สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 415 ฝูงตัวประหลาด
นี่เป็นครั้งแรกที่อาเหวินนำทัพ ตำแหน่งนี้เดิมทีเป็นหน้าที่ของ
ซู่หลง
หมอกดำดุจนํ้าหมึกราวกับอสรพิษเรียวยาว แหวกว่ายเข้าหา
มันไม่ขาดสาย พวกมันรวบรวมมาจากทุกซอกมุมของขบวนทัพ
ค่ายกล มุ่งเข้าสู่ร่างของอาเหวิน ภายในชั่วพริบตา อาเหวินก็ถูก
ปกคลุมไปด้วยกลุ่มหมอกรูปอสรพิษดำ ทั้งร่างห่อหุ้มด้วยเมฆ
หมอก ดูเลือนรางไม่เห็นรูปร่างแท้จริง
นี่ยังเป็นครั้งแรกที่อาเหวินรู้สึกราวกับว่าร่างกำลังจะแตกระเบิด
พลังล้นทะลักพลุ่งพล่านอยู่ภายในร่างกาย กำลังดิ้นรนหาทางปะทุ
ออกมา! เจตนาฆ่าฟันบริสุทธิ์ไร้ที่เปรียบ ราวกับระลอกคลื่นโหม
ซัดอยู่ในใจมัน
ท่ามกลางเจตนาฆ่าฟันเย็นเยียบและมืดมนในม่านหมอกทมิฬ
โลกในสายตามันกลับกลายเป็นมืดทะมึน อารมณ์กระหายการฆ่า
ฟันรุนแรงขึ้นทุกขณะ มันปรารถนาจะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างให้
ราบเป็นหน้ากลอง!
แต่นั่นเป็นเพียงชั่ววูบ อาเหวินคืนสติอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่ววูบนั้น โลกในสายตามันกลับกลายเป็นพร่าเลือน อา
เหวินอดสยิวกายอย่างหนาวเหน็บไม่ได้ สภาพการณ์เมื่อครู่
อันตรายยิ่ง ในระหว่างการฝึกฝีมือในแต่ละวันของพวกมัน ซู่หลง
มักจะคอยยํ้าเตือนพวกมันอยู่เสมอ ว่าอย่าได้ปล่อยตัวเองเตลิดไป
กับเจตนาฆ่าฟัน ทันทีที่พวกมันพ่ายแพ้ต่อเจตนาฆ่าฟัน พวกมัน
จะกลายเป็นตัวประหลาดที่รู้จักแต่เข่นฆ่าสังหารเท่านั้น
เมื่อสามารถปีนออกมาจากกองซากศพในสนามประลองทาส
อาเหวินไม่ใช่แค่พรสวรรค์เด่นลํ้าเหนือผู้อื่นเท่านั้น ปราการทาง
จิตใจของมันยังเข้มแข็งกว่าคนทั่วไป ระหว่างการฝึกฝีมือในแต่ละ
วัน มันไม่เคยประสบกับอันตรายจากการสูญเสียการควบคุมตัวเอง
เลยสักครั้ง นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้มันรุดหน้ารวดเร็วกว่า
สหายทั้งหมด
แต่ครั้งนี้เจตจำนงฆ่าฟันที่ไหลบ่าเข้ามายิ่งใหญ่ไพศาลเกินไป
แทบจะกลืนกินมันในบัดดล
อาเหวินที่เผชิญกับความน่าพรั่นพรึงมาหนหนึ่ง ยิ่งระมัดระวัง
กว่าเดิม แต่จะอย่างไร ก่อนหน้าวันนี้มันก็ไม่เคยนำทัพมาก่อน
ดังนั้นได้แต่หวนนึกทบทวนว่าในเวลาเช่นนี้ หากเป็นซู่หลงมักจะ
ทำอย่างไร
มันพบอย่างรวดเร็วว่าการลอกเลียนซู่หลงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่าง
ที่คิด ต้องการควบคุมบังคับเจตนาฆ่าฟันอันยิ่งใหญ่ไพศาลเช่นนี้
จำต้องใช้วิธีการพิเศษเฉพาะ
บัดซบ!
“สามคนนี้ไม่ทราบว่าเมื่อใดจึงจะฟื้นคืนสติขึ้นมา?” สมาชิก
หน่วยเทียนฟงผู้หนึ่งกล่าวพลางทอดถอน “พวกมันทั้งสามล้วน
คลั่งไคล้การต่อสู้ หากทราบว่าพวกมันพลาดการต่อสู้ที่น่าดูชม
เช่นนี้ พวกมันต้องตีอกชกหัวรํ่าร้องเสียใจเป็นแน่”
“พวกมันบาดเจ็บสาหัสเกินไป ยังรอดชีวิตมาได้นับว่าดีเท่าไร
แล้ว! หากมิใช่เหวยซือกับพวกรุดไปช่วยเหลือทันเวลา พวกมัน
กระทั่งชีวิตยังเก็บคืนมาไม่ได้” สหายด้านข้างโต้ตอบ
“ต่อให้ฟื้นขึ้นมาจะมีประโยชน์ใด” สหายอีกผู้หนึ่งสอดคำ
“ไฉนตอนนี้เราได้แต่เฝ้าดูเล่า? ไยไม่เข้าร่วมการต่อสู้เล่า?
บัดซบ! ยังมิใช่เพราะพลังไม่พอหรือ ดูเหมือนเราจะต้องพยายาม
ให้มากกว่านี้ เร่งเข้าสู่ด่านจินตันให้เร็วที่สุด หน่วยเทียนฟงเราได้
แต่ยืนเบิกตามองดูผู้อื่นต่อสู้อยู่ด้านข้าง ยังจะมีสิ่งใดน่าอับอายไป
กว่านี้อีก!”
วาจาเหล่านี้สำหรับพวกมันทุกคนแล้วเข้าอกเข้าใจกันดี กาล
ก่อนหน่วยเทียนฟงของพวกมันคือเหล่ายอดฝีมือของค่ายจูเชวี่ย
รวบรวมยอดเซียนกระบี่ที่เข้าใจเจตจำนงกระบี่ไว้ด้วยกัน อานุภาพ
ไร้ผู้ต้าน แต่ต่อมายิ่งมีคนในค่ายเข้าใจเจตจำนงกระบี่มากขึ้น
เรื่อยๆ ความเหนือลํ้าของพวกมันก็ไม่ได้โดดเด่นชัดเจนเท่าตอน
แรกอีก ซึ่งความจริงความก้าวหน้าของพวกมันก็มิใช่เล็กน้อย นี่
สามารถเห็นได้จากระดับพลังบำเพ็ญเพียรของทุกคน พวกมัน
ทั้งหมดล้วนเป็นหนิงม่ายขั้นสาม
พวกมันคล้ายอยู่ห่างจากด่านจินตันเพียงก้าวเดียว แต่ก้าว
เดียวนี้มิใช่จะข้ามผ่านไปโดยง่ายดาย
หนิงม่ายขั้นสามแม้แข็งแกร่งกว่าหนิงม่ายขั้นสอง แต่ระดับ
ความแตกต่างนี้ไม่ได้ห่างชั้นกันโดยสิ้นเชิงแต่อย่างใด นี่ทำให้
พวกมันตกอยู่ในสภาพที่น่ากระอักกระอ่วนใจยิ่ง
“อย่าสนใจเลยน่า! เมื่อครั้งที่เรารุ่งโรจน์ เดรัจฉานน้อย
เหล่านั้นยังดื่มนมมารดาอยู่เลย!”
“ไม่ต้องกล่าวถึงอดีตแล้ว ไม่มีอะไรน่าดูเสียหน่อย! หากให้ข้า
พูด ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็ว หน่วยเทียนฟงเราจะต้องล่ม
สลายไปแน่!”
“ผายลมมารดาเจ้า! เจ้าปากอัปมงคล!”
“นี่เป็นความสัตย์จริง ลองมองดูหน่วยองครักษ์โล่เสียก่อน จงห
ยูกลายเป็นจินตัน แต่หน่วยของเราไม่มีจินตันแม้แต่คนเดียว”
“ไม่ได้การ เราต้องคิดหาทางทำอะไรสักอย่างแล้ว!”
“คิดอันใด? จินตันหาใช่หัวผักกาดที่เราจะหาซื้อจากที่ใดก็ได้
ไม่! นี่มิใช่ว่าทุกคนไม่ได้พยายามอย่างหนัก พวกเราไม่มีผู้ใดเกียจ
คร้าน แต่การรุดหน้าของพวกเราเชื่องช้าเกินไป!”
ถึงตอนนี้ทุกคนไร้วาจาจะกล่าว
นั่นก็ใช่แล้ว หากด่านจินตันสามารถบรรลุได้โดยง่าย เช่นนั้น
ก็ไม่มีคุณค่าความหมายแล้ว คนเหล่านี้ล้วนเอาแต่ครุ่นคิดหาวิธีไป
ถึงด่านจินตันให้ได้โดยเร็วที่สุด พวกมันหลงลืมไปโดยสนิทใจ ว่า
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ในหมู่พวกมันมีผู้ใดกล้าคิดว่าจะมีวันที่ไปถึง
ด่านจินตันบ้าง?
“ลืมมันไปเถอะ ทุกคนรักษาความตื่นตัวเอาไว้! ระวังตำแหน่ง
ของพวกเจ้าให้ดี! เรื่องอื่นรอจนกว่าเราจะปลอดภัยค่อยว่ากัน!”
เนื่องเพราะม้าฝาน เหลยเผิงและเหนียนลู่พากันบาดเจ็บสาหัส
ทั้งสามคน กงซุนชาจึงจัดให้หน่วยเทียนฟงทำหน้าที่เป็นปราการ
ชั้นสุดท้าย คอยปกป้องค่ายจินวูที่ไม่ค่อยมีความสามารถในการ
ต่อสู้
นี่ทำให้พวกมันรู้สึกราวกับกินยาขมเข้าไปชามโต
กงซุนชายิ่งสีหน้าน่าเกลียดสุดทนดู เต็มไปด้วยการตำหนิติ
เตียนตนเอง หลายวันมานี้มันเอาแต่จมอยู่กับความคิดเกี่ยวกับ
หมากรุกสงคราม เป็นเหตุให้ปฏิกิริยาตอบสนองของมันในวันนี้
ชักช้าไปเล็กน้อย
หากมิใช่ว่าศิษย์พี่ตอบสนองทันท่วงที พวกมันคงตก
หลุมพรางกลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจของตัวประหลาดเหล่านี้ไป
แล้ว
หากสัตว์อสูรเหล่านี้ลอบโจมตีพวกมันสำเร็จจริงๆ ถึงตอนนั้น
… …
แทบไม่ต้องขบคิด กงซุนชาทราบดีว่าผลลัพธ์คงเลวร้ายเกิน
กว่าที่จะแบกรับไว้ได้ นั่นคือสิ่งที่มันยกโทษให้ตัวเอง
ไม่ได้! ข้อผิดพลาดร้ายแรงนี้ ปลุกเร้าความทระนงถือดีและความ
กระหายชัยชนะของแม่นางน้อยอย่างรุนแรง ในเวลาเดียวกันไฟ
พิโรธก็ปะทุขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ!
การล่าสัตว์ สิ่งที่สัตว์อสูรเหล่านี้ใช้คือกลยุทธ์ที่รู้จักกันดี
วิธีการล่าสัตว์!
พวกมันกลับเป็นฝ่ายถูกฝูงสัตว์อสูรทำการล้อมล่า!
ใบหน้าหล่อเหลาของแม่นางน้อยเต็มไปด้วยความดุร้ายเกรี้ยว
กราด
ตัวประหลาดทั้งหมดมีกันหกตน
นอกเหนือจากภูตอสุภที่กำลังหํ้าหั่นกับเหวยเสิ้ง และหุ่นทราย
ที่มุ่งหน้าเข้าเล่นงานอาเหวิน คนอื่นๆ ก็ตกอยู่ในการสัประยุทธ์
อย่างดุเดือดรุนแรงเช่นกัน คู่มือของซู่หลงเป็นแรดเหล็กตนหนึ่ง
เซี่ยซานประจันหน้ากับตัวประหลาดที่มีหนามกระดูกหกแท่งแทง
ออกมาจากแผ่นหลัง ส่วนจงหยูรับมือกลุ่มหมอกดำอันประหลาดลี้
ลับ
คู่มือของจั่วม่อกลับเป็นคนผู้หนึ่ง!
การใช้คำว่า ‘ผู้คน’ มาบรรยายตัวประหลาดนี้อาจไม่ถูกต้อง
นัก เนื่องเพราะคนผู้นี้ครึ่งซีกร่างของมันไม่มีร่องรอยของชีวิต
แม้แต่นิดเดียว เสื้อผ้าอาภรณ์ฉีกขาดจนไม่เหลือชิ้นดี ร่างกายดู
เหมือนแบ่งออกเป็นสองซีก ครึ่งซีกร่างด้านขวามีลวดลายห้าสี ที่ดู
คล้ายแมลงพิษแทรกซอนเข้าไปทั่วร่างกายซีกนั้นของมัน เพียง
มองแวบเดียว ก็ทำให้ผู้คนขนหัวลุกเกรียว!
ในดวงตาสีขาวเทาไร้ประกายชีวิต เมื่อจั่วม่อเคลื่อนใกล้เข้า
มา มันเพียงจ้องมองอย่างเฉยชา
จั่วม่อพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงสุดยอด ภายใต้การเร่งเร้าปีก
แสงศูนยาเต็มกำลัง มันรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบลั่น!
คนประหลาดที่ฝั่งตรงข้ามเพียงจี้ดรรชนีออกคราหนึ่ง
จั่วม่อรู้สึกในสายตาสว่างวาบ ลำแสงหลากสีเจิดจ้าบาดตา
สังหรณ์อันตรายกรีดร้องอย่างรุนแรง ทำให้ทุกตารางนิ้วบนร่างมัน
สั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม!
เพียะ!
ทันใดนั้นป้ายบงการสัตว์ร้ายที่เอวจั่วม่อเปล่งแสงวาบ ผีเสื้อดำ
พุ่งทะยานออกมาจากอากาศธาตุ ขวางรั้งอยู่เบื้องหน้าจั่วม่อ
เจ้าผีเสื้อดำ!
นับตั้งแต่ยกระดับขึ้นเป็นระดับสี่ จั่วม่อรู้สึกว่านามผีเสื้อลาย
สายรุ้งไม่เหมาะสมกับมันอีก จึงเปลี่ยนเป็นผีเสื้อดำ ผีเสื้อดำมักจะ
อยู่แต่ในป้ายบงการสัตว์ร้าย ไม่บ่อยนักที่มันจะออกมาจากป้ายบง
การสัตว์ร้ายด้วยตัวเอง
ผีเสื้อดำกระพือปีกแผ่วเบาด้วยจังหวะจะโคนอันพิสดารชนิด
หนึ่ง
ซี่!
พลังสีรุ้งคล้ายถูกดึงด้วยแรงดูดมหาศาล บรรจบรวมกันอย่าง
ฉับพลัน พุ่งดิ่งเข้าหาผีเสื้อดำ
เห็นพลังสีรุ้งพุ่งหายเข้าไปในร่างกายผีเสื้อดำอย่างต่อเนื่อง
จั่วม่ออัศจรรย์ใจยิ่ง ผีเสื้อดำตัวเล็กเพียงเท่านี้ แต่กลับคล้ายหลุม
ลึกไร้ก้นบึ้ง พลังสีรุ้งถูกดูดหายเข้าไปจนหมดสิ้น สิ่งที่ทำให้มันยิ่ง
ประหลาดใจกว่าเดิม คือความยินดีปรีดาอย่างชัดแจ้งที่ผีเสื้อดำ
สื่อสารกับมัน
ลำแสงนี้ใช่มีพิษหรือไม่?
ความคิดของจั่วม่อเพิ่งผุดขึ้นมา ผีเสื้อดำที่เบื้องหน้าก็เต้นขึ้น
คราหนึ่ง คล้ายตอบรับการคาดเดาของมัน
“ไฉนมีภูตอสุภมากมายถึงเพียงนี้?” ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผู
เยาขมวดคิ้วนิ่วหน้า
เว่ยเอ่ยปากเบาๆ “เพราะที่นี่คือสนามรบปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์”
ผูเยาสงบปากสงบคำทันที มิผิด! ที่นี่คือสนามรบของมหา
สงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ ดินแดนแห่งมรณะที่ปิดตายมานับ
หมื่นปี! ไม่ว่าเกิดเหตุการณ์ประหลาดที่หาได้ยากอันใดขึ้นที่นี่ ก็
หาใช่เรื่องน่าแปลกใจไม่
จั่วม่อกลับไม่ครุ่นคิดอะไรมาก ในระหว่างต่อสู้พิสูจน์เป็นตาย
การปล่อยจิตใจให้ฟุ้งซ่านก็ไม่ต่างจากหาที่ตาย เมื่อเข้าใจว่าคน
ประหลาดใช้พลังพิษร้าย จั่วม่อค่อยคลายใจลง ผีเสื้อดำเป็นผีเสื้อ
พิษระดับสี่ พิษร้ายก็เท่ากับยาบำรุงสำหรับมัน
เผชิญหน้ากับคนประหลาด ไม่ถูกต้อง บางทีสมควรเรียกมัน
ว่าอสุภประหลาดจะเหมาะกว่า เจ้าซากศพประหลาดตนนี้มีพลัง
เข้มแข็งที่สุดในฝูงตัวประหลาดทั้งหก สมควรเป็นระดับห้าขั้นสูง
หากผีเสื้อดำไม่อยู่ที่นี่ วันนี้จั่วม่อต้องเผชิญปัญหาแน่ พิษที่ผีเสื้อ
ดำระดับสี่ปลดปล่อยออกมายังสามารถกัดกร่อนพลังปราณได้
เช่นนั้นพิษร้ายที่อสุภประหลาดตนนี้ปลดปล่อยออกมา มิทราบจะ
ร้ายกาจถึงเพียงไหน!
ซู่วซู่วซู่ว!
พลังงานสีรุ้งอันงามตระการแผ่ออกมาจากฝ่าเท้าของอสุภ
ประหลาด พื้นหินแกร่งผุสลายอย่างรวดเร็ว กลิ่นเหม็นฟุ้งกระจาย
ไปทุกหนแห่ง
จั่วม่อเผอิญสูดเข้าไปเล็กน้อยโดยไม่ทันระวัง พริบตานั้นรู้สึก
หัวหมุนงุนงง ต้องลอบตื่นตระหนกไม่น้อย
ผีเสื้อดำคล้ายสูดได้กลิ่นอาหารสุดแสนโอชะ เร่งกระพือปีก
อย่างบ้าคลั่ง!
พลังงานห้าสีที่แผ่กระจายอยู่บนพื้นพลันลอยขึ้น ถูกผีเสื้อดำ
ดูดกลืนเข้าไปไม่ขาดสาย
ในดวงตาสีเทาของอสุภประหลาดไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใด
เพียงจับจ้องมองดูผีเสื้อดำอย่างเงียบๆ ประหนึ่งมองไม่เห็นว่าผีเสื้อ
ดำกำลังดูดกลืนพิษร้ายที่มันปลอดปล่อยออกมาอย่าง
ตะกละตะกลาม
ทันใดนั้น เส้นใยพลังสีเทาสายหนึ่งผสานรวมเข้าไปใน
พลังงานสีรุ้งอย่างเงียบเชียบ จากนั้นหายเข้าไปในร่างของผีเสื้อดำ
พร้อมกับพลังงานสีรุ้ง
ผีเสื้อดำร่างแข็งทื่อในบัดดล!
จุดสีเทาผุดขึ้นบนปีกของมันอย่างฉับพลัน
กลิ่นอายเน่าเปื่อยแห่งความตายแผ่ซ่านออกมาจากผีเสื้อดำ
เจตจำนงฆ่าฟันไหลบ่าเข้ากระทบจิตใจของอาเหวินอย่าง
ต่อเนื่อง ที่น่ากลัวยิ่งกว่า คือพลังนี้ยังคงเพิ่มขึ้นไม่หยุดยั้ง
อาเหวินรู้สึกถึงอันตรายอย่างรุนแรง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ยัง
ไม่ทันที่หุ่นทรายจะบุกมาถึง เกรงว่ามันจะสูญเสียการควบคุมและ
ระเบิดตายไปเองเสียก่อน
อาเหวินผู้รอดตายจากการต่อสู้หลายร้อยครั้ง ย่อมไม่ใช่ผู้ที่ไร้
ไหวพริบสติปัญญา กลับตรงกันข้ามเสียมากกว่า มันมี
สัญชาตญาณการต่อสู้ที่น่าอัศจรรย์ ในเมื่อวิธีการของซู่หลงมันไม่
มีปัญญากระทำได้ เช่นนั้นมันจะใช้วิธีการของมันเอง!
มันพยายามควบคุมเจตจำนงฆ่าฟันที่อาละวาดไปทั่วร่างอย่าง
ระมัดระวัง แต่ผลที่ได้กลับเล็กน้อยมาก เจตจำนงฆ่าฟันใหญ่โต
เกินไปอย่างแท้จริง ราวกับแม่นํ้าใหญ่คลุ้มคลั่ง ต่อหน้าสิ่งอัน
ยิ่งใหญ่ไพศาลนี้ ตัวมันช่างเล็กกะจ้อยร่อย
นี่ทำให้มันเข้าใจ ว่าพลังของมันที่แท้เล็กจ้อยถึงเพียงนี้
หากมันคิดขับเคลื่อนเจตจำนงฆ่าฟันอันแข็งกร้าวนี้ดั่งใจ
ปรารถนา เช่นนั้นก็ต้องพึ่งพาพลังของเจตจำนงฆ่าฟันเอง
เท่านั้น! ความคิดนี้วาบขึ้นในใจดุจสายฟ้าฟาด
ขบกรามแน่น อาเหวินไม่ควบคุมบังคับอีก ปล่อยใจเปิดกว้าง
ในบัดดล
ตูม!
เจตจำนงฆ่าฟันอันไม่มีที่สิ้นสุดแผดคำรามอย่างหวนโหย
กลืนกินมันเข้าไปทันที จิตใจมันว่างเปล่าไปวูบหนึ่ง แต่
สติสัมปชัญญะเสี้ยวสุดท้ายที่ยังหลงเหลือสั่งการให้มันกระทำเรื่อง
หนึ่ง นั่นคือเงื้อหอกไปข้างหลังจนสุดล้า!
เจตจำนงฆ่าฟันอันไพศาลคล้ายพบช่องทางออก ถาโถมไปยัง
หอกดำทมิฬในมืออาเหวินอย่างคลุ้มคลั่ง
ในสายตาของผู้อื่น เพียงเห็นบรรดาอสรพิษดำที่รัดพันรอบ
กายอาเหวิน พลันโผพุ่งไปรวมกันในหอกดำทมิฬอย่างเกรี้ยว
กราด ราวกับว่ามีบางสิ่งดึงดูดพวกมัน
หมอกดำบนร่างอาเหวินลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นชุด
เกราะของมัน หมอกดำทั้งหมดไปรวมกันในหอกสีดำของอาเหวิน
ไม่หลงเหลือแม้สักส่วนเสี้ยว
พรึบ!
หมอกสีดำที่ห่อหุ้มหอกทมิฬดำคล้ายปะทุขึ้นอย่างกะทันหัน
ภายในชั่วพริบตา หมอกดำบนตัวหอกล้วนลุกไหม้อย่างร้อนแรง
อาเหวินใบหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด มันรู้สึกราวกับว่าไม่ได้ถือ
หอกทมิฬดำคู่ใจ แต่เป็นกองไฟพิภพกลุ่มหนึ่ง!
ในภาวะกึ่งหมดสติ อาเหวินผนึกพลังทั่วร่าง ซัดขว้างหอก
ทมิฬดำที่กำลังลุกไหม้อย่างสุดแรงเกิด หอกดำพุ่งลิ่วเข้าหาหุ่น
ทรายดุจดาวหางอันเจิดจรัสดวงหนึ่ง!