สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 416 อสุภประหลาด
เมื่อลายสีเทาบนร่างผีเสื้อดำส่งกลิ่นเน่าเปื่อยออกมาอย่าง
รุนแรง จั่วม่อพลันพบว่าผิดท่า!
โดยไม่รีรอลังเล ดาบเที่ยงวันปรากฏขึ้นในมือ จั่วม่อสะบัดฟัน
ขวับขวับ จู่โจมใส่อสุภประหลาดในบัดดล!
พร้อมกับการฟาดฟัน เปลวไฟสีทองที่ห่อหุ้มรอบคมดาบ
ระเบิดวาบ สาดพุ่งออกไปเป็นจันทร์เสี้ยวอันเจิดจ้าบาดตา ฟันใส่
อสุภประหลาดอย่างหักโหม!
คมดาบเที่ยงวัน!
จั่วม่อทราบแก่ใจว่าคู่ต่อสู้คราวนี้ร้ายกาจสุดประมาณ ดังนั้น
ดาบนี้มันไม่คิดออมรั้งยั้งมือใดๆ
ปราณดาบเพลิงทองคำอหังการสุดเปรียบปาน พลังสภาวะ
แตกปะทุอย่างเร่งร้อน แผดเสียงกรีดฝ่าอากาศแหลมยาว
อสุภประหลาดดวงตาทอประกายวูบ ดรรชนีที่ยกขึ้นยังไม่ได้
ลดลง แต่จี้ใส่คมดาบเที่ยงวันอย่างนุ่มนวลคราหนึ่ง
ตูม!
คมดาบเที่ยงวันสุดเกรี้ยวกราดอหังการ แตกระเบิดอย่าง
ง่ายดายต่อหน้าต่อตาจั่วม่อ!
จั่วม่อในสายตากลายเป็นม่านแสงขาวพร่าง ไม่อาจมองเห็น
สิ่งใด มันตื่นตระหนกสุดระงับ พลังฝีมือของอีกฝ่ายน่าสะพรึงกลัว
อย่างเหลือเหลือ! ในเวลานี้เอง สังหรณ์อันตรายสาดวาบในใจ โดย
ไม่ขบคิดแม้แต่แวบเดียว ปีกแสงศูนยตาบนแผ่นหลังสะบัดวูบ
จั่วม่อร่างหายวับไปในทันที
จุดที่มันยืนอยู่เมื่อครู่ เห็นลำแสงสีเทาพุ่งผ่านไป!
จั่วม่อหัวใจหดเกร็ง สยิวกายอย่างหนาวเหน็บ!
รอจนแสงจ้าสลายไป มองเห็นทุกอย่างได้ชัดตาอีกครั้ง มัน
พบว่าอสุภประหลาดยังคงยืนแน่วนิ่งอยู่กับที่ ราวกับว่าไม่เคยขยับ
เขยื้อนเคลื่อนไหวมาก่อน กระทั่งดรรชนียังลดกลับไปอยู่ที่เดิม
ประหนึ่งรูปปั้นหินที่ไม่เคยมีชีวิต
ระหว่างอสุภประหลาดกับจั่วม่อไม่มีสิ่งใดขวางกั้นอีก ผีเสื้อดำ
หายสาบสูญไปอย่างสิ้นเชิง
อสุภประหลาดมองดูจั่วม่ออย่างเฉยเมย ดวงตาสีเทาว่างเปล่า
ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใด ยังคงไม่ปรากฏสัญญาณของชีวิต
กระทั่งในการต่อสู้อย่างดุเดือดเช่นนี้ มันยังคงไม่เผยประกายชีวิต
แม้แต่น้อย!
จั่วม่อความเย็นเยียบสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ!
เจ้าผู้นี้มันตัวประหลาดอันใดกัน?
“ผู เจ้ารู้หรือไม่?” จั่วม่อเพ่งมองตาเขม็ง รักษาท่วงท่าไม่
เคลื่อนไหว สอบถามผูเยาอย่างร้อนรุ่ม
“ไม่” ผูเยาสั่นศีรษะ จากนั้นเอ่ยปากเตือนที่หาได้ยากยิ่ง
“ระมัดระวังให้มาก ข้าไม่สามารถมองเห็นระดับพลังของมัน!”
จั่วม่อหัวใจดิ่งวูบ ระดับพลังที่กระทั่งอสูรฟ้าอย่างผูเยายังไม่
อาจหยั่งวัด เช่นนั้น… …
เว่ยพลันเอ่ยปากสอดคำอย่างกะทันหัน “ลองพยายามหาทาง
พูดคุยกับมัน บางทีมันอาจจะมีสติปัญญา”
มีสติปัญญา? จั่วม่อหัวใจโลดขึ้น รีบถามอย่างนอบน้อม
“ท่านที่นับถือเป็นใคร?”
อสุภประหลาดที่คล้ายรูปปั้นบิดลำคอดังแกรกๆ ดวงตาสีเทา
จ้องมองจั่วม่อเขม็ง จากนั้นเปล่งเสียงระคายหูออกจากลำคอ “ซี่ ซี่
… …”
เสียงแปลกหูที่ยากจะบอกได้ว่าคล้ายเสียงอันใด ทำให้จั่ว
ม่อขนลุกเกรียว
“ซี่ ซี่… …คน… …”
อสุภประหลาดสุ้มเสียงแหบพร่าคลุมเครือ ราวกับว่าไม่ได้เอ่ย
ปากกล่าววาจามานานเกินไป
แต่จั่วม่อได้ยินคำว่า ‘คน’ อย่างชัดเจน เป็นไปตามที่เว่ยสงสัย
มันมีสติปัญญา! สำหรับพวกจั่วม่อ เรื่องนี้ทั้งดีและไม่ดีไปพร้อมกัน
หากอสุภประหลาดมีสติปัญญา นี่หมายความว่ามีโอกาสสื่อสาร
เจรจากับพวกมัน นี่เป็นเรื่องดี แต่ก็อาจหมายความว่าหากการ
เจรจาล้มเหลว จากนั้นพวกจั่วม่อจะต้องต่อกรกับศัตรูที่ร้ายกาจ
ยิ่งขึ้น ศัตรูที่มีสติปัญญาไม่ต้องสงสัยเลยว่ารับมือได้ยากกว่าเดิม
“ท่านเข้าใจวาจาข้าหรือไม่?” จั่วม่อพยายามถาม
“ซี่ ซี่.. …ฮื่อ ฮื่อ… …” เสียงแหบพร่าราวกับดังออกจากลำคอ
ของสัตว์ร้าย อสุภประหลาดในที่สุดสีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
มันคล้ายพยายามคิดทบทวนบางสิ่ง แต่ใบหน้าอัปลักษณ์น่ากลัวนี้
พอเปลี่ยนสีหน้า กลับยิ่งน่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม
จั่วม่อสะดุ้งสุดตัว หากพวกมันตอแยอสุภประหลาดมีโทสะ
เกรงว่าไม่ใช่เรื่องล้อเล่นจริงๆ แล้ว ระดับพลังที่กระทั่งผูเยายังไม่
อาจหยั่งวัด แน่นอนว่าพวกมันไม่ใช่คู่ต่อสู้!
“ซื่อซื่อ มนุษย์… …เจ้าเป็นมนุษย์… …”
อสุภประหลาดดวงตาทอประกายอารมณ์ความรู้สึกอย่าง
รุนแรง แต่สุ้มเสียงยังคงแหบพร่า
แต่จั่วม่อไหนเลยจะไม่เข้าใจ รีบกรีดไม้กรีดมือ พยักหน้ารับรัว
เร็ว “ใช่แล้ว ใช่แล้ว ใช่แล้ว ข้าเป็นมนุษย์ ข้าเป็นมนุษย์”
ฉากอันแปลกประหลาดตรงหน้านี้ ทำเอาบรรดาลูกสมุน
ด้านหลังจั่วม่อตะลึงลาน พวกมันอ้าปากหวอ ใบหน้าอึ้งงัน คนที่
ขวัญกล้าบังอาจอดหัวร่อคิกคักไม่ได้ การสนทนานี้พิลึกกึกกือ
โดยแท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำตอบของต้าเหริน ฟังดูน่าตลกจริงๆ
ได้ยินเสียงหัวร่อเบาๆ จากด้านหลัง จั่วม่อทราบทันทีว่าคน
เหล่านี้คิดอะไร แต่เพื่อไม่ให้ระคายเคืองอสุภประหลาด มัน
พยายามปั้นสีหน้าเปี่ยมไมตรีจิต กับรอยยิ้มไม่มีพิษมีภัยอย่างสุด
ความสามารถ
ในใจลอบหมายหัวเอาไว้ เจ้าโง่พวกนี้รอไปก่อนเถอะ ข้าจะ
จัดการพวกเจ้าเรียงตัวทีหลัง!
อสุภประหลาดสีหน้าที่บิดเบี้ยวค่อยๆ ผ่อนคลายลง วาจาเริ่ม
ราบรื่นกว่าเดิม “เจ้า… …เจ้าเข้ามาได้อย่างไร?”
จั่วม่อพอถูกดวงตาสีเทาของอสุภประหลาดจ้องมอง ต้องขน
หัวลุกชี้ชัน รีบตอบว่า “ค่ายกลเคลื่อนย้ายของพวกเราถูกใครบาง
คนลอบก่อกวน ดังนั้นถูกส่งมาที่นี่”
“ค่ายกลเคลื่อนย้าย?” อสุภประหลาดจับจุดสำคัญของข้อมูล
ข่าวสารได้ทันที
“ใช่แล้ว ค่ายกลเคลื่อนย้าย” จั่วม่อพยักหน้าซํ้าๆ
“ค่ายกลเคลื่อนย้ายคืออะไร?” อสุภประหลาดซักถาม
“เอ่อ นี่เป็นเรื่องซับซ้อนที่ยากจะอธิบายได้… …” จั่วม่อโบกไม้
โบกมือ
“ไม่มีปัญหา อย่างน้อยที่นี่ไม่เคยขาดแคลนเวลา” อสุภ
ประหลาดกล่าวพลางแย้มยิ้มให้จั่วม่อ แต่รอยยิ้มนั้นทำเอาจั่วม่อ
สั่นสะท้านไปถึงไขกระดูก อสุภประหลาดพอกล่าวจบคำ พลัน
สะบัดมือซัดลำแสงออกไปสายหนึ่ง หลังจากนั้นสักครู่ ตัว
ประหลาดอีกห้าตนก็ปรากฏเรียงรายอยู่ข้างกายมัน ในบรรดาตัว
ประหลาดทั้งห้า มีเพียงหุ่นทรายที่ดูทุลักทุเลอยู่บ้าง บนร่างของมัน
ปักไว้ด้วยหอกสีดำเล่มหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับร่างใหญ่โตมหึมาของ
มัน หอกทมิฬดำเล่มนั้นไม่ต่างจากไม้จิ้มฟันเล็กๆ กลุ่มทรายรอบๆ
หอกดำพลันพุ่งพรวดออกมา กลืนกินหอกสีดำหายเข้าไปภายใน
จั่วม่อสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ
ในเวลาเดียวกัน เงาร่างหลายสายปรากฏขึ้นข้างกายจั่วม่อดุจ
สายฟ้าฟาด แต่ละคนสีหน้าไม่สู้ดี พลังของอีกฝ่ายน่าประหวั่นพรั่น
พรึงเกินไป อสุภประหลาดมองกระบี่ดำในมือเหวยเสิ้ง แล้วผงก
ศีรษะ กล่าวว่า “นึกไม่ถึงว่ากระบี่เล่มนี้จะตกอยู่ในมือเจ้า”
เหวยเสิ้งเลิกคิ้วสูงชัน
จั่วม่อปฏิกิริยารวดเร็วที่สุด รีบถามไถ่อย่างนอบน้อม “ผู้
อาวุโส กระบี่เล่มนี้มีที่มาอย่างไร?”
“ฮ่าฮ่า เมื่อถึงเวลามันก็จะล่วงรู้เอง” อสุภประหลาดยิ่งมายิ่ง
กล่าววาจาได้ราบรื่นขึ้นทุกขณะ สีหน้าก็เริ่มแสดงอารมณ์ได้
หลายหลากขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้กลับยิ่งทำให้มันดูแปลกพิลึกกว่าเดิม
จากนั้นอสุภประหลาดละสายตาจากกระบี่ดำ หันหน้ามาถามจั่วม่อ
“ทีนี้เจ้าเล่าเรื่องค่ายกลเคลื่อนย้ายได้แล้วกระมัง”
“ค่ายกลเคลื่อนย้าย เป็นขบวนค่ายกลที่สร้างขึ้นเพื่อย้ายจาก
สถานที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง… …”
“ขบวนค่ายกล?”
กระทั่งค่ายกลก็ไม่รู้จัก? คนเหล่านี้หรือว่า… …ใช่เป็น
ผู้รอดชีวิตจากมหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์หรือไม่? จั่วม่ออด
ใจเต้นระทึกไม่ได้
อสุภประหลาดคล้ายล่วงรู้ว่าจั่วม่อกำลังครุ่นคิดอันใด ดวงตาสี
เทาทอแววขบขัน
จั่วม่อพยายามระงับสติ ตัดสินใจสลักค่ายกลเคลื่อนย้ายอย่าง
ง่ายๆ ขบวนหนึ่งลงบนพื้น “นี่คือค่ายกลเคลื่อนย้าย พวกเราใช้มัน
ในการเดินทาง”
อสุภประหลาดกวาดตามองแวบหนึ่ง เข้าใจในทันที “วิธีการนี้
ฉลาดไม่เลว แต่มีข้อจำกัดมากมาย”
“มิผิด เราไม่ทราบตำแหน่งที่แน่นอนของอาณาจักรแห่งนี้ ใน
การใช้งานค่ายกลเคลื่อนย้าย ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยอาจก่อ
เกิดข้อผิดพลาดเป็นพันลี้” นึกถึงเรื่องนี้ จั่วม่อได้แต่สั่นศีรษะอย่าง
อับจนปัญญา
แต่อสุภประหลาดยังคงจ้องมองจั่วม่อ “ข้าทราบว่าเจ้ามี
ทางออกอื่น”
ไม่รอให้จั่วม่อโต้แย้ง มันกล่าวเรียบๆ “ข้าติดตามเจ้ามาหลาย
วัน เจ้าต้องการเข้าไปยังใจกลางสนามรบใช่หรือไม่”
เหล่าคนข้างกายจั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก มีคนลอบ
ติดตามหลังพวกมันตั้งหลายวัน แต่พวกมันไม่มีผู้ใดระแคะระคาย
แม้แต่น้อย มีเพียงจั่วม่อที่ไม่ได้ตื่นตระหนกนัก ผู้อื่นพลังฝีมือเหนือ
ลํ้ากว่าพวกมันมาก มันยิ่งมายิ่งมั่นใจ อสุภประหลาดนี้ สมควรเป็น
ตัวประหลาดเฒ่าที่รอดชีวิตจากมหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์!
รอดชีวิตจากมหาสงคราม มีชีวิตอยู่มาตลอดหมื่นปี คน
เช่นนั้นอยู่ในระดับชั้นที่เหนือจากความเข้าใจของพวกมันไปแล้ว
หากเปรียบเทียบกัน ผู้ที่เข้มแข็งที่สุดในหมู่พวกมันก็เป็นแค่
เพียงจินตันตัวน้อยๆ ผู้อื่นเพียงแค่กระดิกนิ้ว ก็บดขยี้พวกมันเป็น
ผุยผงโดยไม่เปลืองแรงด้วยซํ้า
“อาศัยพลังของพวกเจ้า เจ้าไม่มีวันรอดชีวิตไปถึงใจกลาง
สนามรบ” อสุภประหลาดกล่าวเบาๆ “ผู้ที่ล้มตายที่นี่ ล้วนเป็นสุด
ยอดฝีมือที่ร้ายกาจที่สุดในโลก พลังสภาวะที่หลงเหลืออยู่ของพวก
มัน ต่อให้ผ่านมานานปีถึงเพียงนี้ ยังไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าจะต้านทาน
ได้”
ถูกชี้หน้าบอกกล่าวอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ ว่าพลังของพวก
มันไม่แข็งแกร่งพอ ทุกคนใบหน้าดำมืดเหมือนก้นหม้อ แต่พลังอัน
ไร้ผู้เทียบเทียมของผู้อื่น ทำให้พวกมันได้แต่สะกดกลั้น ไม่กล้า
ประท้วงข้อสรุปนี้
จั่วม่อปฏิกิริยารวดเร็วที่สุด หรือไม่ก็เป็นเพราะในหมู่พวกมัน
ทั้งหมด มันมีความเข้าใจในระดับพลังของอสุภประหลาดกับพวก
มากที่สุด มันในเมื่อเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ดีที่สุด ดังนั้น
ความคิดของมันย่อมถูกต้องเหมาะสมที่สุด
“ขอผู้อาวุโสโปรดชี้แนะด้วย!” จั่วม่อกล่าวพลางประสานมือ
ค้อมกายคารวะ
อสุภประหลาดเผยสีหน้าพึงพอใจ แม้ว่าใบหน้าครึ่งหลากสี
ของมันจะดูน่าขวัญผวาก็ตาม มันไม่ได้วางท่าให้เสียเวลา เพียง
กล่าวตรงๆ “ข้าสามารถพาเจ้าเข้าไป แต่ข้าจะติดตามเจ้าออกไป
จากที่นี่ด้วย”
จั่วม่อค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก รีบกล่าว “นับเป็น
เกียรติของพวกเรา!”
ขบวนคาราวานของพวกมันในที่สุดก็เพิ่มกลุ่มอสุภประหลาด
เข้ามาด้วย แต่เรื่องนี้ไม่มีผู้ใดมีความเห็นเป็นอื่น
ความเป็นจริงได้พิสูจน์อย่างรวดเร็ว ว่าการตัดสินใจของจั่วม่อ
คราวนี้ไม่ได้ผิดพลาดไปเลยแม้แต่น้อย เมื่อเพิ่มอสุภประหลาดเข้า
มา ทำให้สัตว์ประหลาดอื่นๆ ระหว่างทางหายหัวไปจนหมด ไม่กล้า
โผล่หน้าออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย ช่วยให้ความเร็วของพวกมัน
เพิ่มขึ้นมาก อสุภประหลาดก็ไม่ได้อยู่เงียบๆ แต่ช่างพูดเป็นอย่างยิ่ง
มันชมชอบสนทนากับจั่วม่อมาก จั่วม่อแม้ไม่อาจพิสูจน์ยืนยันข้อ
สันนิษฐานเกี่ยวกับตัวตนของอสุภประหลาดได้แน่ชัด แต่ยังได้รับ
ข้อมูลไม่น้อย ยกตัวอย่างเช่น ในกลุ่มพวกมันทั้งหก มีเพียงอสุภ
ประหลาดที่มีสติปัญญา อีกห้าตนเป็นสิ่งดุร้ายที่ถือกำเนิดขึ้นใน
ดินแดนอันโหดเหี้ยมนี้
ทุกครั้งที่จั่วม่อสนทนากับอสุภประหลาด ผูเยากับเว่ยจะสงบ
ปากสงบคำยิ่ง พวกมันระมัดระวังอสุภประหลาดเป็นที่สุด
แต่สำหรับจั่วม่อผู้ชํ่าชองชำนาญในการสังเกตสีหน้าผู้คน นี่
นับเป็นอะไรได้? เห็นอสุภประหลาดไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อพวกมัน
มันมีแต่ยิ่งรีบตีสนิท ฉวยโอกาสนำเศษชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึก
ออกมา ขอคำชี้แนะจากอสุภประหลาด
“ฮ่า เจ้ากระทั่งของเช่นนี้ยังต้องการหรือ?” อสุภประหลาดหัว
ร่อเบาๆ นํ้าเสียงไม่ค่อยใส่ใจนัก “สิ่งเหล่านี้แตกหักกระจัดกระจาย
เกินไป ใช้การอะไรไม่ได้มากนัก”
“ผู้อาวุโสรู้จักของเหล่านี้ใช่หรือไม่?” จั่วม่อรีบถาม
“นี่เป็นสิ่งที่ธรรมดามาก ทุกชนเผ่าจะมีของเช่นนี้ เป็นที่
สักการะบูชา”
“จะใช้งานได้อย่างไร?”
“สัญลักษณ์ศึกมีพลังเทพ*ในตัวมันเอง”
“พลังเทพ?”
“ศรัทธาก่อเกิดพลังเทพ พลังเทพหล่อเลี้ยงสัญลักษณ์ศึก
ดังนั้นสัญลักษณ์ศึกสามารถเป็นรูปเป็นร่างได้”
จั่วม่อไม่อาจทำความเข้าใจได้ เป็นไปตามคาด สิ่งของจาก
สมัยโบราณกับปัจจุบัน เป็นสองสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง! มัน
ได้แต่เปลี่ยนคำถาม “ผู้อาวุโส เช่นนั้นเศษเสี้ยวสติปัญญาใน
ชิ้นส่วนเหล่านี้ จะนำมาหลอมสร้างด้วยวิธีใด?”
“เศษเสี้ยวสติปัญญาเล็กน้อยเท่านี้ยังจะมีประโยชน์อันใด
ด้วย?” อสุภประหลาดไม่ค่อยสนใจเศษชิ้นส่วนนัก
จั่วม่อไม่ทราบจะกล่าวว่ากระไร เศษชิ้นส่วนเหล่านี้หากออก
ไปสู่โลกภายนอก ไม่ทราบมีผู้คนมากมายเท่าใดยินดีฆ่าฟันกัน
เพื่อแย่งชิงของสิ่งนี้
“ผู้ที่อิ่มหนำสำราญไหนเลยจะเข้าใจหัวอกผู้หิวโหย!” จั่วม่อ
พึมพำ ยามนี้พวกมันสนิทสนมคุ้นเคยกันดี จั่วม่อเริ่มจะเข้าใจ
อารมณ์และนิสัยใจคอของอสุภประหลาดอยู่บ้าง มันทราบว่าผู้อื่น
จะไม่บันดาลโทสะกับเรื่องเพียงเท่านี้
อสุภประหลาดเหลือกตามองมัน “อย่าห่วงไปเลย ในเส้นทาง
ต่อไป จะมีสิ่งที่ดีกว่านี้มากมาย ข้าจะช่วยให้เจ้าได้รับพวกมัน
บางส่วน”
จั่วม่อเบิกบานใจยิ่ง “ขอบคุณผู้อาวุโส!”
“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้า หากไม่มีเจ้า ข้าไม่สามารถออกไป
จากที่นี่ได้” อสุภประหลาดขบคิดเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “วิธีการ
ของเจ้าคล้ายนุ่มนวลเกินไปบ้าง หากเจ้าคิดหลอมสร้างจิต
วิญญาณที่อยู่ในเศษชิ้นส่วนเหล่านี้จริงๆ เจ้าต้องใช้กำลังบังคับขู่
เข็ญ”
“ใช้กำลังบังคับขู่เข็ญ?” จั่วม่อตะลึงลาน นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้
ยินว่าต้องบังคับขู่เข็ญวัตถุดิบ
“ยอมจำนนหรือตาย” อสุภประหลาดกล่าวเบาๆ อย่างไม่เห็น
สำคัญ
เห็นสีหน้าตื่นตะลึงของจั่วม่อ อสุภประหลาดอธิบายว่า
“สัญลักษณ์ศึกถือกำเนิดขึ้นเพื่อปกป้องชนเผ่า ส่วนมาก
สติปัญญาของพวกมันไม่สูงนัก เพียงเทียบเท่ากับสัตว์ร้ายเท่านั้น
ขอเพียงให้พวกมันทราบว่าหากไม่ยอมจำนน พวกมันจะต้องตาย
พวกมันย่อมถูกกำราบเป็นธรรมดา”
ไม่รอให้จั่วม่อทันได้ตอบสนอง อสุภประหลาดเงยหน้าขึ้น มอง
ไปยังที่ห่างไกล
“ระมัดระวังไว้ เรากำลังจะเข้าสู่เขตพื้นที่หลักเดี๋ยวนี้แล้ว”
จั่วม่อรู้สึกราวกับว่า พอเดินออกจากม่านหมอกภูต ทุกสิ่งทุก
อย่างก็กระจ่างจ้าอยู่ในสายตาทันที!
หมายเหตุ : *พลังเทพหรือพลังเสิน (神) เสินคำนี้มี
ความหมายหลากหลาย ใช้งานแตกต่างกัน อย่างเช่นเทพเจ้าหรือ
เทพยดา ปฎิหาริย์หรือมหัศจรรย์ สมาธิ จิตใจ สติ กำลังวังชาหรือ
วิญญาณ หรือศักดิ์สิทธิ์ และดูเหมือนว่าผู้เขียนจะนำมาใช้ใน
หลายๆ ความหมายด้วย ทีแรกผู้แปลตั้งใจจะทับศัพท์ว่าพลังเสิน
แต่ภายหลังคิดว่าพลังเทพน่าจะเข้ากับอรรถรสแบบภาษาไทยเรา
มากกว่า