่อนไว้”
ถ้อยคำของเหวยเสิ้งทำเอาจั่วม่อถึงกับขวัญหนีดีฝ่อ รีบถามโดยด่วน “รอ
ประเดี๋ยว ท่านบอกว่ามันเรียกว่าหลินเชียนใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง ศิษย์น้องรู้จักมันด้วยหรือ?” เหวยเสิ้งอธิบายรูปโฉมของหลินเชียน
จากนั้นกล่าวอย่างจริงจัง “ศิษย์น้องต้องระวังคนผู้นี้ ประวัติความเป็นมาของมันแฝง
ไว้ด้วยเบื้องหลังอันลึกล้ าและทรงอำนาจ ซิวเจ่อภายใต้อำนาจของมันล้วนเป็นชนชั้น
ยอดฝีมือ มันนำคนมาเพียงไม่กี่ร้อยคน แต่กระทั่งองครักษ์ธรรมดาของมัน ข้ายังไม่ใช่
คู่มือด้วย”
เหวยเสิ้งบรรยายเพียงไม่กี่คำ จั่วม่อก็ทราบชัดว่าหลินเชียนที่ศิษย์พี่กล่าวถึง
จะต้องเป็นหลินเชียนคนเดียวกันกับที่มันเคยพบพานไม่ผิดแน่ มาย้อนนึกดูตอนนี้
การที่มันพบพานกับหลินเชียนในครั้งนั้นอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันคิดว่าช่างเคราะห์
หามยามร้ายนัก มันสู้อุตส่าห์ระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง แต่ผู้คนก็ยังคงมุ่งเป้ามาหา
มัน แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแค่ความตื่นตะลึงเท่านั้น เวลานี้พวกมันอยู่ในสมรภูมิร้าง
โบราณ ต่อให้หลินเชียนมีเบื้องหลังใหญ่โตมหึมากว่านี้ ก็ทำอะไรมันไม่ได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม รอจนพวกมันออกจากที่นี่อีกครั้ง มันจะต้องระมัดระวังเอาไว้บ้าง
มันทราบดีว่าศิษย์พี่ใหญ่แข็งแกร่งปานใด แม้ว่าตอนนั้นศิษย์พี่ใหญ่ยังไม่ได้เป็นจินตัน
แต่พลังต่อสู้ของศิษย์พี่ย่อมไม่อาจดูแคลน หากกระทั่งองครักษ์ธรรมดาผู้เดียวยัง
แข็งแกร่งกว่าศิษย์พี่ใหญ่ เช่นนั้นกองกำลังนี้เป็นขุมพลังระดับใด!
เห็นจั่วม่อตั้งอกตั้งใจฟัง เหวยเสิ้งบอกเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มันล่วงรู้
จั่วม่อย่อมเข้าใจปัญหาเกี่ยวกับหลินเชียนโดยกระจ่าง แต่มีถ้อยคำมากมายไม่
อาจกล่าวออกมา ได้แต่ปล่อยให้ดับสลายไปกับตัวมัน ความสนใจของมันหันเหออก
จากเรื่องของหลินเชียนอย่างรวดเร็ว หากพวกมันไม่สามารถค้นหาทางออกจากที่นี่
ต่อให้หลินเชียนไม่ลงมือ พวกมันก็ไม่รอดแน่แล้ว เรื่องเร่งด่วนคือรีบหาทางออกจาก
สถานที่แห่งความตายนี้โดยเร็วที่สุด
หลังจากจั่วม่อซักถามถึงเรื่องนี้ เหวยเสิ้งพลันฉุกคิดถึงจี้หยกที่มันค้นพบในถ้ า
กระบี่ “ใช่แล้ว ท่านปฐมาจารย์บรรพชนกล่าวไว้ว่า ค่ายกลเคลื่อนย้ายที่พาข้ามาที่นี่
เป็นสิ่งที่ท่านเข้าใจจากยุทธภัณฑ์เวทชิ้นนี้ ไม่ทราบว่ามีเบาะแสอยู่ในนี้หรือไม่?”
จั่วม่อรับจี้หยกจากมือเหวยเสิ้ง จี้หยกนี้เก่าแก่โบราณยิ่ง มุมด้านหนึ่งแตกบิ่น
เพียงมองปราดเดียว ก็เห็นได้ว่านี่เป็นโบราณวัตถุที่ผ่านกาลเวลามานับไม่ถ้วน จั่วม่
อกระหายใคร่รู้ในวัตถุที่ปฐมาจารย์บรรพชนแห่งสำนักสุญตาเหลือทิ้งไว้เป็นอย่างยิ่ง
“ฮะ” ทันใดนั้นมันอุทานเบาๆ “มีอะไรแปลกๆ”
“ฮะ” ผูเยาในทะเลแห่งจิตสำนึกก็ทำเสียงประหลาดใจพร้อมกัน “มีอะไร
แปลกๆ!”
หนึ่งคนหนึ่งอสูรกล่าวแทบเป็นเสียงเดียวกัน
“แปลกอย่างไร?” เหวยเสิ้งที่ค้างคาใจมานานรีบถาม
จั่วม่อยังไม่ตอบคำ แต่พริ้มตาหลับลง พลังจิตสำนึกแผ่ออกห่อหุ้มรอบจี้หยก
ราวกับกระแสน้ า
เหวยเสิ้งสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย พลังจิตสำนึกของศิษย์น้องเข้มแข็งยิ่ง! หรือ
ว่าศิษย์น้องคิดเดินไปในวิถีทางแห่งนักบวชเซน? จากนั้นมันนึกขึ้นได้ว่าศิษย์น้อง
หลงใหลในวิชาค่ายกล ค่อยคิดว่าหรือศิษย์น้องคิดเป็นเซียนยันต์? ไม่ว่าจะเป็น
นักบวชเซนหรือเซียนยันต์ ล้วนมุ่งเน้นฝึกปรือพลังจิตสำนึก แต่พวกมันมีแนวทางฝีมือ
ที่ตรงกันข้ามอย่างสมบูรณ์ จิตสำนึกของนักบวชเซนกระจ่างแจ้งมั่นคง แผ่ไพศาลและ
สงบสุข ในขณะที่จิตสำนึกของเซียนยันต์เดินไปในแนวทางพันเปลี่ยนหมื่นแปร
เชี่ยวชาญการประสานงานพลังยันต์อันหลากหลายเข้าด้วยกัน
“อา?” เหวยเสิ้งตะลึงงัน จิตสำนึกของศิษย์น้องถึงกับเหนือล้ ากว่าเหล่านักบวช
เซนและเซียนยันต์ที่มันเคยพบพานมาทั้งหมด แทบบรรลุถึงขั้นน่าแตกตื่นสะท้านใจ
แล้ว มันขมวดคิ้วเล็กน้อยแทบมองไม่เห็น มันทราบว่าพลังจิตสำนึกเป็นสิ่งที่ดี กระทั่ง
ในฐานะเซียนกระบี่ หากมันสามารถฝึกปรือจิตสำนึกไปพร้อมกัน ยังจะเป็นคุณนับ
อเนกอนันต์
จิตสำนึกของศิษย์น้องแม้ว่าแข็งแกร่งกว่า แต่บันดาลให้ผู้คนรู้สึกไร้รากฐาน
เกินไป ไม่ว่าจะเป็นนักบวชเซนหรือเซียนยันต์ พวกมันแม้มุ่งเน้นจิตสำนึก แต่
ท้ายที่สุดแล้วรากฐานของพวกมันยังคงเป็นพลังปราณ หากปราศจากพลังปราณ ไม่
ว่าจิตสำนึกจะแข็งแกร่งสักเพียงใด ก็ไม่ต่างอันใดจากบุคคลที่ร่างกายอ่อนแอ ไม่
สามารถควงขวานคมกล้าที่หนักหน่วงได้
การบำเพ็ญเพียรของศิษย์น้องใช่มีปัญหาหรือไม่? เหวยเสิ้งครุ่นคิดอย่างมึนงง
แต่ไม่ได้กล่าวออกมา ศิษย์น้องมักมีความคิดกระจ่างชัดเจนตลอดมา แม้แต่ใน
ระยะแรกที่ภูเขาสุญตา ทุกคนก็มีแนวทางฝึกปรือที่แตกต่างกันอยู่แล้ว
นึกถึงช่วงเวลาบนภูเขาสุญตา มันอดสั่นศีรษะอย่างยิ้มแย้มไม่ได้ อันที่จริงมันไม่
ต้องห่วงกังวลแม้แต่น้อย ด้วยนิสัยใจคอยึดติดกับความเป็นจริงของศิษย์น้อง ต่อให้
ทุบตีมันจนตาย มันก็ไม่ยอมฝึกปรือวิชาที่ใช้การไม่ได้แน่ อีกอย่างศิษย์น้องปกติก็นิสัย
แปลกพิสดารอยู่แล้ว ชมชอบสนใจสิ่งที่มหัศจรรย์และพิสดารเหล่านั้น
“ศิษย์น้องพบอะไรหรือไม่?” เหวยเสิ้งถาม
จั่วม่อสีหน้าแปลกประหลาด “ปฐมาจารย์บรรพชนของเราดูเหมือนจะไม่ใช่คน
ธรรมดาสามัญเสียแล้ว! จี้หยกชิ้นนี้เกรงว่ามีความเป็นมาพิเศษเฉพาะเป็นที่สุด พลัง
สภาวะที่แฝงเร้นอยู่ภายในก็แปลกประหลาดยิ่ง ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย”
เหวยเสิ้งยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้แปลกใจมากนัก ในความเห็นของมัน มันและศิษย์
น้องล้วนเยาว์วัยทั้งคู่ ความรอบรู้ของพวกมันมีจำกัด การที่พวกมันไม่เคยเห็นหรือได้
ยินเรื่องราวบางอย่างก็นับว่าปกติธรรมดา หากพวกมันเคยเห็นมาก่อนต่างหาก จึงจะ
น่าประหลาด สิ่งที่มันไม่ล่วงรู้ก็คือที่จั่วม่อบอกว่าไม่เคยพบเห็นมาก่อน นี่รวมถึงอสูร
เฒ่าอายุหลายพันปีที่อยู่ภายในจิตสำนึกของจั่วม่อด้วย
จั่วม่อแทบไม่เคยเห็นสีหน้าสะพรึงกลัวอย่างรุนแรงบนใบหน้าของผูเยามาก่อน
นี่นับเป็นครั้งแรก โดยทั่วไปผูเยาเสพติดการวางท่าอวดโอ่ ราวกับว่ามันเป็นจอมอสูร
ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามภพ ยากนักที่จะได้เห็นมันหน้าซีดเผือดและเผยความประหลาด
ใจอย่างสุดแสน
“เจ้าที่แท้พบสิ่งใดกันแน่?” จั่วม่ออยากรู้อยากเห็นเสียจนเบิกตากลมโตเท่าไข่
ห่าน
“ทรงพลังยิ่ง!” ผูเยาลืมตา ถอนหายใจยาวเยือก เค้าความตื่นตระหนกบน
ใบหน้ายังไม่บรรเทาเบาบางลง “พลังสภาวะบนจี้หยกถูกทิ้งไว้ตั้งแต่สองหมื่นกว่าปี
มาแล้ว”
“สองหมื่นกว่าปีมาแล้ว… …” จั่วม่อรู้สึกเหมือนลิ้นผูกเป็นปม ตะกุกตะกักอยู่
ครึ่งค่อนวัน ยังไม่ทราบจะกล่าวอันใด
สองหมื่นกว่าปี!
หากผ่านกาลเวลาสองหมื่นกว่าปี ต่อให้เป็นซิวเจ่อหรืออสูรปิศาจที่ทรงพลังสุด
ฟ้าสุดดิน ยังกลายเป็นฝุ่นกองหนึ่ง มีแต่จะสลายหายไปโดยไม่เหลือร่องรอย ในสนาม
รบโบราณแห่งนี้พวกมันก็พบเจอมานักต่อนัก กองซากศพที่ผุกร่อนเหี่ยวแห้ง เพียง
สัมผัสถูกก็กลายเป็นฝุ่นธุลี
แต่ใครบางคนกลับสามารถทิ้งพลังสภาวะไว้เบื้องหลัง สองหมื่นกว่าปีแล้วยังไม่
สลายไป นี่เป็นพลังฝีมือระดับใด?
หนึ่งคนหนึ่งอสูร จมอยู่ในความแตกตื่นตกใจสุดขีด ไม่อาจไถ่ถอนตัวได้
เนิ่นนานให้หลัง จั่วม่อได้ยินผูเยาทอดถอนรำพึง “เทียบกับพวกมันแล้ว พวก
เราไม่มีคุณค่าความหมายใดเลย” อาศัยความทระนงถือดีของผูเยา ยังกล่าวถ้อยคำ
เช่นนี้ออกมา ยิ่งเห็นได้ชัดว่าจี้หยกส่งผลกระทบต่อมันหนักหน่วงรุนแรงเพียงใด
จั่วม่อไม่ทราบจะกล่าวอันใด สองหมื่นกว่าปี จริงๆ แล้ว… … จริงๆ แล้ว… …
มันไม่สามารถหาถ้อยคำมาบรรยายอารมณ์ของมันในยามนี้ได้
หลังจากนั้นสักครู่ มันออกจากทะเลแห่งจิตสำนึกดุจคนสูญเสียวิญญาณ บอก
กล่าวกับเหวยเสิ้ง “ศิษย์พี่ใหญ่ จี้หยกนี้ทิ้งไว้ให้ข้าศึกษาสักพักเถอะ”
“อา ตกลงตามนั้น” เหวยเสิ้งผงกศีรษะรับ ในด้านการศึกษาค้นคว้าวัตถุแปลก
พิสดาร มันไม่อาจยกขึ้นเทียบกับศิษย์น้องได้
เหวยเสิ้งไม่มีเวลาให้เกียจคร้าน มีคนมากมายไม่หมดสิ้นมาเรียนถามขอคำ
ชี้แนะจากมัน ทั้งหมดล้วนเป็นสมาชิกของค่ายจูเชวี่ย คนของค่ายจูเชวี่ยทุกวันมีการ
ฝึกปรือสองด้าน หนึ่งคือฝึกฝีมือส่วนตัว อีกหนึ่งคือฝึกฝนกลยุทธ์ ในด้านของกลยุทธ์
พวกมันมีคำชี้แนะจากกงซุนซานำทาง รุดหน้าไปอย่างราบรื่น แต่การฝึกฝีมือส่วน
บุคคลกลับเป็นปัญหาอยู่บ้าง
พวกมันส่วนใหญ่ถือกำเนิดจากชนชั้นล่าง ไม่เคยได้รับการศึกษาร่ าเรียนที่
เหมาะสมและถูกต้องสมบูรณ์ สิ่งที่จั่วม่อสามารถจัดเตรียมให้แก่พวกมันคือเคล็ดวิชา
กระบี่มากมาย รวมถึงค่ายกลกระบี่ แต่เพียงแค่เคล็ดวิชากระบี่ ต่อให้มีมากมายกว่านี้
ก็ไม่อาจเพียงพอ เนื่องเพราะไม่มีผู้ใดสามารถชี้แนะแนวทางการฝึกปรือ ไม่มีผู้ใดช่วย
ไขปัญหาที่พวกมันพบพานระหว่างการฝึกปรือประจำวัน พวกมันได้แต่ลองผิดลองถูก
ด้วยตัวเองเท่านั้น ส่วนค่ายกลกระบี่ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นประโยชน์ต่อเซียนกระบี่ที่มี
รากฐานเข้มแข็งมั่นคง อย่างเช่นม้าฝานกับหน่วยเทียนฟงเท่านั้น
การมาของเหวยเสิ้ง สำหรับค่ายจูเชวี่ยแล้ว เหมือนกับรอนแรมมาท่ามกลาง
ความมืดมน จู่ๆ ก็พบเห็นแสงสว่าง
นิมิตแห่งฟ้าดินในวันนั้นประทับแน่นในใจพวกมันอย่างลึกล้ า เพียงเรื่องนี้ก็มาก
พอให้พวกมันทั้งเลื่อมใสทั้งเทิดทูน แต่หลายคนยังคงกังขา ผู้ที่มีฝีมือในการบำเพ็ญ
เพียร ไม่ได้หมายความว่าต้องมีฝีมือในการสอนด้วยเสมอไป ที่สำคัญไปกว่านั้น เหวย
เสิ้งมีเหตุผลใดต้องสอนพวกมันด้วยเล่า? ดังนั้นทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าสมควรโยน
หินถามทางเสียก่อน และเซี่ยซานได้รับเกียรติเป็นหินก้อนนั้น
เซี่ยซานเข้าใจข้อกังวลของทุกคนได้อย่างชัดเจน มันแม้ฝ่าด่านจินตันสำเร็จ แต่
นี่เป็นผลของการสั่งสมเป็นเวลายาวนาน กล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ มันใช้วิธีอันทื่อด้านโง่
งมที่สุดทะลวงผ่านไปยังด่านจินตัน ดังนั้นสิ่งที่มันสามารถสั่งสอนชี้แนะผู้อื่นได้มีน้อย
นิดจนน่าเวทนา มันยังอยากรู้อยากเห็นไม่เบา ว่าอัจฉริยะที่สามารถก่อเกิดนิมิตแห่ง
ฟ้าดิน ที่แท้ร้ายกาจสักเท่าใด มันรีบตกลงรับคำเป็นก้อนหินถามทาง แล่นไปเรียน
ถามขอคำชี้แนะจากเหวยเสิ้งเป็นคนแรก
ยอดฝีมือเพียงยื่นมือออกมา ก็อาจเห็นได้ว่าพวกมันมีความสามารถหรือไม่
เหวยเสิ้งก็ไม่ตระหนี่คำชี้แนะ เพียงกล่าวไม่กี่คำ ก็ทำให้เซี่ยซานนับถือเลื่อมใส
จนแทบหมอบราบคาบแก้ว หลังจากกลับมาหาพวกพ้อง เซี่ยซานก็ประโคมโหมโอ่
อย่างเต็มที่ว่าเหวยเสิ้งร้ายกาจเพียงใด สมกับที่เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของต้าเหริน ทั้งสองคน
ใจกว้างยิ่ง ไม่เคยปกปิดสิ่งใด ล้วนเป็นเช่นเดียวกัน และถ้อยคำสรรเสริญอื่นๆ อีก
มากมาย
ถึงตอนนี้ บรรดาเซียนกระบี่แห่งค่ายจูเชวี่ยทั้งหมดก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้อีก แต่เพื่อ
หลีกเลี่ยงจากการสร้างความขุ่นข้องรำคาญให้แก่เหวยเสิ้ง ในค่ายใช้วิธีจับไม้สั้นไม้
ยาว เพื่อกำหนดลำดับการขอคำชี้แนะ
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ได้ผลอย่างโดดเด่นในทันที
เพื่อแสวงหามรรคากระบี่ เหวยเสิ้งได้เผชิญความยากลำบากนานัปการ กระทั่ง
ชีวิตยังแทบจะสูญเสียไปหลายครั้งหลายหน ต่อมาเมื่อเข้าเป็นศิษย์ฝ่ายใน ผู้ที่สอน
วิชากระบี่ให้แก่มันคืออาจารย์อาซินหยาน สุดยอดฝีมือแห่งสำนักกระบี่สุญตา
ผู้เชี่ยวชาญเจตจำนงกระบี่มากที่สุด รวมกับเรื่องที่ว่าเหวยเสิ้งมุมานะฝึกปรือหนัก
หน่วงอย่างน่าตระหนก ด้วยเหตุนี้รากฐานของมันมั่นคงแข็งแรงยิ่ง หลังจากได้รับ
เคล็ดกระบี่สุญตาฉบับสมบูรณ์ ภูมิความรู้ของมันก็ยิ่งกว้างขวาง เทียบกับเซียนกระบี่
ทั่วไปแล้ว ก็นับว่าเหนือล้ ากว่ามาก
ประสบการณ์ชีวิตในช่วงต้นของมันสอนมันอย่างลึกซึ้ง ถึงความเจ็บปวดของ
การที่ไม่มีผู้ใดคอยชี้แนะ เซียนกระบี่เหล่านี้ยังเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของศิษย์น้องด้วย
นี่อาจถือว่าเป็นการช่วยเหลือศิษย์น้องอีกทางหนึ่ง ดังนั้นเมื่อเหล่าเซียนกระบี่แห่ง
ค่ายจูเชวี่ยมาร้องขอคำชี้แนะจากมัน เหวยเสิ้งก็ไม่เคยบ่ายเบี่ยงเกี่ยงงอนอันใด
ต่อมาเหวยเสิ้งพบว่าปัญหาที่หลายคนประสบล้วนคล้ายคลึงกันยิ่ง ยามนี้ถือ
โอกาสกล่าวเรื่องนี้กับศิษย์น้อง จั่วม่อกลอกตาตลบหนึ่ง แล้วเสนอทางออกด้วยวิธีที่
ยอดเยี่ยม
เปิดห้องบรรยาย
ในกาลก่อนที่ภูเขาสุญตา ทุกช่วงเวลาที่กำหนด จะมีศิษย์ฝ่ายในออกมาบรรยาย
สอนสั่งวิชาแขนงต่างๆ ให้แก่ศิษย์ฝ่ายนอก
เหวยเสิ้งรู้สึกว่าวิธีการนี้ไม่เลว และทำตามข้อเสนอทันที
ด้วยเหตุนี้เอง ห้องบรรยายวิชากระบี่ก็เปิดขึ้นภายในหมอกภูต
ส่วนจั่วม่อ หลังจากออกความคิดเห็นเสร็จสิ้น ก็เข้าสู่คุกสิบนิ้วในบัดดล
เข้าสู่กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างหนนี้ ความคิดของจั่วม่อแปรเปลี่ยนไป
อย่างสิ้นเชิง ก่อนหน้านี้มันปฏิบัติเหมือนว่ามันเข้ามาเล่นสนุกชั่วคราว แต่บัดนี้คุกสิบ
นิ้วกลับกลายเป็นทางรอดเพียงสายเดียวของพวกมัน มีส่วนเกี่ยวพันกับการที่พวกมัน
จะสามารถหลบหนีออกไปได้หรือไม่อย่างแนบแน่น มันไม่อาจทำเป็นเล่นเหมือนเดิม
อีก
มันกระหายอยากต่อข้อมูลเกี่ยวกับมหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์เป็นที่สุด
ถึงกับเหนือกว่าความปรารถนาที่มีต่อวิญญาณทองคำเสียอีก!
มันไม่ทราบว่าจะใช้คุกสิบนิ้วอย่างไร จึงสามารถสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับมหา
สงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ได้ แต่มันยังคงก้าวเข้าสู่กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดน
ร้าง
เมื่อแสงสว่างจางหายไป กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างปรากฏขึ้นในสายตา
มันสูดลมหายใจลึก
สนามรบแห่งใหม่ สงครามครั้งใหม่
เปิดฉากขึ้นแล้ว!