สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 414 ภูตอสุภ
ซึ่งความจริง ข้อห่วงกังวลของจั่วม่อกับพวกก็ได้รับการยืนยัน
ในไม่ช้า สองวันแรกการเดินทางยังเป็นไปด้วยดี แต่พอล่วงเข้า
วันที่สาม พวกมันก็เผชิญกับปัญหา
สิ่งดุร้ายที่พวกมันพบมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ ดูคล้ายผีดิบตัว
หนึ่ง เจ้าสิ่งดุร้ายรูปร่างมนุษย์ยืนเผชิญหน้ากับพวกมันอย่างไม่
พรั่นพรึง ดวงตาดุร้ายทั้งคู่เปล่งแสงสีแดงแวววับ ทั่วทั้งร่างรวมถึง
ใบหน้า ปกคลุมไปด้วยเส้นขน ที่แปลกประหลาดก็คือสีขนไม่ได้
เหมือนกันทั้งหมด กลับประกอบไปด้วยเส้นขนหลากสีสัน ก่อเกิด
ลวดลายละเอียดอ่อนและซับซ้อน ประดุจลวดลายค่ายกลที่ไม่มี
ผู้ใดรู้จัก
ที่เอวของมันห้อยหัวกะโหลกอันพิสดารศีรษะหนึ่ง คล้ายทำ
จากหยกหรือกระเบื้องเคลือบ ในเบ้าตาที่กลวงเปล่าของหัว
กะโหลก คล้ายมีกลุ่มหมอกดำล่องลอยอยู่ภายใน
“ระมัดระวังให้มาก นี่คือภูตอสุภ!”
ฟังจากนํ้าเสียงบอกเตือนของผูเยา จั่วม่อตระหนักในทันทีว่า
เจ้าสิ่งที่เรียกว่าภูตอสุภนี้ จะต้องเป็นภัยร้ายแรงเป็นพิเศษ
มันเพิ่งจะเห็นกระบี่บินอย่างน้อยสามเล่มทิ่มแทงใส่ร่างของภูต
อสุภอย่างถนัดถนี่ นอกเหนือจากประกายไฟแลบเบาๆ การโจมตี
อันดุดันนี้ไม่ได้ทิ้งริ้วรอยใดๆ ไว้ มิหนำซํ้าพลังกระแทกสะท้อนยัง
ทำให้ผู้โจมตีแทบเป็นฝ่ายกระอักเลือดออกมาแทน ทุกผู้คนรวมทั้ง
จั่วม่อ เหวยเสิ้ง เซี่ยชานและคนอื่นๆ โถมทะยานเข้าช่วยเหลือใน
บัดดล
ภูตอสุภชั่วพริบตาที่การโจมตีแรกไม่ประสบผล ก็ล่าถอย
กลับไปทันที มือขวากดลงบนหัวกะโหลกที่เอว ดวงตาสาดประกาย
แดงวาบ จับจ้องเหวยเสิ้งตาเขม็ง ดูเหมือนมันเข้าใจว่าเหวยเสิ้งเป็น
ภัยคุกคามที่ร้ายกาจที่สุดสำหรับมัน เมื่อสายตาของมันเลื่อนไปยัง
กระบี่หักในมือของเหวยเสิ้ง แสงสีแดงยิ่งจัดจ้าขึ้นกว่าเดิม หมอก
ภูตม้วนตลบอย่างเกรี้ยวกราด
พลังสภาวะของภูตอสุภทำให้จั่วม่อตื่นตระหนก รีบถามผูเยา
“ภูตอสุภเป็นเรื่องราวใด?”
“ซากศพซึ่งหลงเหลืออยู่ในอาณาบริเวณที่พลังงานภูต
หนาแน่น จะไม่เน่าเปื่อยโดยง่ายดาย พลังงานภูตจะแทรกซึมเข้า
ไปในร่างศพเป็นระยะเวลายาวนาน ก่อเกิดเป็นภูตอสุภ เจ้าต้อง
ระวัง ภูตอสุภตนนี้ไม่รวบรัดธรรมดา” ผูเยาสุ้มเสียงหนักอึ้ง “
ตลอดรายทางที่มาที่นี่ เราไม่พบร่องรอยของซากศพแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปนานปีถึงเพียงนี้ กระดูกยังป่นสลายกลายเป็นฝุ่นธุลี
การก่อตัวของพลังงานภูตทมิฬต้องใช้เวลา อย่างน้อยที่สุดก็หลาย
ร้อยปี หมายความว่าอสุภซากนี้สามารถคงรูปอยู่ได้หลายร้อยปี
หากมิใช่ได้รับความช่วยเหลือจากสมบัติลํ้าค่าบางอย่าง ก็ต้องเป็น
ตัวซากศพเองที่แปลกพิสดาร แต่ไม่ว่าอย่างไหน ล้วนไม่ใช่เรื่องดี”
สมบัติลํ้าค่า?
สายตาของจั่วม่อเพ่งมองไปยังกะโหลกศีรษะที่เอวของภูตอสุภ
ในบัดดล หรือว่าหัวกะโหลกนี้เป็นสมบัติลํ้าค่า? เมื่อมันชมดูลวด
ลายเส้นขนบนร่างของภูตอสุภที่ดูคล้ายค่ายกลตามธรรมชาติ มัน
รู้สึกว่าข้อสันนิษฐานของผูเยาเป็นไปได้มากทีเดียว
ประจันหน้ากับภูตอสุภ เหวยเสิ้งสีหน้าเคร่งเครียดลง แรง
กดดันที่มันสัมผัสได้จากร่างของภูตอสุภตนนี้ เหนือลํ้ากว่าทุกสิ่งที่
มันเคยเผชิญมาทั้งหมด นับตั้งแต่ทะลวงฝ่าไปยังด่านจินตัน พลัง
ฝีมือของมันก็รุดหน้าอย่างก้าวกระโดด ที่รุดหน้าไม่เพียงแค่พลัง
บำเพ็ญเพียร ยังรวมถึงการเติบโตของเจตจำนงกระบี่และความคิด
จิตใจอันกล้าแข็ง มันต้องสิ้นเปลืองเวลาไปไม่น้อยเพื่อรักษา
เสถียรภาพพลังบำเพ็ญเพียรของตน พลังฝีมือที่รุดหน้านี้ เป็นเหตุ
ให้สัตว์ร้ายวิญญาณภูตในสายตาของมัน ความรู้สึกกดดันลด
น้อยลงไปมาก กระทั่งสัตว์ร้ายวิญญาณภูตขนาดยักษ์ที่ทำร้าย
เหลยเผิงกับพวก ยังตกตายใต้คมกระบี่ของมัน
แต่ภูตอสุภที่อยู่เบื้องหน้านี้… …
เหวยเสิ้งกระทั่งไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายของเจ้าสิ่งร้ายกาจนี้ หาก
มิใช่ว่ามันจับจ้องมองดูด้วยสายตาของตัวเอง จุดที่ภูตอสุภยืนอยู่ก็
เหมือนกับความว่างเปล่าผืนหนึ่ง นี่ทำให้เหวยเสิ้งตื่นตะลึง สิ่งเดียว
ที่มันทราบว่าทำเรื่องเช่นนี้ได้ คือสัตว์ปราณระดับห้าขึ้นไป สัตว์
ปราณระดับห้าสามารถสร้างชั้นความว่างเปล่าปกคลุมร่างกาย
ซ่อนกลิ่นอายของพวกมันไว้
ภูตอสุภตนนี้ย่อมไม่ใช่สัตว์ปราณ ไม่ใช่แม้แต่สัตว์อสูร แต่
แน่นอนว่ามันไม่ตํ่ากว่าระดับห้า!
สิ่งดุร้ายที่ไม่ตํ่ากว่าระดับห้า มีเพียงซิวเจ่อด่านจินตันหรือ
เหนือกว่าจึงพอจะต่อกรได้ จั่วม่ออาจเคยสังหารงูยักษ์เขาโลหิตมา
ก่อน แต่นั่นเป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่ถูกบังคับสร้างขึ้นจากเวทวิชา เพียง
สัมผัสถึงขอบเขตของกึ่งระดับห้าเท่านั้น
ภูตอสุภตรงหน้าพวกมันนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งดุร้ายระดับห้า
ธรรมดาสามัญ มันอาจจะเป็นระดับหกเสียด้วยซํ้า ในโลกใบนี้
นอกเหนือจากซิวเจ่อ อสูรและปิศาจ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดจะถูกจัด
ระดับเป็นหมวดหมู่ตามระดับพลังของพวกมัน
โล่พื้นที่ของระดับห้า เขตแดนพื้นที่ของระดับหก แหล่งกำเนิด
พื้นที่ของระดับเจ็ด และจิตวิญญาณพื้นที่ของระดับแปด ส่วนระดับ
เก้าระดับสิบ เป็นตัวตนที่กำลังของผู้คนแทบไม่สามารถต่อกรได้
ใกล้เคียงกับชีวิตอมตะ
ในแต่ละระดับยังแบ่งออกเป็นขั้นสูง ขั้นกลางและขั้นตํ่า
ยกตัวอย่างเช่นระดับห้า ระดับห้าขั้นตํ่าเพียงสามารถสร้างโล่พื้นที่
แต่โล่พื้นที่นั้นยังไม่มั่นคงเท่าใด ระดับห้าขั้นกลางจึงจะปรากฏโล่
พื้นที่มีรูปแบบพื้นฐานสมบูรณ์ และเริ่มก่อเกิดความเปลี่ยนแปลง
ใหม่ๆ รอจนเข้าสู่ระดับห้าขั้นสูง โล่พื้นที่จะบรรลุถึงความสมบูรณ์
พร้อม เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงมากมายที่ก่อเกิดจากความ
เข้าใจ
“ระดับห้าขั้นกลาง… …” อีเจิ้งร้องอุทานอย่างอกสั่นขวัญแขวน
ใบหน้าเผือดสีในบัดดล เมื่อถือกำเนิดจากสำนักใหญ่ ความรอบรู้
ของอีเจิ้งยังกว้างขวางกว่าเหล่าคนชนบทเช่นจั่วม่อมาก มันล่วงรู้
พลังของภูตอสุภได้ในทันที
วาจาพอหลุดจากปาก ก็ขู่ขวัญทุกผู้คน ควรทราบว่าใน
อาณาจักรซิวเจ่อส่วนใหญ่ อันตรายจากสัตว์ปราณและสิ่งดุร้าย
เป็นที่ประจักษ์ชัด เพียงสิ่งดุร้ายระดับสี่ยังหาได้ยากยิ่ง อย่าว่าแต่สิ่ง
ดุร้ายระดับห้าขั้นกลาง กระทั่งอีเจิ้งผู้มาจากวัดมหาพุทธะยังตื่น
ตระหนก สำนักใหญ่เช่นวัดมหาพุทธะย่อมไม่ขาดแคลนสัตว์
ปราณ อย่าว่าแต่ระดับห้า กระทั่งสัตว์ปราณระดับหกในวัดก็
เพาะเลี้ยงขึ้นมา แต่สัตว์ปราณระดับห้าระดับหกที่ทางวัดเพาะเลี้ยง
ขึ้น เมื่อเทียบกับภูตอสุภอายุนับหมื่นๆ ปีตนนี้ ก็เรียกได้ว่าเป็น
เพียงลูกสัตว์ร้ายที่ไม่มีพิษมีภัยเท่านั้น
อีเจิ้งเพียงเหลือบมองภูตอสุภแวบเดียว ความเย็นเยือกเสียด
กระดูกสายหนึ่งพลันแผ่ซ่านขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ
เหวยเสิ้งสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ดวงตายังไม่กะพริบ กระบี่หักใน
มือไม่ได้สั่นสะท้านแม้แต่น้อย
ภูตอสุภดวงตาจับจ้องเหวยเสิ้ง แสยะยิ้มแยกเขี้ยว เผยสีหน้าดุ
ร้ายกระหายเลือด มือขวายังคงกดใส่หัวกะโหลกที่เอว
ซิวเจ่อรอบกายเหวยเสิ้งรีบล่าถอยอย่างรวดเร็ว เซี่ยซาน จง
หยู ซู่หลงและคนอื่นๆ สะอึกไปเบื้องหน้า เข้าล้อมรอบภูตอสุภโดย
ไร้เสียง
บรรยากาศยิ่งเขม็งตึงเครียดกว่าเดิม
จั่วม่อทันใดนั้นหัวใจกระตุกวูบ ดวงตาเปล่งประกาย รีบตวาด
เตือนอย่างรุ่มร้อน “เซี่ยซาน จงหยู ซู่หลง คุ้มครองทิศทางอื่น ระวัง
สิ่งดุร้ายตัวอื่นลอบโจมตี!”
ยอดฝีมือทั้งสามใจหายวาบ รีบล่าถอยตามคำสั่งทันที แต่
ยังคงสายเกินไป
“ระวัง! ศัตรูจู่โจมแล้ว!”
เสียงตะโกนเอะอะวุ่นวายดังมาจากด้านหลังและสองปีกข้าง ถึง
ตอนนี้ทุกคนสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง ไม่เว้นแม้แต่
จั่วม่อ! หลอกล่อซ้ายจู่โจมขวา ทำทีเป็นเข้าตีด้านหน้า แต่ลอบ
ตลบหลัง! ภูตอสุภเหล่านี้ถึงกับเข้าใจกลศึกด้วย!
ในเวลานี้เอง ภูตอสุภที่จับจ้องมองเหวยเสิ้ง ดวงตาพลันทอ
ประกายสีแดงวูบหนึ่ง ร่างหายวับไปในบัดดล
เคล้ง!
เสียงปะทะสดใสดุจโลหะกระทบกันดังกระหึ่ม ได้ยินชัดเจนไป
ทั่วบริเวณ!
เหวยเสิ้งยกกระบี่หักขึ้นอย่างฉับพลัน พอดีต้านรับกรงเล็บคู่
ของฝ่ายตรงข้ามอย่างแม่นยำ! ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อใด สิบดรรชนี
ของภูตอสุภงอกเงยยืดยาว กลายเป็นกรงเล็บกระดูกขาวอันแหลม
คมสุดเปรียบปาน!
เคล้งเคล้งเคล้ง!
เสียงปะทะดังรัวเร็วดุจสายฝนซัดสาดใบกล้วย ซิวเจ่อบางคน
ไม่ทันเตรียมตัว ต้องรู้สึกสองหูปวดแปลบ ภูตอสุภกับเหวยเสิ้งกลับ
กลายเป็นกลุ่มเงาสองกลุ่ม ขับไล่โรมรันกลางอากาศ ทุกผู้คนแทบ
มองตามไม่ทันเงากลุ่มเลือนรางคู่นั้น
กรงเล็บกระดูกขาวของภูตอสุภกับกระบี่หักของเหวยเสิ้งฟาด
ฟันปะทะกันไม่ขาดสาย ไม่มีออมรั้งยั้งมือแม้แต่น้อย!
ในเวลานี้เอง จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนอีกหน บัดซบ!
สิ่งดุร้ายที่ลอบโจมตีพวกมันจากด้านหลังไม่ได้มีแค่ตนเดียว!
เหลียวมองเหวยเสิ้งที่กำลังหํ้าหั่นกับภูตอสุภอย่างดุเดือด จั่วม่อขบ
กรามแน่น หมุนตัวโถมทะยานไปยังด้านหลังทันที
มันเชื่อว่าด้วยพลังฝีมือของศิษย์พี่ใหญ่ แม้ว่าไม่สามารถ
เอาชนะภูตอสุภ ยังสามารถรับมือได้ระยะหนึ่ง! หากสิ่งดุร้ายที่ลอบ
โจมตีจากทางด้านหลังก็เป็นระดับห้าเช่นเดียวกัน เช่นนั้นสำหรับ
คนอื่นๆ นับเป็นตัวมหาประลัยตัวหนึ่ง นอกเหนือจากจินตันไม่กี่คน
แล้ว ซิวเจ่อด่านหนิงม่ายเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับห้า ต่อให้มี
คนมากมายเท่าใดก็ไม่ต่างจากหัวผักกาด
นี่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยจำนวน ช่องว่างของ
พลังอำนาจห่างชั้นกันเกินไป!
หากปล่อยให้สัตว์อสูรระดับห้าบุกทะลวงเข้ามาในกระบวนทัพ
โลหิตจะหลั่งเนืองนองเป็นท้องธาร นึกถึงเรื่องนี้ จั่วม่อดวงตาแดง
ฉานในบัดดล คนเหล่านี้แม้ในนามจะเป็นลูกสมุนของมัน แต่ใน
หัวใจมัน พวกมันล้วนเป็นสหายที่สามารถมอบชีวิตให้แก่กัน
หนึ่ง สอง … …ห้า… …หก!
บัดซบ! พวกมันมีกันหกตน!
กลุ่มตัวบัดซบที่สมควรตาย!
ร่างยังอยู่กลางอากาศได้ครึ่งทาง จั่วม่อทันใดนั้นแผดเสียง
คำรามกราดเกรี้ยว คลื่นเสียงประหนึ่งสายฟ้าคำรนกวาดซัด
ออกไปในบัดดล!
ชุดเกราะเปลวไฟสีแดงฉานปนเหลืองทองห่อหุ้มรอบกายจั่วม่
ออย่างรวดเร็ว ด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ปีกแสง
สีทองบอบบางกึ่งโปร่งใสก่อตัวขึ้นบนแผ่นหลังอย่างเงียบเชียบ
ประดุจถูกวาดขึ้นด้วยพู่กันที่มองไม่เห็นด้ามหนึ่ง
ฟุ่บ!
จั่วม่อร่างหายวับไปกลางอากาศ
เงาใหญ่โตมโหฬารทาบทับอาเหวินจนมืดมิด ภายในม่าน
หมอกภูต คล้ายมีภูเขาย่อมๆ วิ่งตะบึงเข้าหามัน พื้นดินสั่นสะเทือน
เลื่อนลั่น เศษหินกรวดดินกระเด็นกระดอน
อาเหวินกระชับหอกสีดำในมือแนบแน่น ใบหน้าอ่อนเยาว์สงบ
ราบเรียบดุจนายพรานผู้เจนจัด เมื่อสามารถรอดชีวิตจากสนาม
ประลองทาส อาเหวินแม้ยังเยาว์วัย แต่เคยผ่านศึกเดิมพันชีวิตมา
นับร้อยครั้งพันหน ถือเป็นผู้ที่ปีนป่ายขึ้นมาจากกองซากศพอย่าง
แท้จริง
แต่สัตว์ประหลาดที่ไม่รู้จักภายในม่านหมอก กลับกดดันมันจน
แทบหายใจไม่ออก!
แม้ว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้โจมตี อาเหวินก็ทราบกระจ่างแก่ใจ ว่า
ศัตรูผู้นี้แข็งแกร่งกว่ามันมาก ความรู้สึกนี้ชัดเจนยิ่ง แต่มันไม่คิด
ล่าถอยหลบเลี่ยง เนื่องเพราะเจ้าตัวใหญ่ยักษ์นี้ทำร้ายพี่น้องของ
มันไปหลายคน
ซู่หลงเวลานี้ต้องรับมือศัตรูทางอื่น ในค่ายเว่ยยามนี้นับมัน
แข็งแกร่งที่สุด หากมันหลบหนี คนอื่นๆ จะต้องปะทะกับเจ้าตัวใหญ่
นี่โดยตรง เช่นนั้นก็มีเพียงความตายที่รอคอยพวกมันอยู่
มันสมควรทำอย่างไร?
อาเหวินในใจขบคิดเร็วรี่ หรือจะใช้ความเร็วของมันถ่วงเวลา
เจ้าตัวใหญ่นี้เอาไว้ก่อน?
ในเวลานี้เอง เงามหึมาในม่านหมอกภูตค่อยเปิดเผยโฉม
หน้าที่แท้จริงออกมา อาเหวินม่านตาหดแคบลงในบัดดล!
นั่นเป็นหุ่นเชิดทรายอัปลักษณ์ตัวหนึ่ง ร่างกายใหญ่โตเท่า
ภูเขาย่อมๆ ของมันอย่างน้อยกว้างใหญ่ยี่สิบจั้ง ต่อหน้าตัว
ประหลาดยักษ์นี้ อาเหวินไม่ต่างอันใดจากมดปลวกตัวหนึ่ง อย่าได้
เห็นว่าตัวประหลาดเคลื่อนไหวเชื่องช้า แต่เพียงแค่ก้าวเดียวก็
สามารถเคลื่อนที่ไปได้ไกลอย่างเหลือเชื่อ เห็นกระแสลำธารทราย
เล็กๆ มากมายไหลเวียนอยู่รอบกายมันเหมือนสายหมอก
อัปลักษณ์จริงๆ!
อาเหวินเบ้ปาก ทราบดีว่าแผนเดิมที่ตั้งใจจะใช้ความเร็วลาก
ถ่วงอีกฝ่าย คงเป็นไปไม่ได้แล้ว
แต่… ..
ทันใดนั้นอาเหวินดวงตาสาดประกายเย็นชา ชูหอกทมิฬดำใน
มือขึ้นอย่างฉับพลัน
“องครักษ์ทุกข์ยาก!”
เสียงตวาดอย่างดุดันของอาเหวิน ช่วยให้เหล่าค่ายเว่ยที่กำลัง
สับสนวุ่นวายและเสียขบวนรวนเร กลายเป็นสงบเยือกเย็นลงอย่าง
รวดเร็ว พวกมันล้วนผ่านการฝึกปรือแทบล้มประดาตาย หลังจาก
สับสนวุ่นวายชั่ววูบ ก็เริ่มจัดกระบวนทัพในบัดดล เมื่อทุกคนเห็นผู้
ที่เป็นเด็กน้อยที่สุดในหมู่พวกมัน อาเหวิน ยืนหยัดอยู่ด้านหน้า
พวกมัน เหล่าองครักษ์ทุกข์ยากล้วนเลือดลมพลุ่งพล่าน ลำคอโป่ง
พองแดงกํ่า
โดยไม่ต้องมีคำสั่งการใดๆ เหมือนเช่นปกติ เหล่าองครักษ์
เกราะดำจัดกระบวนทัพค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกาในชั่ว
พริบตาเดียว!
หอกของอาเหวินที่ชูขึ้นสุดล้าพลันตวัดลงมา เอียงลงข้างกาย
สองมือจับกระชับ ปลายหอกจี้ตรงไปข้างหน้า เล็งไปยังหุ่นเชิด
ทรายขนาดมโหฬารที่กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา
ชั่วพริบตานี้ เหล่าองครักษ์ทุกข์ยากเข้าใจความหมายของอา
เหวินในทันที!
คนเหล่านี้ทั้งละอายใจและขุ่นเคืองตัวเอง พากันเร่งเร้าพลังเข้า
สู่กระบวนทัพค่ายกลอย่างบ้าคลั่ง
ในฉับพลันทันใด หมอกภูตมากมายคล้ายกระแสนํ้าหลาก
ม้วนตัวถาโถมเข้าไปในค่ายกลอย่างเกรี้ยวกราด กลุ่มหมอกภูต
มหาศาลถูกดูดกลืนเข้าไปในค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกาจนหมด
สิ้น หลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวหมอกดำเล็กๆ ไม่กี่กลุ่มทิ้งเอาไว้
ประปราย
หมอกสีดำเล็กๆ เหล่านี้ประดุจฝูงมัจฉา รวมตัวเข้าด้วยกัน มุ่ง
ตรงไปยังทิศทางเดียวกัน
นั่นเป็นด้านหน้าสุดของกระบวนทัพค่ายกล เงาร่างโดดเดี่ยวที่
ถือหอกยืนตระหง่าน อาเหวิน!