สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 371 เสนอเงินรางวัล
หนานเยว่ไม่อยู่ในคุก คังเจ๋อก็ไม่อยู่ในคุก จั่วม่อผิดหวังอยู่บ้าง ทีแรกมันคิด
สอบถามทั้งสองคนว่ามีวิธีใดสามารถสืบหาข้อมูลของสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ได้
บ้าง เนื่องเพราะพวกมันเป็นอสูรเที่ยงแท้กันทั้งคู่ สมควรคุ้นเคยกับสังคมของภพอสูร
มากกว่า ผูเยาแม้เป็นอสูรสายเลือดเที่ยงแท้เช่นกัน แต่หลังจากถูกกักขังอยู่ร่วมสาม
พันปี มันก็ไม่ล่วงรู้เกี่ยวกับภพอสูรในปัจจุบันแล้ว
“มันถึงกับกล้า… …กล้าหยามอัปยศคุณหนูจีลี่หวี่! อภัยให้ไม่ได้! เจ้าผู้นี้น่าชิงชัง
เกินไปแล้ว!”
“ใช่! สมาพันธ์อัจฉริยะจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมันเถอะ ผู้ใดสนใจด้วย? แต่มัน
ถึงกับกล้าเรียกหาคุณหนูจีลี่หวี่ว่าไฝหนึ่งเม็ด อภัยให้ไม่ได้! อภัยให้ไม่ได้เด็ดขาด! หาก
ข้าพบมัน ข้าจะต้องถกเหตุผลกับมันให้รู้ดีรู้ชั่ว”
“พวกเรามิใช่คู่ต่อสู้ของมัน… …”
“ต่อให้เราไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน ก็ไม่อาจนั่งเบิกตามองอยู่เฉยๆ ได้! เราต้องสั่ง
สอนให้มันเข้าใจ ว่าการล่วงเกินคุณหนูจีลี่หวี่ เท่ากับล่วงเกินเรา! และหากมันล่วงเกิน
เรา พวกเราจะไม่ปล่อยให้มันอยู่อย่างสงบสุข!”
“พี่หวัง ท่านมีความคิดดีงามใช่หรือไม่? รีบบอกพวกเรา!”
“ฮ่า เหล่าเศษสวะจากสมาพันธ์อัจฉริยะพวกนั้น กระทั่งชื่อเสียงของคุณหนูจีลี่
หวี่ยังไม่มีปัญญาปกป้อง พวกเราไม่อาจพึ่งพามัน เราต้องพึ่งพาพลังของพวกเราเอง
และต่อสู้ในนามของคุณหนูจีลี่หวี่! แน่นอนว่าพวกเราไม่ใช่คู่มือของเซียวม่อเกอ แต่
ย่อมมีผู้ที่สามารถเป็นคู่ต่อสู้ของมัน เราจะเสนอเงินรางวัล!”
“เสนอเงินรางวัล?”
“มิผิด! มีหลายคนที่เหมือนกับพวกเรา เป็นเหล่าผู้พิทักษ์บุปผาที่เฝ้าปกป้อง
คุ้มครองคุณหนูจีลี่หวี่ แม้ว่าแต่ละคนไม่มีพลังอำนาจมากนัก แต่หากพวกเราทั้งหมด
รวมเข้าด้วยกัน จะต้องให้เซียวม่อเกอได้เห็นดีกันแน่ ข้าจะควักเงินเลี้ยงดูที่ได้รับจาก
ตระกูลของครึ่งปีหลังจากนี้ทั้งหมด วางเป็นเงินรางวัลสำหรับยอดฝีมือที่สามารถ
จัดการกับเซียวม่อเกอ!”
“พี่หวัง เงินจำนวนนี้เกรงว่าไม่เพียงพอ”
“แน่นอนว่าย่อมไม่เพียงพอ ฮ่า ข้าไม่ทราบว่าเป็นความคิดของผู้ใด แต่พวกมัน
เสนอรางวัลไว้ในตลาดอสูร สำหรับจัดการเซียวม่อเกอโดยเฉพาะ ทั้งยังอนุญาตให้
สมทบทุนเพิ่มเงินรางวัลได้ตลอดเวลา จำนวนเงินรางวัลยามนี้สูงถึงสองล้านแล้ว!”
“สองล้าน! สวรรค์! เซียวม่อเกอคงไม่แคล้วต้องพบพานความยากลำบากแน่
แล้ว!”
“ฮ่า นี่แค่ที่นี่เท่านั้น ว่ากันว่าเงินรางวัลเหล่านี้มีอยู่ทั่วทุกเมือง เซียวม่อเกอจะ
ได้ลิ้มรสพลังของคุณหนูจีในไม่ช้า!”
“ฮ่าฮ่า! ความคิดนี้ยอดเยี่ยมยิ่ง! ข้าจะไปเดี๋ยวนี้! สำหรับคุณหนูจี ข้ายินดีควัก
ถุงเงินของข้าตลอดหนึ่งปีเลย!”
จั่วม่อยืนตะลึงลานอยู่กับที่
ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ นี่ข้าหวดฟาดถูกรังแตนเข้าให้หรือไร? ไฝหนึ่งเม็ดไม่
สมควรมีพลังเช่นนี้จึงจะถูกต้อง… …
จั่วม่อลอบคร่ าครวญอย่างหวนโหย คิดอยากร่ าไห้เป็นกำลัง หากเป็นก่อนหน้านี้
แน่นอนว่ามันต้องสะบัดก้นหนีไปโดยพลัน เกอจึงไม่เล่นกับพวกเจ้าอีกต่อไป จีลี่หวี่
อันใด? ชิงฮวาจางสุ่ยอันใด? เกอจะให้พวกมันได้แต่ถ่างตาเฝ้ารอจนตาแห้งเท่านั้น
มันเพิ่งจะปลุกปลอบความคิด เห็นคุกสิบนิ้วเป็นสนามรบแห่งใหม่ แต่ทันใดนั้น
ก็พบว่าสนามรบแห่งนี้ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยศัตรู
สวรรค์ ผู้คนไม่อาจเล่นเช่นนี้!
“ผู มีวิธีเปลี่ยนโฉมหน้าข้าหรือไม่?” จั่วม่อรีบถาม
“นับจากคุกชั้นที่ห้าขึ้นไปจึงสามารถเปลี่ยนรูปโฉมได้ ในสี่คุกแรกเป็นไปไม่ได้”
คำตอบของผูเยาดับความหวังสุดท้ายของจั่วม่ออย่างเลือดเย็น
จั่วม่อเหลียวซ้ายแลขวา ลุกลี้ลุกลนราวกับหัวขโมยผู้หนึ่ง โชคยังดี โชคยังดี บาง
ทีพวกมันอาจจะรู้จักชื่อเซียวม่อเกอแต่ไม่รู้จักโฉมหน้าของมัน แต่ทันใดนั้นเอง แสง
สว่างวาบขึ้นใกล้ๆ อสูรน้อยตนหนึ่งปรากฏกายขึ้น
อสูรน้อยเบิกตามองจั่วม่ออย่างตะลึงลาน
จั่วม่อพอเห็นสีหน้าอีกฝ่าย ต้องลอบร้องผิดท่าในใจ
“เซียวม่อเกอ!”
อสูรน้อยตนนั้นชี้หน้าจั่วม่อ ตะโกนสุดเสียง
ขวับ สุ้มเสียงทั้งหมดเงียบกริบลงในบัดดล จั่วม่อสามารถรู้สึกได้ถึงสายตานับไม่
ถ้วนหันมามองมันเป็นตาเดียว แม้ว่ามันจะผ่านพบฉากเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่มาไม่น้อย
จั่วม่อยามนี้ยังหนังศีรษะซาซ่าน รู้สึกอึดอัดขัดข้องสุดบรรยาย
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ จั่วม่อได้แต่กัดฟันสวมบทบาทต่อไปเท่านั้น มันแสร้งวางท่า
สงบเยือกเย็น เหลือบมองอสูรน้อยตนนั้นอย่างไม่พอใจแวบหนึ่ง จากนั้นรั้งสายตา
กลับ เดินตรงไปข้างหน้า คล้ายไม่คิดแยแสสนใจผู้ใด
อสูรน้อยตนนั้นสะดุ้งเฮือก สีหน้ากลายเป็นขาวซีด สำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง มัน
ไฉนร้องตะโกนวุ่นวายออกไป? นี่ไม่ใช่เสี่ยงอันตรายยิ่งหรอกหรือ?
ในคุกสิบนิ้วไม่ได้ห้ามการต่อสู้ ทุกคนสามารถต่อสู้เข่นฆ่าอย่างอิสระ แม้ว่าจะไม่
เป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างแท้จริง แต่การบาดเจ็บที่จิตสำนึกก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ใน
อดีตเคยมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงในคุกสิบนิ้ว เป็นเหตุให้จิตสำนึกของมัน
ถดถอยลงไปถึงสองด่านพลัง หลังจากนั้นการต่อสู้ในคุกสิบนิ้วลดน้อยลงทันควัน
ต่อมาผู้คนยังพบว่าไม่ใช่แค่การต่อสู้ที่อาจทำให้จิตสำนึกบาดเจ็บ กระทั่งสนาม
ประลองในคุกก็สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บทางจิตสำนึกเช่นกัน
หากจิตสำนึกได้รับบาดเจ็บ ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการลิ้มรสความเจ็บปวดจน
แทบอยากตาย
ภายใต้สายตานับไม่ถ้วนคอยจับจ้อง จั่วม่อเปลี่ยนเป็นแสงวาบ รีบเผ่นออกจาก
กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างในบัดดล
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!” ผูเยาระเบิดหัวร่องอหาย ดังก้องออกมาจากทะเลแห่งจิตสำนึก
มันมือหนึ่งชี้หน้าจั่วม่อโดยไม่คิดรักษาท่วงท่าสภาวะใดๆ ส่วนอีกมือหนึ่งกุมท้อง หัว
ร่อโดยไม่เกรงอกเกรงใจแม้แต่น้อย
จั่วม่อหน้าดำคล้ าเหมือนก้นหม้อ น้ าเสียงไม่พอใจยิ่ง “หัวร่อ? มีอันใดน่าหัว
ร่อ!”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!” ผูเยาหัวร่อเป็นบ้าเป็นหลังอย่างไม่คิดหยุดยั้ง ยิ่งหัวร่อ ยิ่งหัวร่อ
อย่างสาสมใจมากขึ้น “ข้าจะขำตายแล้ว! มุสิกข้ามถนน ฮ่าฮ่า เจ้าเวลานี้เป็นมุสิกข้าม
ถนนที่ผู้คนล้วนทุบตีอย่างแท้จริงแล้ว! ฮ่าฮ่า!”
จั่วม่อที่ขุ่นข้องรำคาญอยู่แล้ว ฟังเสียงหัวร่อของผูเยา ยิ่งอารมณ์ขุ่นมัวมาก
กว่าเดิม
ความดื้อรั้นของมันลุกโชนขึ้นทันที ก็แค่คุกสิบนิ้วไม่ใช่หรือ? มันยังจะต้องกลัว
ใครหน้าไหนกันเล่า!
มันก็คิดชมดูเช่นกันว่าคนแบบไหนที่จะถูกเงินรางวัลล่อใจเข้ามา!
จั่วม่อพกพาอารมณ์ดุร้ายเกรี้ยวกราดเข้าสู่กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างอีก
ครั้ง!
เมื่อเข้าสู่กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างรอบนี้ ทิวทัศน์เบื้องหน้าก็ต่าง
ออกไปจากเดิม จั่วม่อพอเห็นรอบข้างชัดตา ค่อยคลายใจลงไม่น้อย ประเสริฐ ทุกครั้ง
ที่เข้าสู่กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง ตำแหน่งที่เข้ามาจะแตกต่างกันไปแบบสุ่ม
เรื่องนี้มีประโยชน์มากสำหรับมัน อย่างน้อยที่สุด ต่อให้สู้ไม่ได้ยังสามารถเผ่นหนี!
ในมือเพิ่มไพ่อีกใบหนึ่ง จั่วม่อไม่แตกตื่นลนลานอีกต่อไป
มันเริ่มไตร่ตรองผลกระทบของเหตุการณ์นี้ที่มีต่อมัน ก่อนที่เรื่องราวมากมาย
เหล่านี้จะเกิดขึ้น มันมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างสบายๆ ไม่เห็นเป็นจริงเป็นจังนัก แต่
เวลานี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เนื่องเพราะจุดมุ่งหมายของมันแตกต่างไปจากเดิม
เหตุการณ์ของไฝหนึ่งเม็ดดูเหมือนก่อกวนเรื่องราวใหญ่โตอย่างเหลือเชื่อ
หลังจากมีประสบการณ์มากขึ้น จั่วม่อเห็นได้ชัดเจนยิ่ง ว่าการก่อกวนเรื่องราวใหญ่โต
ก็มีข้อดีของมันเอง อย่างเช่นเป็นที่รู้จักได้เร็วขึ้น เมื่อมันได้ชัยในศึกทลายคุก ผู้คนก็
มาเสาะหามันเอง
สิ่งที่มันต้องการคือข้อมูลเกี่ยวกับมหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ กล่าวตาม
ความสัตย์ จั่วม่อก็ไม่ได้คาดหวังว่าเรื่องนี้จะง่ายดาย สิ่งที่กระทั่งผูเยายังไม่ทราบชัด ก็
เป็นที่น่าสงสัยว่าในภพอสูรจะมีข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ หรือต่อให้
มีข้อมูลข่าวสารนี้อยู่จริง ก็ไม่แน่ว่าจะเข้าถึงได้ง่ายดายนัก
หนานเยว่เป็นเพียงอสูรน้อยธรรมดาสามัญนางหนึ่ง ตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดน
ใต้เสื่อมทรุดลงเป็นเวลานานเกินไป คังเจ๋อแม้สถานการณ์ดีกว่าหนานเยว่อยู่บ้าง แต่ก็
เพียงเล็กน้อยเท่านั้น จั่วม่อสังหรณ์ใจว่าการสืบเสาะเรื่องมหาสงครามปิดผนึกล้าง
เผ่าพันธุ์อาจไม่ใช่เรื่องง่ายดาย หากจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก มันย่อมไม่
อาจพึ่งพาสองคนนี้
นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่มันจะต้องครุ่นคิดให้ดี ตัวมันเองไม่ได้อยู่ในภพอสูร นับว่ามี
ข้อจำกัดไม่น้อย
ทันใดนั้นรอยประทับวิญญาณบนแขนมันบังเกิดปฏิกิริยาขึ้น เป็นหนานเยว่
กับคังเจ๋อเข้ามาแล้ว
จั่วม่อเพ่งจิต ส่งผ่านความคิดของมันไปตามรอยประทับวิญญาณบนแขน
หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งคู่ก็มาถึง
“ต้าเหริน!” คนทั้งสองรีบน้อมกายคารวะพร้อมกัน
“อา มีสถานที่เงียบๆ หรือไม่?” จั่วม่อรู้สึกว่ามีหูตามากมายอยู่รอบๆ พวกมัน
จริงๆ
คังเจ๋อตอบสนองเป็นคนแรก รีบกล่าวว่า “ต้าเหริน เพียงแค่ก่อตั้งค่ายกลลวง
ตาก็ใช้ได้แล้ว”
จั่วม่อแทบตบหน้าผากตัวเอง มันไฉนโง่งมถึงปานนี้ กระทั่งวิธีแก้ปัญหาอันเรียบ
ง่ายเช่นนี้ยังนึกไม่ออก การก่อตั้งค่ายกลลวงตา สำหรับมันแล้วลำบากเพียงยกมือ
เท่านั้น มันยกมือขวาขึ้นเล็กน้อย ลำแสงพวยพุ่งออกจากฝ่ามือ กระทบลงบนพื้น เห็น
ม่านแสงทรงกลมบางเฉียบคลี่ขึ้นมาจากพื้น ปกคลุมพวกมันไว้ภายใน
คังเจ๋อรู้จักสินค้าเป็นอย่างดี ฝีมือก่อตั้งค่ายกลของต้าเหรินทรงอำนาจยิ่ง ความ
นับถือเลื่อมใสในใจเพิ่มพูนขึ้นอีกหลายส่วน ต้าเหรินอายุไม่มาก แต่คล้ายสามารถ
กระทำได้ทุกสิ่ง ทั้งยังมีฝีมือในทุกสรรพวิชาเหล่านั้น
หนานเยว่ความคิดเรียบง่ายกว่านั้นมาก นางเพียงมองม่านแสงอย่างอยากรู้
อยากเห็น “ต้าเหริน นี่คือค่ายกลลวงตาอันใด?”
“ศาสตร์อำพรางน้อย หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงของศาสตร์อสูรธาตุน้ า น้ า
สามารถสร้างภาพลวงตา หักเหแสง เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับก่อตั้งค่ายกลลวง
ตา” จั่วม่ออธิบายพลางนำพวกมันชมดูรอบหนึ่ง
คังเจ๋อมองหนานเยว่อย่างอิจฉาเลื่อมใส ความสัมพันธ์ระหว่างหนานเยว่กับต้า
เหรินไม่กระจ่างชัด นางดูเหมือนเป็นผู้ติดตามของต้าเหริน เพราะหากนางเป็นศิษย์
สมควรเรียกหาต้าเหรินว่าเหล่าซือ ไม่ใช่ต้าเหริน แต่ต้าเหรินยังคงปฏิบัติต่อหนานเยว่
เช่นนางเป็นศิษย์ ไม่คล้ายปฏิบัติต่อผู้ติดตาม
ยากนักที่จะได้พบกับต้าเหรินเช่นนี้!
หนานเยว่มีโชควาสนาอย่างแท้จริง!
หลังจากจั่วม่อชี้แนะเสร็จสิ้น ค่อยถามว่า “จีลี่หวี่มีประวัติความเป็นมาเช่นไร?”
หนานเยว่กับคังเจ๋อสีหน้าแปลกพิกลอยู่บ้าง ต้าเหริน สุดท้ายท่านก็มาถามเรื่อง
นี้เอาตอนนี้หรือ?
คังเจ๋อทราบว่าหนานเยว่ย่อมไม่ทราบรายละเอียดมากเท่ากับมัน จึงชิงตอบว่า
“ต้าเหริน จีลี่หวี่คือสตรีที่ท่านโยนออกจากคุกในคราวนั้น”
“อา เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว” จั่วม่อกล่าวอย่างไร้อารมณ์
“นางเป็นหลานสาวคนโตของประมุขตระกูลจี เป็นที่รักใคร่[cantorpairing id=
“0” chars=”เ้อุ่ดรใ้”]เอ็นดูของผู้อาวุโสทั้งหมดในตระกูล นางเด่นล้ ามาตั้งแต่ยัง
เยาว์วัย ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นนางล้วนรักใคร่เอ็นดูนาง ปีที่สองหลังจากที่นางเข้าร่วม
ตำหนักศาสตร์อสูร นางกับน้องชายของนาง จีเฉิง ถูกเชื้อเชิญเข้าร่วมสมาพันธ์
อัจฉริยะพร้อมกัน แต่ในสมาพันธ์อัจฉริยะ นางส่องประกายและก้าวหน้ารวดเร็วกว่า
จีเฉิงมาก เพียงหนึ่งปีหลังจากนั้น นางก็เข้าสู่สภาผู้อาวุโสและกลายเป็นผู้อาวุโสที่อายุ
น้อยที่สุดของสมาพันธ์อัจฉริยะ”
“สมาพันธ์อัจฉริยะอีกแล้ว?” จั่วม่อขมวดคิ้วเล็กน้อย “ว่าต่อไป”
“จีลี่หวีแม้ไม่ใช่ผู้สืบทอดของตระกูลจี แต่นางเป็นอสูรที่มีชื่อเสียงเลื่องลือที่สุด
ของตระกูลจี กระทั่งประมุขตระกูลจียังไม่เป็นที่รู้จักกันดีเท่านางด้วยซ้ า จีลี่หวี่แม้ถือ
กำเนิดจากตระกูลจี แต่นางไม่ใคร่สนใจฝึกปรือศาสตร์อสูรนัก นางชมชอบฟ้อนรำ ขับ
ขานลำนำและศึกษาดนตรีกาล นางมีฝีมือในการขับร้อง สุ้มเสียงเปี่ยมเสน่ห์ เป็นที่
หลงใหลอย่างสุดซึ้งของทุกคน”
“นางมีผู้พิทักษ์บุปผาจำนวนมาก” คังเจ๋อหยุดวูบหนึ่ง แล้วย้ าว่า “มากมายนับ
ไม่ถ้วน”
หลังจากฟังคำบรรยายของคังเจ๋อแล้ว จั่วม่อชักรู้สึกยุ่งยากใจขึ้นมาบ้าง การ
ล่วงเกินบุคคลที่มีพลังอำนาจเช่นนี้ นับว่าน่าปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่บ้างจริงๆ
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อเพียงแค่รู้สึกยุ่งยากใจอยู่บ้างเท่านั้น ไม่ได้อนาทรร้อนใจ
ใดๆ ความสนใจส่วนใหญ่ของมันยังคงติดอยู่กับมหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์
“พวกเจ้าเคยได้ยินเรื่องมหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์หรือไม่?” จั่วม่อถาม
อย่างกะทันหัน
“มหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ นั่นเป็นสงครามอันใด?” หนานเยว่ย้อนถาม
อย่างใคร่รู้
คังเจ๋อสั่นศีรษะ “ไม่ทราบขอรับ”
เป็นไปตามที่คิด จั่วม่อรำพึงในใจ จากนั้นถามว่า “ข้าต้องการสืบหาข้อมูล
ข่าวสารเกี่ยวกับสงครามในสมัยโบราณ พวกเจ้ามีคำแนะนำใด?”
“ในห้องตำราของตำหนักศาสตร์อสูรเราจะมีหรือไม่?” หนานเยว่กล่าว
คังเจ๋อแย้งว่า “หากข้อมูลที่ต้าเหรินเสาะหาเป็นเรื่องยากและไม่เป็นที่ชัดเจน
บางทีอาจมีหลายสถานที่ให้ทดลอง”
จั่วม่อตาลุกวาบ “ลองบอกมาฟังดู”
“สถานที่แรกคือตำหนักศาสตร์อสูรที่หนานเยว่กล่าวถึง ตำหนักศาสตร์อสูรทุก
แห่งล้วนมีห้องตำราของตัวเอง หากเป็นตำหนักศาสตร์อสูรขนาดใหญ่ ห้องตำราจะ
ใหญ่โตอย่างน่าอัศจรรย์ มักรวบรวมบันทึกไว้ครบถ้วนครอบคลุมในทุกด้าน สถานที่ที่
สองคือบางวงการที่เฉพาะเจาะจง ไม่มีอาชีพใดล้วนมีวงการเล็กๆ ของตัวเอง มัก
แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันเป็นประจำ ส่วนประการที่สามง่ายดายที่สุด นั่นคือเสนอ
เงินรางวัล”
“เสนอเงินรางวัล?” จั่วม่อดวงตาค่อยๆ สว่างเจิดจ้าขึ้น