สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 418 พายุทราย
เส้นสีดำทอดยาวมองเห็นได้ที่ปลายขอบฟ้า กำลังตรงดิ่งเข้า
หาพวกมันด้วยความเร็วอันน่าตระหนก
ภายในช่วงเวลาอันกระชั้นสั้น เส้นสีดำก็ขยายใหญ่ขึ้นหลาย
เท่า ทรายผลึกทองถูกสายลมม้วนกวาดขึ้น หมุนคว้างอย่างเกรี้ยว
กราด กลายเป็นพายุหมุนมหึมาปิดฟ้าบังอาทิตย์ ท้องฟ้าจู่ๆ มืด
ทะมึนชวนพรั่นใจ พายุหมุนที่เบื้องหน้าคลับคล้ายสัตว์ร้ายบรรพ
กาลกำลังขู่คำรามหอนโหย
จั่วม่อหน้าซีดเผือด ตวาดสุดเสียง “เข้าไปในเรือ! รีบเข้าไปใน
เรือ!”
โดยไม่ต้องให้จั่วม่อกังวลใจ ทุกผู้คนเริ่มเคลื่อนขบวนอย่าง
เป็นระเบียบ ซิวเจ่อค่ายจินวูเหวี่ยงทรายผลึกทองในมือทิ้งอย่างไม่
ไยดี พากันเคลื่อนขบวนราวกับกองทัพมดตรงไปยังเรือขนส่งทาส
เรืออีกาทองคำเปล่งแสงจางๆ เรือลำอื่นก็เริ่มสาดประกายขึ้นพร้อม
กัน นี่หมายความว่าค่ายกลป้องกันบนเรือทุกลำเริ่มทำงาน
เรือขนส่งทาสทั้งหมดถูกออกแบบและปรับปรุงขึ้นใหม่ ค่าย
จินวูแกะสลักเรือทุกลำด้วยค่ายกลป้องกันอย่างเต็มรูปแบบ แต่เพื่อ
ประหยัดพลังงาน ค่ายกลเหล่านี้ปกติไม่ได้เปิดใช้งาน
ทุกคนทำตามที่ฝึกฝนมา รีบเข้าไปในเรือขนส่งทาสจนหมด
สิ้นในเวลาไม่นาน มีเพียงจั่วม่อ เหวยเสิ้งและอีกไม่กี่คนที่แข็งแกร่ง
ที่สุดยังคงเหลืออยู่ด้านนอก
จั่วม่อหันไปเรียกอสุภประหลาดเข้าไปในเรือด้วยกัน แต่อสุภ
ประหลาดกลับสั่นศีรษะ “เพียงพายุทรายเล็กน้อยเท่านี้ไม่นับเป็น
อะไรได้”
นึกถึงพลังอันล้นเหลือของอสุภประหลาด จั่วม่อก็ไม่ได้เซ้าซี้
อีก มันเตรียมจะเรียกคนอื่นๆ เข้าไปในเรือ เมื่ออสุภประหลาด
กล่าวขัดขึ้นอย่างกะทันหัน “ข้าแนะนำว่าพวกเจ้าที่เหลือไม่ควร
เข้าไปในเรือ”
“เพราะเหตุใด?” จั่วม่อฉงนสนเท่ห์
“พวกเจ้าแข็งแกร่งกว่าคนเหล่านั้น” อสุภประหลาดกล่าว “แต่
พลังฝึกปรือของพวกเจ้าล้วนไม่มั่นคง เห็นได้ว่าเพิ่งจะฝ่าด่านกัน
มาไม่นานเท่าใด พายุทรายเช่นนี้กลับเป็นโอกาสอันดีของพวกเจ้า
โอกาสที่จะเพิ่มพลังฝีมือของตน”
ทุกคนมีสีหน้าครุ่นคิด
อสุภประหลาดกระตุ้นเตือนเบาๆ “อย่าได้พลาดโอกาสที่จะ
ฝึกปรือพลังของตน นี่จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเจ้าไม่น้อย”
เหวยเสิ้ง เซี่ยซานและคนอื่นๆ หวั่นไหวใจยิ่ง คำพูดเรียบง่าย
ธรรมดาเหล่านี้ กลับแฝงเร้นไว้ด้วยความคลั่งไคล้ในการฝึกฝีมือ
บำเพ็ญเพียร
เหวยเสิ้งผู้งมงายยุทธ์เอ่ยปากเป็นคนแรก “ตกลง! ข้าขอรับ
ทราบดูสักครา”
เซี่ยซานตามติดอย่างกระชั้นชิด “ข้าอยู่ด้วย!”
ซู่หลงไม่กล่าวคำใด แต่ความมุ่งมั่นในดวงตาย่อมบ่งบอกการ
ตัดสินใจของมันอย่างชัดแจ้ง จงหยูประนมมือ ยืนพริ้มตาอยู่กับที่
แต่บนใบหน้าก็ปรากฏเค้าความเด็ดเดี่ยวเช่นกัน
จั่วม่อถลึงตามองคนฟั่นเฟือนกลุ่มนี้ แทบจะร้องด่าออกมา!
เจ้าพวกปัญญาอ่อน พวกเจ้าไฉนโง่งมถึงเพียงนี้ ผู้อื่นแค่
กล่าวประโยคเดียว ก็ล่อลวงพวกเจ้าได้ทั้งหมด!
แต่แน่นอนว่ามันกล้าก่นด่าเพียงในใจเท่านั้น อสุภประหลาด
แม้ไม่ได้มองมัน แต่มันยังคงรู้สึกเหมือนมีปลายดาบจ่อจี้ใส่กลาง
หลัง มองเหวยเสิ้งกับพวกที่ยังเหลือ จั่วม่อเค้นเสียงลอดไรฟัน
กล่าวราวกับถูกภูตผีสิงสู่ “ประเสริฐ เช่นนั้นทุกคนก็อยู่ด้วยกัน
เถอะ!”
เมื่อวาจานี้กล่าวออกมา มันค่อยสำนึกเสียใจ นี่ไม่ใช่กำลัง
มองหาเรื่องลำบากหรอกหรือ? มันไฉนเสียสติไปคนฟั่นเฟือน
เหล่านี้? นี่มันเสียสติแท้ๆ! พวกมันทุกคนล้วนเสียสติ!
แต่ละคนหันมองหน้ากัน แล้วแหงนหน้าหัวร่อดังกระหึ่ม จั่ว
ม่อฝืนเค้นรอยยิ้มออกมาบนใบหน้า เพียงแต่รอยยิ้มนี้ดูขัดตายิ่ง
กว่ารํ่าไห้เสียอีก
พายุทรายมาถึงรวดเร็วยิ่ง เร็วกว่าที่พวกมันคิดเอาไว้มาก เมื่อ
ครู่มันยังอยู่ที่เส้นขอบฟ้า เพียงชั่วกะพริบตา ก็แทบจะมาปรากฏ
ขึ้นตรงหน้า
เสียงลมคำรามน่าตระหนกยิ่ง จั่วม่อหน้าขาวเผือด หัวใจเริ่ม
สั่นไหว
เพียะ เพียะ เพียะ!
คลื่นพายุทรายระลอกแรกโหมซัดใส่ม่านแสงเรืองรองของเรือ
ขนส่งทาส เห็นประกายไฟแลบลั่นทุกแห่งหน เม็ดทรายผลึกทอง
หนาแน่นยิ่ง แต่ละเม็ดแม้เล็กจ้อยแต่ดูเหมือนหนักหน่วงอย่าง
เหลือเชื่อ สายลมรวดเร็วและรุนแรงสุดบรรยาย ทำให้เม็ดทราย
ผลึกทองแต่ละเม็ดกอรปด้วยพลังทำลายล้างอันน่าอัศจรรย์
จั่วม่อกับพวกได้รับทราบความร้ายกาจของพายุทรายผลึก
ทองในทันที!
พลังของสายลมยังพอฝืนต้านทานได้ พวกมันล้วนมีฝีมือ
พิเศษ สามารถยืนหยัดท่ามกลางสายลมอย่างมั่นคง แต่กับเม็ด
ทรายผลึกทองที่แน่นขนัดอยู่ท่ามกลางสายลมเกรี้ยวกราด จึงเป็น
สิ่งที่ยากรับมืออย่างแท้จริง!
กระทั่งจั่วม่อผู้ถูกปกป้องด้วยสังขารปิศาจมหาทิวา ถูกเม็ด
ทรายโหมซัดใส่ ยังรู้สึกเจ็บปวดจนแทบร้องโอดครวญ ความ
เจ็บปวดที่ผู้อื่นได้รับย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้ ทุกคนเร่งเร้าพลัง
ปราณปกป้องร่างกายอย่างไม่คิดชีวิต ซู่หลงผู้ห่อหุ้มร่างด้วยชุด
เกราะทั่วร่าง แทบจะจมอยู่ท่ามกลางสะเก็ดไฟกระเซ็นซ่าน
มีเพียงอสุภประหลาดที่สงบราบเรียบ พื้นที่หนึ่งจั้งรอบกายมัน
ไม่มีสิ่งใดรุกลํ้าเข้าไปได้ พื้นที่นั้นเต็มไปด้วยสายลมอ่อนโอนกับ
ลำแสงแผ่กระจาย
จั่วม่อถูกทรายซัดสาดใส่จนแทบลืมตาไม่ขึ้น ไม่อาจมองเห็น
รอบข้างอีก พายุทรายยิ่งมายิ่งรุนแรง สำหรับมันแค่จะยืนหยัดให้
มั่นยังยากเย็นยิ่ง มันต้องโน้มตัวมาข้างหน้าเพื่อลดพื้นที่ร่างกาย
ลง พยายามดิ้นรนต่อต้านพายุทรายอันน่าสยดสยอง เม็ดทราย
ผลึกทองกระหนํ่าซัดใส่ร่างกายมันดุจห่าฝนคลั่ง ภายใต้ชุดเกราะ
ประทับเพลิง ยังรู้สึกเจ็บปวดผิดธรรมดา
สายลมนี้… …ไม่ถูกต้อง!
สายลมที่เพิ่งเริ่มกระหนํ่าพัด กลับบังเกิดเสียงที่ผิดแผก
แตกต่างไปจากเมื่อครู่ เต็มไปด้วยเสียงกรีดแหลมฉีกกระชาก
โหยหวน ราวกับคมมีดรับร้อยพันเสียดสีกัน
ลมแกร่ง!
นี่มันลมแกร่ง!
ลมแกร่งไม่ต่างจากใบมีด คุณลักษณะที่โด่งดังที่สุดของมัน
คือความสามารถในการเชือดเฉือนพลังปราณที่ปกป้องร่างกาย
ผู้คน ซึ่งความจริง ลมแกร่งไหนเลยจะเพียงแค่ฉีกกระชากพลัง
ปราณ มันถึงกับสามารถฉีกกระชากสังขารปิศาจอีกด้วย!
จั่วม่อลืมตาไม่ขึ้น สองหูเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องครํ่าครวญ
ของสายลม มันกัดฟันแน่น ไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อย พายุลม
แกร่งกำลังรุนแรงขึ้นอีก!
เสียงกรีดแหลมของลมแกร่งคล้ายแฝงไว้ด้วยพลังพิสดาร
ประการหนึ่ง สามารถกระทบกระแทกขวัญวิญญาณผู้คน จั่วม่อไม่
มีเวลาว่างจะมาขบคิดทำความเข้าใจ ลำพังลมแกร่งที่รุนแรงถึง
เพียงนี้ หากมันผ่อนลงแม้แต่น้อย อาจถูกฉีกเป็นชิ้นๆ และบดขยี้
เป็นผุยผงทันที! ลมแกร่งที่หอบเอาเม็ดทรายผลึกทองมากมาย
มหาศาลมาด้วย ไม่ต่างจากเครื่องบดเนื้อมหายักษ์ที่สามารถบด
ขยี้ทุกอย่างเป็นผงธุลี!
อสุภประหลาดเหลือบมองเรือขนส่งทาสที่สั่นสะเทือนอยู่
ท่ามกลางสายลมแกร่ง พลันยกมือ จี้ดรรรชนีใส่ตัวเรือขนส่งทาสที่
กำลังสั่นไหว โล่พลังปราณบนเรือขนส่งทาสแต่ละลำกลายเป็น
สุกสว่างขึ้นอย่างฉับพลัน ลำเรือทั้งหมดสงบนิ่งมั่นคงทันที
จั่วม่อกับพวกกลับอยู่ในสภาพไม่สู้ดีนัก
เซี่ยซานเรียกกระบี่บินออกมาตั้งแต่แรก ลำแสงหลากสีหมุน
คว้างเป็นวงกลม ประดุจสายรุ้งล้อมรอบร่างของมันเอาไว้ ส่วนจงห
ยูด้านหลังปรากฏเงาร่างมหึมาใหญ่โตเทียมภูเขา มันก็เรียกร่าง
ทองบรรลุธรรมออกมาเช่นกัน ซู่หลงถือง้าวทมิฬดำ คนคล้ายตอก
ตรึงอยู่กับพื้นดุจตะปูเหล็กตัวหนึ่ง
หลังจากนั้นสักครู่ เหวยเสิ้งผู้ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
ตลอดเวลา ในที่สุดยกกระบี่ดำในมือขึ้น เจตจำนงกระบี่อันเกรี้ยว
กราดแตกปะทุ ห่อหุ้มรอบกายเหวยเสิ้งอย่างแน่นหนา
จั่วม่อเร่งเร้าสังขารปิศาจมหาทิวาไปจนถึงขีดสุด ชุดเกราะ
ประทับเพลิงเต็มไปด้วยเปลวไฟลุกโหม แผดเผาอย่างรุนแรง
ท่ามกลางลมแกร่ง
พายุทรายครอบฟ้าคลุมดิน ท่ามกลางพายุพัดโหมและความ
มืดมิด จั่วม่อกับพวกไม่อาจมองเห็นสิ่งใด
จั่วม่อรู้สึกว่ากล้ามเนื้อทุกมัดกำลังลุกไหม้ เมื่อลมแกร่งพัดพา
เม็ดทรายผลึกทองแต่เม็ดกระทบร่าง มันรู้สึกเจ็บปวดสุดขั้วหัวใจ
ในพายุทรายมืดมิด สะเก็ดไฟแลบประกายดุจสายฝน ล้อมรอบ
ร่างกายจั่วม่ออย่างหนาแน่น เม็ดทรายโหมซัดจากทุกทิศทุกทาง
กระหนํ่าใส่จั่วม่อจนถึงจุดที่ไม่อาจกระดิกตัวได้
เกราะประทับเพลิงที่ไม่อาจทำลายได้ เริ่มเปลี่ยนรูปภายใต้การ
โจมตีอันคลุ้มคลั่งของพายุทราย
พายุการโจมตีแน่นขนัดเสียจนไม่อาจหายใจหายคอได้!
นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อเผชิญการโจมตีจนไม่อาจหายใจหายคอ
เช่นนี้ นอกจากกัดฟันฝืนทน มันก็ไม่สามารถคิดหาหนทางอื่นได้
ต่อให้เป็นตอนที่มันหํ้าหั่นเอาชีวิตกับบรรพชนฟ้ากระจ่าง ยังไม่
ทุลักทุเลถึงเพียงนี้
วันนี้มันค่อยเข้าใจ ว่าพลังแห่งฟ้าดินอันสุดจะต้านทานเป็น
เช่นไร!
จั่วม่อร่างสั่นระรัวเหมือนลูกเต๋า พลังในร่างไหลรี่อย่างรวดเร็ว
แต่ละลมหายใจช่างยาวนานราวชั่วกัปกัลป์ พายุทรายนี้คล้ายจะ
โหมพัดไปตลอดกาล ไม่มีจุดสิ้นสุด บันดาลให้ผู้คนรู้สึกสิ้นหวังสุด
หัวใจ ประกายไฟแลบลั่นไม่ขาดสาย เกราะประทับเพลิงบิดเบี้ยว
เสียรูปทรงไม่หยุดยั้ง เพียะ เพียะ เพียะ ในที่สุดเม็ดทรายผลึกทอง
นับไม่ถ้วนทะลวงผ่านเกราะประทับเพลิง กระทบใส่ร่างจั่วม่อตรงๆ
จั่วม่อสะท้านเฮือกไม่เป็นจังหวะ แทบล้มควํ่าลงกับพื้น
ไม่ได้การ… …มันแทบจะยืนหยัดต่อไปไม่ไหวแล้ว… …
จั่วม่อกัดแน่นแน่น แล้วแยกเขี้ยว พยายามรักษาสมดุล
ร่างกายเอาไว้ มันทราบว่าหากสูญเสียการควบคุมร่างกาย ก็ไม่มี
โอกาสรอดชีวิตแล้ว เม็ดทรายผลึกทองอันแน่นขนัดและสายลม
แกร่งสุดเกรี้ยวกราดจะช่วยกันกลบฝังมันไว้ที่นี่เอง
ปึ้ก ปึ้ก ปึ้ก!
บุปผาโลหิตหลายดอกพลันสาดกระจายออก ทันทีที่เลือดฉีด
พุ่งออกจากร่าง ก็ถูกพายุทรายเปลี่ยนเป็นหมอกโลหิตหลุ่มหนึ่ง
ต่อพายุทรายมหาประลัยนี้ สังขารปิศาจมหาทิวาอันกล้าแกร่ง ดู
เหมือนเปราะบางอ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ
นับตั้งแต่ฝึกปรือสังขารปิศาจมหาทิวาสำเร็จ โดยเฉพาะ
หลังจากแตกฉานการแปลงร่างทั้งหก จั่วม่อไม่เคยได้รับบาดเจ็บ
อีก แต่วันนี้กลับถูกบีบบังคับจนตรอก เต็มไปด้วยบาดแผลกลาด
เกลื่อน
ท่ามกลางเสียงแตกร้าวแหลมสูงติดต่อตามกัน เกราะประทับ
เพลิงพลันสูญสลายไปกับตา!
ลมแกร่งหอบซัดเม็ดทรายผลึกทองเข้ามาจากทั่วทิศ เจาะ
ทะลวงเข้าไปในร่างจั่วม่อโดยไม่เว้นช่องว่างรอยโหว่ ปั้ง ปั้ง ปั้ง ลูก
ธนูโลหิตหลายสิบสายพวยพุ่งออกทางด้านหลัง!
จั่วม่อดวงตาเบิกค้าง ร่างแข็งทื่อ ผงะลอยไปด้านหลังตามแรง
ปะทะ!
เม็ดทรายผลึกทองนับไม่ถ้วนราวกับฝูงฉลามกระสากลิ่นเลือด
ยิ่งโหมกระหนํ่าซัดรุนแรงกว่าเดิม!
“อ๊า!”
เสียงตวาดเกรี้ยวกราดดุจสัตว์ร้ายบาดเจ็บดังกระหึ่ม!
จั่วม่อดวงตาแดงฉาน ผมเผ้าลุกชี้ชัน โลหิตสายหนึ่งไหลปรี่
ลงจากมุมปาก การถูกทำร้ายไม่หยุดหย่อนทำให้มันบันดาลโทสะ
ขึ้นมาแล้ว
มันได้รับบาดเจ็บ… …บาดเจ็บ… …บาดเจ็บ… …
ส่วนลึกในร่างกาย คล้ายมีบางอย่างแตกระเบิด คลื่นความร้อน
ปะทุขึ้น จั่วม่อทั้งร่างกลายเป็นเดือดพล่าน โลหิตที่ไหลเวียนในเส้น
เลือดไม่ต่างจากหินหลอมเหลวอันร้อนแรง
เส้นประสาททุกเส้นสั่นสะท้าน! กล้ามเนื้อทุกมัดสั่นระรัว! ทั่ว
ร่างสั่นสะเทือนไม่หยุดยั้ง!
ร่างกายมันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดุจเหล็กหลอมเหลว
ในทะเลแห่งจิตสำนึก เว่ยสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
“สังขารปิศาจมหาทิวาของมัน ใช่กำลังจะฝ่าด่านเป็นครั้งที่สอง
หรือไม่?”
ผูเยาเหลือบมองอย่างแปลกใจ “การฝ่าด่านเป็นสิ่งที่ดี”
เว่ยสีหน้าเครียดขรึม สั่นศีรษะพลางกล่าว “นี่ยังเร็วเกินไปมาก
สังขารปิศาจมหาทิวาของมันเพิ่งจะฝ่าด่านครั้งแรกมาไม่นาน นั่น
คือสิ่งที่เจ้าเรียกว่าการสุกงอมนั่นเอง แต่หากในระยะเวลาอันสั้น
มันกลับฝ่าด่านสองครั้งติดต่อกัน มีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่
สามารถฝ่าด่านครั้งที่สาม ก่อนที่จะยกระดับขึ้นไป”
“นั่นก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือไร?” ผูเยาสับสนงุนงงเล็กน้อย มันแม้
เข้าใจวิธีฝึกปรือวิถีปิศาจ แต่ในด้านรายละเอียดปลีกย่อย เมื่อ
เทียบกับเว่ยแล้วต้องนับว่าขาดพร่องไปมาก
“มันไม่ใช่เรื่องดี” เว่ยสั่นศีรษะ “พรสวรรค์ด้านการฝึกปรือ
สังขารปิศาจของมันน่าตระหนกยิ่ง ข้าเองยังคาดคิดไม่ถึง ว่ามันจะ
ฝ่าด่านครั้งที่สองรวดเร็วถึงปานนี้ แต่สำหรับการเติบโตของสังขาร
ปิศาจ รวดเร็วกว่ากลับไม่ใช่เรื่องดี นี่เหมือนกับการเติบโตของ
ผู้คน หากเติบโตเร็วเกินไป ย่อมจะหลงเหลือจุดอ่อนแฝงเร้นไว้
มากมาย สิ่งที่มันต้องการตอนนี้คือการสร้างรากฐานให้มั่นคง มัน
เพิ่งจะฝ่าด่านมาไม่นาน ร่างกายยังไม่ทันได้พัฒนาไปจนถึงขีดสุด
ของการเติบโตในขอบเขตขั้นนี้ หากฝ่าด่านทั้งที่ร่างกายยังไม่สุก
งอม ต่อไปขีดจำกัดความสามารถของสังขารร่างกายของมันจะลด
ถอยลงเรื่อยๆ”
ผูเยาเข้าใจทันทีว่าเว่ยหมายถึงสิ่งใด สีหน้ามันกลายเป็นหนัก
อึ้งเช่นกัน มันมีภูมิรอบรู้เหนือผู้คน เคยพบเห็นอัจฉริยะมากมายที่
เอาแต่ไล่ไขว่คว้าหาความรุดหน้าในวิถีบำเพ็ญเพียร จนไม่ได้สร้าง
รากฐานที่มั่นคงตั้งแต่ยังเยาว์วัย ความสามารถในการรักษาสมดุล
พลังบำเพ็ญเพียรของพวกมันขาดพร่องไปมาก นำมาสู่ความ
พินาศแตกดับในภายหลัง
ทั้งสองจมลงไปในความเงียบงัน ได้แต่จ้องมองจั่วม่ออย่าง
หวาดวิตก
จั่วม่อไม่ล่วงรู้ว่ามันอยู่ในช่วงคับขันอันตรายยิ่ง มันเพียงรู้สึก
ว่าทั่วร่างคล้ายจมอยู่ในหินหลอมเหลว ในร่างเต็มไปด้วยพลังอันไร้
ที่สิ้นสุด ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดสามารถขวางรั้งมันได้
ความป่าเถื่อน คลุ้มคลั่งและสัญชาตญาณทำลายล้างที่เก่าแก่
ที่สุด ควบคุมจิตใจมันอย่างสมบูรณ์
จั่วม่อปรารถนาจะกู่ร้อง มันต้องการตวาดให้กึกก้อง มัน
กระหายการทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง!
คล้ายมีกำแพงล่องหนชั้นหนึ่งห้อมล้อมรอบกายมัน พายุลม
แกร่งผสานกับเม็ดทรายผลึกทองที่ไร้ผู้ต้านจนถึงเมื่อครู่ ถูกปิดกั้น
ไว้ที่ด้านนอก
อสุภประหลาดเพ่งตามองผ่านพายุทราย จับจ้องไปยังจั่วม่อ
จากนั้นสายตาหยุดลงบนแผ่นอกของจั่วม่อ
กระแสเย็นฉํ่าบางเบาสายหนึ่งไหลผ่านหัวใจของจั่วม่ออย่าง
เงียบเชียบ
ในเวลาเดียวกัน ภายในเรือขนส่งทาสลำหนึ่ง อากุ่ยคล้ายรู้สึก
ถึงบางสิ่ง นางผุดลุกขึ้นยืน ดวงตาสาดประกายสีม่วงอ่อนเงียบงัน
และเลือนราง