สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 411 ย้อนแย้ง
มันค้นพบค่ายทัพหลักของอวี้เหิงได้อย่างไร?
นี่ไม่เพียงซังหนานที่ประหลาดใจ แม่ทัพบัญชาการศึกหลาย
คนก็สังเกตเห็นเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว ทุกคนที่สังเกตเห็น อดเริ่ม
เพ่งมองอย่างจริงจังไม่ได้ ทหารทั้งหมดของเซียวม่อเกอเป็นอสูร
เพลิงเหล็กหมาด ทหารประเภทนี้ย่อมไม่มีปัญญาทำหน้าที่สอด
แนมได้
แต่นอกเหนือจากนี้ เซียวม่อเกอไม่เคยออกลาดตระเวนสอด
แนมใดๆ ทว่ากลับพบทิศทางที่ถูกต้อง
“เจ้าผู้นี้…” แม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่งทอดถอนอย่างปลง
อนิจจัง “ช่างโชคดีโดยแท้!”
แม่ทัพอีกผู้หนึ่งผงกศีรษะเห็นพ้อง เพียงสุ่มเดินทัพไปทางหนึ่ง
กลับเป็นทิศทางที่ถูกต้อง ไม่เรียกว่าโชคดีอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ยัง
จะเรียกว่าอะไรได้อีก!
รับฟังเสียงวิพากษ์วิจารย์รอบกาย ซังหนานไม่ได้เอ่ยปาก
กล่าววาจา ในใจมันยังไม่แน่ใจถึงปานนั้น มันยังไม่สามารถบอกได้
ว่าเซียวม่อเกอเพียงแค่โชคดีจริงๆ ซึ่งความจริงไม่จำเป็นต้องส่ง
หน่วยลาดตระเวน ยังคงสามารถเข้าใจสถานการณ์ในสนามรบได้
เพียงแค่ต้องมีพลังจิตสำนึกที่กล้าแข็งพอเท่านั้น แต่ความเข้าใจนี้
ไม่ใช่ว่าไม่มีข้อจำกัด สนามรบยิ่งใหญ่โตเท่าใด ยิ่งต้องใช้พลัง
จิตสำนึกที่กล้าแข็งมากเท่านั้น ในสนามรบขนาดใหญ่ ข้อมูล
ข่าวสารที่จิตสำนึกของแม่ทัพบัญชาการศึกได้รับก็เหมือนกับหยด
นํ้าในมหาสมุทร ยิบย่อยและมหาศาลจนมิอาจประเมินได้ การที่
ต้องใช้หน่วยลาดตระเวนจำนวนมาก ก็เพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสาร
บนสนามรบที่เพียงพอและถูกต้องแม่นยำที่สุด
สำหรับแม่ทัพบัญชาการศึกทุกคน ข้อมูลข่าวสารในสนามรบ
เป็นรากฐานสำหรับการบัญชาการของพวกมัน
ซังหนานไม่เคยพบเห็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่ไม่จำเป็นต้องส่ง
หน่วยลาดตระเวนออกไปแม้แต่คนเดียว และที่แปลกพิสดารที่สุด
คือผู้อื่นถึงกับกำหนดทิศทางที่ถูกต้องจริงๆ! ถึงตอนนี้กระทั่งมันยัง
เชื่อว่าคนผู้นี้ช่างโชคดีอย่างเหลือเชื่อ
แต่ไฉนในใจมันยังคงเต็มไปด้วยสังหรณ์อันตรายไม่ยอมสลาย
คลาย… …
จิตสำนึกของกงซุนชาแผ่กระจายเหมือนตาข่ายมหึมา ทุก
สรรพสิ่งในรัศมีห้าสิบลี้รอบกายล้วนอยู่ในกำมือของมัน มันค้นพบ
ร่องรอยของกลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่ในอากาศอย่างรวดเร็ว นี่เป็น
กลิ่นอายที่มันไม่รู้จักมักคุ้น ผิดแผกจากอสูรนักรบใดที่มันเคย
เผชิญพบในอดีต สมควรเป็นทหารอสูรที่มันไม่เคยเห็นมาก่อน
มันหรี่ตาลง ท่ามกลางจิตวิญญาณการต่อสู้ที่ลุกโชน เค้า
ความสงบเยือกเย็นสาดวาบ
พลังจิตสำนึกกระจายเป็นระลอกอย่างเงียบเชียบโดยไม่ชะงัก
ขาดตอน ขบวนหิมะถล่มทลายหมุนคว้างอย่างราบเรียบและคม
กริบ ราวปรอทที่เทลงบนพื้น ไหลปรี่เป็นชั้นคลื่น เคลื่อนทัพรุดไป
ข้างหน้าอย่างเร่งร้อนและเงียบงันจนน่าขนลุก
การเปลี่ยนแปลงแปรกระบวนทัพที่ดูเหมือนเรียบง่ายรวบรัด
แต่กลับเรียกเสียงพึมพำดังอื้ออึง กระทั่งผูเยาในดวงตายังมีแวว
ประหลาดใจ
การบัญชาการกองทัพให้แปรขบวนด้วยความเร็วสูงเป็นทักษะ
ฝีมือพื้นฐานของแม่ทัพบัญชาการศึก ยิ่งมีจำนวนทหารมากเท่าไร
ก็ยิ่งยากลำบากมากเท่านั้น ยิ่งแปรขบวนทัพเร็วเท่าใด ก็ยิ่ง
ยากเย็นมากเท่านั้น นี่เป็นหนึ่งในกระบวนท่าที่แม่ทัพบัญชาการ
ศึกทุกคนต้องทำได้ ทั้งยังเป็นหนึ่งในทักษะที่ดีที่สุดสำหรับทดสอบ
ฝีมือพื้นฐานของแม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่ง
สำหรับแม่ทัพบัญชาการศึกระดับเงิน จำเป็นต้องควบคุมหนึ่ง
พันอสูรนักรบแปรขบวนทัพด้วยความเร็วสูงให้สำเร็จสมบูรณ์อย่าง
สะดวกดาย
ส่วนผู้ที่ขึ้นชื่อว่าแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง จะต้องควบคุม
ได้ห้าพันอสูรนักรบ!
นี่… …นี่คนผู้นี้มีฝีมืออยู่ในระดับแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง
เช่นนั้นหรือ?
“จิตสำนึกของศิษย์น้องกงซุนคล่องแคล่วปราดเปรียวจริงๆ!”
จั่วม่ออดยกย่องไม่ได้ แม้ว่ามันจะไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงความซับซ้อน
ในการเป็นแม่ทัพบัญชาการศึก แต่มันยังสามารถมองเห็นสิ่งที่น่า
อัศจรรย์ใจได้ในทันที
เพื่อบัญชาการอสูรห้าพันตนในเวลาเดียวกัน ไม่เพียงแต่ต้อง
มีจิตสำนึกกล้าแข็ง แต่ยังต้องเฉียบไวและละเอียดอ่อน ไม่น่าแปลก
ใจที่จั่วม่อรู้สึกตื่นตาตื่นใจ การควบคุมบังคับอันละเอียดอ่อนเช่นนี้
เป็นสิ่งที่มันเคยมีฝีมือมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพลังปราณหรือพลัง
จิตสำนึก ตัวมันไม่อาจเรียกได้ว่าแข็งแกร่ง แต่ในด้านความ
ละเอียดอ่อนเฉียบไว มักจะลํ้าเลิศเหนือธรรมดาเสมอ
“นี่สมควรเป็นความดีความชอบของลูกแก้วสัตว์ร้ายวิญญาณ
ภูตกระมัง?” ผูเยารำพึงกับตัวเอง
ฝีมือควบคุมพลังจิตสำนึกที่กงซุนชาสำแดงออกมาเหนือลํ้า
กว่าในการปรลองหมากรุกคราวก่อนไม่รู้ว่ากี่เท่า เพียงชั่ว
ระยะเวลาอันสั้นเพียงเท่านี้ ถึงกับรุดหน้ารวดเร็วปานนี้เชียว? สิ่ง
แรกที่ผูเยานึกถึงคือเม็ดลูกแก้วสัตว์ร้ายวิญญาณภูต เนื่องเพราะ
มันทราบว่าในระยะหลังมานี้ กงซุนชาเร่งสวาปามลูกแก้วสัตว์ร้าย
วิญญาณภูตอย่างบ้าคลั่ง
ลูกแก้วแหล่งกำเนิดวิญญาณของสัตว์ร้ายวิญญาณภูต ใช่
สามารถทำให้จิตสำนึกกลายเป็นละเอียดอ่อนเฉียบไวกว่าเดิม
หรือไม่?
การคาดเดาของผูเยามิใช่ห่างไกลจากความเป็นจริง จิตสำนึก
ของกงซุนชาเปลี่ยนแปลงไปเพราะลูกแก้วสัตว์ร้ายวิญญาณภูต
เหล่านี้ไม่ผิดแน่ ซึ่งความจริงพรสวรรค์ในการฝึกฝีมือของกงซุน
ชาธรรมดาสามัญยิ่ง และเป็นตัวการสำคัญที่ถ่วงรั้งการรุดหน้าใน
ฐานะแม่ทัพบัญชาการศึกของมัน มันต้องทุ่มเทกำลังความคิด
ทั้งหมดพื่อสร้างเคล็ดวิชาหลักแม่ทัพบัญชาการศึกของตนเอง แต่
พรสวรรค์อันดาษดื่นเช่นปุถุชน อัตราการรุดหน้าหาได้ทำให้มัน
พึงพอใจไม่
จวบจนกระทั่งมันค้นพบว่าการกลั่นเกลาดูดซับลูกแก้วสัตว์
ร้ายวิญญาณภูตมีประโยชน์ต่อจิตสำนึกของมันอย่างมหาศาล แม่
นางน้อยที่ยินดีปรีดาเริ่มวางแผนกลั่นเกลาอย่างบ้าคลั่ง! มันแทบ
ใช้เวลาทั้งหมดไปกับกระบวนการดูดซับลูกแก้วสัตว์ร้ายวิญญาณ
ภูต และช่างประจวบเหมาะพอดี ในช่วงเวลานี้เองภารกิจล่าสัตว์
ร้ายวิญญาณภูตก็เริ่มต้นขึ้น การล่าโดยไม่หยุดยั้งของคนในค่าย
ทำให้มันไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีลูกแก้วสัตว์ร้ายวิญญาณภูต
เพียงพอ
เมื่อมาถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแม่ทัพบัญชาการศึก แม่นาง
น้อยที่ประหม่าเอียงอาย มักจะแสดงความคลุ้มคลั่งของมันออกมา
โดยไม่ได้ตั้งใจ!
เวลานี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น!
ก่อนหน้าที่มันจะเข้าใจลูกแก้วสัตว์ร้ายวิญญาณภูตอย่างถ่อง
แท้ มันก็เดิมพันด้วยตัวเองอย่างไม่รีรอลังเล เนื่องเพราะมันทราบ
ว่าหากคิดหวังความก้าวหน้า มันต้องแก้ปัญหาจิตสำนึกที่อ่อนแอ
ของตน มันกระหายชัยชนะ! เพื่อชัยชนะ มันยินดีแบกรับความ
เสี่ยงทุกอย่าง!
มันเดิมพันไม่ผิดพลาด จิตสำนึกของมันเติบโตขึ้นสามเท่าตัว
ทั้งยังละเอียดอ่อนเฉียบไวกว่าในกาลก่อนมาก
“ลูกแก้วสัตว์ร้ายวิญญาณภูต?” จั่วม่อเผยสีหน้าครุ่นคิด
ทันใดนั้นมันฉุกคิดถึงวิญญาณทองคำที่มันครอบครอง ระยะนี้มัน
ยุ่งวุ่นวายมากเกินไป นอกจากวิญญาณทองคำหนึ่งดวงที่มอบให้
ศิษย์น้องกงซุน รวมกับที่ผูเยาและเว่ยใช้ไป มันยังไม่ได้แตะต้อง
วิญญาณทองคำที่เหลือ
มันยุ่งวุ่นวายมากเกินไปจริงๆ ถึงกับหลงลืมสิ่งสำคัญเช่นนั้น
ไป
จั่วม่ออดเยาะหยันตัวเองไม่ได้
ในกระดานสัประยุทธ์ กงซุนชารุดหน้าไปด้วยระดับความเร็ว
อันน่าตระหนก สะกดรอยตามเศษเสี้ยวกลิ่นอายเล็กละเอียด
เหล่านั้นไป กองทัพอสูรเพลิงเหล็กหมาดขนาดมหึมา ราวกับหิมะ
แดงที่ถาโถมตรงดิ่งเข้าหาค่ายทัพหลักของฝ่ายตรงข้าม
นี่ไม่ใช่แค่โชคดีแล้ว! ซังหนานหัวใจเต้นกระหนํ่าอย่างดุเดือด
แม่ทัพบัญชาการศึกคนอื่นก็พบเห็นความแปลกกระหลาด
เช่นกัน “ฮะ? น่าแปลกเสียจริง เด็กผู้นี้ต่อให้โชคดีก็ไม่อาจโชคดี
ได้ทุกครั้ง มันจะถูกต้องไปเสียทุกครั้งได้อย่างไรกัน?
“ใช่ใช่! แปลกประหลาดยิ่ง!”
“คนผู้นี้ใช่มีจมูกสุนัขหรือไม่?”
“ต่อให้เป็นจมูกสุนัขก็ไม่สามารถทำเช่นนี้!”
เสียงวิพากษ์ถกเถียงดังเอะอะขึ้นอีก เหอเม่ยใบหน้าสับสน
งุนงง นางมิใช่แม่ทัพบัญชาการศึก พอฟังคำถกเถียงวุ่นวายเหล่านี้
ต้องงุนงงสงสัยยิ่ง อดถามซังหนานอย่างใคร่รู้ไม่ได้ “พวกมันกำลัง
ถกเถียงเรื่องอันใด?”
ซังหนานอธิบายอย่างใจเย็น “พวกมันกำลังถกเถียงกันว่า
เซียวม่อเกอไม่ได้ใช้หน่วยสอดแนม ไฉนล่วงรู้ตำแหน่งค่ายทัพ
หลักของอวี้เหิงได้”
“ใช่แล้ว!” เหอเม่ยร้องโพล่งอย่างเข้าอกเข้าใจ “ข้าก็แปลกใจ
อยู่แล้วเชียว รู้สึกว่าบางสิ่งมันดูผิดปกติ ที่แท้ข้าไม่เห็นหน่วยสอด
แนมของเซียวม่อเกอเลย” จากนั้นถามด้วยสีหน้าฉงนใจ “แล้วใน
เมื่อไม่ใช้หน่วยสอดแนม เซียวม่อเกอล่วงรู้ตำแหน่งค่ายทัพหลัก
ของอวี้เหิงได้อย่างไรเล่า?”
ซังหนานกล่าวด้วยสุ้มเสียงราบเรียบ “อสูรเพลิงเหล็กหมาดไม่
เหมาะสมที่จะทำหน้าที่หน่วยสอดแนม พวกมันอาจไม่ช้า แต่ก็
ไม่ได้เร็วมากนัก ที่สำคัญไปกว่านั้นคือพวกมันไม่สามารถซ่อนเร้น
ตัวเอง บางที…เซียวม่อเกออาจจะมีวิชาลับที่สามารถค้นพบ
ร่องรอยกลิ่นอายที่หน่วยสอดแนมของฝ่ายศัตรูเหลือทิ้งไว้
เบื้องหลัง”
เสียงสนทนารอบด้านชะงักขาดหายโดยพลัน ทุกคนรับฟัง
อย่างเรียบๆ ร้อยๆ ซังหนานเปี่ยมล้นพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ เคย
ได้รับฉายา ‘สุดยอดแม่ทัพบัญชาการศึกอายุเยาว์’ ถึงสามปีซ้อน
จำนวนรางวัลและฉายาที่มันได้รับ มิใช่สิ่งที่บรรดาสหายจะยกขึ้น
เทียบเคียงได้ ในบรรดาแม่ทัพบัญชาการศึกรุ่นเยาว์ มันสามารถ
เบียดเสียดเข้าสู่ห้าอันดับแรกได้อย่างสะดวกดาย ผู้อาวุโสใน
กองทัพหลายคนคาดหวังกับมันไว้อย่างสูง
แต่แล้วมันกลับกลายเป็นผู้ติดตามของหมิงเยวี่ยเยี่ยอย่างเกิน
ความคาดหมาย ละทิ้งโอกาสในการเป็นแม่ทัพบัญชาการกองพล
นี่เป็นเหตุให้ชื่อเสียงของมันตกตํ่าลงอย่างน่ากลัว ช่วงไม่กี่ปีมานี้
มันยังแทบไม่ค่อยปรากฏตัวในสายตาผู้คน แต่คอยติดตามอยู่ข้าง
กายหมิงเยี่ยวเยี่ยราวกับบ่าวรับใช้ผู้หนึ่ง ทว่าหากกล่าวถึงสุดยอด
แม่ทัพบัญชาการศึกอันดับหนึ่งแห่งสมาพันธ์อัจฉริยะ ย่อมไม่มี
ผู้ใดสงสัยว่าไม่ใช่ซังหนานผู้นี้
“ดูให้ดี เส้นทางรุดหน้าของเซียวม่อเกอ เป็นเส้นทางที่หนึ่งใน
หน่วยสอดแนมของอวี้เหิงเพิ่งจะเดินทางกลับมา”
ทุกผู้คนค่อยมีสีหน้ากระจ่างแจ้งในที่สุด ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า
ไฉนมันสามารถตัดสินใจอย่างถูกต้องแม่นยำทุกครั้ง เซียวม่อเกอ
ที่แท้ซ่อนเร้นวิชาลับที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้ไว้
ในเวลานี้เอง มวลหิมะแดงถล่มเผชิญพบกับหน่วยสอดแนม
ส่วนหนึ่งของอวี้เหิง อวี้เหิงทราบตำแหน่งของเซียวม่อเกอมานาน
แล้ว และเพื่อให้ได้รับข่าวสารมากขึ้น มันส่งหน่วยสอดแนมมาใน
ทิศทางนี้มากกว่าเดิม
เมื่อเหล่าหน่วยสอดแนมพบเห็นกองทัพมหึมา อดไม่ได้ต้อง
แตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ จากนั้นรีบล่าถอยหลบหนีทันควัน หน่วย
สอดแนมบางตนพยายามปลูกต้นไม้ส่งข่าวเพื่อรายงานกลับไปยัง
ค่าย แต่กงซุนชาไหนเลยจะเปิดโอกาสให้แก่พวกมัน เพียงโบกมือ
คราหนึ่ง กองทัพของมันก็เหยียบยํ่าหน่วยสอดแนมเหล่านั้นจมดิน
ในพริบตา
หน่วยสอดแนมเหล่านี้จวบจนแหลกสลายคาที่ ยังไม่ได้มีเวลา
ส่งข่าวกลับไปยังค่ายแม้แต่น้อย
เห็นเช่นนี้ หน่วยสอดแนมที่เหลือรีบหนีไม่คิดชีวิต
กงซุนชาไม่ชะลอลังเล บัญชาการให้กองทัพติดตามหลัง
หน่วยสอดแนมเหล่านั้นไปอย่างกระชั้นชิด มันรักษาระยะห่างที่
เหมาะเจาะพอดีเอาไว้ ไม่ได้เปิดโอกาสให้พวกมันปลูกต้นไม้ส่งสาร
ได้ทัน
ในภพอสูร ข้อมูลข่าวสานส่วนใหญ่มีกจะส่งผ่านต้นไม้ส่งสาร
หน่วยลาดตระเวนจะพกพาเมล็ดของต้นไม้ส่งสารติดตัวมาด้วย
พวกมันเพียงแค่ต้องปลูกเมล็ดพืชแหล่านี้ แล้วต้นไม้จะงอกและ
เติบโตในช่วงเวลาอันกระชั้นสั้น เข้าสู่ช่วงออกผลและกลายเป็น
เมล็ด ผลของต้นไม้ส่งสารจะแตกออกเป็นหมอกหลากสี ซึ่งจะ
เปลี่ยนเป็นภาพและเสียงส่งข่าวสารกลับไป
เมล็ดของต้นไม้สื่อสารต้นเดียวกันสามารถสื่อสารแลกเปลี่ยน
ข่าวสารกันได้ สะดวกสบายยิ่ง แต่ก็ยังมีข้อบกพร่อง นั่นคือต้องใช้
เวลาช่วงหนึ่ง นับตั้งแต่ต้นไม้งอกเงย เติบโต จนออกผล ต้องใช้เวา
ราวชั่วหนึ่งก้านธูป โดยทั่วไปแล้วระยะเวลาชั่วหนึ่งก้านธูปไม่
นับเป็นอย่างไร แต่ในช่วงคับขันอันตราย ระยะหนึ่งก้านธูปปนี้
กลายเป็นข้อบกพร่องร้ายแรง
หน่วยสอดแนมยามนี้ไหนเลยจะมีเวลาถึงชั่วหนึ่งก้านธูป
กองทัพของกงซุนชาพลันแยกกระจายออกในบัดดล กอง
กำลังที่เหมือนคลื่นหิมะถาโถม ทันใดนั้นแบ่งออกเป็นเกล็ดหิมะ
มหึมาหกเกล็ด แต่ละเกล็ดสร้างขึ้นด้วยอสูรเพลิงเหล็กหมาดแปด
ร้อยกว่าตน พวกมันประดุจกงจักรความเร็วสูงหกวง สองกองกำลัง
ที่ปีกซ้ายขวาเริ่มขนาบทหารข้าศึก ตีโอบเป็นวงโค้งไล่หลังหน่วย
สอดแนมไปอย่างกระชั้นชิด บีบบังคับให้พวกมันกระจุกรวมเข้า
ด้วยกัน
หนึ่งหลบหนีไม่คิดชีวิต อีกหนึ่งไล่ล่าตามติด หลังจากไล่ขับ
กันร่วมครึ่งชั่วยาม กองทัพของกงซุนชาก็บรรลุถึงชายขอบเขต
แดนค่ายทัพหลักของอวี้เหิง
ฉากนี้บันดาลให้อสูรผู้ชมทั้งหมดปากอ้าตาค้าง
นี่มัน… …นี่มันกลยุทธ์อะไรกัน?
การสัประยุทธ์ในหมากรุกสงครามขนาดใหญ่ขึ้น โดยทั่วไปทั้ง
สองฝ่ายมักใช้เวลาต่อสู้โรมรันยี่สิบสามสิบชั่วยาม หรือกระทั่งนาน
กว่านั้น สภาพภูมิประเทศที่กว้างใหญ่มีพื้นที่มากพอให้ใช้กลยุทธ์
ที่ลึกลํ้าประชันขันแข่งอย่างเต็มที่ จนกว่าจะเอาชนะอีกฝ่ายได้ ทั้ง
สองฝ่ายมักจะต้องทำการลาดตระเวนสอดแนมอยู่หลายต่อหลาย
รอบ สืบเสาะค้นหา ปะทะกัน กดดันและบีบกระชับพื้นที่ของฝ่าย
ตรงข้าม ก่อนจะมาถึงศึกชี้ชะตาครั้งสุดท้าย
สำหรับหมากรุกสงครามที่มีขนาดใหญ่มากเช่นนี้ แม่ทัพ
บัญชาการศึกหลายคนยังตระเตรียมที่จะเฝ้าชมดูสามวันสามคืน
โดยไม่ถอยหนี
แต่เซียวม่อเกอเป็นชนชั้นใด มันไม่เคยทำตามบรรทัดฐาน
ของผู้คนปกติมาก่อน เวลานี้ยิ่งไม่ใช่ข้อยกเว้น มันไม่ตั้งค่ายทัพ
ไม่ปลูกต้นไม้อสูร นับตั้งแต่เริ่มต้น มันก็นำกองกำลังทั้งหมด บุก
ทะลวงเข่นฆ่าไปยังค่ายทัพหลักของอีกฝ่ายอย่างไม่รีรอ นี่…นี่มัน
กลยุทธ์บ้าบออะไร?
“เกินไป…นี่มันอันธพาลเกินไปแล้ว!”
แม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่งรำพึงโดยไม่รู้ตัว แต่ประโยคนี้กลับ
ทำให้แม่ทัพบัญชาการศึกทั้งหมดที่กำลังหายใจหายคอไม่ออก
พลันสูดลมหายใจเข้าอย่างพร้อมเพรียง!
ใช่แล้ว! อันธพาล! นี่มันอันธพาลร้านถิ่นชัดๆ!
มีแต่อันธพาลร้านถิ่นที่ไม่สนใจหลักวิชา เพียงมุ่งเน้นเข่นฆ่า
กันกลางถนน จึงจะเป็นเช่นนี้ นำพรรคพวกทั้งหมด บุกเข่นฆ่าไป
ยังหน้าประตูบ้านอีกฝ่าย… …
ซังหนานสีหน้าเหมือนกลืนแมลงวันเข้าไปทั้งตัว ทั่วร่างอึดขัด
ขัดข้องไม่มีที่ระบาย กระบวนทัพเกล็ดหิมะของเซียวม่อเกอกอรป
ด้วยพลังสภาวะปานอัสนีบาตฟาดทลาย แหวกทะลุชั้นเมฆจู่โจมใส่
มันจนนิ่งขึงตะลึงงัน วิชาลับสะกดรอยของเซียวม่อเกอยังไม่
สามารถเข้าใจได้ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ทำให้มันเต็มไปด้วย
ความคาดหมายต่อการต่อสู้ที่กำลังจะบังเกิดตามมา
แต่ความคาดหวังเหล่านี้ ก็ไม่ได้เป็นเหตุผลสำหรับการเข่นฆ่า
มาถึงหน้าประตูราวกับอันธพาลร้านถิ่นเช่นี้!
มิผิด นี่ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย! มันคล้ายกำลังเฝ้าดูยอดมือ
กระบี่ผู้หนึ่ง หลังจากร่ายรำกระบวนท่ากระบี่อันเจิดจรัสละลานตา
ทันใดนั้นพลันเหวี่ยงกระบี่วิเศษทิ้งไป แล้วฉวยมีดปังตอเชือดหมู ขู่
คำรามพลางโถมเข้าหาอีกฝ่ายอย่างดุร้ายหมายขวัญ
พิชัยยุทธ์อยู่ที่ใด? กลยุทธ์เล่า? ทักษะฝีมืออีกเล่า?
ความย้อนแย้งสุดขั้วนี้เอง ทำให้ซังหนานอึดอัดขัดข้องจน
แทบกระอักโลหิตออกมา
ในเวลานี้เอง กงซุนชาไม่ชะงักรีรอแม้แต่วูบเดียว เปิดฉากบุก
ทะลวงอย่างหักโหม ในสายตาของซังหนาน ความงดงามสูงสง่า
ของเกล็ดหิมะรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างพลันสลายไป มันดูเหมือน
มองเห็นคนฆ่าสัตว์แสยะยิ้มแยกเขี้ยว สะบัดปังตอฆ่าหมูในมือฟัน
ลงบนศีรษะของฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ปราณีปราศรัย ราวกับกำลัง
ฆ่าหมูตัวหนึ่ง!