สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 413 เกล็ดหิมะรัดคอ
เกล็ดหิมะรัดคอ!
นี่คือนามที่กงซุนชามอบให้แก่กลยุทธ์ใหม่ของมัน วันนี้เป็น
ครั้งแรกที่เผยประกายอันคมกล้าออกมา เหล่าผู้ชมแม้ทอดถอน
ชมเชยในพลังบุกทะลวงอันน่าสะท้านใจ แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ว่า
เหตุผลที่แม่นางน้อยต้องสร้างเกล็ดหิมะรัดคอขึ้นมา ก็เพื่อชดเชย
ความจริงที่ว่าสามคลื่นพิฆาตไม่อาจยืนหยัดต่อสู้ได้ยาวนาน
กล่าวอีกอย่างก็คือ พลังบุกทะลวงอันน่าตื่นตาตื่นใจที่ตัดผ่าน
แนวป้องกันราวกับผ่าเต้าหู้ ที่แท้กลับไม่ใช่จุดแข็งที่สุดของกลยุทธ์
นี้
จุดแข็งที่สุดก็คือการโอบรัดล้อมสังหาร ประดุจรัดคอผู้คนจน
ตาย!
หกเกล็ดหิมะมหึมาแตกกระจายอย่างฉับพลัน เปลี่ยนเป็น
เกล็ดหิมะเล็กๆ มากมายสุดคณานับ พวกมันไม่เคลื่อนไหวตาม
รูปแบบกระบวนทัพอีกต่อไป เกล็ดหิมะเล็กๆ เหล่านี้ประดุจนํ้าท่วม
ถาโถม พบรูมุดรู พบรอยแตกแทรกซึมเข้าไป บุกเข่นฆ่าจากทั่วสี่
ทิศแปดทาง
การบุกรุกของพวกมันไม่รวดเร็วเท่าใด แต่บันดาลให้ผู้คน
รู้สึกว่าการบุกรุกของพวกมันไม่อาจหลบเลี่ยงแข็งขืน
เกล็ดหิมะเล็กๆ ประกอบด้วยหกอสูรเพลิงเหล็กหมาดที่หมุน
คว้างอย่างเร่งร้อน แต่ละตนตระเตรียมศาสตร์อสูรไฟเอาไว้ในสอง
มือ ทันทีที่พวกมันปะหน้าศัตรูก็จะจู่โจมในบัดดล กระบวนการ
โจมตีของพวกมันยังพิเศษเฉพาะยิ่ง ขณะที่หมุนคว้างอย่างเร่งร้อน
หกอสูรเพลิงเหล็กหมาดจะโถมทะยาน สลับกันปลดปล่อยศาสตร์
อสูรไฟในมือออกไป ดูผิวเผินราวกับกงจักรเพลิงที่พ่นไฟออกมา
ไม่ขาดสายวงหนึ่ง
มันกลายเป็นลำแสงเพลิงตรงแน่วลำมหึมา!
นี่เป็นลำแสงเพลิงที่ผสานรวมศาสตร์อสูรไฟทั้งหมดของพวก
มัน เมื่ออสูรเพลิงเหล็กหมาดตนสุดท้ายปลดปล่อยศาสตร์อสูรไฟ
ออกมา อสูรเพลิงเหล็กหมาดตนแรกก็จะเสร็จสิ้นการร่ายศาสตร์
อสูรไฟชุดใหม่พอดี ก่อเกิดวัฏจักรศาสตร์อสูรไฟที่ไม่รู้จบวงหนึ่ง
ลำแสงไฟพวยพุ่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เผชิญกับห่าพิรุณลำแสงไฟไม่รู้จบเหล่านี้ ศาสตร์อสูรป้องกัน
ของเหล่าทหารข้าศึกเปราะบางไม่ต่างจากแผ่นกระดาษ พวกมัน
จวบจนกระทั่งถูกบดขยี้เป็นเถ้าธุลี ยังไม่อาจถ่วงรั้งการบุกทะลวง
ของศัตรูได้มากพอที่จะซื้อเวลาให้แก่พรรคพวก ส่วนทหารที่ไม่มี
พลังป้องกันยิ่งตายอนาถเร็วกว่าพวกมันอีก
ที่ยิ่งน่าสะพรึงกลัวไปกว่านั้น คือเกล็ดหิมะแต่ละเกล็ดไม่เคย
เผชิญหน้ากับศัตรูตามลำพัง พวกมันจะต้องมีอีกสองสามเกล็ด
หิมะอยู่เคียงข้างพวกมันเสมอ ตรงกลางของทั้งสามหน่วยย่อยจะชิง
ถอยกลับ สร้างเป็นรูปสามเหลี่ยมกลับหัว กึ่งโอบล้อมศัตรูไว้ใน
ภายใน แล้วบีบรัดสังหารศัตรูภายใต้ตาข่ายไฟของพวกมัน
ตาข่ายไฟสร้างขึ้นจากการผสานลำแสงเพลิงของทั้งสาม
หน่วยย่อย เพิ่มพูนพลังเข่นฆ่าสังหารของพวกมัน หากเกล็ดหิมะ
เพลิงหกเจ็ดเกล็ดจู่โจมลำแสงเพลิงอย่างพร้อมเพรียง ตาข่ายไฟที่
ประสานก่อตัวขึ้นมา แทบจะฉกชิงเอาความหวังทั้งมวลของศัตรูไป
ความเร็วในการบุกทะลวงของอสูรเพลิงเหล็กหมาดไม่ถือว่า
รวดเร็วนัก พวกมันเคลื่อนที่ไปอย่างแช่มช้า ประดุจลำธารหิน
หลอมเหลวไหลบ่า ถาโถมไปทุกทิศทาง ทุกที่ที่พวกมันท่วมผ่าน
ทุกสิ่งทุกอย่างถูกแผดเผาเป็นเถ้าธุลี ไม่มีสิ่งใดสามารถหยุดยั้ง
พวกมันได้!
เห็นลำแสงเพลิงถักทอตัดไขว้ ดุจดั่งตาข่ายมหึมาปิดฟ้าคลุม
ดิน!
เหล่าศัตรูที่ตกอยู่ในตาข่ายมหึมาพากันร่ายศาสตร์อสูร
ต่อต้านอย่างบ้าคลั่ง แต่พวกมันไม่ต่างจากแมลงตัวน้อยติดตาข่าย
ใยแมงมุม ไม่ว่าดิ้นรนเท่าใดล้วนไร้ประโยชน์
อวี้เหิงใบหน้าขาวเผือด เห็นลำแสงเพลิงตัดไขว้เต็มฟ้า ใน
สายตามัน นี่ไม่ต่างอันใดจากเส้นใยแห่งความตาย! จำนวนทหาร
ใต้บังคับบัญชามันลดฮวบฮาบลงด้วยระดับความเร็วอันน่าสะท้าน
ใจ
มันยังสามารถเห็นได้ ว่าต่อหน้าค่ายทัพป้องกันของมัน อสูร
เพลิงเหล็กหมาดของอีกฝ่ายก็ล้มตายลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทว่า
… …
อวี้เหิงในปากขมปร่า อัตราการล้มตายของฝ่ายตรงข้ามน้อย
กว่าของมันมาก มองคร่าวๆ ต้องใช้อสูรนักรบของมันราวสามตน
จึงสามารถปลิดชีวิตอสูรนักรบของอีกฝ่ายตนหนึ่งได้ มันแทบเชื่อ
ไม่ลง นี่ยังเป็นอสูรเพลิงเหล็กหมาดที่เปราะบางอยู่อีกหรือ?
จิตสำนึกของอีกฝ่ายแกร่งกล้าเกินไป!
อสูรเพลิงเหล็กหมาดที่อยู่ด้านหน้าสุดจะล้มตายรวดเร็วยิ่ง แต่
ทันทีที่ตนหนึ่งล้มลง อสูรเพลิงเหล็กหมาดจากแถวหลังจะรีบรุด
ขึ้นมาเติมเต็มทันที กองทัพทั้งหมดของอีกฝ่ายเป็นเช่นสายนํ้าที่
ไหลบ่าอย่างราบรื่นไม่ขาดตอน! ยิ่งไปกว่านั้น เกล็ดหิมะเล็กๆ ทุก
เกล็ดยังคงหมุนคว้างด้วยความเร็วสูงสุด ในตอนแรกเริ่มพวกมันมี
อสูรนักรบห้าพันตน เท่ากับมีเกล็ดหิมะมรณะมากกว่าแปดร้อย
เกล็ด!
แม้ว่าจะล้มตายลงอย่างต่อเนื่อง พวกมันยังคงรักษารูปขบวน
อันสมบูรณ์พร้อมเอาไว้ นี่หมายความว่าความสามารถในการเข่น
ฆ่าสังหารแทบไม่ได้ลดน้อยลงเลย เป็นสาเหตุของอัตราส่วนความ
เสียหายที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดินนี้
แต่เพื่อให้สามารถกระทำเรื่องราวน่าแตกตื่นสะท้านโลกเช่นนี้
ได้ จิตสำนึกของมันจะต้องเข้มแข็งถึงเพียงไหน?
อวี้เหิงใบหน้าเขียวคลํ้า ดวงตาเริ่มมืดหม่น
มันทราบว่ามันพ่ายแพ้แล้ว พ่ายแพ้อย่างสาหัสสากรรจ์ เมื่อ
ทหารอสูรของมันลดจำนวนลง อาวุธป้องกันค่ายทัพเริ่มสำแดง
อานุภาพได้น้อยลง น้อยลงเรื่อยๆ เหล่าอสูรเพลิงเหล็กหมาดของ
ฝ่ายตรงข้ามเพียงลงมือคราเดียว ก็ทยอยบดขยี้อาวุธป้องกันค่าย
ไปทีละชิ้นๆ
มันเอ่ยปากยอมรับความพ่ายแพ้
แม้ว่ายุทธวิธีของเซียวม่อเกอ จะแตกต่างจากแบบฉบับกล
ยุทธ์ที่นิยมกันในปัจจุบัน แต่ผู้ที่สามารถสร้างกลยุทธ์เช่นนี้ได้
แน่นอนว่าจะต้องเป็นอัจฉริยะด้านพิชัยยุทธ์!
อวี้เหิงเดิมทีเข้าใจว่า เนื่องเพราะการประเมินผิดพลาดสอง
ประการของมัน เป็นเหตุให้มันต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับ แต่สาเหตุที่ทำ
ให้มันพ่ายแพ้อย่างแท้จริงกลับเป็นกลยุทธ์ใหม่นี้ และเป็นพลัง
จิตสำนึกที่ไม่คล้ายอสูรแต่สุดแกร่งกร้าวนี้เอง! ต่อให้มัน
เตรียมพร้อมรับมือเกล็ดหิมะแดงเหล่านี้ ก็ยังไม่ทราบจะเอาชนะ
เกล็ดหิมะมหาประลัยได้อย่างไร
อวี้เหิงแม้ชมชอบใช้กลอุบาย ถนัดการพลิกแพลง แต่มันได้รับ
การศึกษามาในแบบฉบับของแม่ทัพบัญชาการศึกดั้งเดิม ความ
หยิ่งทระนงของแม่ทัพบัญชาการศึกฝังลึกเข้าไปในกระดูกของมัน
ในชั่วขณะนี้ เรื่องการเสื่อมเสียชื่อเสียงไม่ได้หลงเหลืออยู่ในจิตใจ
มันเลย เพียงท่วมท้นไปด้วยความท้อแท้หดหู่จากความพ่ายแพ้
หัวใจมันไม่ต่างอันใดกับตายไปแล้ว… …
เนื่องเพราะ… …นี่เป็นการพ่ายแพ้อย่างแท้จริง โดยไม่มีข้อแก้
ตัวใดๆ!
“อวี้เหิงจบสิ้นแล้ว” ซังหนานทอดถอนใจเบาๆ สุ้มเสียงแฝง
รอยเศร้าเสียดายอยู่บ้าง เมื่อได้ประจักษ์การล่มสลายของแม่ทัพ
บัญชาการศึกผู้หนึ่งด้วยสายตาตัวเอง ในใจบังเกิดความเศร้าโศก
จางๆ ขึ้น สัญชาตญาณของมันเฉียบไวกว่าแม่ทัพบัญชาการศึก
ทั่วไปมาก แม้ไม่ได้เห็นใบหน้าของอวี้เหิง แต่เค้าความท้อแท้
ทอดอาลัยของอวี้เหิง ยังคงถูกมันจับสัมผัสได้ จากรายละเอียด
บางอย่างที่ไม่อาจมองเห็นได้ในสนามรบ
แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองแต่ละคนกว่าจะเพาะสร้างขึ้นมา
ได้ ต้องผ่านการเข่นฆ่าสังหารนับไม่ถ้วน การทดสอบประเมินนับ
ครั้งไม่ถ้วน และการประชันขันแข่งนับไม่ถ้วน บางทีพวกมันอาจมี
ภูมิหลังแตกต่างกัน ระดับฝีมือสูงตํ่าแตกต่างกัน แต่ทุกคนล้วนเป็น
ชนชั้นสุดยอดที่แท้จริง
แม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่งเมื่อท้อแท้ทอดอาลัยจนหัวใจตาย
ตก นั่นหมายความว่าพวกมันจบสิ้นแล้ว
รู้สึกถึงความท้อแท้ทอดอาลัยของอวี้เหิง ไม่ใช่แค่เพียงซัง
หนานผู้เดียว แต่บังเกิดเสียงทอดถอนในหลายสถานที่ พวกมัน
หลายคนคาดหวังรอชมการต่อสู้ครั้งนี้ แต่ไม่มีผู้ใดคาดฝัน ว่าศึก
คราวนี้จะเป็นเหตุให้แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองผู้หนึ่งล่มสลาย
ไปโดยตรง
แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ การศึกอันตระการตาและน่าดูชมนี้
ตอบสนองความพึงพอใจของพวกมันได้มากเกินพอ สาเหตุของ
การทำศึกถูกหลงลืมไปแต่แรก สิ่งที่ผู้คนสนทนาถกเถียงกันมาก
ที่สุด แน่นอนว่าย่อมเป็นเซียวม่อเกอ ในความเห็นของพวกมัน
เซียวม่อเกอเมื่อสามารถปราบพิชิตอวี้เหิงอย่างราบคาบ มันจะต้อง
เป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองผู้หนึ่งเช่นกัน
ศึกทลายคุกและการสังหารต่อเนื่องยี่สิบหกอสูร ทำให้มันถูก
เรียกขานว่าอัจฉริยะ บัดนี้ผู้คนยังตระหนักว่าคนผู้นี้ ที่แท้เป็นแม่
ทัพบัญชาการศึกระดับทอง! เซียวม่อเกอผู้เหยียบยํ่าไปบนซากศพ
ของแม่ทัพบัญชาการศึกอีกผู้หนึ่ง ตำนานของ ‘แม่ทัพบัญชาการ
ศึกระดับทอง’ ผู้นี้ช่างมากมีไปด้วยสีสันนัก
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอสูรมากมายล้วนอุทานออกมา บุรุษผู้นี้ยัง
เป็นอสูรอยู่อีกหรือ?
อสูรที่ประหลาดพิสดารถึงปานนี้ นับกี่ร้อยกี่พันปี จึงจะปรากฏ
ขึ้นสักตนหนึ่ง?
ประหลาดเกินไป! พิสดารเกินไปแล้ว!
หากกล่าวว่าการสนทนาวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้ ยังจำกัด
อยู่เพียงในบรรดาอสูรระดับตํ่าสุดเท่านั้น บัดนี้ชื่อของมันก็
แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมของภพอสูรทุกระดับชั้น ในยุคสมัยแห่ง
ศึกสงครามเช่นนี้ แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองมีความหมายเช่น
ไร ไม่มีผู้ใดที่ไม่ทราบ ไม่ต้องกล่าวถึงว่า มันยังอ่อนเยาว์เป็นอย่าง
ยิ่ง! ผนวกกับพลังฝีมืออันเข้มแข็งเลิศลํ้าของมัน เห็นได้ว่ามัน
เปี่ยมล้นไปด้วยศักยภาพ อาจมีโอกาสบรรลุถึงระดับชั้นของอสูร
ฟ้าในภายภาคหน้า
บุรุษหนุ่มเช่นนนี้ ท่านยังจะสามารถให้มันพิสดารพันลึกมาก
ไปกว่านี้ได้อีกหรือไม่?
กระทั่งสมาพันธ์อัจฉริยะที่กล่าวกันว่าเต็มไปด้วยอัจฉริยะนับ
ไม่ถ้วน เกรงว่าจะมีผู้คนเพียงหยิบมือเดียว ที่สามารถยกขึ้นเทียบ
กับยอดอัจฉริยะผู้นี้ได้
แต่การวิพากษ์วิจารณ์เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น คนทั่วไปเฝ้าดู
เรื่องน่าตื่นตาตื่นใจ คนในอาชีพวิพากษ์วิจารณ์กลยุทธ์ ในสายตา
ของเหล่าแม่ทัพบัญชาการศึก การศึกคราวนี้ทรงคุณค่าจน
สามารถยกขึ้นเป็นแบบอย่าง ฝีมือการใช้อสูรเพลิงเหล็กหมาดของ
เซียวม่อเกอทลายกรอบสามัญสำนึกทั้งมวล ก่อนหน้าวันนี้ ไม่มี
ผู้ใดคิดว่าอสูรเพลิงเหล็กหมาดสามารถใช้งานเช่นนี้ด้วย
คุณค่าความหมายของการศึกคราวนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของ
อสูรเพลิงเหล็กหมาด สำหรับอสูรนักรบเหล่านี้ แนวทางสร้างสรรค์
ของเซียวม่อเกอ ช่วยเปิดหน้าต่างบานใหม่ให้แก่พวกมัน พลานุ
ภาพของการโจมตีต่อเนื่องไม่สิ้นสุดดึงดูดความสนใจของแม่ทัพ
บัญชาการศึกทั้งหมด วิธีการรักษาสภาวะจู่โจมของกองทัพ
กลายเป็นหัวข้อที่ร้อนแรงที่สุดในการศึกษาค้นคว้าสำหรับบรรดา
แม่ทัพบัญชาการศึก
รอจนพวกมันกลับไปศึกษาสงครามครั้งนี้ ค่อยค้นพบว่า กล
ยุทธ์เกล็ดหิมะของเซียวม่อเกอ หากคิดใช้ออกอย่างสุดกำลัง
จำต้องใช้พลังจิตสำนึกอันสูงส่งอย่างคาดไม่ถึง พวกมันพลัน
ตระหนักด้วยความตื่นตะลึง ที่แท้พลังจิตสำนึกของเซียวม่อเกอ
บรรลุถึงระดับชั้นที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้!
ขณะที่เหล่าแม่ทัพบัญชาการศึกครํ่าเคร่งศึกษากลยุทธ์ คน
ทั่วไปกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันไม่จบสิ้น ข่าวปัจจุบันทันด่วนเรื่อง
หนึ่งพลันประกาศออกมาดั่งฟ้าผ่ากลางแจ้ง อวี้เหิงผู้ท้อแท้
ทอดอาลัย ตัดสินใจวางมือ ขอลาออกจากการเป็นแม่ทัพ
บัญชาการกองพลปฐพีหนักหน่วง
สหายสนิทของอวี้เหิงหลายคนรีบรุดไปเยี่ยมเยือน หวังจะ
ปลอบประโลมมัน แต่พวกมันเมื่อเห็นอวี้เหิง ล้วนหน้าถอดสี! อวี้
เหิงปิดขังตัวเองอยู่ในห้องแคบๆ ห้องหนึ่ง สีหน้าเลื่อนลอยซึมเซา
ไม่ว่าผู้ใดจะพูดอะไร มันล้วนไม่ตอบสนองทั้งสิ้น
อวี้เหิงจบสิ้นแล้วจริงๆ! ตระกูลหยกจบสิ้นแล้ว!
ข่าวคราวเหล่านี้ ยิ่งช่วยเพิ่มพูนความรู้สึกโศกสลดของการ
ศึกคราวนี้อย่างรุนแรง!
แต่ในไม่ช้า ก็ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจข่าวคราวของอวี้เหิงอีก
สายตาของผู้คนจะจับจ้องอยู่แต่ผู้ชนะตลอดไป
แต่นับจากวันนั้น เซียวม่อเกอคล้ายหายสาบสูญไป
การศึกคราวนี้ทำให้จั่วม่อตื่นตาตื่นตา แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น
คือมันสุขสำราญและสาสมใจ ทว่าก็เพียงเท่านั้นเอง ก็แค่หมากรุก
สงครามกระดานหนึ่ง จะมีสิ่งใดน่าตื่นเต้นนักหนากันเล่า?
แม่นางน้อยยิ่งไม่เก็บเอามาใส่ใจ เนื่องเพราะมันทราบว่าคู่ต่อสู้
ไม่ใช่คนลึกลับเหมือนเช่นปกติ ต่อให้มันได้ชัย ก็หาได้ปลาบปลื้ม
ยินดีไม่ อาจบางทีรอจนมันเอาชัยคนลึกลับได้ จึงสามารถปิติยินดี
อย่างแท้จริง
สำหรับแม่นางน้อย การต่อสู้ครั้งนี้มีประโยชน์เพียงประการ
เดียว นั่นคือทำให้มันบังเกิดความคิดมากมายเกี่ยวกับกลยุทธ์
เกล็ดหิมะที่สร้างขึ้นมาใหม่ ดังนั้นทันทีที่การต่อสู้จบลง มันก็มุดหัว
เข้าไปในกระโจม ทุ่มเทกำลังความคิดทั้งหมดอยู่กับกลยุทธ์ใหม่นี้
สำหรับผูเยากับเว่ย ชัยชนะเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ในสายตาพวก
มันหาได้มีคุณค่าความหมายใดไม่
ชัยชนะที่ก่อให้เกิดคลื่นลมแทบถล่มทลายในภพอสูร ในฝ่าย
จั่วม่อ แทบไม่ปรากฏระลอกเล็กๆ ใดเลยด้วยซํ้า
ปัญหาถูกแก้ไขเสร็จสิ้นสมบูรณ์ จั่วม่อในที่สุดสามารถทุ่มเท
ความสนใจอย่างเต็มที่ ในการหาทางออกจากสถานที่ผีสางนี้ จาก
ข่าวสารข้อมูลที่ได้รับจากหมิงเจวี๋ยจื่อ พวกมันจำเป็นต้องค้นหาใจ
กลางสนามรบ หากพวกมันพบจุดศูนย์กลางของสนามรบในคราว
นั้น จะสามารถค้นหาแม่นํ้าอาณาจักรที่ถูกทำลายได้ ด้วยวิธีนี้
พวกมันอาจสามารถออกไปจากสนามรบโบราณได้สำเร็จ
ดังนั้นจั่วม่อออกคำสั่งระดมพลทันที ในไม่ช้าขบวนคาราวาน
ก็เริ่มออกเดินทาง มุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกที่สุดของหมอกภูต
ทุกผู้คนขวัญกำลังใจเต็มเปี่ยม พวกมันตั้งค่ายอยู่ที่นี่มาเป็น
เวลานาน ความสนใจส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การฝึกฝีมือ แต่ในใจอด
หดหู่อยู่บ้างไม่ได้ นี่ราวกับสัตว์ร้ายหิวกระหายที่ถูกขังเอาไว้เป็น
เวลานาน กำลังกู่คำรามอย่างอัดอั้นตันใจ!
ดังนั้นเมื่อคำสั่งรวมพลสั่งการลงมา พวกมันล้วนลิงโลดยินดี
หลังจากผ่านการล่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูตมาชั่วระยะหนึ่ง ทุก
คนเริ่มเคยคุ้นกับสภาพแวดล้อมมากขึ้น ความรู้สึกประหวั่นพรั่น
พรึงที่เคยมีในตอนที่เข้ามาในสนามรบโบราณแห่งนี้ครั้งแรก สูญ
สลายไปนานแล้ว คนเหล่านี้ล้วนเหี้ยมหาญขวัญกล้า กระตือรือร้น
ที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้าก่อนผู้ใด
แต่จั่วม่อกับเหล่าแกนนำที่ล่วงรู้ข่าวสารทั้งหมด ไม่ได้มี
ความเห็นในแง่ดีนัก
ในสมรภูมิร้างโบราณกาลที่ปิดตายมานับหมื่นๆ ปี สิ่งมีชีวิตดุ
ร้ายที่ถือกำเนิดอยู่ภายใน จะมีเพียงระดับเท่านี้เองหรือ?