สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 396 ข่าวสารล่าสุด
เปลวไฟสมาธิเที่ยงแท้ขาวพร่างลุกโหมไหม้อย่างไร้ปราณี อุณหภูมิสูงลิ่วจากการเผา
ผลาญทำลายล้าง บิดเบือนทุกสิ่งทุกอย่างในครรลองสายตา
ดวงตาเบิกโพลง มองเศษซากของแนวป้องกันหลักที่ถูกเผาผลาญเป็นเถ้าธุลี เหลียงเวย
สายตามืดทะมึน มันกัดลิ้นอย่างรุนแรง ฝืนรั้งตัวเองไม่ให้ทรุดลงครํ่าครวญหวนไห้ กลืนกินรสชาติ
ของเลือดลงไปในอก บังคับร่างกายให้ยืนหยัดอย่างมั่นคง แต่ยังไม่อาจควบคุมนํ้าตาที่ไหลทะลักลง
จากเบ้า
เหลียงเวยกับเหล่าทหารที่อยู่ด้านข้าง ทั่วทั้งร่างปกคลุมด้วยบาดแผลนับไม่ถ้วน เสื้อผ้า
ที่ขาดวิ่นอาบโลหิตจนชุ่มโชก กว่าจะเข่นฆ่าบุกฝ่ามาถึงที่นี่มันก็จดจำไม่ได้แล้วว่าข้ามศพศัตรูที่บุก
โจมตีมากี่ร่าง แต่มันยังกัดฟันยืนหยัดอย่างเหนียวแน่น จนสามารถหยุดยั้งการโจมตี ไม่ให้อีกฝ่าย
ไล่ติดตามทัพใหญ่ได้สำเร็จ ในตอนท้ายเพื่อป้องกันศัตรูโจมตีจากทางด้านหลังของพวกมัน มันนำ
ทัพสู้พลางถอยพลางอย่างเฉียบขาด ต่อสู้ฆ่าฟันอย่างดุเดือดมาตลอดทาง
พวกมันล้าหลังกองทัพใหญ่ร่วมหกชั่วยาม
คิดไม่ถึงว่าพวกมันที่ตกอยู่ในสภาพเก้าตายหนึ่งรอด สุดท้ายยังรอดชีวิตมาได้ ทว่าทัพ
ใหญ่ของหลันต้าเหริน…กลับตกเข้าสู่หลุมพรางที่ฝ่ายตรงข้ามขุดไว้รอท่า …พินาศย่อยยับไปพร้อม
กับแนวป้องกันหลัก!
เหลียงเวยนํ้าตาอาบใบหน้า ยืนทื่อเหมือนหุ่นไม้ เหม่อมองเปลวไฟที่อาละวาดเผา
ผลาญ ลุกโชติช่วงขึ้นไปถึงชั้นฟ้า ร่างเย็นเฉียบกว่าเดิม เนิ่นนานหลังจากนั้น เสียงรํ่าไห้ครํ่าครวญ
ของเพื่อนพ้องรอบกายดังขึ้นในหูมันอย่างชัดเจน มันเหม่อมองเหล่าสหายร่วมตายที่กำลังโศกเศร้า
รันทดอยู่รอบกายมัน แววตาว่างเปล่าเลื่อนลอย
จากนั้นดวงตาอันเลอะเลือนค่อยสาดประกายเจิดจ้า มันกัดริมฝีปากแรงๆ เช็ดนํ้าตาบน
ใบหน้า หันหลังกลับ สุ้มเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “ไปเถอะ!”
“ไป? ไปที่ใด?” บรรดาทหารอสูรใต้บังคับบัญชาของมันเงยหน้าอันโศกเศร้าขึ้น ใช้
สายตาว่างเปล่ามองดูมัน
“ไปทวงถามหนี้แค้น!” เหลียงเวยตอบโดยไม่หันกลับไปมองสักแวบ
หลายวันมานี้จั่วม่อเฝ้ารออยู่ในคุกสิบนิ้ว ไม่ใช่ในคุกชั้นสาม แต่เป็นกระดานหมากรุก
สัตว์ร้ายแดนร้าง ข้อมูลข่าวสารที่มันต้องการได้ประกาศและตั้งเงินรางวัลไปแล้ว ที่เหลือคืออดทน
รอคอยเท่านั้น
ในเวลาเดียวกัน มันก็เฝ้ารอคอยผลลัพธ์ของอีกเรื่องหนึ่งด้วย
ข้อสันนิษฐานของศิษย์น้องกงซุนเปรียบเหมือนหนามที่ทิ่มแทงอยู่ในใจ ทุกคนในค่าย
กำลังรอฟังข่าวคราวล่าสุด
ตามข้อสันนิษฐานของศิษย์น้องกงซุน สมควรได้ข้อพิสูจน์ยืนยันในอีกไม่ช้าไม่นานนี้
อาจเป็นเพราะเรื่องนี้ จั่วม่อไม่มีอารมณ์สนใจสิ่งอื่นใด กระทั่งความสนใจในการ
ศึกษาศาสตร์อสูรใหม่ๆ ยังไม่มี
ทันใดนั้น จั่วม่อสังเกตเห็นคังเจ๋อตรงเข้ามาด้วยสีหน้าขัดตา
“ต้าเหริน ข่าวสารล่าสุดส่งมาถึงแล้ว แนวหน้าเพลี่ยงพลํ้าอีกครั้ง!กองพลนํ้าค้างแข็ง
เย็นเยือกแทบพินาศสิ้นทั้งกองทัพ หลงเหลือไม่ถึงหกร้อยคน” คังเจ๋อสุ้มเสียงสั่นสะท้าน ในใจเต็ม
ไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง เมื่อต้าเหรินกำชับให้มันติดตามข่าวสารจากแนวหน้า มันพบว่าน่า
แปลกใจอยู่บ้าง แต่เมื่อได้ยินข่าวจริงๆ กลับต้องแตกตื่นจนขวัญหาย!
มันพลันพบว่า ต้าเหรินยืนตะลึงลานอยู่กับที่
“ต้าเหรินหาข่าวคราวจากโลกภายนอกได้อย่างไร?” เหนียนลู่ลดเสียงถามแผ่วเบา
“ต้าเหรินหูผีจมูกมด อย่างเราจะไปรู้อะไร!” เหลยเผิงตอบด้วยนํ้าเสียงไม่สู้ดีนัก “เจ้า
มิใช่ไม่ล่วงรู้ว่าต้าเหรินเป็นสัตว์ประหลาดถึงเพียงไหน!”
เหนียนลู่พยักหน้ารัวๆ “นั่นก็ใช่แล้ว! แต่ข้าพอคิดถึงเรื่องนี้ทีไร ต้องบันดาลโทสะทุก
ครั้ง! สำนักยิ่งใหญ่เหล่านั้นล้วนไม่ใช่ตัวดี! เราต้องฝึกปรือและเก่งกาจกว่านี้ ในฐานะคุณชายรูป
งาม ความแค้นนี้ข้าไม่อาจกลํ้ากลืนฝืนทนได้!”
เหลยเผิงเผยสีหน้าเห็นพ้องต้องกัน แสยะยิ้มแยกเขี้ยว “ไม่ต้องห่วง!ต้าเหรินบอกแล้ว
ว่าจะพาเราไปทวงหนี้แค้น! ฮี่ฮี่ ข้าจะบอกความลับกับเจ้า เสี่ยวเหนียงต้าเหริน (แม่นางน้อยต้าเห
ริน) บอกกับข้าเป็นการส่วนตัว ว่าเรื่องนี้สมควรเป็นฝีมือของคุนหลุน!”
“คุนหลุน!” เหนียนลู่ตื่นตะลึง จากนั้นพิโรธทันที “ที่แท้เป็นคุนหลุน!”
“ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องห่วง! จะเป็นคุนหลุนจริงหรือไม่ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล” เหลยเผิง
แย้มยิ้มด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว “ต้าเหรินกล่าวว่า หากเจ้ากินของเรา เราจะให้เจ้าสำรอกออกมา หากเจ้า
ขุดหลุมพรางดักเรา เราจะขุดหลุมพรางไว้ดักเจ้าบ้าง! เสี่ยวเหนียนเหนียน ไปฝึกปรือเถอะ! กระทั่ง
เหล่าหยูยังเป็นจินตัน ต่อไปในอนาคต หากเราไม่ใช่จินตันด้วย เกรงว่าคงอยู่ได้ไม่ง่ายนัก… …”
“ทุกคนล้วนต้องการสร้างเม็ดพลังทองคำ แต่เม็ดพลังทองคำสร้างได้ง่ายดายนักหรือไร
… …” เหนียนลู่รำพึงรำพัน “การสร้างเม็ดพลังทองคำ ไม่ได้สำเร็จตามระดับความหล่อเหลาเสีย
หน่อย… …”
ออกจากคุกสิบนิ้ว จั่วม่อเดินออกจากค่าย ในทรวงอกอัดแน่นด้วยไฟโทสะ
ซิวเจ่อในค่ายผ่านไปผ่านมา สับสนวุ่นวายไปหมด แต่จ้องมองความวุ่นวายนี้ จั่วม่อ
หัวใจไม่อาจสงบลง แต่ยิ่งกลับกลายเป็นหงุดหงิดขัดข้องกว่าเดิม
มันเดินออกจากค่ายอย่างไร้จุดหมาย
ผ่านพ้นออกไปจากบริเวณค่าย หลุดออกจากแนวป้องกันของขบวนค่ายกลที่ปกป้อง
ค่ายพัก หมอกภูตกระโจนเข้าหามันอย่างเร็วรี่ พลังภูตที่หนาแน่นภายในหมอกภูต ยิ่งทำให้โทสะ
ของจั่วม่อลุกฮือโหม รุนแรงขึ้นเป็นลำดับ
บริเวณใกล้เคียงมีซิวเจ่อจากค่ายจูเชวี่ยกำลังฝึกฝีมือ เคล็ดปราณภูตที่พวกมันฝึกปรือ
จำเป็นต้องดูดซับพลังงานภูตทมิฬในหมอกภูต
จั่วม่อไม่รบกวนสมาธิของพวกมัน เพียงเดินตรงไปเรื่อยๆ เวลานี้ในใจมันเต็มไปด้วย
แรงปลุกเร้าต่อการทำลายล้าง โดยไม่ขบคิดใคร่ครวญ มันโถมทะยานเข้าไปในส่วนลึกของหมอก
ภูต
กลิ่นอายอันตรายเพิ่มพูนขึ้นอย่างรุนแรง แต่จั่วม่อคล้ายไม่รู้สึกตัว ฝีเท้าไม่ชะงักรั้งรอ
แม้แต่น้อย
สัตว์ร้ายวิญญาณภูตหลายตนย่องกริบตามติดมันอย่างเงียบเชียบ ในม่านหมอกภูตสี
แดงปนดำ ดวงตาแดงฉานอันน่าขนลุกหลายคู่จับแน่นอยู่บนร่างจั่วม่อ
โดยไม่ทันรู้สึกตัว จั่วม่อออกห่างจากที่ตั้งค่ายอย่างน้อยสามร้อยลี้ ระยะทางนี้ไกลเกิน
กว่าระยะที่ชาวค่ายใช้ฝึกปรือตามปกติ กระทั่งเหล่าไพร่พลค่ายเว่ย ยังไม่ออกห่างจากค่ายเกินหนึ่ง
ร้อยลี้
สัตว์ร้ายวิญญาณภูตตนหนึ่ง ในที่สุดอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป แผดเสียงดังสนั่น
กระโจนเข้าขยํ้าจั่วม่ออย่างเกรี้ยวกราด!
ในพริบตานี้เอง ความโกรธแค้นและอารมณ์คุกรุ่นรุนแรงทั้งหลายที่สะสมอยู่ภายในอก
จั่วม่อ พลันระเบิดออกมาในคราเดียว!
“ไปลงนรกเสียเถอะ!”
ดวงตามันพลันเปลี่ยนเป็นแดงฉาน ไม่หลบหลีกแม้แต่น้อย ยืนประจันหน้าการโถมจู่
โจมของสัตว์ร้ายวิญญาณภูตอย่างซึ่งหน้า ต่อยหมัดออกไปอย่างหักโหม!
สัตว์ร้ายวิญญาณภูตไหนเลยจะคาดคิด ว่าจั่วม่อจะบ้าระหํ่าถึงเพียงนี้ พอรู้ตัวก็ไม่ทันมี
เวลาได้หลบหลีก
ปัง!
สองร่างกระเด็นลิ่วดุจลูกธนู แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง ร่างกายอันใหญ่โตของ
สัตว์ร้ายวิญญาณภูตถึงกับพุ่งกลับไปเร็วยิ่งกว่ายามขามา ส่วนจั่วม่อประหนึ่งลูกหนังถูกหวดด้วย
ท่อนไม้ใหญ่อย่างถนัดถนี่ พุ่งกระแทกพื้นอย่างหนักหน่วง
สัตว์ร้ายวิญญาณภูตตนอื่นๆ ไหนเลยจะปล่อยโอกาสหลุดลอย รีบกระโจนเข้ามาอย่าง
ไม่รีรอลังเล จู่โจมเข้าหาจั่วม่อเป็นจุดเดียว
เพียะ เพียะ เพียะ!
ท่ามกลางสุ้มเสียงดุจแส้สะบัดฟาด เห็นเหล่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูตที่โถมเข้าหาล้วนปลิว
ลิ่วกลับไปตามทางที่พวกมันมา
จั่วม่อร่างดีดพุ่งขึ้น ชุดเกราะสีทองอร่ามผงาดอย่างอหังการ ดวงตาแดงฉานเต็มไปด้วย
รังสีฆ่าฟัน ทั่วร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายดุดันอำมหิต ราวกับเทพมารทะยานขึ้นจากอเวจี
เหล่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูตเผยท่าทีระแวดระวัง พวกมันคู้ร่างลง ขู่คำรามอย่างต่อเนื่อง
ดวงตาสีแดงเข้มจ้องมองจั่วม่อตาเขม็ง แต่พวกมันไม่มีกำลังขวัญพอที่จะก้าวมาข้างหน้าอีก
จั่วม่อเพ่งสายตาที่เต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน ร่างหายวับไปจากที่
เหล่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูตตื่นตระหนกวูบ แยกย้ายกระจัดกระจายออกไปในบัดดล
ทันใดนั้นเอง หัตถ์หุ้มเกราะข้างหนึ่งปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของสัตว์ร้ายวิญญาณภูตตน
หนึ่ง ทันทีที่ปรากฏขึ้น มือข้างนั้นก็ตบฟาดลง สัตว์ร้ายวิญญาณภูตรู้สึกพลังมหาศาลกดทับลงมา
มันไม่สามารถขยับตัว! ถึงยามนี้มันเริ่มแตกตื่นลนลาน ขู่คำรามอย่างเร่งร้อน สี่เท้าตะกุยใส่พื้น
อย่างบ้าคลั่ง ดิ้นรนต้านทานหัตถ์ยมฑูตอันน่าพรั่นพรึงข้างนี้สุดชีวิต!
หัตถ์หุ้มเกราะข้างซ้ายของจั่วม่อกดค้างอยู่เช่นนั้น ไม่ขยับเคลื่อนไหวแม้แต่ส่วนเสี้ยว
หัตถ์ขวากำเป็นหมัด เงื้อขึ้นสุดล้า
“ไปลงนรกเสียเถอะ!”
จั่วม่อตวาดก้อง ดวงตาแดงฉานเพิ่มเค้าความดุร้ายป่าเถื่อนอย่างสมบูรณ์ หมัดขวาทุบ
ลงบนศีรษะของสัตว์ร้ายวิญญาณภูตชะตาขาดอย่างหนักหน่วง
ปัง!
สัตว์ร้ายวิญญาณภูตร่างแข็งทื่อ
“ไปลงนรกเสียเถอะ!”
ปัง!
“ไปลงนรกเสียเถอะ!”
ปัง!
จั่วม่อผู้คลุ้มคลั่งตวาดกึกก้องไม่ขาดสาย กระหนํ่าหมัดรัวใส่ศีรษะของสัตว์ร้าย
วิญญาณภูตดุจห่าฝนสาดเท อย่างช้าๆ ร่างกายของสัตว์ร้ายวิญญาณภูตชะตาขาดค่อยๆ กลายเป็น
พร่าเลือน
ปัง!
หมัดของจั่วม่อทะลวงผ่านศีรษะของสัตว์ร้ายวิญญาณภูต แล้วกระแทกใส่พื้น เสียง
ระเบิดดังสนั่น สะเก็ดหินและฝุ่นควันเวียนว่อน หมัดนี้ชกจนพื้นกลายเป็นหลุมใหญ่มหึมาหลุม
หนึ่ง! ร่างกายของสัตว์ร้ายวิญญาณภูตกระจายหายไปอย่างสิ้นเชิง ทิ้งไว้เพียงเขี้ยวสีดำเขี้ยวหนึ่ง กับ
ลูกแก้วแหล่งกำเนิดวิญญาณลูกหนึ่ง
จั่วม่อที่ดูคล้ายวิกลจริต ทำเอาสัตว์ร้ายวิญญาณภูตตนอื่นๆ ประหวั่นพรั่นพรึงอยู่บ้าง
รอจนสัตว์ร้ายวิญญาณภูตเคราะห์ร้ายถูกจั่วม่อทุบตีจนตายคามือ พวกมันยังไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า
แม้แต่ก้าวเดียว
จั่วม่อไม่ได้เหลือบแลสินสงครามชุดแรกของมัน มันลุกขึ้นยืนช้าๆ เงยหน้าขึ้น กวาดตา
มองหาสัตว์ร้ายวิญญาณภูตรายต่อไป
สัตว์ร้ายวิญญาณภูตที่เผชิญพบสายตานั้น ล้วนพากันถอยกรูดไปโดยไม่มีข้อยกเว้น
“พวกเจ้าสมควรไปลงนรกให้หมด!”
สุ้มเสียงมืดมนเย็นชาคำรามออกมาจากทรวงอกของจั่วม่อ หางเสียงยังไม่ทันจางหาย
ร่างมันหายวับไปอีกครั้ง!
เหล่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูตแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ แตกฮือหลบหนีไปทุกทิศทุกทาง
จั่วร่างดูเหมือนปรากฏออกมาจากอากาศธาตุอันเบาบาง จู่ๆ ก็อยู่ข้างกายสัตว์ร้าย
วิญญาณภูตตนหนึ่ง เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ มือซ้ายพลันฉกวาบ คว้าศีรษะสัตว์ร้ายวิญญาณภูตตนนี้
ไว้มั่น
แต่คาดไม่ถึงว่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูตตนนี้ฉลาดเป็นกรด ทันทีที่ถูกจับก็รีบเปลี่ยนร่าง
หลุดรอดออกจากการคว้าจับของจั่วม่อไปอย่างลอยนวล
ทันใดนั้น ในดวงตาสีแดงเข้มของสัตว์ร้ายวิญญาณภูตพลันสาดประกายแดงวาบ
จั่วม่อจู่ๆ หัวหมุนวิงเวียนอย่างเฉียบพลัน ราวกับว่ามันตกลงไปในรอยแตกของธาร
นํ้าแข็ง พลังปราณทั่วร่างแข็งทื่อ ไม่สามารถโคจรหมุนเวียนแม้แต่น้อย!
ดวงตาของสัตว์ร้ายวิญญาณภูตเผยแววกระหยิ่มใจและดุร้ายอำมหิต มันบิดร่างกลาง
อากาศราวกับไร้กระดูก ใบหน้าหันมาทางจั่วม่อ ร่างงองุ้ม แล้วดีดพุ่งออกมาโดยไม่ต้องเกร็งกำลัง
ประหนึ่งลูกธนูหลุดจากแล่ง สาดพุ่งเข้าหาจั่วม่ออย่างหักโหม!
คมเขี้ยวและกรงเล็บแหลมคมเย็นเยียบ กวาดเป็นลำแสงเย็นเยือกกลางอากาศ
ลำแสงฟาดผ่านลำคอของจั่วม่อ
ทันใดนั้น ในครรลองสายตาของสัตว์ร้าย พลันปรากฏหมัดข้างหนึ่งซัดออกมาโดยไม่มี
เค้าลางล่วงหน้า หมัดนั้นพอปรากฏขึ้น ก็ขยายใหญ่พรวดพราดในบัดดล!
ตูม!
กึกก้องกัมปนาทดุจกลองยักษ์ถูกหวดฟาด ทั้งยังแฝงสุ้มเสียงแหลมสะท้อนประหนึ่ง
โลหะกระทบกัน!
หมัดนี้ต่อยใส่สัตว์ร้ายวิญญาณภูตโดยไม่หลอกล่ออำพราง เสี้ยวพริบตาที่หมัดกระทบ
ถูกร่าง สายหมอกพลันปั่นป่วนกระจัดกระจายอยู่บนผิวหน้าของร่างกายสัตว์ร้าย
สัตว์ร้ายวิญญาณภูตปลิวลิ่วกลับไปด้วยความเร็วที่เร็วเสียยิ่งกว่าขามา!
ปัง!
กลางอากาศ ร่างสีทองหายวับ จากนั้นสัตว์ร้ายวิญญาณภูตที่ปลิวลิ่วไป พลันเปลี่ยน
ทิศทางอย่างกะทันหัน ถูกทุบกระแทกใส่พื้นดังสนั่นลั่นโลก! พื้นปฐพีสั่นสะเทือน ฝุ่นผงคละคลุ้ง
รอจนฝุ่นควันสลายไป ภายในหลุมขนาดใหญ่ก็หลงเหลือเพียงสินสงครามสองสามชิ้น
ถึงตอนนี้สัตว์ร้ายวิญญาณภูตตนอื่นๆ เผยสีหน้าหวาดกลัว พากันแหกปากร้องคราง
ไม่กี่คำ แล้วหมุนตัวหลบหนีไม่คิดชีวิต
เมื่อสามารถรอดชีวิตและเติบใหญ่ในสถานที่อันโหดร้ายป่าเถื่อนนี้ได้ พวกมันย่อมไม่
ขาดไหวพริบสติปัญญา
รอบกายจั่วม่อกลับกลายเป็นเงียบกริบทันที
อย่างแช่มช้า สีเลือดค่อยๆ ถดถอยออกจากดวงตาของจั่วม่อ ความโกรธแค้นและ
อารมณ์คุกรุ่นรุนแรงที่อยู่ภายใน ได้ระบายออกไปไม่น้อย จิตใจเริ่มกระจ่างชัดขึ้น และพร้อมกับ
สติสัมปชัญญะที่หวนคืนมา เป็นความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าถึงที่สุด แข้งขาอ่อนยวบ ต้องทรุดกายลง
นั่งกับพื้น
ทั่วร่างชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ความอ่อนแอและระโหยโรยแรงเข้าจู่โจม หอบหายใจอย่าง
หนักหน่วง
ฮู่ว ฮู่ว… … ฮู่ว ฮู่ว… …
เสียงหายใจอย่างเร่งร้อนผ่านเข้าไปในหู เสียงดังราวกับเครื่องสูบลม
เนิ่นนานหลังจากนั้น หัวใจมันค่อยๆ สงบลง
จั่วม่อฝืนยิ้มขมขื่น ดูเหมือนว่าความตั้งใจของมันไม่เข้มแข็งพอ ต้องหัวร่อเย้ยหยัน
ตัวเองคราหนึ่ง มันอดหวนคิดย้อนไปถึงการผจญภัยที่ผ่านมาไม่ได้ โดยไม่รู้ตัว ในใจพลันรู้สึก
อบอุ่นขึ้น
ไม่ว่าตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายสักเท่าใด ข้างกายมันก็จะยังมีผู้คนอยู่เคียงข้างเสมอ
ติดตามมัน ต่อสู้ร่วมกับมัน เสี่ยงชีวิตไปด้วยกัน… …
ไม่ว่าอนาคตจะอันตรายสักเท่าใด ทุกคนก็ยังคงสนับสนุนมัน เชื่อถือมัน ติดตามมัน
และปกป้องมัน
มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ หัวใจค่อยๆ สงบเยือกเย็นและอุ่นระอุ
ในสายตามัน ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมอกภูต คล้ายกลับกลายเป็นฟากฟ้าสีครามสดใส
อันไร้ที่สิ้นสุด
ความเชื่อมั่นอันแรงกล้าก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบเชียบ แพร่กระจายไปทุกซอกทุกมุม
จั่วม่อกำหมัดแน่น
เมื่อมันเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ความสับสนถูกกวาดหายไป แทนที่ด้วยขวัญกำลังใจและจิต
ปณิธานอันเข้มแข็งแกร่งกร้าว!
หลังจากพักผ่อนชั่วครู่ จั่วม่อพลันค้นพบปัญหาอันร้ายแรงประการหนึ่ง ใบหน้าที่เพิ่ง
จะตั้งจิตปณิธานอันแน่วแน่ถึงกับซีดสลดลงทันที
บัดซบ! แล้วข้าจะกลับไปที่ค่ายได้อย่างไร?
ทันใดนั้นเอง เงาร่างของนกที่เย่อหยิ่งถือดีก้าวเท้าด้วยฝีเท้านกอย่างแช่มช้า ผ่านเข้ามา
ในสายตาของมัน