สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 395 แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง
จงหยูลืมตาขึ้นช้าๆ กระแสอากาศปั่นป่วนรอบกายพลันหยุดลงทันที ดวงตาสาดประ
สาดวูบแล้วเลือนหาย ผิวหน้ากลายเป็นเรียบเนียนละลุนละไม ริ้วรอยตรากตรำเนื่องจากวันคืนอัน
ยากลำบากในอดีตหายไปโดยไร้ร่องรอย ทั่วทั้งค่าย รูปโฉมของมันอาจไม่หล่อเหลาสะดุดตา แต่
รัศมีแห่งเซนอันสงบสันติบนร่างนับว่าพิเศษเฉพาะ ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน
กล่าวได้ว่าเหล่าผู้คนในค่ายมีเอกลักษณ์มาก ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของเหวยเสิ้ง ความบ้า
คลั่งดุร้ายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเอียงอายของกงซุนชา ความมั่นคงของซู่หลง ความไม่อินังขังขอบ
ของม้าฝาน และคนอื่นๆ อีกมากมาย
บนหน้าผากอันหมดจดของจงหยูเป็นดอกบัวสีแดงเลือดดอกหนึ่ง แฝงไว้ด้วยสองกลิ่น
อายที่แตกต่างกันสุดขั้ว หนึ่งรัศมีศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งกลิ่นอายลี้ลับ ผสานเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน เต็ม
ไปด้วยพลังสะท้านขวัญวิญญาณผู้คน
มันลุกขึ้น เดินเนิบนาบออกมาจากกระโจม
“เหล่าหยู!”
เมื่อเห็นหน้าจงหยู เหลยเผิงกับเหนียนลู่ทีแรกอึ้งงัน จากนั้นปลาบปลื้มประโลมใจ
พวกมันทั้งสามเคยอยู่ร่วมหน่วยย่อยเดียวกัน สนิทสนมกลมเกลียวกันเป็นอย่างดี ขณะที่จงหยูกำลัง
สร้างเม็ดพลังทองคำ สหายสนิททั้งสองก็ยืนเฝ้าระวังอยู่หน้ากระโจม
“เหลยจื่อ! (เจ้าหนุ่มเหลย) เสี่ยวเหนียนเหนียน!” จงหยูบนใบหน้าเผยรอยยิ้มจริงใจ
เหนียนลู่รอยยิ้มพลันแข็งค้างอยู่บนใบหน้า เส้นเลือดบนขมับเต้นตุบๆ เหลยเผิงกลับ
หัวเราะร่า โถมเข้าหาจงหยู อ้าแขนโอบกอดแรงๆ
“เหล่าหยู เจ้าทำได้แล้ว! แอบสร้างเม็ดพลังทองคำจนได้! นี่ไม่เท่ากับบีบบังคับให้
พวกเราที่เหลือต้องเร่งฝึกหนักกว่านี้หรือ?”
เหลยเผิงสุ้มเสียงดังปานฟ้าร้อง กึกก้องอยู่ในสองหูจงหยู จงหยูแย้มยิ้มเล็กน้อย ตบหลัง
เหลยเผิงเป็นเชิงสัพยอก
เหนียนลู่กวาดตามองจงหยู สุดท้ายมาหยุดลงบนใบหน้าของจงหยู ดวงตาลุกวาว “ที่แท้
การสร้างเม็ดพลังทองคำสามารถเปลี่ยนรูปโฉมให้หล่อเหลากว่าเดิม! ยอดเยี่ยมยิ่ง! ไม่ได้การ
ไม่ได้การ ข้าต้องรีบเข้าสู่จินตันให้เร็วที่สุด! ตอนนี้ข้าก็รูปงามมากอยู่แล้ว ไม่ทราบหากกลายเป็น
จินตัน จะหล่อเหลาถึงเพียงไหน? อา ช่างเป็นปัญหาที่ยากลำบากกระไรเช่นนี้… …”
ฟังวาจาหลงตัวเองอันหาสาระมิได้ของเหนียนลู่ จงหยูในใจบังเกิดความอบอุ่นอย่าง
บอกไม่ถูก
ข่าวที่จงหยูออกมาแล้ว ทำให้ทั้งค่ายระอุขึ้นมาทันที
บรรยากาศภายในค่ายหลายวันมานี้หนักหน่วงเคร่งเครียดยิ่ง ความสำเร็จและการ
ปรากฏตัวอีกครั้งของจงหยู นำพาความปลาบปลื้มยินดีมาให้แก่ทุกคน จงหยูปกติอ่อนน้อมถ่อมตน
เวลานี้ปรากฏผู้คนรุดมายินดีอวยพรไม่ขาดสาย เทียบกับความห่วงกังวลเมื่อครั้งที่เซี่ยซานสร้างเม็ด
พลังทองคำ หนนี้ทุกผู้คนสงบเยือกเย็นกว่าเดิมมาก
จงหยูเมื่อพบเห็นจั่วม่อกับคนอื่นๆ ก็รีบเดินเข้ารับหน้า มันหมอบกราบกรานอย่าง
ลึกซึ้ง กล่าวด้วยความเคารพเทิดทูน “ต้าเหริน!”
จั่วม่อบนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม ก้าวเข้าหาจงหยูอย่างไม่ลังเล สวมกอดมันแรงๆ
คราหนึ่ง ขณะที่จงหยูกำลังสะท้านตื้นตัน ต้าเหรินลดเสียงลงกระซิบข้างหูมัน “เจ้าต้องพากเพียร
ฝึกปรือเคล็ดเยียวยารักษาของร่างทองบรรลุธรรมให้จงหนัก ในค่ายเรามีผู้คนจำนวนมาก ลองคิดดู
เมื่อถึงเวลาจะสามารถประหยัดจิงสือได้มากมายเท่าใด… …”
จงหยูเบิกตาโพลง จากนั้นแยกเขี้ยวหัวร่อออกมา
“ต้าเหริน นี่เห็นทีจะไม่ได้การแล้ว “ รองแม่ทัพสีหน้าซีดเซียว สุ้มเสียงขมขื่นหาใด
เทียบ
หลันใบหน้าสงบดุจบ่อนํ้าโบราณไร้ระลอก “พวกเราสูญเสียไปเท่าใด?”
“ถูกสังหารไปอีกสองร้อยคน บาดเจ็บร่วมสามร้อย!”
รองแม่ทัพเมื่อรายงานความสูญเสีย สีหน้ายํ่าแย่ยิ่ง นับตั้งแต่พวกมันย่างเท้าเข้ามา
ภายในมหานครนภาโลหิต ภายในชั่วระยะเวลาสั้นๆ เพียงสี่ชั่วยาม กลับเผชิญการซุ่มโจมตีถึงหก
ระลอก! จนถึงยามนี้ จำนวนผู้เสียชีวิตสูงถึงหนึ่งพันคน รวมแล้วเสียหายไปมากกว่าหนึ่งในสิบของ
ทั้งกองทัพแล้ว
การโจมตีของอีกฝ่ายดุดันรุนแรงยิ่ง ทั้งยังยากจะคาดการณ์ ในมหานครนภาโลหิตแห่ง
นี้ ศัตรูคล้ายสามารถไปมาได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าอีกฝ่ายสามารถทำเช่นนี้อย่างไร
มหานครนภาโลหิตเป็นสมรภูมิที่เหมาะสมกับอสูรปิศาจ แต่ภายใต้ข้อได้เปรียบนี้ พวกมันกลับถูก
มัดมือมัดเท้า สะกดข่มไว้โดยราบคาบ แต่เหล่าซิวเจ่อที่โจมตีพวกมัน กลับดูเหมือนไม่ได้รับ
ผลกระทบแม้แต่น้อย ประดุจมัจฉาในวารี ท่องทะยานได้ดั่งใจปรารถนา
อีกฝ่ายทำเช่นนี้ได้อย่างไร?
หลันทอดตามองไปยังที่ห่างไกล ถามว่า “อีกนานเท่าใดเราจะสามารถไปถึงแนว
ป้องกันหลัก?”
“การโจมตีของศัตรูลากถ่วงการรุดหน้าของเรา… …”
หลันโบกมือตัดบทรองแม่ทัพ ถามยํ้าเสียงหนัก “นานเท่าใด?”
รองแม่ทัพใจสะท้านวูบ กัดฟันตอบว่า “ด้วยความเร็วเท่านี้ อาจต้องใช้เวลามากกว่าสี่
สิบแปดชั่วยาม พวกเราจึงค่อยมีโอกาสบรรลุถึงแนวป้องกันหลัก”
หลันเงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวเสียงตํ่าลึก “เชิญต้าเหรินท่านอื่นมาหารือ”
“ขอรับ” รองแม่ทัพรับคำสั่งเร่งรุดจากไปทันที ไม่นานหลังจากนั้น เก้าผู้บัญชาการ
รีบเร่งเข้ามา พวกมันแต่ละคนล้วนสีหน้าไม่ดี
ในระยะเวลาสั้นๆ เพียงสี่ชั่วยาม ขุมกำลังหนึ่งในสิบของพวกมันก็ทอดร่างเป็นซากศพ
อัตราบั่นทอนกำลังนี้ทำให้พวกมันต้องอกสั่นขวัญแขวน ด้วยระดับความเร็วในการล้างผลาญนี้
เกรงว่ายังไม่ทันบรรลุถึงแนวป้องกันหลัก กองทัพของพวกมันจะถูกบดขยี้จนสิ้นซากเสียก่อน
หลันกวาดตามองผู้นำทัพทั้งเก้า เห็นพวกมันแม้สีหน้ายํ่าแย่ แต่ไม่ตื่นตระหนก ผู้นำทัพ
ทั้งเก้าเป็นมันสนับสนุนขึ้นมา ล้วนมีความสามารถโดดเด่น เหนือลํ้าผู้คนนับหมื่น
ตำแหน่งในกองทัพเข้มงวดกวดขันยิ่ง สำหรับกองกำลังหลักดังเช่นกองพลนํ้าค้างแข็ง
เย็นเยือกนี้ แม่ทัพใหญ่ต้องเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง ส่วนผู้นำทัพทั้งเก้า ล้วนเป็นแม่ทัพ
บัญชาการศึกระดับเงิน
“ข้าต้องการ…คนที่มีกำลังขวัญพอที่จะเผชิญหน้ากับความตายผู้หนึ่ง”
หลันไม่กล่าวอ้อมอ้อมมากความ ระบุเจตนาโดยตรง
เก้าผู้นำทัพสีหน้าแปรเปลี่ยน อาศัยวาจาของต้าเหรินประโยคนี้ พวกมันสามารถคาด
คำนวณความร้ายแรงของสถานการณ์ได้ทันที สายตาของต้าเหรินบันดาลให้พวกมันเย็นสันหลังวาบ
รู้สึกคล้ายมีปลายดาบแหลมคมจ่อจี้ติดแผ่นหลัง
แต่… …
พวกมันยังคงลังเล
ในเวลานี้เอง บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งผุดลุกขึ้น
“ต้าเหริน ผู้น้อยยินดีขันอาสา”
หลันสีหน้าบิดเบี้ยววูบหนึ่งจนแทบมองไม่เห็น มันเพ่งมองบุรุษหนุ่ม อดเจ็บปวดใจ
ไม่ได้ บุรุษหนุ่มผู้นี้ อายุเพียงยี่สิบปีก็กลายเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับเงิน กอรปด้วยศักยภาพไร้
ขีดจำกัด เป็นหนึ่งในคนสนิทของมัน
เหลียงเวย* ถือกำเนิดจากสาขาหนึ่งของตระกูลนํ้า เดิมทีผลการเรียนในตำหนักศาสตร์
อสูรอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยเท่านั้น จนกระทั่งหันมาศึกษาเรียนรู้ในเส้นทางของแม่ทัพบัญชาการศึก
ผลงานของมันก็ผงาดขึ้น เมื่ออายุยี่สิบปี ก็ประสบความสำเร็จในการทดสอบเป็นแม่ทัพบัญชาการ
ศึกระดับเงิน แม้ว่ามันจะไม่โดดเด่นสะดุดตาเท่าเหล่าสัตว์ประหลาดตัวน้อยๆ ในภพอสูร หลันก็
ยังคงเชื่อมั่นว่าอนาคตของเหลียงเวยผู้นี้ จะต้องยาวไกลไร้ขีดจำกัด
(*เหลียง – เย็น เวยหมายถึงเล็กน้อย เบา)
เหลียงเวยร่างตั้งตรงดุจคันทวน เต็มไปด้วยความองอาจหาญกล้า
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ หลันไม่สามารถปฏิเสธได้ ดังนั้นพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “ข้าจะ
มอบทหารอสูรให้แก่เจ้าสามพันนาย เจ้ารับหน้าที่รั้งท้าย คอยระวังหลัง หยุดยั้งการโจมตีของพวก
มันเอาไว้”
ผู้นำทัพคนอื่นๆ มีสีหน้าซับซ้อน จากการคุกคามที่พวกมันต้านทานเอาไว้ในช่วงสี่ชั่ว
ยามนี้ พวกมันย่อมคาดคำนวณได้ ว่าเหลียงเวยจะต้องเผชิญกับความกดดันรุนแรงสักปานใด
“รับคำสั่ง!”
เหลียงเวยรับคำอย่างสงบ ค้อมกายคารวะ แล้วกล่าว
“หากผู้น้อยพลาดพลั้งพลีชีพ ต้าเหรินโปรดดูแลคนในตระกูลของข้าสักเล็กน้อย”
“ข้ารับปากเจ้า!” หลันตอบอย่างหนักแน่น แล้วหันไปทางผู้นำทัพที่เหลือ สั่งการด้วย
เสียงตํ่าลึก “รุดหน้าด้วยความเร็วสูงสุด! ผู้ใดล่าช้า จะลงโทษตามกฏของกองทัพ!”
“รับคำสั่ง!” เหล่าผู้นำทัพสะท้านขึ้นทั้งร่าง
เว่ยจับจ้องสถานการณ์สู้รบที่พัฒนาไปเรื่อยๆ ความสามารถในการบัญชากองทัพของ
กงซุนชา ทำให้มันตื่นตระหนกสุดระงับ
การต่อสู้คู่คี่กํ้ากึ้ง อยู่ในสภาพยันกันมาถึงสองวันเต็ม
เว่ยเห็นใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังของผูเยาที่หาได้ยาก หลังจากคบหาสมาคมกันมาหลาย
พันปี เรื่องความเข้าใจอันลึกซึ้งในตัวผูเยา รับรองว่าไม่มีผู้ใดเปรียบเทียบกับมันได้ ในอดีตจู่เหริน
คนเก่าของมันอาจเป็นแม่ทัพใหญ่ แต่แผนการรบทั้งหมดล้วนมาจากมือของผูเยา
ทว่าผูเยาคนนั้น ถึงกับถูกผู้เยาว์รุ่นหลังคนหนึ่ง ไล่ต้อนจนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้!
หากมันไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง มันจะต้องไม่เชื่ออย่างแน่นอน
ตั้งแต่สงครามหมากรุกตานี้เปิดฉากขึ้น เว่ยผู้อยู่ว่าง จึงเฝ้าดูทั้งสองฝ่ายสัประยุทธ์โรม
รันกันอย่างไม่ใคร่สนใจนัก แต่แล้วตลอดเวลานั้น มันกลับต้องทอดถอนอย่างอัศจรรย์ใจหลายต่อ
หลายครั้ง ฉากโรมรันพันตูอันตระการตา ยังทำให้มันร้องอุทานอยู่บ่อยครั้ง เวลาภายในหมากรุก
สงครามเร็วกว่าเวลาในความเป็นจริงมาก ช่วงเวลาสองวันในโลกภายนอก เท่ากับเวลาหนึ่งเดือนใน
โลกของหมากรุกสงคราม
มันไม่ค่อยเข้าใจพวกแม่ทัพบัญชาการศึกนัก ในช่วงเวลาคับขันอันตรายแต่ละครั้ง มัน
อดไม่ได้ หัวใจแทบกระดอนออกมาทุกที เว่ยลอบสงสัยใจนับร้อยครั้ง พวกมันไฉนลุ่มหลงงมงาย
กันเรื่องเช่นนี้นัก?
แม้ว่าความได้เปรียบในการต่อสู้ยังคงถูกกุมอยู่ในมือของผูเยา แต่เว่ยจับตามองกงซุน
ชาอย่างสนอกสนใจกว่าเดิมมาก บุรุษหนุ่มที่สามารถยืนหยัดสัประยุทธ์กับผูเยาได้เนิ่นนานถึงปานนี้
ความสามารถของมันต้องไม่รวบรัดธรรมดาเป็นแน่แท้!
อย่างช้าๆ สมดุลของสมครามเริ่มเอนเอียงไปทางผูเยา ความมีเปรียบของมันเติบโตขึ้น
เรื่อยๆ
ในการโจมตีกวาดล้างขั้นสุดท้าย ผูเยาโหมโจมตีอย่างสาแก่ใจ ในความเห็นของเว่ย เจ้า
ผู้นี้ที่แท้กำลังระบายอารมณ์ที่ต้องเสียหน้าไปไม่น้อย
จริงดังคาด ผูเยาเมื่อออกมาจากกระดานหมากรุก สีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก
“เด็กน้อยอันร้ายกาจ” เว่ยไหนเลยจะพลาดโอกาสราดนํ้าเกลือลงบนบาดแผล
ผูเยาสีหน้าขัดตาอยู่บ้าง แต่ทันใดนั้นมันคล้ายฉุกคิดถึงบางสิ่ง สีหน้ากลับเป็นปกติ
ในทันที กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “อย่าได้เยินยอเด็กน้อยมากเกินไปนัก หากเป็นเหตุให้มันหลง
ลำพองใจ จะไม่ดีต่อการพัฒนารุดหน้าของมัน”
เว่ยงงงันวูบ แต่แล้วจับประเด็นได้อย่างรวดเร็ว “มันคือ?”
“ศิษย์ของข้าเอง” ผูเยายิ้มอย่างกลอกกลิ้ง ใบหน้าทอแววกระหยิ่มยิ้มย่อง “เป็นอย่างไร
บ้าง? ลองวิจารณ์ต่ออีกสักหน่อย!”
คราวนี้เว่ยตะลึงงันจริงๆ “มันก็เป็นศิษย์ของเจ้าด้วย? แล้วจั่วม่อเล่า?”
“ไฉนข้าจะมีศิษย์สองคนไม่ได้?” ผูเยาชายตามองเว่ย สุ้มเสียงเต็มไปด้วยความอวดโอ่
ลำพอง “ข้ามีดวงตาที่ดีสำหรับประเมินผู้คนเสมอ!”
“เข้มแข็งยิ่ง!” เว่ยออกปากชมเชย ท่าทางจริงใจมาก
“ย่อมแน่นอน!” ผูเยายิ่งภาคภูมิลำพองมากกว่าเดิม “สำหรับจั่วม่อไม่มีสิ่งใดต้อง
กล่าวถึง ตัวประหลาดน้อยนี้ กระทั่งข้ายังไม่อาจมองออกอย่างถ่องแท้ แต่สำหรับกงซุนชา มันเกิด
มาเพื่อเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกโดยเฉพาะ ฮ่า แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองอายุยี่สิบปี! รอดูไป
เถอะ มันจะขู่ขวัญตาเฒ่าเหล่านั้นจนขวัญหนีดีฝ่อตาย! ฮ่าฮ่า!”
“แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง?” เว่ยสะท้านขึ้นทั้งร่าง ถามตะกุกตะกัก “เด็กน้อยผู้
นั้น…เป็นแม่ทัพบัญชาการศึก…ระดับทอง?”
สีหน้าท่าทีของเว่ยทำเอาผูเยาหัวใจพองฟูถึงที่สุด ในยามนี้ ใบหน้าลี้ลับเจ้าเล่ห์ของมัน
ดูเหมือนจะเป็นประกายเรืองรอง “แน่นอนว่าต้องเป็นแม่ทัพบัญญชาการศึกระดับทอง! เวลาที่มัน
บุกจู่โจม กระทั่งข้ายังแตกตื่นจนขวัญบิน!หากข้าประมาทสักเล็กน้อย จะต้องปราชัยแก่มันแน่ จุ๊จุ๊ นี่
ยังไม่ได้กล่าวถึงเคล็ดวิชาที่มันสร้างขึ้นเอง แม่บัญชาบัญชาการศึกระดับทองอายุยี่สิบปี มิเสียแรงที่
ข้าตั้งใจฟูมฟักสั่งสอนมาตั้งแต่แรก! และที่สำคัญที่สุดก็คือ… …”
ผูเยาพลันปิดปาก ไม่ย่อมกล่าวต่อ ทำเอาเว่ยคันหัวใจยากจะเกา “ที่สำคัญอะไรเล่า?”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! มันไม่เพียงสืบทอดฝีมือในฐานะแม่ทัพบัญชาการศึกของข้า แต่ยังสืบ
ทอดรูปโฉมอันหล่อเหลาของข้าด้วย! ในเรื่องนี้จั่วม่อนับว่าขาดพร่องไปมาก… …”
เว่ยมองผูเยาอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
กงซุนชาอารมณ์ขุ่นมัวยิ่ง
มันเดิมทียังเข้าใจว่าหลังจากวิชาฝีมือมีความสำเร็จอยู่บ้าง อาจสามารถเป็นคู่ต่อสู้กับ
บุคคลลึกลับได้บ้าง ผู้ใดทราบว่ายังคงพ่ายแพ้อีกครั้ง แม้จะรู้ดีว่ามันไม่สามารถเปรียบเทียบกับอีก
ฝ่าย แต่ความพ่ายแพ้ก็ยังคงน่าชังนัก น่าชังเป็นอย่างยิ่ง!
หลังจากกลืนกินลูกแก้วแหล่งกำเนิดวิญญาณลงไป มันก็บรรลุถึงขอบเขตของการ
รุดหน้าฝ่าด่าน ขาดอีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น ในเวลานี้เอง จั่วม่อพลันมอบวิญญาณทองคำให้มันดวง
หนึ่ง ช่วยให้มันฝ่าด่านรุดหน้าได้สำเร็จ!
ความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้นที่ได้มาจากการฝ่าด่านสำเร็จ เป็นเหตุให้มันกระโจนเข้าท้า
ทายผูเยาอย่างไม่รีรอลังเล
แต่ยังคงจบลงด้วยความปราชัย พอคิดถึงว่ามันยังไม่เคยเอาชัยอีกฝ่ายได้แม้แต่ครั้งเดียว
อารมณ์ของมันยิ่งยํ่าแย่ลงไปอีก
ข้อสันนิษฐานว่าพวกมันถูกใช้เป็นเหยื่อล่อ ยิ่งทำให้กงซุนชาพิโรธเดือดดาล ด้วยความ
เข้าใจในตัวศิษย์พี่ของมัน แม้ว่าวันนั้นศิษย์พี่จะกล่าวออกมาอย่างง่ายๆ แต่มันจึงไม่เชื่อว่าในใจศิษย์
พี่จะยินยอมเลิกราแต่โดยดี พวกมันจะต้องหาทางทวงหนี้แค้นจนได้ ในฐานะแม่ทัพบัญชาการศึก
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจะต้องรับบทบาทสำคัญที่สุด
มันไม่อาจผิดพลาด!
ประกายคลุ้มคลั่งวาบขึ้นในดวงตาของกงซุนชา
ความคิดอันหาญกล้าบ้าบิ่นก่อร่างขึ้นในใจมันอย่างรวดเร็ว