สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 383 เจ้าสมควรตาย!
ฝ่ามือประทับสุริยันฟาดลงบนกลุ่มวงแหวนอย่างหักโหม
รอยประทับสุริยันที่ใจกลางฝ่ามือของจั่วม่อสว่างวาบอย่างฉับพลัน พลังงานร้อนแรง
อันไพศาลปะทุออกมาจากใจกลางฝ่ามือ พลังขุมนี้ประหลาดลํ้า กลับไม่ได้กระแทกวงแหวนแสงให้
พังทลาย แต่เหมือนพยัคฆ์ร้ายยื่นศีรษะออกจากกรง ขยํ้าเหยื่อของมันเอาไว้แน่น
ทะเลวงแหวนแสงถูกฝ่ามือซ้ายของจั่วม่อล้อมกักเอาไว้จนไม่อาจกระดิกกระเดี้ย
รอยประทับสุริยันปลดปล่อยแสงสีเหลืองทองออกมาไม่หยุดยั้ง กร่อนทำลายเหล่าวง
แหวนแสง ขอบเขตสีทองสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า กระจายผ่านบรรดาวงแหวนแสง มุ่งตรง
ไปสู่ใจกลางของแนวป้องกันวงแหนแสงอย่างรวดเร็ว
อวี้จื่อโจวสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง มันรู้สึกว่าพลังสภาวะที่ไม่อาจต่อต้านแข็งขืน
สายหนึ่ง มุ่งกร่อนทำลายการเชื่อมโยงของมันกับเหล่าวงแหวนแสง ด้วยระดับความเร็วอันน่า
สะท้านใจ!
นี่มัน… …นี่มันอะไรกัน? ศาสตร์อสูรที่แปลกพิสดารถึงปานนี้ มันเพิ่งจะเคยพบเจอ
เป็นครั้งแรก!
พลังที่ไม่อาจต่อต้านนี้ แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วจนเหลือเชื่อ แทบจะหลุดพ้นออก
จากขอบเขตจินตนาการของอวี้จื่อโจว
มันเพิ่งจะผนึกพลังจิตสำนึกทั่วร่างขึ้นมา ในสายตากลับเปลี่ยนเป็นทะเลสีเหลืองทอง
ไปทั่วทุกทิศทุกทาง อวี้จื่อโจวไม่เคยคิดเลย ว่าจะมีวันที่มันถูกไล่ต้อนจนมีสภาพน่าสังเวชเช่นนี้
ไม่ใช่ จนต้องเข้าสู่สถานการณ์อับจนหนทางเช่นนี้! อีกฝ่ายเพิ่งจะใช้กระบวนท่าที่สองออกมา
เท่านั้น แค่กระบวนท่าที่สอง กลับบีบบังคับมันเข้าตาจน!
เจ้าตัวตลกที่เต้นไปเต้นไป… …
มันจู่ๆ ก็นึกถึงถ้อยคำนี้ ความอับยศอดสูอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แล่นพล่านเข้าไป
ในเส้นประสาททุกเส้น
คนทระนงถือดีอย่างมันถึงกับจะพ่ายแพ้ในสองกระบวนท่า ภายใต้เงื้อมมือของบุคคลที่
มันเคยคิดว่าเป็นเพียงตัวตลกที่ได้แต่เต้นไปเต้นมา?
จะให้มันยินยอมพร้อมใจได้อย่างไร!
อวี้จื่อโจวถลึงตามองอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ ใบหน้าสง่างามเฉื่อยชา บัดนี้บิดเบี้ยว
เกรี้ยวกราด ความทระนงอันลึกลํ้าผสานรวมกับความอัปยศอดสูที่ไม่เคยมีมาก่อน มันราวกับผีพนัน
ที่สูญเสียจนหมดหน้าตัก และกำลังจะเดิมพันด้วยชีวิต!
พลังจิตสำนึกทั้งหมดและเรี่ยวแรงทั้งมวลถูกเร่งเร้าไปยังสองแขน มันอ้าแขนออก
ประดุจจะโอบกอดทะเลแสงสีทองที่ถาโถมเข้ามา แล้วพลักสองมือไปข้างหน้าอย่างแช่มช้า
ประหนึ่งกำลังผลักภูเขาทั้งลูก ใบหน้าสั่นระริกอย่างรุนแรง เผยสัญญาณของความหวั่นไหวไม่
มั่นคง
“หยก… …”
อวี้จื่อโจวเค้นเสียงลอดไรฟัน สุ้มเสียงสั่นสะท้านอย่างชัดเจน ทุกส่วนในร่างสั่นเทา
สองมือที่วาดเป็นวงกลมเบื้องหน้าทรวงอก ค่อยๆ ผลักไปข้างหน้าอย่างแช่มช้า ท่ามกลางอาการ
สั่นสะเทือน ฝ่ามือมันดันไปข้างหน้าทีละชุ่นๆ ผลักดันไปหนึ่งชุ่น พื้นที่รอบกายมันก็เพิ่มขึ้นหนึ่ง
ส่วน
“ก่อเกิด… …”
ขณะที่คำ ‘ก่อเกิด’ เพิ่งเค้นออกมาจากปาก แสงสีทองก็กระจายไปถึงวงแหวนแสงวง
สุดท้ายเบื้องหน้าอวี้จื่อโจว
จากนั้นแสงสีทองกระแทกใส่ฝ่ามือของอวี้จื่อโจวตรงๆ โดยไม่มีลูกเล่น อวี้จื่อโจวร่าง
แข็งทื่อ ม่านตาเบิกกว้างอย่างฉับพลัน
เพียะ! ฝ่ามือของอวี้จื่อโจวแตกระเบิด!
เพียะ! ข้อมือระเบิดตาม!
เพียะ! แรงระเบิดไล่ลามขึ้นมาถึงต้นแขน!
เพียะเพียะเพียะ!
ท่ามกลางเสียงแตกปะทุอย่างเร่งร้อนดุจคั่วถั่วในกระทะ แรงระเบิดลุกลามจากสอง
แขนไปยังร่างกายของอวี้จื่อโจว อวี้จื่อโจวเบิกตาแทบถลน เหม่อมองอย่างไม่เชื่อสายตา ร่างกาย
แตกระเบิดลามเข้ามาทีละชุ่นๆ อย่างรวดเร็ว
“ไม่… …”
เสียงแผดร้องอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจเพียงดังได้ครึ่งคำ แล้วชะงักขาดหายไปอย่าง
กะทันหัน
แสงสีทองเจิดจ้าปกคลุมฝ่ามือซ้ายของจั่วม่อ ประหนึ่งดวงอาทิตย์อันสว่างไสว มัน
ยังคงค้างเติ่งอยู่ในท่าฟาดฝ่ามือ ไม่ขยับเคลื่อนไหว เปลวไฟทั่วร่างทันใดนั้นชำแรกเข้าไปใน
ร่างกายมัน
ดวงตาแดงฉานแปรเปลี่ยนไปในบัดดล แสงสีแดงน่าขนลุกจางหายไป เผยให้เห็น
นัยน์ตาสีทองคู่หนึ่ง
นัยต์ตาสีทองคำเฉยชาและไม่แยแส ประดุจองค์เทพผู้สูงศักดิ์ทอดตามองมดปลวกที่คืบ
คลานอยู่บนพื้น แต่สีหน้าเจ็บปวดของมัน แทนที่จะบรรเทาเบาบางลง กลับเพิ่มมากขึ้น ดวงตาไม่
แยแสขัดแย้งกับสีหน้าบิดเบี้ยวเจ็บปวด เกิดเป็นภาพอันแปลกพิสดารประการหนึ่ง ดาบเที่ยงวันใน
มือขวาสั่นเทา ลูกแสงสีทองในฝ่ามือซ้ายหายไป รอยประทับสุริยันตรงกลางฝ่ามือก็จางหายไป
“หง ส่งคนต่อไปเข้ามา!”
สุ้มเสียงแหบลึกแฝงเค้าคลุ้มคลั่งระทึกใจ ดังกังวานออกมาจากภายในค่ายกล
“เสี่ยวผูผูฉลาดปราดเปรื่องยิ่ง!” แม่ทัพหญิงทันใดนั้นเงยหน้าขึ้น ทอดตามองผูเยาอย่าง
ยิ้มแย้ม จากนั้นพยักหน้าแรงๆ กล่าวว่า “ถูกของเจ้า ชุดเกราะโง่เง่านี่ไม่สมควรสืบทอดต่อไปอีก”
ป้ายศิลาสุสานพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับว่ามันไม่พอใจวาจาของแม่ทัพหญิง
เมฆหมอกดำทะมึนม้วนโถมอย่างเกรี้ยวกราด ดูคล้ายจะระเบิดออกมา
“หุบปาก!” แม่ทัพหญิงสีหน้าเย็นเยียบ กรงเล็บมหึมาชูขึ้นด้วยมือข้างเดียว แล้วฟาดลง
บนป้ายศิลาอย่างหนักหน่วง เสียงกระแทกดังกึกก้องกัมปนาท แผ่นดินสะท้านท้องฟ้าสะเทือน ป้าย
ศิลาที่กำลังสั่นอย่างเดือดดาล ถึงกับแข็งค้างไปทันที จากจุดที่ถูกกรงเล็บฟาดใส่ เห็นรอยแตกแผ่
กระจายดุจใยแมงมุม
แกรก โครม ชิ้นส่วนศิลาแตกหักหลุดร่วงลงจากป้ายศิลา เมฆสีดำที่พลุ่งพล่านออกจาก
จากป้ายศิลา คล้ายถูกโจมตีด้วยคำสาปอัมพาต แข็งค้างอยู่กลางอากาศ
ร้ายกาจ… …การโจมตีอันร้ายกาจ!
แม้ว่าพลังสภาวะของมันแทบจะบรรลุถึงจุดสูงสุด ผูเยายังถึงกับหนังตากระตุก
เพียะเพียะเพียะ กลุ่มเปลวไฟสีดำที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของมันก็พลันแตกระเบิดกระจัดกระจายพร้อมกัน
แล้วมันก็ถูกปกคลุมไปด้วยควันดำ “แค่กแค่กแค่ก!” ผูเยาสำลักกระอักกระไออยู่ในควันดำ รอจน
ควันดำจางหายไป ผูเยาร่างกายทุกส่วนปกคลุมไปด้วยควันไฟกับเศษเถ้า
มันจ้องมองแม่ทัพหญิงอย่างขุ่นเคือง
แม่ทัพหญิงชายตามองผูเยาอย่างหยาดเยิ้มราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น นางหันกลับไปมอง
ป้ายศิลาสุสาน สั่งด้วยสุ้มเสียงเย็นเยียบ “จัดการให้เรียบร้อย”
ป้ายศิลาสะท้านเฮือก วู้ม เศษชิ้นส่วนที่แตกหักดูเหมือนงอกขาออกมา ปีนกลับขึ้นไป
ยังตำแหน่งที่ถูกฟาดด้วยตัวเอง ทีละชิ้น ทีละชิ้น พวกมันพากันกลับขึ้นไปยังตำแหน่งเดิม ภายในชั่ว
กะพริบตาเดียว ป้ายศิลาสุสานก็กลับเป็นเหมือนเดิมราวกับไม่เคยถูกฟาดแตกกระจายมาก่อน ยก
เว้นเสียแต่รอยแตกร้าวที่แผ่กระจายลงมาจากด้านบนของป้ายศิลา
พลังนี้มัน… …ยังคงน่าประหวั่นพรั่นพรึงไม่ต่างจากในอดีต… …
ผูเยาเหลือบมองแม่ทัพหญิงแวบหนึ่ง แล้วทรุดนั่งลงก้มหน้า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นใน
วันนี้มีจุดที่ต้องขบคิดพิจารณามากเกินไป ต้าเหรินที่แท้ยังมีชีวิตอยู่หรือ? นางฟื้นคืนชีพกลับมาได้
อย่างไร?
ความตายไม่อาจย้อนทวน เรื่องนี้เป็นสัจธรรมของโลก ต่อให้พลังบำเพ็ญเพียรสูงลํ้า
เทียมฟ้าก็ไม่มีข้อยกเว้น
เว้นเสียแต่ว่าต้าเหรินยังไม่ตายจริงๆ!
หากคราวนั้นต้าเหรินยังไม่ตาย นี่ก็มีความเป็นไปได้อีกมากมาย … …อย่างเช่น… …
วิญญาณทองคำ? นี่เป็นไปได้มาก!
ที่แท้ต้าเหรินยังไม่ตาย… …
รอประเดี๋ยว!
ผูเยาก้มหน้าตํ่า ดวงตาสีเลือดเริ่มหรี่แคบจนเย็นเยียบปานนํ้าแข็งโดยไม่รู้ตัว
ต้าเหรินสิ้นชีพในอ้อมแขนมัน ต่อให้ผ่านล่วงมาถึงสามพันปี มันก็ยังจดจำภาพนั้นได้
ชัดเจน! มันคุ้นเคยกับต้าเหริน บุคลิกลักษณะของนาง นิสัยใจคอของนาง ทุกสิ่งทุกอย่างของนาง
มันล้วนคุ้นเคยจนไม่อาจคุ้นเคยไปกว่านี้อีก!
ต้าเหรินที่อยู่เบื้องหน้ามันนี้ช่างเคยคุ้นเป็นที่สุด ให้ความรู้สึกคุ้นเคยไม่ต่างจากเมื่อสาม
พันปีที่แล้ว
แต่… …ต้าเหรินตายแล้ว… …นางตายไปแล้วจริงๆ … …
ในดวงตาเย็นชาของมัน คล้ายจะมีเสียงทอดถอนหายใจเงียบๆ ผ่านกาลเวลามายาวนาน
ถึงเพียงนี้ ความเจ็บปวดคล้ายบรรเทาเบาบางลงไปมากแล้ว เบาบางจนแทบไม่หลงเหลือร่องรอย…
…แต่… …
ผูเยาพลันเงยหน้าขึ้น
“ต้าเหรินตายแล้ว” มันกล่าวเสียงราบเรียบ ราบเรียบจนแทบเป็นอำมหิต
แม่ทัพหญิงขมวดคิ้ว ทำท่าไม่พอใจอยู่บ้าง
ผูเยาดูเหมือนมองไม่เห็นอาการนั้น ยังคงกล่าวพึมพำกับตัวเองเสียงเบา “ต้าเหรินตาย
แล้ว ทั้งร่างกายทั้งดวงวิญญาณของนาง ล้วนสูญสลายไปหมดแล้ว ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือ” มันยื่นมือ
ขวาออกมาจากแขนเสื้อกว้าง กางนิ้วออก ปล่อยให้สายลมพัดผ่านระหว่างนิ้ว
มันมองตรงไปยังแม่ทัพหญิง กล่าวเสียงเยือกเย็น “ข้านึกออกแล้ว ต้าเหรินตายแล้ว
จริงๆ”
ดวงตาสีโลหิตเย็นเยียบจนไม่มีเศษเสี้ยวของความอบอุ่น มันยกมือขึ้น เปลวไฟสีดำลุก
พรึบขึ้นในฝ่ามือ เรือนผมดำขลับเริ่มปลิวสยายอีกครั้ง อาภรณ์คล้ายแพรไหมสีดำกระพือพลิ้วโดย
ไม่มีลม
ทั่วทั้งทะเลแห่งจิตสำนึกคล้ายค่อยๆ เนิบช้าลง เพียงได้ยินจังหวะจะโคนอันพิสดาร
หนึ่งเดียว มีเพียงเสียงเดียวเท่านั้น
ตงตง… …ตงตง… …ตงตง… …
แม่ทัพหญิงสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ดวงตาของนางจับจ้องเปลวไฟสีดำบนฝ่ามือ
ของผูเยาตาไม่กะพริบ จังหวะจะโคนอันพิสดารในอากาศ ที่แท้สอดประสานกับจังหวะการลุกไหม้
ของเปลวไฟในฝ่ามือของผูเยา
“วิญญาณทองคำเป็นของดีอย่างแท้จริง ดูเหมือนเจ้าเองก็ฟื้นตัวขึ้นมาไม่น้อย” ผูเยาสี
หน้าเฉื่อยชา ก้นบึ้งของนัยน์ตาสีแดงฉานหมุนคว้างอย่างแช่มช้า รอยยิ้มเหยียดหยามที่เย็นเยียบและ
แหลมคมราวกับคมมีดพลันจุดขึ้นที่มุมปาก “เจ้ายังฟื้นฟูความโง่เง่าตามปกติของเจ้าขึ้นมาด้วย”
แม่ทัพหญิงทันใดนั้นก็เอ่ยปากแล้ว เพียงแต่สุ้มเสียงที่เคยอ่อนหวานหยาดเยิ้มพลัน
แปรเปลี่ยนไป กลายเป็นแฝงด้วยท่วงทำนองเรียบง่ายและเก่าแก่โบราณ ประดุจคนชราผู้หนึ่ง “เจ้ารู้
ได้อย่างไร?”
สุ้มเสียงยังไม่ทันขาดหาย ร่างกายของแม่ทัพหญิงก็สลายตัว กลายเป็นฝุ่นผงสีดำเล็ก
ละเอียด ฝุ่นผงสีดำหมุนคว้าง รวมตัวกันกลางอากาศ กลายเป็นกลุ่มควันดำ ภายในกลุ่มควัน ร่างสูง
ของบุรุษผู้หนึ่งสามารถมองเห็นได้
“เจ้าต้องการให้ข้าบอกเจ้า ว่าเจ้าโง่เง่าอย่างไรเช่นนั้นหรือ? ฮา!” ใบหน้าผูเยายิ่งดูถูก
เหยียดหยามกว่าเดิม “จุ๊ จุ๊ ผ่านไปสามพันปี ในที่สุดเจ้าก็ยอมเปิดเผยใบหน้าเสียที นี่ไม่ง่ายเลย
จริงๆ”
“เจ้าก็ไม่ใช่ว่าคอยบังคับขู่เข็ญให้ข้าออกมา มาโดยตลอดหรอกหรือ?” บุรุษในควันดำ
เหลือบมองเปลวไฟสีดำในมือผูเยา กล่าวเสียงแหบลึก “ข้าว่าเราควรหารือกันดีๆ สักครา”
“หารือ?” ผูเยาเลิกคิ้ว หัวร่ออย่างมีเลศนัย ลดเปลวไฟสีดำบนฝ่ามือลงเล็กน้อย กล่าว
อย่างไม่ค่อยใส่ใจว่า “ประเสริฐ เช่นนั้นมาหารือกัน! ก่อนอื่นก็บอกมาว่าเจ้าเป็นใคร?”
“ข้าคือเกราะป้ายศิลาหลุมฝังศพ เรียกว่าโส่วฮู่ (เฝ้าปกปักรักษา) เจ้าสามารถเรียกข้า
ว่า ‘เว่ย’ (พิทักษ์ ปกป้อง เป็นคำเดียวกับเว่ยของค่ายเว่ย)” กลุ่มควันดำที่ปกคลุมร่างกายมันจาง
หายไป เผยให้เห็นรูปโฉมที่แท้จริงของเว่ย มันสวมชุดเกราะสีดำ ดูสูงสง่าน่าเกรงขาม คิ้วเข้มพาด
ตรง ดวงตากระจ่างจ้าเป็นประกาย เต็มไปด้วยท่วงท่าอันเที่ยงธรรม รูปโฉมของมันไม่ได้ชราเท่ากับ
นํ้าเสียง กลับยังดูหนุ่มฉกรรจ์ยิ่ง มันกล่าวแนะนำตัว พลางค้อมกายคารวะผูเยาอย่างถ่อมตน
“เว่ย? โอ้ ฟังดูไม่เลว” ผูเยาหรี่ตา
“สืบเนื่องจากเรื่องของจู่เหรินคนก่อนของข้า ในใจเจ้ามีแต่ความเคียดแค้นชิงชังต่อข้า
เรื่องนี้ข้าพอจะเข้าใจได้” เว่ยกล่าวเนิบช้า สุ้มเสียงสงบราบเรียบและซื่อตรง แฝงพลังอำนาจโน้ม
น้าวจิตใจผู้คน “สิ่งที่นางต้องการปกป้อง ดูเหมือนในสายตาเจ้าจะเป็นความโง่เขลา แต่เจ้าก็ทราบว่า
ความปรารถนาที่จะปกป้องของนาง ก็เป็นแหล่งกำเนิดพลังของนาง”
ผูเยายิ้มหยันเย็นเยียบ “จุ๊จุ๊ ฟังดูสูงส่งไม่เบา!”
เว่ยทอดตามองไปยังที่ห่างไกล คล้ายหวนรำลึกถึงบางสิ่งบางอย่าง สุ้มเสียงของมันดุจ
ดั่งแว่วมาจากขอบฟ้าแสนไกล “ทุกดวงวิญญาณล้วนมีสิ่งที่พวกมันยินยอมแลกด้วยชีวิต” มันรั้ง
สายตากลับมา เพ่งมองผูเยา “เจ้าก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
ผูเยายังคงยิ้มเย็นชา “อาศัยข้ออ้างเล็กๆ เพียงเท่านี้ อย่าได้มาเล่นลิ้นต่อหน้าข้า”
“เอาเถอะ เช่นนั้นเจ้าก็ว่ามาเถอะ” เว่ยไม่ถกเถียง พยักเพยิดพลางกล่าวอย่างไม่ลังเล
“ให้ข้าบอก?” ผูเยาหรี่ตาแคบลงประดุจคมดาบสีแดงเลือด กระซิบแผ่วเบา “ข้าบอก
ว่า… …เจ้าสมควรตาย!”
ประโยคสุดท้ายดุจเค้นผ่านไรฟันออกมา หนาวสะท้านเสียดกระดูก
เว่ยสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง ร่างของมันกลายเป็นควันดำม้วนตลบ พุ่งลิ่วไปยัง
ป้ายศิลาสุสาน
วู้ม!
ทันใดนั้น เปลวไฟสีดำพลันลุกโหมขึ้นจากพื้นใต้ป้ายศิลาสุสาน ปกคลุมป้ายศิลาสุสาน
อย่างสมบูรณ์!
เว่ยรีบหยุดร่างกลางอากาศ มันดูคล้ายระแวงระวังไฟสีดำเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้าสมควรตาย!” ผูเยาสืบเท้าตรงเข้าหาเว่ย เปลวไฟที่ถืออยู่ในมือลอยขึ้นกลางอากาศ
เหนือฝ่ามือ ใบหน้างดงามมืดมนเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน สุ้มเสียงเย็นเยือก ไร้ความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง
“สำหรับการแอบอ้างเป็นนาง เจ้าสมควรตาย!”
“ผู เจ้าไม่สามารถฆ่าข้าได้” เว่ยจ้องมองผูเยาด้วยสีหน้าสงบเยือกเย็น
“ข้ารู้” รังสีฆ่าฟันบนใบหน้าผูเยาเลือนหายไป มันกล่าวด้วยรอยยิ้มประหลาดลี้ลับ
“อย่างไรก็ตาม หลังจากสามพันปีมาแล้ว เจ้าคิดว่าข้าจะไม่ใช้ความคิดกับเจ้าสักหน่อยเลยหรือไร?”
คราวนี้เว่ยสีหน้าเผือดสีลงจริงๆ
ในมือของผูเยาพลันปรากฏแสงประกายสว่างวาบ สาดส่องไปทั่วทั้งทะเลแห่ง
จิตสำนึก!