สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 393 คำอธิษฐานมรณะสละละทิ้งมรรคผล
การสร้างเม็ดพลัง!
จนกระทั่งถึงยามนี้ ในค่ายมีจินตันเพียงสองคน คือเหวยเสิ้งกับเซี่ยซาน
จงหยูกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสร้างเม็ดพลังทองคำ นี่เหนือความคาดหมายของทุกผู้คน การ
สร้างเม็ดพลังของเหวยเสิ้งเกิดจากการควบรวมใจกระบี่ หลังจากบรรลุความรู้แจ้งท่ามกลางการ
ต่อสู้ ส่วนการสร้างเม็ดพลังของเซี่ยซาน เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติเนื่องจากพลังที่สั่งสม
มานาน จงหยูเพียงเรียกได้ว่ามีความสามารถธรรมดาสามัญเท่านั้น แม้ว่ามีพลังบำเพ็ญเพียรไม่เลว
แต่ไม่ได้สั่งสมพลังไว้มากมายจนถึงระดับที่น่าสะพรึงกลัวเช่นที่เซียซานเคยมี
จงหยูผู้ไม่มีอันใดโดดเด่นสะดุดตา ถึงกับเข้าสู่กระบวนการสร้างเม็ดพลังทองคำเป็น
คนที่สาม!
ท่ามกลางความแตกตื่นประหลาดใจ ทุกคนกระจายกันออกไปอย่างรู้งาน เฝ้าระวัง
ตำแหน่งของพวกมัน ป้องกันไม่ให้หมอกภูตเข้ามารบกวนจงหยู
หลังจากเป็นประจักษ์พยานในกระบวนการสร้างเม็ดพลังมาแล้วสองหน ทุกคนล้วน
คุ้นเคยกับปรากฏการณ์ระหว่างการสร้างเม็ดพลัง เห็นในท้องฟ้าเหนือกระโจมของจงหยู ปรากฏเงา
มหึมาประดุจกลุ่มเมฆหมอกอันรางเลือน สายหมอกไหลวนม้วนตัว ดูราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังดิ้นรน
อยู่ภายใน
ทุกคนเมื่อแหงนหน้ามองเงามหึมาบนท้องฟ้า ล้วนมีสีหน้าแตกตื่นตะลึงลาน ท่ามกลาง
กลุ่มหมอก พลังสภาวะเลือนรางสายหนึ่งขู่เข็ญคุกคามประดุจขุนเขากดทับ ปกคลุมจิตใจของพวก
มัน ผู้ที่ยังสามารถรักษาสีหน้าสงบเยือกเย็นได้มีเพียงเหวยเสิ้งกับเซี่ยซาน แต่กระทั่งพวกมันทั้งสอง
ยังมีสีหน้าเขม็งตึงเครียด การสร้างเม็ดพลังหากล้มเหลว สบานเบาคือรับบาดเจ็บภายใน พลังฝีมือ
เสื่อมถอย สถานหนักที่สุดอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
โฮก!
เสียงขู่คำรามดุจมังกรคชสาร คล้ายสายฟ้ากัมปนาท ม้วนโถมดั่งคลื่นยักษ์ กึกก้อง
ออกมาจากส่วนลึกของเงามหึมา
กลางอากาศบังเกิดระลอกคลื่นที่ไร้รูปแบบ ไม่มีจุดเริ่ม ไม่มีที่สิ้นสุด กระเพื่อมออกดุจ
คลื่นวารี ประหนึ่งระลอกไร้จุดจบ ทุกผู้คนที่เฝ้าระวังอยู่รอบด้าน รู้สึกในโสตประสาทพลัน
สะเทือนเลื่อนลั่นไปด้วยเสียงขู่คำราม ราวกับแตกระเบิดอยู่ในหู เหล่าผู้ที่มีพลังบำเพ็ญเพียรลึกลํ้า
สั่นสะท้านเล็กน้อย ส่วนผู้ที่พลังบำเพ็ญเพียรอ่อนด้อย ถึงกับหน้าเผือดสี กระแทกเท้าถอยหลังไป
หลายก้าว
ในเวลานี้เอง กระแสคลื่นลมดุจพายุเกรี้ยวกราด พัดกวาดใส่ทุกผู้คนอย่างดุดัน
“พลังอธิษฐาน! คำอธิษฐานมรณะสละละทิ้งมรรคผล! พลังอธิษฐานอันสูงส่ง สุดขั้ว
และบริสุทธิ์ถึงปานนี้ นานเท่าใดแล้วที่ไม่ได้เห็น” ในดวงตาลุ่มลึกของเว่ย ดูเหมือนแวววับด้วย
ประกายประหลาดชนิดหนึ่ง
ผูเยาเพ่งมองกลุ่มหมอกที่แปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้งบนฟากฟ้า ความหวาดวิตกสายหนึ่งผุด
ขึ้นในใจ
พลังอธิษฐาน!
รสชาติที่มันแทบลืมเลือนไป แต่เมื่อปรากฏขึ้นอีกครั้ง ยังนำมาซึ่งความหวาดวิตกที่
คุ้นเคยดุจเดิม
ในมหาสงครามสามพันปีก่อน มันเคยต่อสู้กับนักบวชเซนมากมาย แน่นอนว่าต้องมี
นักบวชเซนที่ครอบครอบพลังอธิษฐาน เหล่านักบวชเซนหรือเซียนวรยุทธ์ที่บรรลุพลังอธิษฐานเป็น
ศัตรูที่อสูรทั้งมวลไม่ต้องการเผชิญหน้า ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์อสูรหรือทักษะปิศาจ เท่าที่ผูเยาคิดออก
มีหลายวิชาที่ลึกซึ้งชั่วร้ายและเป็นอันตรายถึงที่สุด แต่หากให้มันเลือกสิบยอดพลังที่อันตรายที่สุด
พลังอธิษฐานย่อมเป็นหนึ่งในสิบอย่างไม่ต้องสงสัย
พลังอธิษฐานไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับพลังบำเพ็ญเพียรของนักบวชเซน ทั้งยังสามารถ
ผสานรวมกับพลังปราณทุกประเภท มันเพียงเชื่อมโยงกับความปรารถนาของผู้ตั้งจิตอธิษฐาน
เท่านั้น ยิ่งความเชื่อมั่นศรัทธาของผู้ตั้งจิตอธิษฐานเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเท่าใด พลังอธิษฐานก็ยิ่งแข็งกล้า
มากเท่านั้น
ตามตำนานกล่าวไว้ว่า หากนักบวชเซนกระทำตามคำอธิษฐานที่เคยเปล่งสัตย์สาบาน
เอาไว้ได้สำเร็จ พวกมันจะบรรลุมรรคผล กลับกลายเป็นอรหันต์องค์หนึ่ง
สำหรับผู้ฝึกปรือวิถีเซนทุกรูปทุกนาม ศรัทธาที่เข้มแข็งมั่นคงที่สุดของพวกมัน คือ
สำเร็จเป็นอรหันต์ คำอธิษฐานมรณะเป็นคำอธิษฐานที่ไม่มีวันสำเร็จสมบูรณ์ คำอธิษฐานมรณะ
สละละทิ้งมรรคผล จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนักบวชเซนผู้นั้นกระทำสัตย์สาบานที่โหดร้ายรุนแรงที่สุด
และด้วยเหตุนี้เอง ในบรรดาพลังอธิษฐานทั้งปวง คำอธิษฐานมรณะสละละทิ้งมรรคผล จึงเป็นสุด
ยอดพลังอธิษฐานที่ร้ายกาจที่สุด
ไม่มีผู้ใดต้องการเป็นศัตรูของผู้ที่ตั้งจิตอธิษฐานมรณะ ยอมสละสิ้นซึ่งการบรรลุมรรค
ผล พลังอธิษฐานอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงนี้ เมื่อสัมผัสถูกผู้ใด สามารถสร้างความเสียหายแก่จิตใจ
โดยตรง ความเสียหายนี้แทบไม่สามารถรักษาเยียวยาได้ สมดังนามแห่งมรณะอย่างแท้จริง
โชคยังดีที่ไม่ใช่ว่านักบวชเซนทุกคนจะสามารถสำเร็จการตั้งจิตอธิษฐาน มิเช่นนั้นมหา
สงครามในอดีตก็ไม่ต้องเสียเวลาสู้รบกันนานแล้ว ซึ่งความจริงนักบวชเซนที่สามารถสำเร็จพลัง
อธิษฐานหาได้ยากยิ่ง ไม่ต้องกล่าวถึงนักบวชเซนที่จะสำเร็จคำอธิษฐานมรณะสละละทิ้งมรรคผล
กระทั่งผูเยายังเคยพบพานไม่เกินห้าคนเท่านั้น
แต่ที่นี่ในยามนี้ พวกมันถึงกับเป็นประจักษ์พยานให้แก่ผู้ที่สำเร็จคำอธิษฐานมรณะสละ
ละทิ้งมรรคผลผู้หนึ่ง!
ผูเยากับเว่ยอดตื่นตกใจไม่ได้
ในบรรดาผู้คนทั้งหมดภายในค่าย หากเอ่ยถึงความแตกตื่นตกใจ ยังจะมีผู้ใดเทียบได้กับ
อีเจิ้ง
ถือกำเนิดจากวัดมหาพุทธะ อีเจิ้งเรียกได้ว่าเป็นนักบวชเซนจากวัดเที่ยงแท้อันระบือ
นาม แต่ในเวลานี้ มันได้แต่อ้าปากค้าง เหม่อมองบนท้องฟ้า จิตใจสับสนยุ่งเหยิงอย่างยากจะบ่งบอก
บรรยาย
ตกลงมาในสถานที่ผีสางแห่งนี้ สิ่งที่มันพบเห็นในช่วงหลายเดือนมานี้ พลิกควํ่าทุกสิ่ง
ที่มันรํ่าเรียนมาจากบนเขาอย่างสิ้นเชิง
ครั้งแรกที่มันพบเจอเหวยเสิ้ง พรสวรรค์อันเด่นลํ้าของผู้อื่น ทำให้มันต้องครั่นคร้าม
เลื่อมใสถึงที่สุด มันรู้สึกว่ามันมีชีวิตมาจนปานนี้ ช่างไร้คุณค่าความหมายสิ้นดี แต่นึกไม่ถึงว่านี่กลับ
เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ทุกสิ่งที่มันพบเห็นในลำดับถัดๆ มา ช่างเป็นโลกอันมหัศจรรย์ที่เปรียบ
ประดุจความฝัน
เด็กหนุ่มที่มีอายุไล่เลี่ยกับมัน กลับเป็นผู้นำของกลุ่มคนนับพันๆ มิหนำซํ้าทุกคนยัง
เชื่อมั่นและจงรักภักดีอย่างน่าประหลาด
ในสถานที่ที่เรียกว่าค่ายจินวู ทุกคนล้วนครอบครองเมล็ดพันธุ์ไฟอีกาทองคำระดับสี่
ตอนที่มันล่วงรู้เรื่องนี้ ถึงกับแทบเสียสติไป หรือว่าเมล็ดพันธุ์ไฟระดับสี่ ยังมีสถานที่ขายส่งด้วย?
ในสถานที่ที่เรียกว่าค่ายจูเชวี่ย ทุกคนล้วนเป็นคนบ้าที่คลั่งไคล้การต่อสู้ แม้แต่สายตาที่
จ้องมองยามผ่านไปมาก็คมกริบราวใบมีด อีเจิ้งเป็นเพียงเณรน้อยมือใหม่ มันย่อมไม่ทราบว่าคน
เหล่านี้มีพลังมากเพียงใด แต่ลำพังพลังสภาวะที่แผ่ซ่านออกจากร่างของคนบ้าเหล่านี้ ก็เพียงพอให้
หัวใจมันเต้นระรัวเป็นตีกลอง
สถานที่ที่เรียกว่าค่ายเว่ย มักจะปิดประตูมิดชิดตลอดทั้งวัน แต่บางครั้งบางคราวมักจะมี
เสียงขู่คำรามเหมือนสัตว์ร้ายกระหายเลือด ปะปนไปกับเสียงต่อสู้อย่างดุเดือดดังแว่วมาจากภายใน
อีเจิ้งทุกครั้งที่เดินผ่านไป อดสั่นเทาไม่ได้
มีคนที่โอบกระบี่หลับตาอยู่ทุกวัน มีคนที่ถือหอกสีดำตระเวนไล่ล่าเข่นฆ่าตลอดทั้งวัน
โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มีคนตัวเล็กที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศ และเจดีย์ที่ซุกซน… …
ทุกสิ่งที่ประหลาด พิสดารและเป็นไปไม่ได้ ล้วนสามารถพบเห็นได้ที่นี่
เรามาจากวัดมหาพุทธะ เราเป็นนักบวชเซน เราจะไม่แข่งขันกับพวกเจ้าด้วยความ
แปลกประหลาด อีเจิ้งเฝ้าปลอบประโลมตัวเองซํ้าๆ อยู่หลายคืน
แต่วันนี้มันเห็นทั้งหมดด้วยสายตาตัวเอง เห็นกระบวนการสร้างเม็ดพลังของนักบวช
เซน เห็นนักบวชเซนตั้งจิตอธิษฐาน เห็นนักบวชเซนสำเร็จพลังอธิษฐานของคำอธิษฐานมรณะสละ
ละทิ้งมรรคผล ผลสุดท้ายมันพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง!
นักบวชเซนผู้นี้ที่แท้เป็นใครกันแน่!
กระทั่งในวัดมหาพุทธะของมัน ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนเสวียนคง ผู้
ที่สำเร็จพลังอธิษฐาน เท่าที่มันล่วงรู้มีเพียงสามคน หนึ่งคืออาจารย์อาจากหอวินัย อีกหนึ่งคือท่าน
บรรพชน คนสุดท้ายคืออาจารย์อาหญิงเจ็ด
ส่วนคำอธิษฐานมรณะสละละทิ้งมรรคผล โอ้ นี่มีอยู่แต่เพียงในตำนาน ผู้คนเพียงได้ยิน
ได้ฟังเท่านั้น
แต่ไฉนกลับปรากฏขึ้นเบื้องหน้ามัน… …
นี่ที่แท้เป็นโชควาสนา หรือชะตากรรมอันใด?
อีเจิ้งพลันรู้สึกว่า ป้ายยี่ห้ออันเงางามอร่ามเรืองแห่งวัดมหาพุทธะ ต่อหน้านักบวชเซน
นอกรีตผู้นี้ แม้ยังคงสุกใสเรืองรอง แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด กลับไม่หลงเหลือตบะบารมีอันน่าเกรง
ขามอีกแล้ว
พุทธองค์ทรงเมตตา!
อีเจิ้งกุมศีรษะ เหม่อมองเงาดำมหึมาที่ค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปร่างบนท้องฟ้าอย่างซึมเซา
เงาอันเลือนรางเหนือค่ายค่อยๆ คมชัดขึ้นทุกขณะ
เรือขนส่งทาสลำมหึมา เมื่ออยู่ต่อหน้าส่วนเท้าของเงาร่างนี้ แทบไม่ต่างอันใดจาก
นิ้วเท้านิ้วหนึ่ง เงาดำมโหฬารประหนึ่งยักษ์โบราณก้มลงมองมายังโลกหล้า ทุกคนในค่ายสูดลม
หายใจอย่างหนาวเหน็บโดยไม่มียกเว้น พลังสภาวะดุจคลื่นยักษ์โหมซัดใส่พวกมันอย่างไม่มีที่
สิ้นสุด
เหวยเสิ้งเผยสีหน้าเคร่งเครียด สืบเท้าไปเบื้องหน้า ประกบดรรชนีเป็นกระบี่ กรีดวาด
วงกลมวงหนึ่งอย่างนุ่มนวล
ทุกคนพลันรู้สึกว่าพลังสภาวะที่กดทับร่างของพวกมัน บรรเทาเบาบางลงอย่างฉับพลัน
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นพรึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เหวยเสิ้งกับเซี่ยซานสบตากันวูบ ล้วนมีสีหน้าหนักอึ้งเคร่งเครียด พวกมันสังเกตเห็น
ความผิดธรรมดาในกระบวนการสร้างเม็ดพลังของจงหยู
มู!
เงายักษ์อันพร่าเลือนทันใดนั้นแหงนหน้า แผดเสียงกู่คำรามดังสนั่นลั่นโลก คลื่นเสียง
กวาดวาบออกไปทั่วสี่ทิศแปดทาง!
ลึกเข้าไปในกลุ่มหมอก คลื่นความปั่นป่วนระเบิดออกมา
ร่างยักษ์อันพร่าเลือนยังคงแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง
จั่วม่อผู้กำลังจะผ่านด่านการประลองในคุกระบำใบเฟิงร่วงโรย ไม่ทราบว่าในค่ายกำลัง
อึกทึกครึกโครมกันถึงเพียงไหน
ครั้งนี้มันไม่ได้เปิดศึกทลายคุก ต้องลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก หากครั้งนี้ยังคงเปิด
ศึกทลายคุกอีกรอบ เช่นนั้นมันคงต้องเอาศีรษะชนกำแพงตายแล้ว นึกถึงการทลายคุกนภาจรัสวารี
ไพศาลในคราวก่อน ช่างนำพาปัญหามาให้แก่มันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
อาศัยเงินทองที่มีอยู่ในมือ จั่วม่อไม่คิดสร้างปัญหาอีก สิ่งเหล่านี้แม้นำพาเงินทองมาให้ แต่
จะอย่างไรไม่น่าพิสมัยเท่าจิงสือ เนื่องเพราะเกอไม่สามารถนำไปใช้จ่ายได้
ลานประลองในคุกของระบำใบเฟิงร่วงโรยเดินไปในแนวทางวิชาลวงตาสังหาร จั่วม่อ
แทบกราบกรานขอบคุณอย่างซาบซึ้งรอบหนึ่ง ลำแสงบดกระดูกทลายปกปิดในที่สุดได้สำแดงพลัง
ออกมาอย่างเต็มที่ ไม่ว่าศาสตร์อสูรที่ทรงพลานุภาพใด ก็จำเป็นต้องใช้ออกมามากขึ้นๆ จั่วม่อเห็น
ได้ชัดเจนในคราวนี้ ลำแสงบดกระดูกทลายปกปิดยิ่งใช้ออก ยิ่งร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ
จั่วม่อชักไม่ค่อยสนุกสนานกับการใช้ลำแสงบดกระดูกทลายปกปิดเพียงอย่างเดียว มัน
เริ่มทดลองใช้ศาสตร์อสูรที่แตกต่างหลากหลายในการรับมือ
ทันใดนั้น มันสัมผัสถึงความรู้สึกที่ได้รับในช่วงสุดท้ายของการต่อสู้ที่รุนแรงกับม่อหรู
หั่วในวันนั้น… …
จั่วม่อดวงตาทอประกายเจิดจ้าในบัดดล
ประตูนั้นสร้างจากเถาวัลย์สีเขียวและสีฟ้าขมวดพันเป็นเกลียว ปลดปล่อยแสงอันเงียบ
สงบออกมา นี่คือประตูอสูร ซิวเจ่อมีค่ายกลเคลื่อนย้ายของพวกมัน เผ่าปิศาจมีบ่อโลหิตของพวกมัน
เผ่าอสูรก็มีประตูอสูรของตน
พวกมันกำลังจะหวนคืนสู่บ้านช่อง
ทอดตามองประตูอสูร ความคิดของมู่ซีล่องลอยไปไกล หลังจากออกทำศึกติดต่อกัน
หลายปี ในที่สุดมีโอกาสได้หวนคืนสู่ถิ่นกำเนิดอย่างปลอดภัย นางบอกไม่ถูกว่ารู้สึกเช่นไร ก่อน
หน้าการศึกครานี้ นางไม่เคยจากบ้านไปไกล เมื่อหวนนึกถึงการเตรียมพร้อมออกเดินทางทำศึก
มารดาของนางรํ่าไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ หัวใจนางพลันปวดแปลบเศร้าสลดขึ้นมา
หวนคืนไปพร้อมกับชัยชนะ นี่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้นางรู้สึกว่าทุกอย่างล้วนคุ้มค่า
นับตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย ในบรรดาชนรุ่นหลังของตระกูล พรสวรรค์ของนางไม่ได้โดดเด่นสะดุดตา
มากนัก จวบจนกระทั่งนางเริ่มศึกษารํ่าเรียนการเป็นแม่ทัพบัญชาการศึก พรสวรรค์ของนางค่อย
เปล่งประกายออกมา แต่ก็ยังเป็นเรื่องไม่คาดฝันอยู่ดี ที่โอกาสเป็นตัวแทนของตระกูลไม้ออกทำศึก
จะตกใส่ศีรษะนาง ประกาศิตของประมุขตระกูลนำมาซึ่งเสียงกังขามากมาย เป็นที่ทราบกันดีว่าใน
บรรดาแม่ทัพบัญชาการศึกทั้งหมดในตระกูล นางยังอายุเยาว์ที่สุด
โชคยังดีที่นางไม่ได้ล้มเหลว แม้ว่าไม่มีความดีความชอบยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่ได้กระทำ
ผิดพลาดใด
“ไปกันเถอะ” มู่ซีเอ่ยเสียงราบเรียบ
ในเวลานี้เอง อสูรในเครื่องแบบของกองทัพผู้หนึ่งรีบรุดผ่านหน้านางอย่างร้อนรุ่ม มู่ซี
จดจำอสูรผู้นี้ได้ อีกฝ่ายเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับกลาง อยู่ในแนวหน้าที่มหานครนภาโลหิต มู่
ซีเคยพบหน้ามันหนหนึ่ง เห็นอีกฝ่ายสีหน้าตื่นตระหนกและหวาดหวั่นเล็กน้อย มู่ซีใจหายวาบ จู่ๆ
บังเกิดสังหรณ์เลวร้ายอย่างบอกไม่ถูก
“หมังจ่านต้าเหริน!” มู่ซีร้องเรียกอีกฝ่ายอย่างไม่ลังเล
หมังจ่านชะงักเท้า ในที่สุดมันค่อยพบเห็นมู่ซี สีหน้าท่าทีคล้ายเพิ่งสะดุ้งตื่นจากฝัน “อา
เป็นมู่ซีต้าเหริน!”
ในฐานะแม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่ง ขีดความสามารถในการรักษาความสงบเยือกเย็น
เอาไว้ตลอดเวลา ถือเป็นพื้นฐานที่สุดในพื้นฐานทั้งปวง เห็นอีกฝ่ายถึงกับเสียกิริยา สูญเสียความ
สงบเยือกเย็นถึงเพียงนี้ สังหรณ์เลวร้ายในใจนางยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ รีบถามเสียงเบา “เกิดเรื่องอัน
ใด?”
หมังจ่านสีหน้าแปรเปลี่ยน ดวงตาพลันแดงกํ่าอยู่บ้าง ตอบเสียงแหบพร่า “ทัพหน้า
เพลี่ยงพลํ้าแล้ว”
“ว่ากระไร!” ทั้งมู่ซีและรองผู้บัญชาการของนางสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
“เมื่อสามวันก่อน ซิวเจ่อกลุ่มเล็กๆ พลันปรากฏตัวขึ้นที่ชายขอบของแนวป้องกัน พวก
เราส่งหน่วยเล็กๆ ออกไป ตั้งใจจะกวาดล้างพื้นที่นี้ ในไม่ช้าเรากลับได้รับข่าวว่าหน่วยรบเหล่านี้ถูก
ล้อมเอาไว้ และร้องขอความช่วยเหลือเร่งด่วน เหยียนซังต้าเหรินนำทัพออกไปช่วยเหลือ แต่อีกฝ่าย
กลับตลบหลัง ฉวยโอกาสโจมตีแนวป้องกัน การโจมตีคราวนี้ร้ายกาจรุนแรงยิ่ง เหยียนซังต้าเหริน
รีบย้อนกลับมาช่วยเหลือ แต่ถูกซุ่มโจมตีระหว่างทาง กองพลเพลิงเดือด… กองพลเพลิงเดือดพินาศ
สิ้นทั้งกองทัพ! เหยียนซังต้าเหรินพลีชีพกลางสมรภูมิ กองทัพที่เร่งรุดไปช่วยเหลือเหยียนซังต้าเห
ริน ล้วนถูกซุ่มจู่โจมอย่างดุดัน สูญเสียนับไม่ถ้วน!”
หมังจ่านนํ้าเสียงแหบพร่าโศกสลด
มู่ซีใบหน้ากลายเป็นซีดขาวราวกระดาษ