สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 384 ผู้เช่ารายใหม่
จั่วม่อดูเหมือนมีความฝันที่ยาวนานมากตื่นหนึ่ง เป็นความฝันที่มีแต่สีแดงและสีทอง
โลกที่เต็มไปด้วยเปลวไฟ เจิดจ้าบาดตา ตลอดทั้งความฝันมีแต่แสงสีทองเต็มไปหมด แต่กลับจดจำ
ไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
มันค่อยๆ ลืมตาขึ้น ตุบ บางสิ่งที่อ่อนนุ่มและอบอุ่นคล้ายฟองอากาศกระแทกเข้ามาใน
อ้อมแขนของมัน
จั่วม่อก้มลงมอง เห็นร่างน้อยๆ สีเหลืองทองกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ในอ้อมอก
นี่มัน… …
“เจ้าเพลิงน้อย?”
จั่วม่อสีหน้าแปลกพิกลอยู่บ้าง มันคว้าเจ้าตัวน้อยสีทอง ยกชูขึ้นมอง เจ้าเพลิงน้อยคล้าย
จู่ๆ ก็ระลึกถึงความทรงจำอันปวดร้าวบางอย่าง ร่างนุ่มนิ่มของมันพลันแข็งทื่อ อึดใจต่อมา มันร้องจี้
จี้เสียงอ่อย พยายามมองจั่วม่ออย่างน่าเวทนา
เป็นเจ้าเพลิงน้อยจริงๆ! จั่วม่อคลายใจลง จากนั้นเปลี่ยนเป็นสงสัยใคร่รู้ เจ้าตัวเล็กนี้
ไฉนกลายเป็นเช่นนี้? เดิมทีร่างกายของเจ้าเพลิงน้อยเป็นสีแดงล้วน ยามนี้ไฉนเปลี่ยนเป็นสีทอง
ปนแดงไปแล้ว อีกทั้งร่างกายของมันดูเหมือนจะหดตัวลงส่วนหนึ่ง
“เจ้ากลายเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร?” จั่วม่อถามอย่างอยากรู้อยากเห็น เจ้าเพลิงน้อยรีบ
ส่งเสียงร้องบอก แต่จั่วม่อไม่เข้าใจเลยสักคำ จึงไม่แยแสสนใจมันอีก ทดลองบีบๆ คลำๆ ไปรอบๆ
พลางบ่นพึมพำ “ลืมไปเลยว่าจุดนั้นอยู่ตรงไหน… …”
เสียงร้องจี้จี้ชะงักขาดหายในบัดดล ฟู่ว เปลวไฟสีแดงทองพ่นออกมาจากร่างของเจ้า
เพลิงน้อย
เจ้าเพลิงน้อยสีหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ
“ฮ่า เจอแล้ว! ดีแล้วดีแล้ว เจ้ายังปกติเหมือนเดิมก็ดีแล้ว” จั่วม่อคลายมือออก
เจ้าเพลิงน้อยพอหลุดออกจากเงื้อมมืออันชั่วร้าย ก็พุ่งดิ่งไปยังอ้อมแขนของอากุ่ย ร้องจี้
จี้อย่างแสนเศร้า เกลือกกลิ้งหาการปลอบประโลม
อากุ่ยยังคงเป็นเหมือนเช่นเดิม จั่วม่อลอบทอดถอนในใจ ภายใต้สถานการณ์คับขัน
อันตรายนี้ มันไม่รู้ว่าจะไปถึงอาณาจักรทะเลเมฆเมื่อใด มันเดินเข้าไปใกล้อากุ่ย ตรวจสอบร่างกาย
ของอากุ่ยอีกรอบ จากนั้นใบหน้าปรากฏความปิติยินดีที่ไม่อาจระงับยับยั้ง
แสงสีม่วงแปลกๆ ในร่างของอากุ่ยดูเหมือนจะเติบโตขึ้น แม้ว่ามันไม่ทราบว่าแสงสี
ม่วงนี้เป็นเรื่องราวใด แต่จั่วม่อก็ทราบว่านี่เป็นประโยชน์สำหรับอากุ่ย นับตั้งแต่ครั้งแรกที่มันได้พบ
กับอากุ่ยที่ไม่ได้สติ มันก็ค้นพบคุณลักษณะของพลังงานสีม่วงขุมนี้แล้ว
พลังงานสีม่วงเริ่มแสดงสัญญาณของการฟื้นฟู นี่นับเป็นเรื่องดี อารมณ์ของจั่วม่อกลาย
เป็นปลอดโปร่งขึ้นมาทันที โอ้ สบายใจขึ้นไม่น้อย เวลานี้มันสมควรจะทำเรื่องราวใดดี? จั่วม่อ
ขมวดคิ้ว มันรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง ไฉนมันไม่มีเรื่องราวให้กระทำ?
รอประเดี๋ยว!
ไม่ถูกต้อง! สติสัมปชัญญะค่อยกลับคืนมาเต็มที่ นึกออกแล้ว มันอยู่บนเวทีประลองใน
กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง! ความทรงจำทะลักทลายประดุจสายนํ้าทลายเขื่อน มันยิ่งคิดยิ่ง
จดจำได้ชัดเจนขึ้น ใช่แล้ว! กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง! การท้าประลอง!
แต่… …
มันไฉนนึกไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น?
ที่แท้เกิดเรื่องอันใด?
จั่วม่อสีหน้าหนักอึ้งตึงเครียด มันแน่ใจว่าต้องมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น แต่ไม่ว่าจะพยายาม
นึกเท่าใด ก็จดจำสิ่งใดไม่ได้เลย หลังจากขบคิดสักครู่ มันก็เข้าสู่ทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยาจะต้องรู้แน่
เมื่อเข้าไปในทะเลแห่งจิตสำนึก จั่วม่ออดร้องอุทานอย่างแปลกใจไม่ได้ ทะเลแห่ง
จิตสำนึกดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปอีกแล้ว อย่างไรก็ตาม เวลานี้มันยังไม่มีอารมณ์จะพินิจพิจารณา
ทะเลแห่งจิตสำนึก รีบเร่งรุดไปยังตำแหน่งประจำของผูเยา
แต่พอมองเห็นผูเยาเท่านั้น จั่วม่อก็หยุดกึก อ้าปากค้างอยู่กับที่
ไม่ไกลจากผูเยา มีอีกคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย!
หลังจากตะลึงงันอยู่อึดใจใหญ่ จั่วม่อพลันเดือดดาลขึ้นมาทันที มันโถมเข้าไป ชี้หน้าผู
เยา เริ่มก่นด่าเร็วปรื๋อ “เจ้าตัวตะกละจอมเกียจคร้าน ที่ผ่านมาแม้ว่าเจ้าจะไม่จ่ายค่าเช่า เกอก็ยอม
อดทนอดกลั้นตลอดมา คราวนี้งามหน้านัก!เจ้าถึงกับพาผู้อื่นเข้ามาเชียวหรือ? เจ้าใช่คิดว่าทะเล
แห่งจิตสำนึกของเกอเป็นที่พำนักที่เปิดเสรีหรือไม่? อาฮ่า! กระทั่งบอกกล่าวข้าสักคำยังไม่มี หรือ
เจ้าคิดว่าที่นี่เป็นบ้านของเจ้าไปแล้วจริงๆ?”
ผูเยาผู้กำลังลำพองใจที่มีชัยเหนือเว่ยหนหนึ่ง พอฟังถึงกับตัวแข็งทื่อ
“ข้า ข้า ข้า… …”
“ข้าข้าข้า ข้าอะไร? เจ้าทราบหรือไม่ว่านี่เป็นดินแดนของผู้ใด? ที่นี่คือทะเลแห่ง
จิตสำนึกของเกอ! เจ้ายอดเยี่ยมยิ่ง กระทั่งจิงสือชิ้นเดียวก็ไม่มี วันๆ เอาแต่เชิดหน้าชูจมูกชี้ฟ้า? ข้า
บอกเจ้า เกอเห็นเจ้าเป็นที่ขัดตามานานแล้ว เจ้าสำคัญตัวว่าเจ้าเป็นประโยชน์สำหรับเกอจริงๆ
หรือ? อาฮ่า! เวลานี้ถึงกับนำพาลูกสมุนเข้ามาอยู่กินด้วย?”
“มัน มัน มัน… …”
“มันมันมัน มันอะไร? เสี่ยวผูผู เจ้าทำให้เกอผิดหวังมาก ลองนึกย้อนกลับไปที่ภูเขา
สุญตาในคราวนั้นดู กระทั่งเผชิญค่ายกลลวงตาอันทรงพลังของสตรีนกกระเรียนกระดาษ หัวใจเกอ
ก็ยังมั่นคงดุจหินผา ไม่เคยหวั่นไหวใจแม้แต่น้อย! แต่เจ้าเพียงพบพานบุรุษรูปงามผู้หนึ่ง เจ้าก็อ่อน
ปวกเปียกแล้ว! เจ้าทราบหรือไม่ว่าเจ้าไฉนเป็นได้แค่ของเก่าโบราณ ส่วนเกอคือเสี่ยวม่อเกอที่พิชิต
ไปทั่วหล้า? ข้าบอกเจ้า นี่คือความแตกต่างของคนกับอสูรอย่างไรเล่า!”
ผูเยาตะลึงงันอย่างสิ้นเชิง ถูกคำก่นด่ารัวเร็วราวนํ้าทลายเขื่อนของจั่วม่อเล่นงานจน
แทบหาทิศเหนือไม่เจอ
จั่วม่อหลังจากด่าจนสาสมใจ รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก ทั้งยังพึงพอใจ
ยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเห็นความงุนงงซึมเซาของผูเยา ความรู้สึกแห่งชัยชนะท่วมท้นอยู่ในใจ มันแค่น
เสียงอย่างเย็นชาขึ้นจมูก หันไปจ้องหน้าบุรุษที่ยืนอยู่ข้างผูเยา กระชากเสียงถาม “เจ้าเป็นใคร?”
“ข้าเรียกว่าเว่ย ขอคารวะท่าน” อีกฝ่ายประสานมือคารวะอย่างสง่างาม
เว่ยท่วงท่าสงบเยือกเย็น สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง บันดาลให้ผู้คนรู้สึกถึงความสัตย์ซื่อ
จริงใจของมัน
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อย่อมไม่ถูกท่าทีเช่นนี้หลอกลวงได้ง่ายๆ มันรีบสั่นศีรษะ “เว่ย? ไม่
เคยได้ยินมาก่อนเลย” ไม่รอให้เว่ยได้อ้าปากกล่าววาจา มันกล่าวสืบต่อ “ข้าไม่สนใจว่าเจ้ามาจากที่
ใด แต่สมควรหารือปัญหาเรื่องค่าเช่ากันเสียก่อน”
“มีเหตุผลยิ่ง โปรดว่าต่อไป” เว่ยไม่ได้โต้เถียง พยักหน้าให้อย่างรวบรัด
“ฮ่า! ข้าชมชอบคนรวบรัดสมใจ!” จั่วม่อแย้มยิ้ม “ว่าง่ายตรงประเด็นนับเป็นยอดคน
อ้อ เจ้าสามารถใช้ของมีค่าทุกชนิดจ่ายค่าเช่าได้ อย่างเช่นเวทวิชา ศาสตร์อสูร จิงสือหรือวัตถุดิบหา
ยาก ล้วนใช้การได้ทั้งหมด”
เว่ยกล่าว “ข้ามีเคล็ดวิชาของนักบวชเซน ‘ร่างทองบรรลุธรรม’ ใช้การได้หรือไม่?”
“ ‘ร่างทองบรรลุธรรม’? ของนักบวชเซน?” จั่วม่อขบคิดแวบหนึ่ง กล่าวว่า “อย่าได้
คิดเอาสินค้าชั้นสวะมาหลอกลวงข้าเป็นอันขาด!”
“ท่านสามารถตรวจสอบสินค้าก่อน” เว่ยกล่าวอย่างใจปํ้า ส่งลูกกลมแสงให้จั่วม่อด้วยสี
หน้าสงบ
จั่วม่อเผยท่าทีพึงพอใจ เจ้าผู้นี้ช่างรู้ความนัก เมื่อลูกกลมแสงเข้ามาถึงมือ เคล็ดความ
ของเวทวิชาชุดหนึ่งก็ไหลบ่าเข้ามาในจิตใจมัน หลังจากพิจารณาอย่างละเอียด มันอดเผยสีหน้า
แปลกพิกลไม่ได้
เวทวิชาระดับหก!
เจ้าผู้นี้มีความเป็นมาเช่นไรกัน? เพียงของขวัญแรกพบหน้าก็เป็นเวทวิชาระดับหก!
จั่วม่อได้สติขึ้นมาทันที เลิกคิ้วพลางกล่าว “อ้อ ไม่เลว! นี่สามารถเป็นค่าเช่าหนึ่งปีของ
เจ้า!” จากนั้นหันไปเบ้ปากใส่ผูเยา “ผู เจ้าต้องศึกษาจากคนผู้นี้เอาไว้ หัดว่าง่ายรู้ความเหมือนผู้อื่น
บ้าง”
“คำชมเชยของท่าน นับเป็นเกียรติแก่เว่ย!” เว่ยค้อมกายคารวะจั่วม่ออย่างอ่อนน้อมถ่อม
ตน
จั่วม่อไม่แยแสสนใจใบหน้าดำคลํ้าเป็นก้นหม้อของผูเยา เชิดหน้าวางท่าออกจากทะเล
แห่งจิตสำนึกไป
ผูเยาสีหน้าไม่เป็นมิตรอย่างรุนแรง นัยน์ตาสีเลือดมืดทะมึนจ้องมองเว่ยอย่างเย็นชา
เว่ยสบตาผูเยาอย่างเยือกเย็น “ตามที่เราตกลงกัน ข้าจะไม่ถ่ายทอดทักษะปิศาจให้แก่
มัน”
“จงสำนึกในสถานการณ์ของเจ้าเอาไว้ให้ดี อย่าพยายามท้าทายขีดความอดทนของข้า”
ผูเยาหรี่ตามอง กล่าวเสียงเย็น “ข้าได้ปิดผนึกป้ายศิลาน่าสังเวชของเจ้าเอาไว้แล้ว ข้าอาจไม่มีปัญญา
ทำลายมัน ฮี่ฮี่ แต่หากเจ้ากระตุ้นโทสะข้า คงสามารถคิดถึงผลลัพธ์ที่ตามมาได้”
“ไม่ต้องขู่ขวัญข้าแล้ว” เว่ยตอบโต้อย่างไม่กลัวเกรง “ข้าไม่เคยละเมิดคำสาบานของข้า”
“จุ๊จุ๊ ช่างสูงส่งโดยแท้! มิทราบว่าผู้สูงส่งอย่างเจ้า ไฉนต้องแสร้งปลอมตัวเป็นต้าเหริน
ด้วย?”
“คำสาบานคือเจตจำนงอันมุ่งมั่น การกระทำที่ไม่ละเมิดเจตจำนงถือเป็นกุศโลบาย ไม่มี
ผิดถูกอันใด”
“เล่นลิ้น!”
“เจตจำนงของข้า!”
จั่วม่อได้รับเวทวิชาระดับหกมาอย่างคาดไม่ถึง ยามนี้อารมณ์ผ่องใสยิ่ง อันที่จริงมัน
คาดเดาตัวตนของเว่ยได้แต่แรกแล้ว เนื่องเพราะมันสังเกตเห็นแสงผนึกบนป้ายศิลาสุสาน ผูเยาต่อ
ให้เย่อหยิ่งถือดีกว่านี้ก็ไม่สามารถนำดวงวิญญาณอื่นเข้ามาในทะเลจิตสำนึกของจั่วม่อได้อย่าง
สะดวกดาย เมื่อครั้งนั้น ตอนที่ผูเยาเข้าสู่ทะเลจิตสำนึกของมัน ยังก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายตั้ง
มากมาย แล้วผู้อื่นไหนเลยจะล่วงลํ้าเข้ามาในทะเลแห่งจิตสำนึกได้โดยที่จั่วม่อไม่ทันรู้สึกตัว?
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังสังเกตเห็นว่าท่าทีที่ผูเยามีต่อเว่ยนั้น เต็มไปด้วยความเป็นปฏิปักษ์
แต่กลับไม่มีทีท่าอื่นใดมากไปกว่านั้น หวนนึกถึงเสียงเก่าแก่โบราณที่เคยเร่งรัดให้มันยอมรับคำ
สาบาน เมื่อครั้งที่ผูเยาเข้ายึดครองทะเลแห่งจิตสำนึกของมันในคราวนั้น คำตอบก็เห็นอยู่ทนโท่
จั่วม่อเดิมทีตั้งใจจะรีดเค้นเอากำไรเล็กๆ น้อยๆ พอหอมปากหอมคอ คิดไม่ถึงว่า
ข้อเสนอของเว่ยจะใจกว้างกว่าที่มันคิดมาก กำนัลของขวัญแรกพบหน้าด้วยเวทวิชาระดับหก ฮ่า
กำไรก้อนโตนัก!
จั่วม่อเต็มไปด้วยความลิงโลดลำพอง
แม้ว่าร่างทองบรรลุธรรมจะเป็นเวทวิชาสายนักบวชเซน แต่สำหรับจั่วม่อที่ฝึกปรือวิชา
สังขารเช่นกัน ย่อมมีคุณค่าในการอ้างอิงไม่น้อย นอกจากนี้มันมิใช่ว่ามีลูกสมุนเป็นเซียนวรยุทธ์
หรอกหรือ? ดูเหมือนว่าจงหยูจะขาดแคลนเวทวิชานักบวชเซนอันดีงามมานานแล้ว จงหยูแม้ถือ
กำเนิดจากวิถีนอกรีต แต่ยังสามารถฝึกปรือพลังอภิญญาสำเร็จ หากเพิ่มเวทวิชานักบวชเซนระดับ
หกนี้เข้าไป จะต้องสามารถรุดหน้าไปอีกขั้นเป็นแน่แท้
ในอารมณ์ยิ้มย่องผ่องใส จั่วม่อยังไม่ลืมสิ่งสำคัญเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้ มันยังไม่มีเวลา
พอจะตรวจสอบสินค้าอันดีงามในมือมันอย่างละเอียด รีบเข้าสู่กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างใน
บัดดล
ที่แท้เกิดอะไรขึ้นในเวทีประลองที่อยู่ในสนามประลองในคุก? มันทั้งงุนงงสงสัย ทั้ง
กระหายใคร่รู้ เกิดเรื่องอันใดขึ้น? มันไฉนจดจำไม่ได้แม้แต่น้อย? เมื่อสักครู่มันมัวแต่ตื่นเต้นดีใจ
เกินไป จนลืมถามผูเยาไปเสียสนิท อย่างไรก็ตาม ในเมื่อมันเข้ามายังกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดน
ร้าง เช่นนั้นถามหนานเยว่หรือคังเจ๋อก็เหมือนกัน พวกมันย่อมต้องล่วงรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น
เมื่อจั่วม่อไปถึงสนามประลองในคุก อดชะงักงันไม่ได้
สนามประลองในคุกประชากรบางเบาเป็นอย่างยิ่ง เห็นอสูรอยู่แค่ไม่กี่ตนเท่านั้น แม้ว่า
มันจะจดจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยังคงจดจำได้แม่นยำ ถึงจำนวนผู้ชมชาวอสูรมากมายมหาศาลที่
ล้อมรอบสนามประลองในวันนั้น
จั่วม่อใจหายวาบ การค้าของมันจบสิ้นเสียแล้วหรือ?
เมื่อเหล่าอสูรไม่กี่ตนที่เดินอยู่รอบๆ สนามประลองหันมาเห็นจั่วม่อ พวกมันล้วนหน้า
ซีดเผือด แต่ละคนทำหน้าราวกับพบพานผีสาง ในดวงตาของพวกมันเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
พรั่นพรึง
จั่วม่อสงสัยใจยิ่ง คนเหล่านี้เป็นอะไร? หรือว่าบนร่างกายของมันมีสิ่งที่น่าหวาดกลัว
ติดอยู่?
ไม่น่าจะใช่!
มันจดจำได้แม่นยำ ก่อนหน้านี้คนเหล่านี้เมื่อพบเห็นมัน ราวกับสุนัขเห็นซาลาเปาไส้
เนื้อ นํ้าลายไหลหยดย้อยเป็นทางยาว วันนี้ไฉนทำท่าราวกับมุสิกพบพานแมว?
นี่มัน… …วันนั้นเกิดเรื่องร้ายแรงอันใดขึ้นกันแน่? มันยิ่งมายิ่งงุนงงสงสัย คิดเรียกหา
อสูรสักตน เพื่อซักถามให้กระจ่างชัด แต่อสูรตนนั้นพอเห็นจั่วม่อตรงเข้าหา สีหน้าก็ซีดขาวใน
บัดดล ดวงตาเหลือกลาน ร่างเปลี่ยนเป็นแสงสีขาว กระจายหายไปทันที
นี่ นี่ นี่… …
จั่วม่อตะลึงงันอยู่กับที่ มันคิดไม่ถึงว่าจะมีวันที่มันทำให้อสูรตนหนึ่ง ถึงกับหวาดกลัว
จนหลุดออกจากคุกสิบนิ้วโดยตรง
อึดใจให้หลัง มันค่อยได้สติคืนมา ก้าวเดินไปยังสนามประลองในคุก
ขบวนค่ายกลดูภายนอกยังเหมือนเช่นวันก่อน ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ครั้นเมื่อเดินเข้า
ไปยังบริเวณเวทีประลอง ก็พบเห็นคังเจ๋อ บนขอบเวทีใหญ่โตมหึมา คังเจ๋อนั่งอยู่เพียงลำพัง
“ต้าเหริน!” คังเจ๋อหันมาเห็นจั่วม่อ รีบวิ่งเข้ามาอย่างปิติยินดี
“อ้อ” จั่วม่อทำเสียงรับคำในลำคอ จากนั้นกวาดตามองรอบๆ ขมวดคิ้วพลางถามว่า
“ที่นี่เกิดเรื่องอันใด? หนานเยว่ไปยังที่ใดแล้ว?”
“หนานเยว่ออกไปฝึกปรือ พวกเราผลัดเปลี่ยนกันเฝ้ารอต้าเหริน” คังเจ๋อเห็นจั่วม่อสี
หน้าไม่ยินดี รีบกล่าวต่อ “ส่วนที่นี่… …ที่นี่… …” ชั่วขณะนี้มันไม่รู้จะสรรหาคำใดมาบอกเล่า ได้แต่
อึกๆ อักๆ
“พวกเราพ่ายแพ้แล้วใช่หรือไม่?” จั่วม่อช่วยถาม
คังเจ๋อกลืนนํ้าลายอย่างฝืดคอ สั่นศีรษะ “ไม่ใช่ขอรับ”
“เช่นนั้นผู้คนไฉนไม่มา?” จั่วม่อถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“ต้าเหริน ท่านจำไม่ได้หรือ?” คังเจ๋อย้อนถามอย่างระมัดระวัง
“ข้าจำอะไรไม่ได้เลย” จั่วม่อสั่นศีรษะ “ข้าถึงต้องถามเจ้า วันนั้นที่แท้เกิดอะไรขึ้น?”
คังเจ๋อกลืนนํ้าลายเสียงดังกว่าเดิม สายตามันเต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูน สีหน้าทอ
แววหวาดหวั่นครั่นคร้าม “วันนั้น… …วันนั้น ต้าเหรินเข่นฆ่าอสูรยี่สิบหกตนอย่างต่อเนื่อง! ผลก็คือ
… …ผลคือ…ทุกคน… …อสูรทุกตนที่ลงชื่อ ล้วนหวาดกลัวจนวิ่งหนีไปทั้งหมด!”
หวนนึกถึงฉากเหตุการณ์ในวันนั้น คังเจ๋อตัวสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม
“เข่นฆ่าอสูรยี่สิบหกตน…อย่างต่อเนื่อง… …”
จั่วม่อตะลึงงัน