สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 410 เกล็ดหิมะถล่มทลาย
จั่วม่อถามผูเยาอย่างอยากรู้อยากเห็น “ศิษย์น้องกงซุน
กำลังทำอะไร?”
“มันกำลังจัดทัพ” ผูเยาดวงตาสาดประกายประหลาดวูบ
หนึ่ง แล้วจู่ๆ พลันหัวร่อออกมาเบาๆ “คราวนี้ก็มีเรื่องน่าดูชมให้ดู
แล้ว”
“เรื่องน่าดูชม?” จั่วม่อไม่เข้าใจ
ผูเยาไม่ตอบคำ แต่สีหน้าหนักอึ้งก่อนหน้านี้หายวับเป็น
ปลิดทิ้ง มุมปากจุดรอยยิ้มเย็นเยียบชนิดหนึ่ง
ในสายตาผู้อื่น กงซุนชาคล้ายจัดขบวนทัพอย่าง
ยากลำบาก แต่สำหรับตัวกงซุนชาเอง มันกำลังจมอยู่กับการ
ทดลองจัดกระบวนทัพอย่างชุ่มฉํ่าใจ
อสูรเพลิงเหล็กหมาดมีคุณลักษณะคล้ายคลึงกับเหล่า
เซียนกระบี่แห่งค่ายจูเชวี่ยเป็นอย่างยิ่ง พลังโจมตีอันล้นเหลือ แต่
ความสามารถในการป้องกันตํ่าเตี้ยเรี่ยดิน
ทว่าคราวนี้กงซุนชาไม่ได้จัดกระบวนทัพอสูรเพลิงเหล็ก
หมาดตามกลยุทธ์ของค่ายจูเชวี่ยดังที่มันคุ้นเคย แต่กลับพยายาม
จัดกระบวนทัพรูปแบบใหม่ๆ จัดอสูรเพลิงเหล็กหมาดหกตน
รวมเข้าเป็นหนึ่งหน่วย หกหน่วยรวมเป็นหนึ่งหมู่ นี่เป็นครั้งแรกที่
กงซุนชาจัดกระบวนทัพแบบนี้ แรกเริ่มมันดูติดขัดเงอะงะไปหมด
กระทั่งผู้ชมยังรู้สึกได้ว่ามันลังเลอยู่บ้าง
แต่ยิ่งจัดทัพไปเรื่อยๆ ประกายในดวงตากงซุนชายิ่งใส
กระจ่างขึ้นทุกขณะ การเคลื่อนไหวของมันกลายเป็นหมดจด
คมชัดขึ้น การจัดกระบวนทัพยิ่งราบรื่นขึ้นทุกที พลังสภาวะที่
เรียกว่าความเชื่อมันแผ่ซ่านออกมาอย่างแช่มช้า
การจัดกระบวนทัพเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความคิดชั่วแล่น
เท่านั้น
ปัญหาว่าทำอย่างไรจึงสามารถเพิ่มขีดความสามารถใน
การต่อสู้ของค่ายจูเชวี่ย เป็นคำถามที่ค้างคาใจมันมานานแล้ว และ
กระบวนทัพใหม่ที่แล้วเสร็จสมบูรณ์ คือส่วนหนึ่งในการบากบั่น
ทุ่มเทของมัน
กระบวนศึกสามคลื่นพิฆาตแม้คมกล้าไร้ที่เปรียบ แต่หาก
พวกมันถูกลากลงในการต่อสู้ที่แข่งความอดทน จะเผชิญปัญหา
ของการไม่มีเรี่ยวแรงพลังที่ยาวนานทันที เมื่ออยู่ในอาณาจักร
ขุนเขาน้อย ค่ายจูเชวี่ยอาจดูแกร่งกล้าไร้เทียมทาน แต่หากดูจาก
ทั่วทั้งโลก กงซุนชารู้แน่แก่ใจว่าค่ายจูเชวี่ยยังห่างไกลจากยอด
ฝีมือที่แท้จริง ทันทีที่พวกมันเผชิญศัตรูที่กล้าแข็งกว่า และสาม
คลื่นพิฆาตระลอกแรกไม่บังเกิดผล ค่ายจูเชวี่ยจะตกอยู่ใน
สถานการณ์อันตรายถึงชีวิตแล้ว
เมื่อไม่นานมานี้ฝีมือของมันในฐานะแม่ทัพบัญชาการศึก
รุดหน้าอย่างก้าวกระโดด สายตาของมันยังกว้างไกลกว่าแต่ก่อน
มาก เมื่อครอบครองประสบการณ์ต่อสู่ที่สดใหม่และอุดมสมบูรณ์
มันใคร่ครวญค้นหาพิชัยยุทธ์อันแปลกใหม่หลากหลายกลยุทธ์
หากเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกทั่วไป ย่อมไม่กล้าคิดค้นกล
ยุทธ์ใหม่ด้วยตัวเองโดยพละการ ในสายตาของพวกมัน การคิดค้น
กลยุทธ์ใหม่เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือมากที่สุด พวกมันแตกฉานกลศึก
นับร้อยชนิด กลยุทธ์เหล่านี้ที่ผ่านมาเคยถูกใช้มานับร้อยนับพัน
ครั้ง มากพอสำหรับให้พวกมันรับมือสถานการณ์เปลี่ยนแปลงแทบ
ทั้งหมด
แต่กงซุนชาไม่เคยผ่านการศึกษารํ่าเรียนอย่างเป็นระบบ
ดังนั้นมันไม่ถูกกรอบเกณฑ์สกัดกั้น จำนวนกลยุทธ์ที่มันเข้าใจ
เกรงว่ายังน้อยกว่าแม่ทัพบัญชาการศึกระดับเงินทั่วไปในภพอสูร
เสียอีก ผูเยาไม่เคยสั่งสอนกลยุทธ์ทำศึกให้แก่มันอย่างเป็น
กิจลักษณะ มันได้แต่ศึกษาเรียนรู้เอาจากระหว่างที่ทำศึกสัประยุทธ์
กับผูเยาเท่านั้น หรืออาจบอกว่าระหว่างที่ถูกผูเยาทารุณกรรมก็ไม่
ผิด
กฎของสนามรบทั้งหมดจะถูกสรุปด้วยตัวเอง
มันไล่ล่าไขว่คว้าเพียงชัยชนะเท่านั้น มีเพียงกลยุทธ์ที่มี
ประสิทธิภาพและสมเหตุสมผล จึงสามารถหนุนส่งให้มันได้ชัย!
กองกำลังอันยุ่งเหยิงกระจัดกระจาย ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง
อย่างแช่มช้า ราวกับว่ามีมือที่มองไม่เห็นกำลังปั้นพวกมันเป็นรูป
เกล็ดหิมะ จากอัปลักษณ์สู่งดงามตระการ
พร้อมกับที่แววตาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง เสียง
วิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรสก็ลดน้อยลงทุกขณะ
มองลงมาจากมุมบน กองทัพของกงซุนชาประหนึ่งเกล็ก
หิมะนับร้อยพันหล่นร่วงลงสู่พื้น แต่เกล็ดหิมะเหล่านี้เป็นสีแดงฉาน
เนื่องเพราะเหล่าอสูรเพลิงเหล็กหมาดมีเรือนผมสีแดงเข้ม
ท่ามกลางเกล็ดหิมะแดงฉานอันงดงามสุดบรรยาย เจตนา
ฆ่าฟันพุ่งทะยานขึ้นไปถึงชั้นฟ้า!
“งดงามยิ่ง!” เหอเม่ยอดรํ่าร้องออกมาไม่ได้ ดวงตาเป็น
ประกายสุกสกาว
“พวกมันไม่ใช่เพียงแค่งดงาม” ซังหนานไม่ได้ละสายตา
แม้แต่น้อย ขณะที่ตอบคำอย่างฉับพลันทันใด รอบกายมัน เห็น
หลายคนมีสีหน้าตึงเครียดคล้ายคลึงกันทั้งสิ้น พวกมันล้วนพบเห็น
เจตนาฆ่าฟันที่อัดแน่นอยู่ในเกล็ดหิมะงามพิสดารเหล่านี้
หมิงเยวี่ยเยี่ยไม่กล่าวคำใด สีหน้าสงบราบเรียบ แต่ใน
ดวงตาสีฟ้าอันไพศาลดุจท้องนภา กลับปรากฏแววประหลาดใจ
เลือนรางจนแทบสังเกตไม่เห็น
“มันกำลังเคลื่อนที่แล้ว” เหอเม่ยดวงตายิ่งสุกสกาว “วา
พวกเจ้าดู งดงามเหลือเกิน!”
ไม่มีผู้ใดตอบคำ แต่ในดวงตาของพวกมันเปล่งประกาย
อัศจรรย์ใจ
ช่างงดงามอย่างแท้จริง!
กองทัพเกล็ดหิมะไม่ได้เคลื่อนพลเร็วนัก ขณะที่พวกมัน
เคลื่อนทัพไป เหล่าอสูรที่ชมดูพลันพบว่า กองทัพทั้งหมดแบ่ง
ออกเป็นวงกลมมหึมาหกวง วงกลมทั้งหกขณะที่รุดหน้าก็หมุน
คว้างอย่างแช่มช้าไปพร้อมกัน สิ่งที่ยิ่งน่าอัศจรรย์ใจยิ่งไปกว่านั้น
ก็คือเกล็ดหิมะทั้งหมดในทุกวงกลม ก็ล้วนแล้วแต่หมุนคว้างอย่าง
ช้าๆ ไปด้วย
เกล็ดหิมะแดงฉานนับพันเคลื่อนไหวอย่างพรักพร้อม ช่าง
น่าดูชมอย่างแท้จริง
แต่เมื่อฉากนี้อยู่ในสายตาของซังหนานกับพวก พวกมัน
ถึงกับสีหน้าแปรเปลี่ยน!
กระทั่งแม่ทัพบัญชาการศึกที่ดูถูกเหยียดหยาม ยังเผ่นผึง
ขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว พวกมันร่างบังเกิดปฏิกิริยาตอบสนองทันที
กลายเป็นเขม็งตึงเครียด ในดวงตาประกฎเค้าตื่นตะลึงชัดเจนขึ้น
ทุกขณะ
พลังจิตสำนึกอันแกร่งกล้านัก!
ผูเยาหัวร่ออย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง “ซิวเจ่อ อสูรและปิศาจ
ล้วนมีแม่ทัพบัญชาการศึก แต่ในหมู่พวกมันทั้งสามเผ่า ก็ผิดแผก
แตกต่างไปคนละทาง แม่ทัพบัญชาการศึกของซิวเจ่อแตกฉานใน
การทำนายและหยั่งคำนวณ วิชาการคำนวณที่พัฒนาอย่าง
ยิ่งใหญ่ลํ้าเลิศเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการทำเช่นนี้ แม่ทัพ
บัญชาการศึกของเผ่าปิศาจมุ่งเน้นความเหี้ยมหาญและจิต
วิญญาณการต่อสู้อันเข้มแข็ง แม่ทัพบัญชาการศึกปิศาจที่ทรง
พลังอำนาจสามารถรวบรวมพลังของทั้งกองทัพเข้ามาในร่างของ
มันผู้เดียว นั่นสามารถถล่มขุนเขาผันสมุทรอย่างแท้จริง เช่นนั้น
แม่ทัพบั๙การศึกเผ่าอสูรเล่า? ฝีมือที่ร้ายกาจที่สุดของพวกมันก็
คือพลังจิตสำนึก!”
“พลังจิตสำนึก?” จั่วม่อไม่เข้าใจ หลังจากมันค้นพบความ
จริงอันแปลกประหลาดว่าศิษย์น้องกงซุนมีพรสวรรค์ในการเป็นแม่
ทัพบัญชาการศึก มันก็ไม่สนใจสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงในด้านนี้อีก
“แม่ทัพบัญชาการศึกที่มีจิตสำนึกกล้าแข็งสามารถ
ตรวจจับรายละเอียดมากมายมหาศาล ทั่วทั้งสนามรบจะกระจ่างอยู่
ในใจมัน ยิ่งไปกว่านั้นจิตสำนึกเป็นเครือข่ายเชื่อมโยง มันสามารถ
ส่งผ่านคำสั่งไปยังอสูรนักรบทั้งหมดโดยตรง ทั้งกองทัพเท่ากับเป็น
แขนขาร่างกายของมันเอง สามารถควบคุมบังคับได้ดั่งใจ
ปรารถนา”
จั่วม่อในที่สุดก็เข้าใจ “เช่นนั้นหมายความว่าศิษย์น้องกง
ซุนแข็งแกร่งใช่หรือไม่?”
“มันมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยม” ผูเยาภาคภูมิใจเล็กน้อย
จากนั้นเสริมว่า “โชควาสนาของมันยิ่งไม่เลว”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าศิษย์น้องกงซุนร้ายกาจที่สุด!” จั่วม่อเบิก
บานใจยิ่ง นึกถึงว่าบดขยี้ตาเฒ่าอวี้เหิงให้จมธรณี ในใจมันสุข
สำราญไม่น้อย
“เจ้าไม่รู้สึกร้อนรุ่มเลือดลมเดือดพล่านบ้างเลยหรือ?” ผู
เยาเหลือบมองจั่วม่อ
“เดือดสิ! ข้าอยากลงไปต่อสู้เองด้วยซํ้า!” จั่วม่อตาสาด
ประกายเจิดจ้า
“ประเสริฐ! สองคนต่อสู้กันจะไปมีคุณค่าความหมายใด?
การสัประยุทธ์หํ้าหั่นกันในขนาดกองทัพจึงจะเป็นความสุขสำราญ
ที่แท้จริง!” ผูเยาล่อลวง “เป็นไร? ลองมารํ่าเรียนเป็นแม่ทัพ
บัญชาการศึกดีหรือไม่? นี่สนุกสนานยิ่ง!”
“ไม่!” จั่วม่อสั่นศีรษะระรัวเป็นตีกลอง
“ไฉนไม่?” ผูเยาซักไซ้ จะให้เลิกราเพียงเท่านี้มันก็ไม่
ยินยอมพร้อมใจ
“ศิษย์น้องเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกอยู่แล้ว” จั่วม่อกล่าว
ราวกับสมเหตุสมผลเป็นที่สุด “ทำกำไรจิงสือจึงเป็นวิถีอันเที่ยงแท้
หากข้าเรียนวิชาแม่ทัพบัญชาการศึก แล้วจะทำกำไรจิงสือได้
หรือไม่?”
ผูเยาไร้วาจาจะกล่าว
ในมุมอีกด้าน เว่ยนั่งเงียบๆ ไม่ปรารถนาเอาตัวเข้ามาข้อง
เกี่ยวกับหัวข้อนี้
กงซุนชามองกองทัพของมันที่จัดกระบวนทัพเสร็จสิ้น
อย่างพออกพอใจ กลศึกที่ผิดแผก ย่อมต้องจัดกระบวนทัพ
แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม มันยังไม่ออกคำสั่งให้กองทัพเพิ่ม
ความเร็ว ยังคงรักษาระดับความเร็วอันเชื่องช้าเอาไว้
กลยุทธ์ใหม่นี้มันครุ่นคิดมาเป็นเวลานานแล้ว แต่นี่เป็น
ครั้งแรกที่นำออกมาใช้จริง เป็นธรรมดาที่มีข้อบกพร่องมากมาย
สะดุดติดขัดไปหมด แต่กงซุนชาไม่รีบไม่ร้อน ค่อยทดลองไปทีละ
น้อย มันคล้ายไม่ล่วงรู้ว่านี่เป็นการต่อสู้ที่มีความสำคัญยิ่ง
หากกล่าวว่าก่อนหน้านี้ผู้คนยังดูหมิ่นมัน ยามนี้แม่ทัพ
บัญชาการศึกที่ขอเพียงมีภูมิความรู้อยู่บ้าง ล้วนพากันจับจ้อง
ขบวนทัพรูปเกล็ดหิมะเป็นตาเดียว
เฝ้ามองจนกระทั่งกองทัพพิสดารนี้ ค่อยๆ เปลี่ยนจาก
หยาบกระด้างไปเป็นราบเรียบลื่นไหล
“พลังจิตสำนึกของเซียวม่อเกอกล้าแข็งอย่างแท้จริง” ซัง
หนานเต็มไปด้วยความนับถือเลื่อมใส สามารถควบคุมอสูรนักรบ
มากมายถึงเพียงนี้อย่างถูกต้องแม่นยำ ร้ายกาจยิ่ง!”
“จิตสำนึกกล้าแข็งจะมีประโยชน์ใด? เพียงแค่พยายามทำ
ให้ดูตระการตาเพื่อหลอกลวงผู้คนเท่านั้น ผู้ใดจะใช้กระบวนทัพ
รูปร่างพิลึกเช่นนี้ทำศึก?” แม่ทัพบัญชาการศึกคนอื่นอดกล่าว
ไม่ได้ สีหน้าไม่สู้ดี
หลายคนพยักหน้าเห็นพ้องทันที “มิผิด มันใช่คิดว่านี่เป็น
เวทีแสดงหรือไม่? แค่งดงามก็ทำให้ผู้คนยอมรับเช่นนั้นหรือ? ฮ่า
สร้างขบวนทัพเป็นรูปเกล็ดหิมะ ไม่เคยได้ยินมาก่อน แม้ว่ามันจะ
อยากสร้างความแปลกใหม่เพื่อเรียกคะแนนประทับใจ ก็ไม่สมควร
ทำเช่นนี้”
“มันเป็นคนมีชื่อเสียง เมื่อมีโอกาสดีงามเช่นนี้ ย่อมต้อง
สำแดงฝีมือ! หากไม่ทำให้ดูงดงามเข้าไว้ จะหลอกลวงผู้คนทั่วไปที่
ไม่รู้ความได้อย่างไรเล่า?” แม่ทัพบัญชาการศึกอีกผู้หนึ่งถากถาง
อย่างขุ่นข้อง
แม่ทัพบัญชาการศึกหลายคนสั่นศีรษะ บนใบหน้าปรากฏ
ความไม่พอใจอย่างรุนแรง ในความเห็นของพวกมัน เห็นได้ชัดว่า
เซียวม่อเกอตั้งใจแสดงด้วยวิธีนี้ มันคิดใช้ฝีมืออันน่าแปลกใจนี้
เพื่อหลอกลวงผู้คนทั่วไปที่ไม่สันทัดในวิชาแม่ทัพบัญชาการศึกใช่
หรือไม่? นี่คือสิ่งที่แม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่งสมควรกระทำหรือ?
ซังหนานไม่ได้เอ่ยปาก เพียงลอบฝืนยิ้มในใจ
มันสามารถเข้าใจความคิดของสหายเหล่านี้ได้ ในสายตา
ของแม่ทัพบัญชาการศึกส่วนมาก การศึกสัประยุทธ์คือเรื่อง
ร้ายแรงและศักดิ์สิทธิ์ หากเซียวม่อเกอไม่มีฝีมือในการเป็นแม่ทัพบั
๙การศึกจริงๆ พวกมันก็จะเพียงแค่แย้มยิ้ม แล้วปล่อยผ่านเลยไป
แต่ในเวลานี้ ไม่ว่าพลังจิตสำนึกอันแข็งกล้า หรือการควบคุมที่
แม่นยำจนเหลือเชื่อที่เซียวม่อเกอสำแดงออกมา ล้วนบ่งบอกว่ามัน
เป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่แท้จริงผู้หนึ่ง
ในฐานะแม่ทัพบัญชาการศึก แค่กลับปฏิบัติต่อสงคราม
ดังเช่นการละเล่นของเด็กน้อย เพียงเพื่อสนองตอบความพึงพอใจ
ของผู้ชมเท่านั้น บุคคลดังกล่าว ปลุกเร้าความชิงชังรังเกียจของ
พวกมันทันที
ขณะที่การประลองเปิดฉากขึ้น บรรดาแม่ทัพบัญชาการ
ศึกแทบทั้งหมดล้วนยืนอยู่ฝ่ายอวี้เหิง พวกมันมุ่งหวังอย่างจริงใจ
ให้แม่ทัพอวี้เหิงสั่งสอนบทเรียนอันเข้มงวดให้แก่เจ้าตัวตลกนี้สัก
ครา
แม่ทัพบัญชาการศึกบางคนถึงกับขนานนามเซียวม่อเกอ
ว่า‘ความอับอายของแม่ทัพบัญชาการศึก’
รับฟังคำเสียดสีดูหมิ่นของสหายรอบข้าง ซังหนานลอบ
สั่นศีรษะ มันไม่ได้รู้สึกว่าเซียวม่อเกอสร้างกระบวนทัพเกล็ดหิมะ
แปลกๆ นี้ เพียงเพื่อทำให้ผู้คนตื่นตาตื่นตา แม้ว่ามันจะไม่เข้าใจว่า
เซียวม่อเกอสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม
ลางสังหรณ์อันตรายชนิดหนึ่งติดค้างอยู่ในใจมัน
มันเหลือบมองหมิงเยวี่ยเยี่ยต้าเหรินแวบหนึ่ง เห็นหมิง
เยวี่ยเยี่ยเพ่งมองกองทัพประหลาดตาไม่กระพริบ
ซังหนานใจกระตุกวูบ “ต้าเหริน ท่านสัมผัสได้… …”
หมิงเยวี่ยเยี่ยไม่ละสายตา เพียงยกมือตัดบท “ดูนั่น”
ตามปลายนิ้วเรียวงามของต้าเหริน มันรีบหันกลับไปมอง
มันเห็นกองทัพของเซียวม่อเกอ จู่ๆ ก็เร่งความเร็วขึ้น
อย่างฉับพลัน พวกมันประดุจหิมะถล่มทลายลงจากผาสูง ในห่า
หิมะผืนใหญ่ประกอบไปด้วยเกล็ดหิมะหมุนคว้างนับไม่ถ้วน
เสียงดูถูกเหยียดหยามจากบรรดาสหายของซังหนาน
เงียบหายไปในบัดดล ซังหนานเข้าใจความเงียบของพวกมัน
สายตามันเองก็จับจ้องไปยังกองทัพที่รุดหน้าไปอย่างเร่งร้อนนั้น ไม่
ทราบเพราะเหตุใด สังหรณ์อันตรายในใจมันยิ่งมายิ่งรุนแรงขึ้นทุก
ขณะ
ไม่ใช่แค่มันผู้เดียวที่สัมผัสได้ถึงอันตราย!
ในหิมะถล่มที่ม้วนตัวอย่างเร่งร้อน เกล็ดหิมะทุกเกล็ดหมุน
คว้างอย่างกราดเกรี้ยว ราวกับกงจักรรูปเกล็ดหิมะสีแดงฉาน ผนึก
รวมเข้าด้วยกัน เคลื่อนที่ไปข้างหน้าเป็นชั้นคลื่น
เจตนาฆ่าฟันอันคมกล้าโหมซัดออกมาโดยไม่คิดปิดบัง!
ต่อหน้าคลื่นกงจักรที่หมุนคว้างอย่างเร่งร้อนเหล่านี้ แทบ
ทุกคนล้วนลืมหายใจโดยไม่รู้ตัว
พุ่งดิ่งไปในแนวราบขนานกับพื้น คลื่นหิมะคมกริบสีแดง
ฉานถาโถมไปข้างหน้าด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
ลำพังพลังสภาวะสุดกราดเกรี้ยวของกองทัพ ก็เพียงพอให้ทุกคน
ต้องนิ่งขึงตะลึงงัน
รอประเดี๋ยว!
ซังหนานที่เพ่งมองคลืนกงจักรสีแดงฉานจนตาไม่กะพริบ
ทันใดนั้นรู้สึกหนังตาเต้นกระตุก รีบเหลียวหน้ามองอีกด้านอย่าง
ฉับพลัน ใบหน้าทอแววเหลือเชื่อ!
ทิศทางนี้มัน… …
มุ่งตรงไปยังค่ายทัพหลักของอวี้เหิง!