สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 387 ม่อหรูหั่ว
(ม่อหรูหั่ว – ไม่เหมือนไฟ)
ที่ราบสูงลาดชันแห่งนั้นทั้งรกร้างและแร้นแค้นยิ่ง เห็นวัชพืชเหี่ยวแห้งปกคลุมทุกหน
ทุกแห่ง พื้นดินเต็มไปด้วยหินกรวด ไม่มีขุมกำลังใดคิดจะสนใจสถานที่ทุรกันดารอันแห้งแล้งนี้ แต่
ตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้อาศัยอยู่ที่นี่เอง
หนานเยว่ทำเหมือนเช่นทุกครั้ง ร่างพุ่งลิ่วไม่หยุดยั้ง อันที่จริงพื้นที่แถบนี้ไม่มีแหล่งนํ้า
ที่อุดมสมบูรณ์อยู่ใกล้เคียง ในอากาศทั้งแห้งแล้งและร้อนลวก สภาพแวดล้อมเช่นนี้ไม่เหมาะสมกับ
การดำรงชีวิตของพวกมันเลย ตระกูลเถิง(เถาวัลย์) ชมชอบอาศัยอยู่ในป่าทึบอันร่มรื่น บริบูรณ์ไป
ด้วยแหล่งนํ้าและความชุ่มชื้น แต่สถานที่เยี่ยงนั้น ต่อให้ไม่มีทรัพยากรที่มีค่าอันใด ก็ยังคงเป็น
สถานที่อยู่อาศัยที่ผู้คนล้วนมุ่งมาดปรารถนา
ตระกูลเถิงเมื่อหลงเหลือแต่เพียงผู้เฒ่า เด็กและคนพิการ พวกมันยังจะอาศัยพลังจากที่
ใดไปแย่งชิงกับผู้อื่น?
มองไปยังพื้นกรวดหินที่ไหลเลื่อนไปด้านหลังตลอดเวลา หนานเยว่อารมณ์หนักอึ้งใน
ใจยิ่งรุนแรงขึ้น นางตัดสินใจจะต้องฝ่าด่านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อยกระดับชั้นอสูรของนาง
ให้สูงกว่านี้ หากนางยกระดับชั้นอสูรสำเร็จ จะได้นำพี่น้องร่วมตระกูลย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ในเมือง
สภาพแวดล้อมภายในเมืองดีกว่าสถานที่ทุรกันดารเช่นนี้มาก
หวนนึกถึงศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้ที่นางฝึกปรือ หนานเยว่เต็มไปด้วยความ
เชื่อมั่นต่ออนาคต!
อาศัยระดับความเร็วในการรุดหน้าของนางทุกวันนี้ อีกไม่นานนางจะบรรลุถึงระดับชั้น
อสูรที่น่าพอใจได้
“อาเยว่กลับมาแล้ว! พวกเรา อาเยว่กลับมาแล้ว!”
พี่น้องร่วมตระกูลเห็นหนานเยว่เหาะเหินตรงมา รีบร้องบอกกันอย่างลิงโลดยินดี
หนานเยว่เป็นอสูรรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุดในตระกูลเถิง เป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของตระกูล
หากมิใช่ความจริงที่ว่านางยังเยาว์วัยอยู่มาก หัวหน้าตระกูลคงยกตำแหน่งผู้นำตระกูลให้แก่นางเสีย
นานแล้ว ส่วนในเหล่าชนรุ่นหลัง ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางเป็นต้าเจี่ย (พี่สาวใหญ่) ของพวกมัน เมื่อ
นางกลับมาถึง ทุกคนล้วนเข้ามารับหน้าอย่างพร้อมเพรียง
หนานเยว่เผยรอยยิ้มกว้างขวาง “ทุกคน เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ดียิ่ง! อาเยว่ ไม่ต้องห่วงพะวงกับพวกเรา!”
“ใช่ใช่ อาเยว่เจี่ยเจีย พวกเราตั้งใจฝึกปรือโดยไม่เกียจคร้าน!”
ทุกคนสนทนากันอย่างครึกครื้น ฟังเหล่าพี่น้องร่วมตระกูลบอกเล่าเหตุการณ์ใน
ระหว่างที่นางไม่อยู่ หนานเยว่ในใจเต็มไปด้วยความอบอุ่น นางหยิบสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน
กองโตออกมาจากกำไลเมล็ดพุทรา นี่เป็นสิ่งของที่นางซื้อหาด้วยเงินจากการทำงานนอกเวลา
ฝึกปรือ
“ลำบากอาเยว่เจ้าจริงๆ!”
เหล่าผู้เฒ่าในตระกูลทอดถอน ดวงตาขุ่นมัวของพวกมันเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดลึกๆ
เวลานี้ทั้งตระกูลแทบจะตั้งอยู่บนไหล่บ่าอันบอบบางของอาเยว่แต่เพียงผู้เดียว
“นี่เป็นเรื่องที่ข้าสมควรทำอยู่แล้ว” หนานเยว่แย้มยิ้มปลอบโยน “นี่คือการฝึกฝน! ท่าน
ลุงหากต้องการสิ่งใดเป็นพิเศษ บอกต่อข้าได้ทุกเวลา ครอบครัวเดียวกันยังจะเกรงอกเกรงใจอันใด”
เมื่อครั้งที่นางยังเล็ก บิดามารดาล้วนเสียชีวิตทั้งคู่ เป็นผู้เฒ่าเหล่านี้ที่เฝ้าเลี้ยงดูนางมา
เรื่องเช่นนี้เป็นปกติธรรมดาในตระกูล ยามนี้สิบเอ็ดคนในตระกูล นอกเหนือจากสองผู้เฒ่าแล้ว ที่
เหลือล้วนเป็นเด็กน้อย พวกมันที่รอดชีวิตมาได้ ล้วนพึ่งพาการกระเสือกกระสนดิ้นรน และการ
เพาะปลูกตามมีตามเกิดของผู้เฒ่าเหล่านี้ ความลำบากยากแค้นเช่นนี้เอง เป็นเหตุให้พวกมันทั้ง
ตระกูลรักใคร่กลมเกลียวกันเป็นพิเศษ
ผู้เฒ่าของตระกูลพลังบำเพ็ญเพียรอ่อนด้อย พวกมันไม่มีฝีมืออื่นใดเพื่อใช้หาเงิน ได้แต่
เพาะปลูกธัญพืชพื้นๆ ทั่วไปบนที่ดินที่เต็มไปด้วยกรวดหินแห่งนี้ และแทบไม่สามารถบรรเทาความ
หิวโหยของคนในตระกูลได้
หลังจากซักถามเรื่องชีวิตประจำวันกับผู้เฒ่าแล้ว หนานเยว่ก็ลุกขึ้นยืน ปรบมือเรียก
เด็กๆ มารวมกัน
“พวกเจ้าฝึกปรือเป็นอย่างไร?”
เด็กๆ แย่งกันรายงานเร็วปรื๋อ หนานเยว่อดทนตรวจสอบพวกมันทีละคน ในไม่ช้านางก็
เผยสีหน้าปลาบปลื้มประโลมใจ เด็กสามคนอยู่ไม่ไกลจากด่านซิงหั่ว กำลังบุกบั่นเข้าสู่ด่านซิงหั่วอ
ย่างมั่นคง และเมื่อพวกมันบรรลุด่านซิงหั่วอย่างสมบูรณ์ ถึงเวลานั้นจะสามารถควบรวมพลังเพื่อ
สร้างลูกเกาทัณฑ์เครือเถา ครอบครองพลังการสู้รบขั้นพื้นฐานที่สุด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการประทาน
ให้ของศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้ ศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้สมกับที่เป็นมรดกตกทอด
ของตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้โดยแท้ ยอดวิชานี้ดูเหมือนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพวกมันโดยเฉพาะ
เหมาะสมสำหรับการฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียรของพวกมันเป็นที่สุด
นางชมเชยเด็กน้อยที่รุดหน้ารวดเร็วที่สุด แล้วอธิบายปัญหาที่พวกมันพบในการ
ฝึกปรืออย่างอดทน แต่นางยังไม่ได้สอนพวกมันฝึกปรือกระบวนท่าโจมตีของศาสตร์เกาทัณฑ์
สวรรค์แดนใต้ เพียงสอนศาสตร์อสูรน้อยให้แก่พวกมันแทน
นางรวบรวมคำสั่งสอนทั้งหมดของต้าเหรินที่เคยสั่งสอนนาง ถ่ายทอดให้แก่เหล่าเด็ก
น้อยโดยตรง
สิ่งที่ต้าเหรินกล่าวล้วนถูกต้องเที่ยงแท้!
มองเหล่าใบหน้าเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นจดจ่อ หนานเยว่เต็มไปด้วยความ
คาดหวังต่ออนาคตอย่างเต็มเปี่ยม
ม่อหรูหั่วสีหน้ามืดมนเย็นชา เมื่อสักครู่มันพลันค้นพบว่ารอยประทับศาสตร์อสูรที่มัน
ทิ้งไว้ในร่างของคังหลิน ถูกคนทำลายทิ้งแล้ว!
เจ้าคนมีตาแต่ไร้แววนี้เป็นใคร! ผู้ใดกล้าสอดมือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของมัน!
แส่หาที่ตาย!
มันเผยรอยยิ้มกระหายเลือด ฮี่ฮี่ นานเท่าใดแล้วที่ไม่ได้พบพานคนที่พอจะเป็นคู่มือของ
มันได้ น่าชื่นชมยินดีที่วันนี้มีเรื่องสนุกสนานให้เล่นแล้ว! มันเพิ่งจะฝ่าด่านสำเร็จ ความเชื่อมั่นยังคง
อยู่ที่จุดสูงสุด จู่ๆ ก็ปรากฏคนไม่มีตา มาแส่หาเรื่องมัน ยังจะมีอะไรเหมาะเจาะพอดีไปกว่านี้อีก
เล่า?
ขวานของข้ากำลังหิวกระหาย ปรารถนาจะดื่มโลหิตสดๆ!
น่าเสียดายที่ที่นี่เป็นคุกสิบนิ้ว ไม่มีทางที่จะลิ้มรสโลหิตสดๆ ได้จริง มันจุปากอย่างเศร้า
เสียดาย อสูรตนนี้หนวดเครารกรุงรังเต็มหน้า เบ้าตาลึก ดวงตาเป็นสีแดงเข้มอันแปลกประหลาด
จมูกงองุ้มเล็กน้อย บันดาลให้มันดูกลอกกลิ้งอยู่บ้าง
มันพุ่งตรงดิ่งราวกับเปลวไฟลากเป็นทางยาว ไม่มีความคิดปกปิดซ่อนเร้น เต็มไปด้วย
ท่วงท่าเย่อหยิ่งถือดีถึงที่สุด บรรดาอสูรที่พบพานระหว่างทาง เมื่อเห็นดาวหางเปลวไฟสายนี้ ล้วนสี
หน้าแปรเปลี่ยน หลบลี้หนีหน้าไปอย่างขวัญหนีดีฝ่อ ชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ของม่อหรูหั่วเป็นที่รู้จักกัน
ดีในพื้นที่แถบนี้
เสียงหัวร่ออย่างโอหังลำพองดังสนั่นออกมาจากดาวหางเพลิง ผสานรวมกับเสียงแตก
ปะทุอย่างรุนแรงของเปลวไฟ สะท้อนสะท้านไปทั่วทิศ!
ภายในเปลวเพลิงโหมไหม้ ม่อหรูหั่วหยีตาลง มันกำลังจินตนาการว่าอีกฝ่ายพอพบเห็น
มัน จะมีสีหน้าเช่นไร? หลายครั้งหลายหนที่มันได้พบเห็นผู้คนที่คิดว่าตนเองยอดเยี่ยม ต้องสีหน้า
เปลี่ยนเป็นเขียวคลํ้าเมื่อพบว่าศัตรูคือมัน ช่างน่าดูชมยิ่ง! ทุกครั้งที่เกิดเรื่องเช่นนี้ มันจะพบว่าน่า
เล่นเป็นที่สุด มันประหนึ่งแมวหยอกเย้ามุสิกภายใต้กรงเล็บ!
ชีวิตเช่นนี้ชวนเบิกบานสำราญใจเหลือจะกล่าว!
มันทอดถอนอย่างหิวกระหาย หลังจากนี้จะทรมานเจ้าคนเคราะห์ร้ายนั่นอย่างไรดี?
โอ้ ลองใช้ศาสตร์อสูรที่มันเพิ่งจะบรรลุดีหรือไม่? ความคิดนี้ไม่เลว!
ลูกไฟอันร้อนแรงแตกปะทุ พุ่งผ่านท้องนภาด้วยความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
จากคุกชั้นสามลงมาถึงชั้นสอง สุดท้ายเข้าสู่คุกชั้นแรก ยามที่รอยประทับศาสตร์อสูร
ของมันถูกทำลาย จะปลดปล่อยร่องรอยที่เบาบางยิ่งชนิดหนึ่งออกมา ร่องรอยนี้ไม่เป็นอันตรายแต่
อย่างใด เพียงสามารถชักนำมันไปหาคนที่ทำลายรอยประทับเท่านั้น
เมื่อพบพานกับมัน ไม่เคยมีผู้ใดหนีรอดปลอดภัย! ไม่เคยมีแม้แต่คนเดียว!
โดยไม่เปลืองเรี่ยวแรงมากนัก มันก็พบอีกฝ่ายในไม่ช้า มองดูจากที่ห่างไกล ฝ่ายตรง
ข้ามมีเพียงคนเดียว ม่อหรูหั่วพลันตื่นเต้นเร้าใจขึ้นมา นึกถึงว่าอีกฝ่ายต้องการหาที่ตายภายใต้ศาสตร์
อสูรของมัน มันรู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่านสุดระงับ
ช่างเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมกระไรปานนี้!
มันเร่งความเร็วขึ้นอย่างไม่รีรอลังเล ร่างนั้นใกล้เข้ามาและเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ อีกฝ่าย
คล้ายไม่คิดหลบหนีแม้แต่น้อย เฝ้ารอ อีกฝ่ายกำลังเฝ้ารอมันอยู่! อาฮ่า! ทันใดนั้นเอง ร่างนั้นเงย
หน้าขึ้น มองตรงมายังมัน ม่อหรูหั่วพลันสูดได้กลิ่นอายผิดปกติ
ระยะห่างระหว่างพวกมันหดสั้นลงไม่หยุดยั้ง รูปโฉมของอีกฝ่ายกระจ่างชัดอยู่ใน
สายตามัน ฮะ? คนผู้นี้ไฉนดูคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง?
พวกมันเคยพบเจอกันมาก่อนหรือไม่? ม่อหรูหั่วงุนงงเล็กน้อย มันขมวดคิ้ว หวนคิด
ทบทวนว่าเคยพบหน้าคนผู้นี้มาจากที่ใด แต่ไม่ได้ลดความเร็วลง ห่อหุ้มด้วยเปลวไฟร้อนแรง ม่อหรู
หั่วยังคงตรงดิ่งเข้าหาจั่วม่ออย่างย่ามใจ
รอจนเข้าไปถึงระยะห่างสามจั้ง นามหนึ่งพลันกระโดดออกมาจากใจมัน ม่อหรูหั่วใจ
หายวาบ หน้าเผือดสีในบัดดล ดวงตาแดงกํ่าด้วยสายเลือดที่เต็มไปด้วยความดุร้ายกระหายเลือด
พลันเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ!
เซียวม่อเกอ!
คนผู้นี้เป็นเซียวม่อเกอ!
ม่อหรูหั่วหัวใจเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบแน่นโดยไม่บอกเตือนล่วงหน้า อาการ
หายใจไม่ออกพลุ่งขึ้นอย่างกะทันหัน ร่างกายอ่อนยวบ ชั่วพริบตานั้น มันสมองขาวว่างเปล่า ดวงตา
เลื่อนลอยไม่รวมรั้ง ผลกระทบของนามนี้แทบทำลายปราการป้องกันทางจิตใจของมันในคราว
เดียว!
มารร้าย! นี่เป็นมารร้ายตัวจริงเสียงจริง! มารร้ายไร้หัวจิตหัวใจที่เข่นฆ่าอสูรยี่สิบหก
ตนรวดโดยไม่สะดุดขาดตอน! สุดยอดมารร้ายไร้ศีลธรรมที่กระทั่งอสูรนักรบของกองทัพยังหม่น
ประกาย! นึกถึงร่างที่ห่อหุ้มด้วยเปลวไฟซึ่งไร้คู่มือต้านติด ม่อหรูหั่วสั่นสะท้านไปทั้งร่าง!
เทียบกับมารร้ายเช่นเซียวม่อเกอ มันไม่ต่างอันใดจากลูกแกะน้อยที่สวมหนังหมาป่า ทั้ง
อ่อนแอและนุ่มนวลอ่อนโยน บริสุทธิ์ไร้เดียงสาและไม่เป็นพิษเป็นภัย!
เหล่าผู้ที่ตกตายใต้คมดาบของเซียวม่อเกอในวันนั้น ไม่ว่าอัจฉริยะบุรุษเช่นอวี้จื่อโจว
ที่ม่อหรูหั่วเคยได้ยินนาม อสูรนักรบที่กรำศึกอย่างโชกโชน รวมถึงอีกสองสามคนที่มันรู้จักมักคุ้น
เหล่าช่องข่าวอสูรเพิ่งกล่าวถึงพวกมัน แต่ม่อหรูหั่วรู้จักพวกมันมานานแล้ว มันกระทั่งมีความคุ้นเคย
สนิทสนมกับหนึ่งในเหยื่อคมดาบเหล่านี้
หลายคนเหล่านี้ล้วนเป็นจอมวายร้ายในเงามืดที่ฆ่าคนไม่เคยกะพริบตา ทั้งโหดเหี้ยมไร้
ความรู้สึก พวกมันล้วนเป็นคนที่กระทั่งม่อหรูหั่วยังต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง แต่ทั้งหมดกลับถูก
สับสังหารภายใต้ดาบของเซียวม่อเกอ โดยไม่มีผู้ใดเหลือรอด แม้ว่าจะเป็นเพียงการต่อสู่ในคุกสิบ
นิ้วก็ตาม
แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่ถึงกับทำให้มันต้องหวาดกลัว
เพียงแต่เมื่อวานนี้เอง หนึ่งในเหยื่อคมดาบคนที่มีความสัมพันธ์กับมัน เพิ่งจะตกตายไป
ต่อหน้าต่อตามัน! กล่าวตามความสัตย์ ม่อหรูหั่วไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับคนผู้นี้สักเท่าใด เพียง
เคยพบปะสนทนาอย่างถูกคอไม่กี่ครั้ง แต่คนผู้นี้ไม่มีสหาย ก่อนจะถึงจุดจบจึงเสาะหามัน ม่อหรูหั่ว
ได้แต่ไปดูใจเป็นครั้งสุดท้าย รับภาระจัดการร่างไร้ชีวิตนั้น ดูผิวเผินคนผู้นี้คล้ายตกตายเนื่องจาก
อาการบาดเจ็บซํ้าๆ ซากๆ ในจิตสำนึก แต่ที่จริงแล้วบาดแผลที่ถึงแก่ชีวิตอย่างแท้จริง กลับเป็นการ
โจมตีรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของมันอย่างใหญ่หลวงเกินต้านทาน
นั่นเป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้คนผู้นั้นเสียชีวิต
การโจมตีของเซียวม่อเกอในวันนั้น ไม่เพียงสร้างบาดแผลในจิตสำนึกอย่างร้ายแรง แต่
ยังทำลายจิตเจตนาของคนผู้นั้นอย่างสิ้นเชิง!
สิ่งที่คนผู้นั้นบอกกล่าวกับมันก่อนตาย ม่อหรูหั่วแทบไม่เชื่อหูตัวเอง!
บุคคลที่ตายไป เกรงว่ามีชีวิตมาไม่น้อยกว่าสามสิบปี จิตเจตนาของมันแข็งแกร่งปาน
หินผา ศาสตร์ลวงตาธรรมดาแทบไม่ส่งผลกระทบต่อมัน มันดุร้ายอำมหิตจนแม้แต่ม่อหรูหั่วยังครั่น
คร้ามยำเกรง แต่คนเช่นนี้ บุคคลอันร้ายกาจที่สุดผู้หนึ่งเท่าที่ม่อหรูหั่วเคยพบเห็นมาผู้นี้ ถึงกับพบจุด
จบเพราะดาบเดียวของเซียวม่อเกอ!
มิหนำซํ้ายังเป็นภายในคุกสิบนิ้ว
เช่นนั้นเซียวม่อเกอจะน่าสะพรึงกลัวระดับใด!
หลังจากเรื่องนี้ ในหัวใจของม่อหรูหั่ว ตัวตนของเซียวม่อเกอน่าสะพรึงกลัวไม่ต่างจาก
เทวมารตนหนึ่ง จัดอยู่อันดับแรกในบรรดาผู้คนที่มันไม่กล้าตอแยอย่างไม่ต้องสงสัย
หมิงเยวี่ยเยี่ยอันใด จีลี่หวี่อันใด พวกนางล้วนไสหัวไปลงนรกเถอะ!
ม่อหรูหั่วไม่เคยเห็นบรรดาอัจฉริยะเหล่านั้นอยู่ในสายตา ในความเห็นของมัน เหล่าผู้ที่
ถูกเรียกว่าอัจฉริยะเหล่านั้น เป็นเพียงบุปผาในเรือนกระจก ไม่ว่าจะดูน่าสนใจสักเพียงใด พวกมัน
ล้วนสามารถชื่นชมได้ แต่ใช้การไม่ได้
คนที่ไม่เคยสัมผัสเลือดและเปลวไฟ พวกมันก็เป็นได้แค่สามเณรมือใหม่ แต่เซียวม่อเก
อกลับเป็นสัตว์ร้ายสุดหฤโหดที่คืบคลานขึ้นมาจากนรก!
มันถึงกับวิ่งเข้าไปตอแยเซียวม่อเกอ … …ประโยคหนึ่งผุดขึ้นในศีรษะมัน … …มัน
รำคาญในการมีชีวิตสืบต่อแล้วหรือไร… …
มันใช่รำคาญในการมีชีวิตสืบต่อแล้วหรือไม่?… …
ม่อหรูหั่วสมองขาวว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง สูญเสียความสามารถในการกล่าววาจา ไม่มี
ปัญญาขบคิดสิ่งใด ได้แต่เบิ่งตามองดูเซียวม่อเกออย่างซึมเซา กระดูกทุกชิ้นในร่าง เลือดเนื้อทุก
ส่วน ประดุจถูกแช่แข็งกลางอากาศ
วันนี้ใช่เป็นวันสิ้นโลกหรือไม่?
รอจนมันได้สติอีกครั้ง มันก็อยู่ห่างจากเซียวม่อเกอไม่ถึงหนึ่งจั้ง!