สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 392 ตั้งจิตอธิษฐาน
ชั้นปิศาจลึกลํ้าอันใด ไปลงนรกเสียเถอะ นี่เป็นความคิดของจั่วม่อ หลังจากฟังเว่ยเล่าถึง
จู่เหรินคนก่อนจนจบ
หากจะทำตามคำชี้แนะของเว่ย ในหมู่ผู้คนที่มันรู้จัก จั่วม่อเชื่อว่าผู้เดียวที่สามารถทำได้
สำเร็จ คือศิษย์พี่เหวยเสิ้ง ส่วนคนอื่นๆ รวมทั้งมันด้วย แน่นอนว่าไม่มีปัญญากระทำเรื่องอันคลุ้มคลั่ง
เช่นนี้สำเร็จ
เนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่มีวันกระทำสำเร็จ
เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องลำบากไป
นี่เป็น
พฤติการณ์ปกติของจั่วม่อ
เทียบกับชั้นปิศาจลึกลํ้าอันเลื่อนลอยแล้ว สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการสืบหาข้อมูลข่าวสาร
เกี่ยวกับมหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ ที่ผ่านมาเนื่องเพราะมันไม่มีเงินทองของเผ่าอสูร จึงได้แต่
เลื่อนเวลาการไปยังคุกชั้นสอง เวลานี้มันเมื่อมั่งมีเงินทอง ย่อมต้องเร่งมือรุดหน้าไปให้รวดเร็ว คิดถึง
ตรงนี้ จั่วม่อเข้าสู่กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างอีกครั้ง
ครั้งนี้มันไม่ได้ไปหาหนานเยว่กับคังเจ๋อ แต่มุ่งตรงไปยังคุกชั้นสองแทน อาการบาดเจ็บ
เรื้อรังของคังหลินเพิ่งจะทุเลาหายดี ยังต้องการเวลาฟื้นฟู ส่วนคังเจ๋อกับหนานเยว่ยังไม่ผ่านการ
ทดสอบของสนามประลองในคุกชั้นแรก จึงยังไม่สามารถขึ้นสู่คุกชั้นสองได้ จั่วม่อเมื่อได้ชัยในศึก
ทลายคุก ย่อมมีคุณสมบัติเข้าสู่คุกชั้นที่สองแต่แรกแล้ว
คุกชั้นที่สองเรียกว่าระบำใบเฟิงร่วงโรย (ใบเมเปิ้ล)
เห็นเทือกเขายาวเหยียดไร้ที่สิ้นสุด ป่าต้นเฟิงสีแดงใหญ่โตมโหฬารทอดยาวสุดลูกหูลูก
ตา เมื่อสายลมรำเพยแผ่วเบา ทั้งป่าจะส่งเสียงเสียดสี ใบเฟิงสีแดงเพลิงปลิดปลิวลงจากกิ่งก้าน
ล่องลอยตามสายลม ในช่วงเวลานั้น ใบเฟิงดูคล้ายภูตพรายสีแดงสดร่ายรำอยู่ในสายลม กระทั่งหมู่
เมฆาบนฟากฟ้า ยังแตะแต้มด้วยเฉดสีแดงเล็กน้อย
ทิวทัศน์เบื้องหน้าเจิดจ้าราวกับเพลิงไหม้ แต่จั่วม่อกลับรู้สึกอ้างว้างโศกสลดอย่างบอก
ไม่ถูก เหม่อมองใบเฟิงล่องลอยตามสายลมอย่างซึมเซา
ใช่เพราะอาการบาดเจ็บในจิตสำนึกหรือไม่ ที่เป็นเหตุให้จิตใจอันมุ่งมั่นเข้มแข็งของมัน
อ่อนแอลง?
จั่วม่อรีบระงับสติ หัวร่อเยาะตัวเอง จากนั้นมุ่งตรงไปข้างหน้า
หนานเยว่จ้องมองสนามประลองในคุกที่อยู่เบื้องหน้านางด้วยสายตาเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น
ทันใดนั้น คังเจ๋อปรากฏขึ้นที่ด้านหลังพร้อมเสียงหัวร่อ “อาเยว่ เจ้าก็มาที่นี่ด้วย?”
หนานเยว่หันหลับไปมอง อดประหลาดใจไม่ได้ วันนี้คังเจ๋อคล้ายแตกต่างจากเดิมอย่าง
สิ้นเชิง ทั่วร่างแผ่ซ่านเจตนาต่อสู้ออกมาอย่างเลือนราง ฝีเท้าแน่วแน่มั่นคง นางพลันเข้าใจทันที
“คังต้าเกอก็วางแผนลงมือในวันนี้เช่นกันหรือไม่?”
“มิผิด ช้าจะยอมถูกอาเยว่ทิ้งไว้ข้างหลังได้อย่างไรเล่า?” คังเจ๋อกล่าวพลางหัวร่ออย่าง
ผ่าเผย
หนานเยว่แย้มยิ้มเล็กน้อย ดวงตาสาดประกายกระหายการต่อสู้ “เช่นนั้นมาดูกันว่าผู้ใด
จะประสบความสำเร็จก่อน!”
“ได้! พบกันที่คุกชั้นสอง!”
“พบกันในคุกชั้นสอง!”
สองร่างพุ่งทะยานเข้าไปในสนามประลองอย่างพร้อมเพรียง
ตลาดใบเฟิงเป็นเมืองอสูรของคุกชั้นที่สอง ทั้งยังเป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในคุกสิบ
นิ้ว โดยทั่วไปแล้ว อสูรส่วนใหญ่ที่สามารถเข้าสู่คุกชั้นสอง เป็นอสูรที่ประสบความสำเร็จในด่านจ่ง
หุน (เทียบเท่าหนิงม่าย) บรรดาผู้ที่บรรลุด่านจ่งหุน จะสามารถก้าวข้ามสองชนชั้นตํ่าสุด อสูรน้อย
และอสูรบริวารภูตมาได้แล้ว อสูรที่อยู่ในด่านนี้เรียกว่าอสูรแยกราตรี
อสูรที่เพิ่งจะจุดไฟดาวในด่านซิงหั่ว พวกมันเรียกว่าอสูรน้อย ต่อมาเป็นอสูรที่บรรลุ
ด่านฮั่วอู่ เรียกขานกันว่าอสูรบริวารภูต ส่วนอสูรที่ฝ่าด่านจ่งหุนสำเร็จ จึงจะได้รับการขนานนามเป็น
อสูรแยกราตรี
อสูรแยกราตรีจึงเป็นรากฐานที่แท้จริงของภพอสูร สำหรับกองกำลังท้องถิ่น ความ
ต้องการขั้นตํ่าสุดคืออสูรบริวารภูต แต่หัวใจหลักที่แท้จริงของกองกำลังเหล่านี้คือสูรแยกราตรี ส่วน
กองทัพที่ขึ้นตรงกับสภาผู้อาวุโสแห่งภพอสูร ความต้องการขั้นตํ่าสุดคืออสูรแยกราตรี
จั่วม่อสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน
ว่าบรรดาอสูรที่ผ่านไปมาเข้มแข็งกว่าในกระดาน
หมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างมากตามที่คาด อสูรแยกราตรีเทียบเท่ากับซิวเจ่อด่านหนิงม่าย แต่เนื่อง
เพราะวิถีฝึกปรือมรรคาอสูรหมายถึงการสื่อสารกับฟ้าดิน
พลังสภาวะที่อสูรแยกราตรีแผ่ซ่าน
ออกมา จึงเข้มแข็งกว่าซิวเจ่อด่านหนิงม่ายอยู่หลายส่วน
อสูรแยกราตรีหลายตนที่เพิ่งประสบความสำเร็จในการปลูกจิตวิญญาณ ก้าวเข้าสู่ด่าน
จ่งหุน ยังไม่สามารถรวมรั้งและปิดซ่อนพลังของตน จึงปรากฏเป็นวงแหวนแสงพร่างพรายอยู่รอบ
ข้าง ระหว่างทางจั่วม่อพบเห็นวงแหวนแสงประหลาดพิลึกมากมาย บ้างเป็นสีเขียวสด บางสีแดง
เพลิง บ้างรูปร่างคล้ายเคียว บ้างดูคล้ายฟันเขี้ยวหรือเสี้ยวจันทรา จั่วม่อรู้สึกได้เปิดหูเปิดตายิ่ง
วงแหวนแสงที่หมุนวนไปมาเหล่านี้ สัมพันธ์กับศาสตร์อสูรที่พวกมันฝึกปรือ อสูรแยก
ราตรีที่เพิ่งเข้าสู่ด่านจ่งหุน ยังไม่สามารถควบคุมจิตสำนึกได้อย่างสมบูรณ์ พลังจิตสำนึกส่วนหนึ่งที่
รั่วไหลออกมาจะก่อตัวด้วยรูปแบบของศาสตร์อสูรที่มันฝึกปรือ สร้างเป็นวงแหวนแสงกระจ่างจ้า
อสูรที่มีดวงตาแหลมคม เพียงมองดูวงแหวนแสงเหล่านี้ จะสามารถประเมินคุณลักษณะของศาสตร์
อสูรเหล่านั้นได้
เหล่าอสูรแยกราตรีที่ไม่มีวงแหวนแสง จึงเป็นอสูรที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
แต่ไม่ว่าพวกมันจะเป็นอสูรแยกราตรีที่มีวงแหวนแสงหรือไม่มี พอพบเห็นจั่วม่อ ล้วน
หน้าเผือดสี รีบกระโดดหลบไปด้านข้างอย่างลนลาน
นามของคนเสมือนเงาของไม้ อาศัยนาม ‘เซียวม่อเกอ’ จั่วม่อเป็นยอดฝีมืออายุเยาว์ที่
กระเดื่องดังไปทั่วภพอสูร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมันสังหารอสูรยี่สิบหกตนอย่างต่อเนื่อง ยิ่ง
เพิ่มพูนชื่อเสียงอันดุร้ายป่าเถื่อน ไม่มีผู้ใดกล้ารังควานหาเรื่องมันอีก
ทุกที่ที่มันผ่านไป เหล่าอสูรล้วนถอยกรูดอย่างไม่คิดชีวิต หลบหลีกอย่างกับอพยพหนี
โรคระบาด
เรื่องนี้นับว่าดีต่อมัน แต่ในขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งปัญหา เนื่องเพราะจั่วม่อตั้งใจจะถาม
เส้นทาง… … ไม่รอให้มันทันได้กล่าววาจา อีกฝ่ายก็สะบัดหน้าวิ่งหนีราวกับถูกไฟไหม้ก้น มีสอง
สามคนที่พอได้ยินจั่วม่อกล่าววาจา ยิ่งวิ่งเร็วขึ้นกว่าเดิม เพียงแค้นบิดามารดาไม่ให้เกิดมาพร้อมขา
อีกสองข้าง
จั่วม่อได้แต่ฝืนยิ้มขมขื่น
หลังจากใช้ความพยายามไปมากหลาย ในที่สุดมันก็ถามที่ตั้งของตลาดใบเฟิงได้สำเร็จ
จากนั้นพอตระเวนรอบตลาดใบเฟิงไม่กี่รอบ จั่วม่อผิดหวังอยู่บ้าง จริงดังคาด สถานที่
แห่งนี้ยังคงระดับตํ่าเกินไป สิ่งที่ซื้อขายและเนื้อหาของการตั้งเงินรางวัลเหล่านั้นยังเป็นระดับตํ่า ไม่
น่าแปลกใจที่คังหลินเสนอให้มันไปยังคุกชั้นที่สาม
มันถึงกับยังสงสัย ว่าในคุกชั้นที่สามจะสามารถหาข้อมูลข่าวสารของมหาสงครามปิด
ผนึกล้างเผ่าพันธุ์ได้หรือไม่
ไม่นานนัก รอบตัวมันก็ล้อมรอบไปด้วยอสูรจำนวนมาก พวกมันพากันมองดูจั่วม่ออ
ย่างเคารพยำเกรงจากที่ไกลๆ บางครั้งยังกระซิบกระซาบกันหลายครั้ง
แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาใกล้
เห็นได้ชัดว่าหวาดกลัวชื่อเสียงมารร้ายของจั่วม่อ
จั่วม่อสั่นศีรษะอย่างระอาใจ หลังจากสอบถามเส้นทางไปยังสนามประลองในคุก มันก็
ออกจากที่แห่งนั้น
ทุกสิ่งทุกอย่างที่จั่วม่อผ่านตา ล้วนแปลกใหม่และไม่คุ้นเคย แต่จั่วม่อไม่มีแก่ใจชมดูใน
ยามนี้ มหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ประหนึ่งก้อนหินหนักหน่วงถ่วงทับอยู่ในใจมัน เวลานี้พวก
มันดูเหมือนสุขสบายขึ้น แต่จั่วม่อรู้ดีว่ายิ่งลากถ่วงต่อไปนานเท่าใด ก็รังแต่จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่
ไม่แน่นอนมากขึ้นเท่านั้น
สนามประลองในคุกของระบำใบเฟิงร่วงโรย เป็นป่าต้นเฟิงที่งดงามน่าหลงใหลแห่ง
หนึ่ง
จั่วม่อก้าวเข้าไปในสนามประลองโดยไม่รีรอลังเล
ผิวหนังของจงหยูเป็นสีทองปนแดง ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อยราวกับแย้มยิ้มละมุนละไม
นั่งขัดสมาธิแน่วนิ่ง มือขวาทำท่าคีบดอกไม้ ตลอดทั้งร่างคล้ายหลอมสร้างจากทองแดง พลังสภาวะ
อันหนักแน่นสง่างามปกคลุมไปทั่วห้อง
เนิ่นนานหลังจากนั้น มันค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาสาดประกายสีทองวาบ เวทวิชาบน
ดรรชนีเลือนหายไป พลังสภาวะหนักแน่นสง่างามรอบกายมันหายวับไปในบัดดล ความปิติยินดี
ที่สุดจะระงับยับยั้งฉายชัดในดวงตาของจงหยู ในที่สุดมันก็ได้เห็นเส้นทางอันเปิดโล่ง ไปสู่จินตัน!
เมื่อมันรับเคล็ดร่างทองบรรลุธรรมจากต้าเหริน กระทั่งคนที่ไม่ยินดียินร้ายอย่างจงหยู
ยังตะลึงงันอยู่กับที่! เวทวิชาระดับหก! ต้าเหรินมอบเวทวิชาระดับหกให้แก่มัน! มิหนำซํ้ายังเป็น
เวทวิชาระดับหกที่เป็นของนักบวชเซน! ไม่ทราบเพราะเหตุใด จมูกของมันแสบร้อน แทบหลั่ง
นํ้าตาออกมา
ไม่เคยมีผู้ใดล่วงรู้ เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้มันเลือกวิถีแห่งเซียนวรยุทธ์ นั่นคือมันไม่
มีเวทวิชาให้ฝึกปรือ พรสวรรค์ของมันไม่โดดเด่น อาศัยเพียงความเวทนาและเมตตาธรรม ย่อมไม่
อาจทำให้สำนักทั้งหลายรับมันเข้าเป็นศิษย์
ครอบครัวของมันยังยากจนข้นแค้นยิ่ง
ไม่สามารถ
จ่ายเงินเซ่นไหว้ได้ ไม่มีสำนักใดยินดีรับศิษย์เช่นมัน วันหนึ่งเซียนวรยุทธ์ที่สัญจรผ่านมารู้สึกสังเวช
ในชะตากรรมของมัน จึงมอบเคล็ดหมัดคลื่นสวรรค์ให้
เคล็ดวิชาหมัดนั้นเรียบง่ายยิ่ง จนแทบจะเรียกได้ว่าหยาบกระด้าง แต่จงหยูยังคงสำนึก
ขอบคุณเซียนวรยุทธ์ผู้นั้นอย่างสุดซึ้ง
มันทราบกระจ่างว่าเคล็ดวิชาหมัดนี้สามัญธรรมดายิ่ง หากมันคิดรุดหน้า นอกจาก
เสาะหาเวทวิชาระดับสูงกว่านี้แล้ว ได้แต่ทุ่มเทฝึกปรือจิตแห่งเซนเพื่อเข้าสู่ด่านหนิงม่ายเท่านั้น มัน
อาศัยความมานะบากบั่นที่โดดเด่นเหนือผู้คน ในที่สุดบรรลุด่านหนิงม่าย กระทั่งสำเร็จพลังอภิญญา
ความยากลำบากตรากตรำทั้งหมดในวิถีทางนี้ มีแต่มันที่ล่วงรู้
อย่างไรก็ตาม จิตแห่งเซนไม่ใช่ทางออกสำหรับทุกปัญหา มันแม้มุมานะฝึกปรือจิตแห่ง
เซนอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ค้นพบอย่างรวดเร็ว ว่าการพึ่งพาแค่เพียงจิตแห่งเซน ไม่สามารถช่วยให้มัน
รุดหน้าไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว จงหยูแม้ผิดหวัง แต่ไม่โศกเศร้าท้อแท้ จะอย่างไรมันไม่ใช่บุคคล
ทะเยอทะยาน เพียงตั้งใจฝึกปรืออย่างหนักหน่วงต่อไปเท่านั้น
แต่เมื่อต้าเหรินมอบเคล็ดร่างทองบรรลุธรรมให้แก่มัน ทุกอย่างก็พลันเปลี่ยนไป
พลังบำเพ็ญเพียรที่ติดค้างอยู่กับที่มาเนิ่นนาน
ถึงกับเติบโตขึ้นเล็กน้อยในระยะเวลา
สั้นๆ ผลลัพธ์อันชวนสะท้านใจนัก สมกับที่เป็นเวทวิชาระดับหกโดยแท้
สิ่งที่ทำให้จงหยูคาดไม่ถึงยิ่งกว่านั้น ก็คือนอกเหนือจากเคล็ดร่างทองบรรลุธรรมแล้ว
ต้าเหรินถึงกับมอบแผ่นจานดินนภาเก้าแปลงให้แก่มันด้วย!
เวทวิชาระดับหก กับยุทธภัณฑ์เวทระดับหก!
สิ่งที่มันกระทั่งฝันยังไม่เคยคิดฝันถึง บัดนี้ล้วนอยู่ในมือมัน
ต้าเหรินยังแนะนำว่า ใช้ไม้เท้าพระธรรมเป็นแกนหมุน แผ่นจานดินนภาเก้าแปลงเป็น
วงล้อ หลอมสร้างทั้งสองรวมเข้าด้วยกัน กลายเป็นกงล้ออธิษฐานวงหนึ่ง จะต้องทรงอานุภาพสุด
เปรียบปาน
จงหยูในใจปรากฏความอบอุ่นสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้น รอยยิ้มน้อยๆ จุดขึ้นที่มุมปาก
ต้าเหรินไม่เคยทำการค้าที่ขาดทุน เมื่อยินยอมจ่ายราคาถึงเพียงนี้ เท่ากับต้องการให้มัน
ขายชีวิตทั้งชีวิตให้แล้วกระมัง
เช่นนั้น… …ชีวิตข้าขอขายให้แก่ต้าเหรินแล้ว!
ทันใดนั้นมันประนมมือ สายตาหลุบตํ่า เค้าหน้าเคร่งขรึมสำรวม
จิตแห่งเซนของมันสงบไร้ระลอกดุจบ่อนํ้าโบราณ สุ้มเสียงแน่วแน่หนักแน่นดังกังวาน
อยู่ในใจ
“จงหยูขอตั้งจิตอธิษฐาน สัตย์สาบานไม่บรรลุมรรคผล อุทิศร่างกายเป็นวัชระ เพื่อ
ปกป้องต้าเหริน”
เพียงกล่าวเสร็จสิ้น จิตแห่งเซนอันสงบราบเรียบของมันพลันปกคลุมด้วยเมฆดำ พายุ
ฝนตั้งเค้าทะมึน ฟ้าแลบฟ้าร้องคำรนกึกก้อง กำเนิดคลื่นยักษ์สูงเทียมฟ้า
จงหยูแค่นเสียงหนักๆ สีหน้าเผือดสีลงเล็กน้อย แต่มันดูเหมือนไม่รู้สึกตัว ดวงตาพริ้ม
หลับ นํ้าเสียงแน่วแน่เด็ดเดี่ยวเช่นเคย
“จงหยูขอตั้งจิตอธิษฐาน สัตย์สาบานไม่บรรลุมรรคผล อุทิศร่างกายเป็นวัชระ เพื่อ
ปกป้องต้าเหริน!”
ร่างมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง จิตแห่งเซนปริร้าวไปทั่ว พาดอยู่บนชายขอบของการ
พังทลาย
จงหยูขบกรามแน่น สองตายังคงปิดสนิท พรํ่าอธิษฐานเปล่งสัตย์สาบานซํ้าแล้วซํ้าเล่า
มันคล้ายตกอยู่ท่ามกลางมหาพายุอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง
อสรพิษสายฟ้าแล่นวาบเหนือร่างมัน
สะท้อนใบหน้าอันแน่วแน่เด็ดเดี่ยวของมัน มันอธิษฐานอีกครั้ง สัตย์สาบานอีกครา ซํ้าแล้วซํ้าอีก
ประกาศคำอธิษฐานต่อฟ้าดินและพุทธะอย่างไม่คิดหยุดยั้ง!
ตูม!
จิตแห่งเซนที่แทบจะพินาศสิ้น ทันใดนั้นก่อเกิดพลังประหลาดขุมหนึ่ง กระจายไปทั่ว
สรรพางค์กายอย่างรวดเร็ว ที่ยิ่งอัศจรรย์พันลึกไปกว่านั้น คือพลังประหลาดขุมนี้แทรกซึมเข้าไปใน
พลังปราณของจงหยู รวมถึงเลือดเนื้อร่างกายของมันทุกส่วน
ในเวลาเดียวกัน พลังปราณในร่างกายมันคล้ายตื่นขึ้นอย่างฉับพลัน เริ่มโคจรหมุนเวียน
ไปตามเคล็ดร่างทองบรรลุธรรมด้วยตัวเอง
ขุมพลังประหลาดเสี้ยวหนึ่งเจาะทะลวงไปยังหน้าผากของจงหยู
ภายในค่าย ทันใดนั้นทุกผู้คนชะงักมืออย่างกะทันหัน หันขวับไปมองที่มุมหนึ่งภายใน
ค่ายเป็นตาเดียว
ทุกผู้คนเผยสีหน้าแตกตื่นประหลาดใจ
การสร้างเม็ดพลัง!
ใครบางคนกำลังทะลวงด่านจินตัน!
อีเจิ้งผู้อยู่ไม่ไกลจากจงหยู หน้าเผือดสีในบัดดล ริมฝีปากสั่นระริก ร้องอุทานอย่างขวัญ
หนีดีฝ่อ “คำอธิษฐาน… …พลังอธิษฐาน! คำอธิษฐานมรณะสละละทิ้งมรรคผล!”
จะเป็นไปได้อย่างไร?
ใครบางคนกำลังสร้างคำอธิษฐานมรณะ!
คนผู้นี้ไม่ทราบหรือ? หากรับคำอธิษฐานมรณะแล้วไซร้ จะไม่สามารถบรรลุนิพพาน
ได้อีกต่อไป!
มันเสียสติหรือไม่?