สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 386 คังหลิน
(คังเป็นแซ่เดียวกับคังเจ๋อ หลินตัวนี้แปลว่าฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง)
“ต้าเหริน นี่เป็นลูกพี่ลูกน้องของข้า คังหลิน ในกาลก่อนมันเคยไปยังคุกชั้นที่สาม ต้าเห
รินหากมีคำถามใด สามารถซักถามมันได้” คังเจ๋อแนะนำอย่างนอบน้อม เห็นอสูรตนหนึ่งยืนถัดจาก
มัน รูปโฉมคลับคล้ายคังเจ๋อยิ่ง แต่อสูรหนุ่มผู้นี้กลับดูท้อแท้และซูบเซียวอยู่บ้าง คังหลินค้อมกาย
คารวะจั่วม่ออย่างนอบน้อมเช่นกัน ดวงตาของมันทั้งเทิดทูนบูชาทั้งครั่นคร้ามยำเกรง ในช่วงไม่กี่
วันมานี้ ชื่อเสียงอันเหี้ยมโหดดุดันของต้าเหรินลึกลับท่านนี้ แพร่สะพัดไปทั่วทุกหนแห่ง
จั่วม่อมองดูคังหลิน แล้วจู่ๆ ทำเสียงอืมม์อย่างแปลกใจ “เจ้าได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่?”
“ใช่ขอรับ ต้าเหริน” คังหลินกล่าวเสียงแหบแห้ง สุ้มเสียงของมันแหบแห้งกว่าคังเจ๋อ
สายตาหม่นมัวแทบจะไร้ประกาย ในอดีตคังหลินผู้นี้คือยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งในกลุ่มคนรุ่นหลัง
ของตระกูลคัง ยังเยาว์วัยก็สามารถเข้าสู่คุกที่สาม แต่แล้วครั้งหนึ่งมันเกิดเรื่องบาดหมางกับคนในคุก
ที่สาม สุดท้ายได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ ส่งผลให้จิตสำนึกของมันเสียหายมาเป็นเวลานาน คิดไม่
ถึงว่ารอยประทับวิญญาณของศัตรูผู้นั้นจะลึกซึ้งชั่วร้ายผิดธรรมดา เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลแม้
พยายามทุกวิถีทาง แต่ยังไม่มีปัญญาแก้ไขกลับกลาย
ครั้งนี้คังเจ๋อเรียกมันมา เนื่องเพราะจั่วม่อซักถามเกี่ยวกับการตั้งเงินรางวัลในตลาดอสูร
ในบรรดาชนรุ่นหลังของตระกูล มีเพียงคังหลินที่เคยไปยังคุกชั้นสาม
“เอาเถอะ รักษาเจ้าเสียก่อนค่อยว่ากัน” จั่วม่อกวักมือรียกคังหลิน “เข้ามานี่”
คังหลินงงงันวูบ คังเจ๋อคุ้นเคยกับจั่วม่อมากกว่า จึงตั้งสติได้ก่อน รีบถามเสียงสั่น เจือ
แววยินดีปรีดา “ต้าเหริน ท่านมีหนทางรักษามันหรือ?”
นี่ไม่อาจตำหนิว่าคังเจ๋อเสียกิริยา เกียรติยศศักดิ์ศรีของตระกูลคังสูญหายไปนานแล้ว
อีกทั้งตระกูลคังยังคงเสื่อมทรุดลงเรื่อยๆ ปัญหาร้ายแรงที่สุดที่ตระกูลคังต้องเผชิญ คือพวกมันไม่มีผู้
สืบทอดที่เหมาะสม ครั้งหนึ่งคังหลินเคยเป็นความหวังอันเจิดจรัสของตระกูลคัง เพื่อเยียวยารักษา
มัน ตระกูลยอมทุ่มเงินก้อนโต คังเจ๋อแม้นับว่ามีพรสวรรค์รองจากคังหลิน แต่หากมิใช่ว่ามันฝึกปรือ
ศาสตร์รอยแผลสีเทาฉบับสมบูรณ์ที่ได้รับจากจั่วม่อ กว่ามันจะผ่านคุกชั้นแรก มิทราบยังต้องใช้เวลา
อีกนานเท่าใด ในขณะที่คังหลินก่อนหน้านี้เพียงใช้วิชาชั้นรองของตระกูล กลับสามารถทะลวงผ่าน
ไปยังคุกชั้นที่สามสำเร็จแล้ว พรสวรรค์ของมันนับเป็นที่คาดคำนวณได้
หากคังหลินสามารถทุเลาหายดี นั่นหมายความว่าตระกูลคังจะเพิ่มผู้ช่วยอันเข้มแข็งอีก
คนหนึ่ง! ดังนั้นคังเจ๋อพอฟังว่าจั่วม่อสามารถรักษาอาการบาดเจ็บของคังหลิน สภาพของมันอาจ
อธิบายได้ว่าลิงโลดยินดี แต่คังหลินตะลึงงันอย่างสมบูรณ์ สมองขาวว่างเปล่าไปหมด
มันเดินเข้าหาจั่วม่ออย่างเลื่อนลอยซึมเซา
“ปล่อยจิตตามสบาย”
ดังเช่นปกติ พลังจิตสำนึกของจั่วม่อราวกับเส้นหนวดอันปราดเปรียว เชื่อมต่อเข้ากับ
จิตสำนึกของคังหลิน ภาพในสายตามันพลันแปรเปลี่ยนไป มันคล้ายอยู่ท่ามกลางหมอกสีเทาอมฟ้า
ที่ไหลวนอย่างไม่หยุดยั้งผืนหนึ่ง เห็นกระแสหมอกหลายสิบสาย ไหลเวียนอย่างแช่มช้าไปตาม
ทิศทางที่เฉพาะเจาะจง
จั่วม่อประหลาดใจไม่น้อย ฉากตรงหน้ามันช่างกระจ่างชัดเจนอย่างน่าตระหนก
นี่…พลังจิตสำนึกของมันรุดหน้าไปอีกขั้นแล้ว! นอกจากความปิติยินดี จั่วม่อยังพิศวง
งงงวยอยู่บ้าง จิตสำนึกของมันระยะนี้ดูเหมือนจะก้าวหน้ารวดเร็วเกินไปมาก อัตราความก้าวหน้า
รวดเร็วจนแทบจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จนมันเริ่มกังวล ระดับความรวดเร็วของการรุดหน้านี้ใช่มี
ปัญหาใดหรือไม่?
มันต้องหาเวลาไปสอบถามผูเยาดู
สะกดกลั้นความกังวลและตื่นตระหนกในใจ จั่วม่อเริ่มตรวจสอบจิตสำนึกของคังหลิน
อย่างจริงจัง มันค้นพบปัญหาอย่างรวดเร็ว นั่นคือกระแสธารหมอกสีฟ้าอมเทาไหลช้ามาก เชื่องช้า
เกินไปมาก
มันพริ้มตาหลับลง ภาพภายในหมอกสีฟ้าอมเทาค่อยๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้ามัน
กระแสเรียวยาวเหล่านี้คลับคล้ายแม่นํ้าลำธาร บ้างหยาบหนา บ้างเพรียวบางยิ่ง ตัดไขว้
พัวพันกันไปมา แต่ไม่ได้รบกวนซึ่งกันและกัน จั่วม่อพลันตระหนัก กระแสเรียวยาวเหล่านี้สมควร
คล้ายคลึงกับเส้นชีพจรปราณของซิวเจ่อ เป็นรากฐานของพลังจิตสำนึกทั้งมวล
ที่น่าประหลาดคือบางจุดที่กระแสเรียวยาวสีฟ้าอมเทาเหล่านี้เชื่อมต่อกัน กลับปรากฏ
เถาวัลย์สีเลือดที่เต็มไปด้วยหนามปกคลุมงอกเงยอยู่ภายใน
เป็นเจ้านี่เอง!
จั่วม่อหรี่ตาแคบลง มันไม่ได้มีฝีมือทางรักษาเยียวยา เพียงมีความเข้าใจเล็กน้อยจากการ
ตรวจสอบร่างกายของอากุ่ยซํ้าๆ ซากๆ เท่านั้น เคล็ดความสำคัญคือพลังชีวิต สิ่งที่เรียกว่าพลังชีวิต
ซึ่งมองไม่เห็นและไม่มีตัวตนนี้ เป็นสิ่งที่มันสามารถตรวจวัดได้ นับตั้งแต่ตอนแรกเริ่มที่ใช้เคล็ด
เมฆฝนหล่นรินเพื่อตรวจสอบร่างกายของอากุ่ย มันก็ได้รับความประทับใจจากประสบการณ์ตรง
อย่างลึกลํ้า จากนั้นในศึกทลายคุกแห่งนภาจรัสวารีไพศาล เผชิญหน้ากับลมหายใจวารีที่เต็มไปด้วย
พลังชีวิต ระดับความเข้าใจในพลังชีวิตของมันก็รุดหน้าไปอีกขั้น
เพียงเพ่งมองคังหลินในวันนี้ มันพบว่าพลังชีวิตของคังหลินไหลเวียนไม่สะดวก ไม่
ปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างที่ควรเป็น ดังนั้นมันถามออกไป
จั่วม่อตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนเป็นเวลานาน สุดท้ายมั่นใจว่าเถาหนามสีแดงนี้เป็นผู้ร้ายตัว
จริงเสียงจริง ที่คอยก่อกวนกระแสสีฟ้าอมเทาอยู่ตลอดเวลา มันเริ่มแยกสลายเจ้าวายร้ายนี้อย่างไม่
รีรอลังเล ในสายตาของมัน เถาหนามนี้ล้วนประกอบขึ้นจากศาสตร์อสูร
ทันทีที่สัมผัสถูกเถาหนามแดงจอมวายร้าย จั่วม่ออดสะท้านขึ้นทั้งร่างไม่ได้
สีหน้ามันกลายเป็นแตกตื่นยินดี โครงสร้างการจัดเรียงศาสตร์อสูรของเถาหนามแดง
เป็นโครงสร้างใหม่ที่มันไม่เคยพบเห็นมาก่อน ถึงกับซับซ้อนกว่าศาสตร์อสูรที่ปรากฏอยู่ใน
กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างด้วยซํ้า นับตั้งแต่เข้าสู่นภาจรัสวารีไพศาลครั้งแรก ผูเยามักเน้นยํ้า
อยู่เสมอให้จั่วม่อยึดมั่นอยู่กับการแยกสลาย
จนกระทั่งถึงยามนี้ ไม่ทราบมีศาสตร์อสูรมากมายเท่าใดที่ถูกจั่วม่อแยกสลายไป?
ตัวมันเองยังจดจำไม่ได้ แต่การแยกสลายศาสตร์อสูรแทบจะกลายเป็นสัญชาตญาณของ
มันไป เมื่อใดที่พบพานศาสตร์อสูรที่ซับซ้อนและแปลกใหม่ มันประหนึ่งนักชิมพบเห็นอาหารเลิศ
รส ตื่นเต้นคึกคักอย่างบอกไม่ถูก!
โดยไม่รีรอลังเล จั่วม่อเปิดฉากแยกสลายจอมวายร้ายตรงหน้า
จั่วม่อพบทางตันอย่างรวดเร็ว แต่นี่ไม่ได้ทำให้มันท้อแท้หดหู่ ตรงกันข้าม กลับยิ่งปลุก
เร้าจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของมันขึ้นมา มันราวกับยอดยุทธ์ที่กระหายการต่อสู้ จู่ๆ ได้พบคู่มือที่
ทัดเทียมผู้หนึ่ง
นานเท่าใดแล้วที่มันไม่ได้พบพานศาสตร์อสูรอันเต็มไปด้วยฤทธิ์เดชเช่นนี้!
จั่วม่อตื่นเต้นฮึกเหิมยิ่ง!
เจ้าสิ่งนี้เป็นปัญหาศาสตร์อสูรที่ลึกลํ้าและซับซ้อนอย่างแท้จริง จั่วม่อจิตใจหมุนเร็วรี่
จิตสมาธิจดจ่อรวมรั้ง บนฝ่ามือปรากฏแสงศาสตร์อสูรน้อยวูบวาบไม่ขาดสาย บัดนี้มันแตกฉาน
และคุ้นเคยกับศาสตร์อสูรน้อยทั้งหมดดุจฝ่ามือตน สามารถใช้ออกอย่างถูกต้องแม่นยำโดยไม่
เปลืองแรง เป็นไปตามธรรมชาติเหมือนกับการดื่มกิน เมื่อความคิดก่อเกิด ศาสตร์อสูรน้อยบนฝ่ามือ
มันก็จะก่อเกิดพร้อมกัน
คังหลินสีหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง บ้างเจ็บปวด บ้างผ่อนคลาย แต่คังเจ๋อกลับไม่กล้า
คลายใจ ลอบส่งข่าวไปถึงผู้อาวุโสของตระกูล สำหรับตระกูลคัง นี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด
ไม่นานให้หลัง ผู้อาวุโสตระกูลคังหน้าตาเหี่ยวย่นหกคนปรากฏขึ้นด้านข้างคังเจ๋อ
“สถานการณ์เป็นอย่างไร?” ผู้อาวุโสสูงสุดถามเสียงลุ่มลึก สายตาของมันจับลงบน
ร่างของคังหลิน และไม่ยอมละสายตาไปอีก ดูจากลำแสงที่สว่างขึ้นบนร่างคังหลินเป็นระยะๆ เห็น
ได้ชัดว่าผู้อื่นยังอยู่ในขั้นตอนการรักษาเยียวยา
“ใช้เวลาไปหนึ่งชั่วยามแล้ว” คังเจ๋อรีบรายงาน
เหล่าผู้อาวุโสสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังทันที ก่อนหน้านี้พวกมันพยายามหาวิธีรักษาคัง
หลินนับครั้งไม่ถ้วน แต่สุดท้ายไม่เคยได้ผลอันใด ศาสตร์อสูรที่ประทับรอยวิญญาณอยู่ในร่างคัง
หลินแม้ไม่เข้มแข็งแกร่งกร้าว แต่ดื้อด้านทรหดยิ่ง ไม่ว่าพวกมันใช้วิธีการใด ก็ไม่มีปัญญาทำลายมัน
ลงได้
โดยไม่ต้องเอ่ยคำใด เหล่าผู้อาวุโสแยกย้ายล้อมรอบจั่วม่อกับคังหลินเป็นวงกลม
ปกป้องทั้งคู่ไว้ตรงใจกลาง ป้องกันไม่ให้ผู้อื่นก่อกวนการรักษาเยียวยาที่เป็นความหวังของตระกูล
คัง
เพ่งมองใบหน้าซีดเซียวท้อแท้ของคังหลิน ผู้อาวุโสสูงสุดอดเจ็บปวดใจไม่ได้ มันกับผู้
อาวุโสอื่นแม้คอยคํ้ายันตระกูลคังเอาไว้ แต่พวกมันล้วนเดินทางมาถึงบั้นปลายชีวิตแล้ว เฝ้ามองชีวิต
ของพวกมันหดสั้นลงทุกวันๆ แต่ในบรรดาคนรุ่นหลังของตระกูลกลับไม่มีผู้สืบทอดอันโดดเด่น
ความรุ่มร้อนกระวนกระวายในใจพวกมันย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
ตระกูลคังเสื่อมทรุดลง แต่พวกมันกลับครอบครองต้นไม้สีทอง เป็นเหตุให้พวกมัน
แทบเอาชีวิตไม่รอดมาจนถึงยามนี้ เหตุผลที่ตระกูลคังสามารถรักษาต้นไม้ทองคำเอาไว้ได้ เนื่อง
เพราะเหล่าผู้อาวุโสเข้มแข็งทรงพลัง พวกมันแต่ละคนแม้พลังฝีมือไม่สูงลํ้า แต่สามัคคีปรองดอง
เป็นหนึ่งเดียว ผู้คนไม่กล้าตอแยพวกมันโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ แต่หากพวกมันสิ้นอายุขัยไป ต้นไม้
ทองคำจะกลายเป็นต้นเหตุแห่งเภทภัยถึงขั้นล่มสลายทั้งตระกูลในทันที
การปรากฏขึ้นของศาสตร์รอยแผลสีเทา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าช่วยเติมเต็มความคาดหวัง
ต่ออนาคตให้แก่บรรดาผู้อาวุโสอีกครั้ง
หากคังหลินสามารถทุเลาหายดี ความห่วงกังวลข้อสุดท้ายของพวกมันก็จะ
ปลาสนาการไป ด้วยอัจฉริยภาพของคังหลิน หากฝึกปรือศาสตร์รอยแผลสีเทา พลังบำเพ็ญเพียรของ
มันจะต้องรุดหน้าก้าวไกลดุจติดปีกบิน
ทันใดนั้นเอง ลำแสงบนร่างคังหลินพลันแปรเปลี่ยนอย่างเร่งร้อน การเปลี่ยนแปลง
อย่างกะทันหันนี้ ทำให้รอยย่นบนใบหน้าของเหล่าผู้อาวุโสกดลึกกว่าเดิม พวกมันทราบว่านี่คือ
ช่วงเวลาสำคัญที่สุด!
เพียะ!
เสียงแตกระเบิดที่คมชัดผิดธรรมดา พลันดังออกมาจากร่างของคังหลิน
ผู้อาวุโสสูงสุดตะลึงงัน จากนั้นดวงตาทอประกายวาบ บนใบหน้าปรากฏเค้าปลาบปลื้ม
ประโลมใจอย่างสุดจะระงับยับยั้ง ผู้อาวุโสอื่นๆ ค่อยได้สติตามๆ กัน ทั้งหมดล้วนปิติยินดีเป็นที่สุด
คังหลินลืมตาขึ้น ในคู่ดวงตาที่เคยหม่นมัวไร้ประกาย บัดนี้เริ่มเปล่งประกายอีกครั้ง
จั่วม่อไม่ขยับเคลื่อนไหว ยังคงหลับตานิ่งดุจรูปสลักไม้
เห็นเช่นนี้ เหล่าผู้อาวุโสไม่กล้าผ่อนคลาย ยังคงยืนหยัดปกป้องจั่วม่อต่อไป
เนิ่นนานหลังจากนั้น จั่วม่อค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ทอดถอนใจยาวเหยียด “ศาสตร์อสูร
อันพิสดารนัก!”
เห็นจั่วม่อลืมตาขึ้นมา คังหลินระงับความตื่นเต้นลิงโลดในใจ กราบคารวะจั่วม่ออย่าง
ลึกซึ้ง “บุญคุณยิ่งใหญ่ของต้าเหรินที่ประทานชีวิตใหม่ คังหลินไม่อาจทดแทนได้หมด แต่ไม่ว่าต้า
เหรินสั่งการสิ่งใด คังหลินจะกระทำอย่างสุดความสามารถ!”
ผู้อาวุโสสูงสุดทีแรกคิดหยุดยั้งมัน คาดไม่ถึงยังคงสายเกินไป อดลอบทอดถอนใจ
ไม่ได้ สมกับเป็นบุรุษหนุ่มเลือดลมร้อนแรง! อาศัยถ้อยคำเหล่านี้ของคังหลิน ไม่ต่างจากการวาง
อนาคตของตระกูลคังไว้ในมือของเซียวม่อเกอ ในบรรดาคนรุ่นหลังของตระกูล ผู้สืบทอดที่มี
แนวโน้มว่าจะสืบทอดตำแหน่งประมุขตระกูลมากที่สุด เป็นคังเจ๋อกับคังหลินเอง แต่ท่าทีของบุรุษ
หนุ่มทั้งสองที่มีต่อเซียวม่อเกอ มันผู้เป็นผู้เฒ่าย่อมมองเห็นได้ชัดเจน
แต่แล้วผู้อาวุโสสูงสุดลองเปลี่ยนวิธีคิดไปอีกทาง อาจบางทีนี่ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย หาก
ต่อไปตระกูลคังได้รับความช่วยเหลือจากยอดฝีมือที่ร้ายกาจเช่นนี้ อย่างน้อยที่สุด พวกมันก็ไม่ต้อง
กังวลว่าตระกูลอื่นจะมุ่งเป้ามายังต้นไม้ทองคำอีก
คิดได้เช่นนี้ มันก้าวไปเบื้องหน้า ประสานมือคารวะเซียวม่อเกอ “เราผู้เฒ่าเป็นผู้อาวุโส
สูงสุดของตระกูลคัง คารวะใต้เท้าเซียวม่อเกอ! พระคุณที่ใต้เท้ามอบให้แก่พวกเรา ตระกูลคังทั้ง
เบื้องสูงเบื้องตํ่าล้วนสำนึกขอบคุณ นี่เป็นนํ้าใจเพียงเล็กน้อย ใต้เท้าโปรดยิ้มรับไว้”
ผู้อาวุโสอื่นๆ พอเห็นวิญญาณทองคำสองดวงในมือของผู้อาวุโสสูงสุด อดเผยสีหน้า
เหลือเชื่อไม่ได้ วิญญาณทองคำผลิตได้น้อยมาก คราวก่อนเพื่อแลกเปลี่ยนกับศาสตร์รอยแผลสีเทา
พวกมันจ่ายวิญญาณทองคำออกไปถึงสิบดวง วิญญาณทองคำที่หลงเหลืออยู่ในตระกูล อาจสามารถ
นับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว พวกมันคาดไม่ถึงว่าเพียงแรกพบหน้า ผู้อาวุโสสูงสุดจะเสนอวิญญาณ
ทองคำสองดวงให้แก่ผู้อื่นเป็นของกำนัล!
อย่างไรก็ตาม พวกมันทราบกระจ่างว่าผู้อาวุโสสูงสุดมีความคิดอันลึกลํ้า กระทำสิ่งใด
ล้วนพิจารณาอย่างรอบคอบ พวกมันแม้งุนงงสงสัย แต่ไม่มีผู้ใดคัดค้าน พากันค้อมกายคารวะจั่วม่
ออย่างพร้อมเพรียง “โปรดยิ้มรับไว้!”
จั่วม่อย่อมไม่เกรงอกเกรงใจ ยื่นมือรับวิญญาณทองคำอย่างไม่กระบิดกระบวน มันบอก
กล่าวว่าต้องการขบคิดสิ่งที่เรียนรู้เมื่อครู่ เหล่าผู้อาวุโสล้วนชาญฉลาด รีบพาบุรุษหนุ่มทั้งสองอำลา
จากไปในบัดดล
พอคนตระกูลคังทั้งหมดกลายเป็นกลุ่มแสงหายไป จั่วม่อในดวงตาสาดประกายเย็น
เยียบ มันทรุดนั่งลงขัดสมาธิบนพื้น ฟื้นฟูพลังจิตสำนึกของตน
ชั่วครู่ให้หลัง ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในระยะไกล
จั่วม่อรู้สึกตัวทันที ลืมตามอง ผุดลุกขึ้นยืน ที่แท้เมื่อครู่พอมันแยกสลายศาสตร์อสูรที่
แฝงเร้นอยู่ในร่างกายคังหลินสำเร็จ ในชั่วพริบตาที่เถาหนามสีเลือดสลายเป็นฝุ่น มันก็ได้รับคำท้า
ทาย
อสูรตนที่ทิ้งรอยประทับวิญญาณมหาประลัยนี้ไว้ในร่างคังหลิน ส่งสาส์นท้าทายมา
ให้แก่มันในจิตสำนึกโดยตรง
นี่เป็นเทียบท้าประลองที่เย่อหยิ่งโอหัง เต็มไปด้วยการข่มขู่อาฆาตอย่างไม่คิดปิดบัง
ซ่อนเร้น อีกฝ่ายสัมผัสได้ว่าจั่วม่อกำลังแยกสลายรอยประทับศาสตร์อสูรของมัน อสูรตนนั้นไม่อาจ
ทานทนรับได้ ต้องการวัดฝีมือให้รู้แน่ชัด ว่ามันกับจั่วม่อผู้ใดร้ายกาจกว่ากัน
หากเป็นยามปกติ จั่วม่อแน่นอนว่าไม่แยแสสนใจต่อสาส์นท้าประลองนี้ แต่วันนี้มัน
กลับมีความคิดต่างจากเดิม
ศาสตร์อสูรที่ซับซ้อนพิสดารนี้มีหลายจุดที่พิเศษเฉพาะ จั่วม่อแม้สามารถแยกสลายรอย
ประทับศาสตร์อสูรที่แฝงอยู่ในร่างของคังหลินสำเร็จ แต่ยังคงมีหลายจุดที่มันไม่เข้าใจ การท้าทาย
ของอีกฝ่ายไม่ต่างจากแพะอ้วนที่ถูกส่งมาถึงปาก จั่วม่อผู้กำลังหิวกระหาย ไหนเลยจะไม่ยอมรับคำ
ท้า
ศาสตร์อสูรเถาหนามสีเลือด … …น่าสนใจจริงๆ!
จั่วม่อครุ่นคิดอย่างคึกคัก