สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 491 ผนังหิน
จั่วม่อตรวจสอบผนังหินขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่หลายรอบ บางครั้งยังใช้ฝ่ามือ
ทดลองลูบไล้ไปมา
แต่แท้ที่จริง ในใจมันกำลังกระซิบสนทนากับผูเยาและเว่ย สองเฒ่า
ประหลาดข้ามสหัสวรรษ
“พวกเจ้ารู้จักมันหรือไม่? เจ้าสิ่งนี้แน่นอนว่าไม่ได้เกิดขึ้นตาม
ธรรมชาติ!” จั่วม่อคล้ายทารกน้อยที่อยากรู้อยากเห็น “ท่านย่ามันเถอะ
แข็งจริง ๆ!”
กำแผงหินนี้มีสีเขียวอมเทาเข้ม ดูไม่ต่างจากหินดินทั่วไป แต่ไม่ว่าจะ
ใช้กระบี่บินหรือศาสตรามาร ล้วนไม่อาจทิ้งริ้วรอยไว้บนพื้นผิวแม้แต่น้อย
“ดูคล้ายกับว่ามีคนประจุพลังเทพเอาไว้ภายใน” เว่ยลังเลแวบหนึ่ง
แล้วค่อยกล่าวออกมา
ตามมาด้วยสุ้มเสียงเปี่ยมเสน่ห์ของผูเยา แฝงความประหลาดใจ
เล็กน้อย “มิผิด เป็นพลังเทพจริง ๆ”
“พลังเทพ?” จั่วม่อผิดหวังอยู่บ้าง บ่นพึมพำว่า “ข้าหลงคิดว่านี่คือ
สมบัติ สมบัติกองโตเช่นนี้ มันจะต้องมีค่ามาก! ที่แท้ก็แค่ประจุพลังเทพ
เอาไว้ภายใน… …”
จากนั้นถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “พลังเทพคืออะไร? ช่างร้ายกาจนัก!”
“สิ่งที่เรียกว่าพลังเทพ คือพลังที่เหล่ายอดยุทธ์สมัยโบราณใช้กัน เจ้า
จดจำอสุภประหลาดจากสนามรบปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ได้หรือไม่ พลังที่มัน
ใช้ก็คือพลังเทพ พลังเทพแตกต่างจากพลังทั้งมวลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทรง
พลังอำนาจมหาศาล” เว่ยอธิบายอย่างอดทน
“หากพลังของเจ้าสามารถยกระดับขึ้นไปอีกขั้น เจ้าอาจบรรลุพลัง
เทพ” ผูเยาโพล่งขึ้นอย่างกะทันหัน
“ข้า? บรรลุพลังเทพ?” จั่วม่องงงันวูบ จากนั้นฉุกใจคิด “ที่แท้พลัง
เทพก็คือสามพลังผสานรวมเป็นหนึ่งใช่หรือไม่?”
“สามพลังผสานรวมเป็นหนึ่งไม่ใช่พลังเทพ แต่พลังปราณ พลัง
จิตสำนึกและสังขารปิศาจ ล้วนเป็นพลังที่สืบต่อมาจากพลังเทพ ไม่มีผู้ใด
ทราบอย่างถ่องแท้ว่าพลังเทพในยุคโบราณที่แท้เป็นเช่นไร เดิมทีข้าเข้าใจ
ว่าสามารถมองเห็นได้จากอสุภประหลาด แต่พลังเทพของมันลึกล้าสุดหยั่ง
ไร้ร่องรอยให้สืบสาว ข้าไม่มีปัญญามองเห็นได้”
เห็นผูเยาไม่มีความคิดจะกล่าววาจา เว่ยทราบว่าหน้าที่ในการอธิบาย
ตกอยู่บนไหล่มัน ดังนั้นได้แต่กล่าวสืบต่อ
“ที่แท้เป็นเช่นนี้” จั่วม่อคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ แต่แล้วพลันหน้า
เผือดสีทันควัน “เช่นนั้นก็หมายความว่า…หลังกำแพงนี้มีคนที่ทรงพลัง
ร้ายกาจเหมือนลุงซือ?”
ผูเยาในที่สุดอดรนทนไม่ไหว เปิดฉากเสียดสีด้วยสุ้มเสียงเหยียด
หยาม “เจ้าคิดว่าตัวประหลาดเฒ่าเช่นอสุภประหลาดเป็นหัวผักกาดที่หา
ได้ตามท้องตลาดหรือ? เข้าใจว่าไปที่ใดก็จะมีตัวพรรค์นั้นกระโดดออกมา
ง่าย ๆ หรือ? ชนเผ่าโบราณล่มสลายมานานปี นานจนประมาณเวลาไม่ได้
พวกมันสูญสิ้นไปแล้ว เพียงแค่หนึ่งในพวกมันอุตส่าห์เหลือรอดมาจนถึง
ตอนนี้ ก็นับเป็นโชควาสนาอันยิ่งใหญ่แล้ว!”
“เช่นนั้นไฉนมีพลังเทพอยู่ที่นี่?” จั่วม่อชี้ไปยังผนังกำแพง ถามอย่าง
ไร้เดียงสา
ผูเยาแค่นเสียงอย่างเย็นชา “เฮอะ มีหลายสิ่งที่สามารถมีพลังเทพอยู่
ในตัว เฉกเช่นสมบัติเทพโบราณ ซากโบราณสถานที่ถูกรักษาไว้เป็นอย่างดี
ล้วนสามารถเก็บกักพลังเทพเอาไว้ได้!”
“ซากโบราณสถาน?” จั่วม่อตาลุกวาบ “หรือว่าวิหารเทพสุริยันจะอยู่
เบื้องหลังผนังหินนี้?”
เรื่องราวของวิหารเทพสุริยันแพร่สะพัดในละแวกนี้มานานแล้ว
นอกจากนั้นเสาแห่งแสงสีทองมหึมายังอยู่ใกล้กับเกาะเต่ามาก พวกมัน
แทบไม่ต้องเงยหน้าก็สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
เสาแห่งแสงที่มีรัศมีหนึ่งร้อยห้าสิบลี้ ประดุจยักษ์ปักหลั่นที่แผ่ซ่าน
พลังกดดันมหาศาลออกมา ไม่ว่ากลางวันกลางคืน เสาแห่งแสงไม่เคยมืด
มัวสลัวลง เกาะเต่าได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ กระทั่งยามราตรียังสว่าง
ไสวดุจเวลากลางวัน
แม้ว่าจั่วม่อตัดสินใจเด็ดขาดตั้งแต่แรก ว่าจะไม่เข้าไปเกลือกกลั้วกับ
ปลักน้านี้ แต่ผนังหินประหลาดตรงหน้า กลับจุดประกายความปรารถนา
ต่อซากโบราณสถานวิหารเทพสุริยันอย่างไม่อาจระงับยับยั้ง
เว่ยกล่าวเสียงทุ้มลึก “นี่มิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้”
จั่วม่อเริ่มคึกคักแจ่มใสขึ้นมาทันที แม้ว่ามันไม่คิดเข้าร่วมการต่อสู้
ช่วงชิง แต่หากสมบัติถูกส่งมาถึงประตูบ้าน มันย่อมไม่ปฏิเสธ ที่สำคัญยิ่ง
ไปกว่านั้น คือหากซากโบราณสถานอยู่หลังผนังหินนั้นจริง เท่ากับว่าเกาะ
เต่าเชื่อมต่อกับซากโบราณสถานโดยตรง พวกมันสามารถลอบเข้าไปได้
โดยไม่มีผู้ใดพบเห็น
จั่วม่อยิ่งคิดเท่าใด โลหิตในกายก็ยิ่งเดือดพล่านเท่านั้น
ผูเยากลับขัดคอด้วยรอยยิ้มเย็นชา “ต่อให้ซากโบราณสถานอยู่หลัง
ผนังหินนี้จริง เจ้าก็ไม่มีปัญญาเข้าไป ผนังหินบรรจุพลังเทพเอาไว้อย่าง
เปี่ยมล้น แข็งแกร่งยิ่งกว่าอาวุธเวททั่วไปมาก หากเจ้าไม่สามารถทำลาย
ผนังหิน ไหนเลยจะเข้าไปในซากโบราณสถานได้?”
จั่วม่อพลันหัวใจเย็นเฉียบ เงียบงันไปอึดใจใหญ่ ค่อยทำเสียงฮึดฮัด
“ไม่มีหนทางอื่นเลยหรือไร?”
“ก็พอมีวิธี” เว่ยกล่าวเสียงขรึม
ราวกับคว้าเศษฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้าย จั่วม่อคึกคักขึ้นอักโข รีบถาม
“วิธีการใด? รีบบอกมา!”
เว่ยมองหน้ามัน “เจ้าในเวลานี้สามพลังผสานรวมเป็นหนึ่ง หาก
สามารถรุดหน้าอีกขั้น อาจบรรลุพลังเทพที่แท้จริง และหากเจ้าสามารถ
บรรลุพลังเทพ ผนังหินนี้สำหรับเจ้าก็ง่ายดายปานพลิกฝ่ามือแล้ว”
“บรรลุพลังเทพ? ทำอย่างไรจึงจะสามารถบรรลุพลังเทพ? รีบบอกข้า
เร็ว!” จั่วม่อจ้องมองเว่ยด้วยสายตาราวกับขอทานเฝ้ารอเศษอาหาร
ผูเยาแผดเสียงหัวร่อระคายหู แค่นเสียงเย้ยหยัน “ฮ่า! บรรลุพลัง
เทพ?”
เว่ยกล่าวอย่างอับจนปัญญาอยู่บ้าง “นี่เป็นเพียงความเป็นไปได้ทาง
หลักการเท่านั้น พลังเทพสำหรับเราแล้วห่างไกลมากเกินไป ไม่มีผู้ใดทราบ
ว่าพลังเทพแท้จริงแล้วมีรูปลักษณ์เช่นไร หากมิใช่ว่าพลังทั้งสามสืบต่อมา
จากพลังเทพ กระทั่งความเป็นไปได้ทางหลักการยังไม่มีด้วยซ้า สำหรับ
การบรรลุพลังเทพ เกรงว่าเจ้าต้องลองหาหนทางดูด้วยตัวเองแล้ว”
“อย่าเสียแรงเปล่า ตั้งใจฝึกฝีมือไปตามเดิมจะดีกว่า” ผูเยากล่าว
อย่างมีนัยจากด้านข้าง จากนั้นร่างหายวับไป ทิ้งท้ายไว้เพียงหนึ่งประโยค
“น่าเบื่อยิ่ง พวกเจ้าเล่นกันต่อไปเองเถอะ”
เห็นสถานการณ์ เว่ยได้แต่ยักไหล่ ผายมือกว้างอย่างจนหนทาง “ข้าก็
ไม่ล่วงรู้อันใดมาก”
จั่วม่อออกจากทะเลแห่งจิตสำนึกอันว่างเปล่า ลูบไล้ผนังหินที่
ราบเรียบราวกระจกเงา ความคิดจิตใจพลิกกลับไปกลับมา
พลังเทพ… …ฟังดูไม่น่าไว้ใจเลย… …
แต่หากว่าสำเร็จเล่า?
อาวุธเวทหายากนับไม่ถ้วน จิงสือนับไม่ถ้วน รวมถึงสมบัติอื่น ๆ นับ
ไม่ถ้วน ลอยขึ้นในสายตาจั่วม่อ! ซากโบราณสถาน! นี่คือซากโบราณสถาน
ของวิหารเทพ! วิหารเทพโบราณ ไหนเลยจะไม่มีอาวุธเวทอยู่บ้างได้?
คิดถึงการที่มันยังคงขาดแคลนอาวุธเวทที่ดี จั่วม่อในใจร้อนผ่าว
ขึ้นมาทันที
ท่านย่ามันเถอะ!
ข้าจะทำ!
นี่ไม่มีอะไรให้เสี่ยง กรณีที่เลวร้ายที่สุดก็เพียงแค่เสียเวลาไม่กี่วัน
เท่านั้น!
กัดฟันแน่น จั่วม่อตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะทดลองดู ไม่ว่าจะอย่างไร นี่ก็
เป็นการค้าที่ไม่มีต้นทุน มันไม่ต้องสูญเสียอะไรเลย! หากซากโบราณสถาน
เปิดออกแล้วมันยังทำไม่สำเร็จ มันก็จะผนึกสถานที่แห่งนี้เอาไว้ และก่อตั้ง
ค่ายกล เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนใช้เส้นทางนี้เข้ามาในเกาะ
ซู่หลงกับพวกหันมองหน้ากัน พวกมันเห็นต้าเหรินลูบไล้ผนังหินตรง
โน้นทีตรงนี้ที ด้วยใบหน้าบัดเดี๋ยวแดงซ่านบัดเดี๋ยวถมึงทึง
ด้วยท่าทางเช่นนี้ ต้าเหรินดูแปลกพิกลอย่างบอกไม่ถูก ทั้งยัง… …
วิกลจริตอยู่บ้าง!
ทุกคนสะท้านขึ้นทั้งร่างอย่างพร้อมเพรียง ในใจมีถ้อยคำวาบขึ้น
น่ากลัวยิ่ง!
ทะเลแห่งจิตสำนึกที่ว่างเปล่า ทันใดนั้นสองร่างพลันปรากฏขึ้น
“หลอกลวงมันเช่นนี้จะดีหรือ?” เว่ยสีหน้าลังเลเล็กน้อย
“หลอกลวงมัน? พวกเราหลอกลวงมันที่ใด? ในผนังกำแพงนั่นไม่ใช่
พลังเทพหรือ? แล้วพลังทั้งสามไม่ได้สืบต่อมาจากพลังเทพหรือ?” ผูเยาตี
หน้าสัตย์ซื่อเที่ยงธรรมยิ่ง
“แต่… …หากว่ามันทำไม่สำเร็จเล่า?” เว่ยละวาจาไว้เพียงเท่านั้น
“ไม่สำเร็จ?” ผูเยาเหลือกตา กล่าวอย่างไม่รับผิดชอบว่า “เช่นนั้นเรา
ก็ไม่ได้ขาดทุนอันใด” หยุดเล็กน้อย ค่อยกล่าวอย่างไร้ความรับผิดชอบยิ่ง
กว่าเดิม “มันก็ไม่ได้ขาดทุนเช่นกัน”
“ถูกของเจ้า” เว่ยค่อยคลายใจลง
จากนั้นสองร่างเลือนหายไปพร้อมกัน
พลังเทพ! บัดซบ! พลังเทพคือสิ่งใดกันแน่?
จั่วม่อขบกรามแน่น บ่นพึมพำซ้า ๆ ซาก ๆ ราวกับถูกวิญญาณร้าย
ครอบงำ
มันเดินกลับไปกลับมาอยู่หน้าผนังหินเป็นพันรอบ ทั้งยังลูบไล้ผนัง
เป็นพันหน แต่ไม่พบสิ่งใดแม้แต่น้อย บางทีอาจเป็นเพราะมันลูบไล้ผนัง
หินมากเกินไป แต่คล้ายรู้สึกว่าผนังหินราบเรียบกว่าเดิม ประดุจกลายเป็น
กระจกเงาไปจริง ๆ
มันหันไปขอความช่วยเหลือจากเว่ย แต่เว่ยมักตีหน้าหนักใจทุกที มัน
ยังขอความช่วยเหลือจากผูเยา แต่เจ้าผู้นี้มิเพียงไม่ช่วย ยังเย้ยหยันถาก
ถางสารพัด จนถึงขั้นที่ว่าจั่วม่อบันดาลโทสะ แทบต้องการทุบตีผูเยาให้
แหลกเป็นชิ้น ๆ
เกอก็มีหลักการของเกอ!
จั่วม่อพร่าบอกตั่วเองซ้าแล้วซ้าเล่าไม่ต่ากว่าร้อยครั้ง ปลุกปลอบจิต
วิญญาณการต่อสู้ของมันขึ้นมา มันถลกแขนเสื้อ ใช้ท่วงท่าดุจเถาไม้เลื้อย
แนบตัวเองติดกับผนังหิน เริ่มการต่อสู้รอบใหม่
ชีวิตเมื่อยังไม่จบสิ้น สงครามก็ยังไม่จบ!
ลมโบกเย็นชา ลำน้าเย็นยะเยือก ผู้กล้าปีนกำแพง ไม่เคยหวนคืน…6
พลังเทพ พลังเทพ เจ้าอยู่ที่ใด?
ตลอดทั้งวันนั้น จั่วม่อไม่พบเจอสิ่งใดเลย
ไม่ว่ามันจะสัมผัส ลูบไล้ หวดฟาดหรือทุบตี ไม่ว่ามันจะทำอันใด ผนัง
หินก็ไม่ตอบสนองแม้แต่น้อย
ผนังหินนี้ก็แปลกพิสดารยิ่ง จั่วม่อไม่ว่าใช้พลังปราณ พลังจิตสำนึก
หรือพลังสังขารปิศาจ ผนังหินจะก่อเกิดแรงผลักดันอันแข็งกล้า บีบบังคับ
พวกมันย้อนกลับมา
จั่วม่อพยายามปรับเปลี่ยนพลังทั้งสาม กระทั่งทดลองใช้พลังทั้งสาม
พร้อมกัน ผนังหินแม้ไม่ต่อต้านอย่างแข็งขันเช่นเมื่อครู่ แต่พลังทั้งสามก็
ประดุจวัวโคลนที่ถมลงทะเล ไม่อาจก่อให้เกิดระลอกใด
ผนังหินยังคงเป็นผนังหิน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย
พี่น้อง ช่วยตอบสนองสักนิดได้หรือไม่?
จั่วม่อคิดร่าไห้แต่ไร้น้าตา มันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นมุสิกที่พยายาม
ลากดึงเต่า ไม่ทราบจะเริ่มต้นจากที่ใด
ซู่หลงคิดว่าต้าเหรินในยามนี้ ให้คนเห็นน้อยลงหน่อยน่าจะดีกว่า
ดังนั้นมันรีบต้อนผู้คนออกไป แต่เพื่อความปลอดภัย มันยังคงจัดวางเวร
6 ประโยคเดิมคือ ลมโบกเย็นชา ลำน้าอี้เย็นยะเยือก เกลือกผู้กล้าจำจาก จากแล้วไม่หวนคืน’ มาจากกลอนสั้นที่
จิงเคอร่ายไว้ก่อนออกจากแคว้นเอี้ยน เพื่อไปลอบสังหารจิ๋นซีฮ่องเต้
ยามไว้ด้านนอก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับต้าเหริน
หลังจากจัดการทั้งหมดเสร็จสรรพ ซู่หลงก็เหวี่ยงตัวเองกลับไปในฝึกฝีมือ
อย่างคลุ้มคลั่งของมันต่อ
ค่ายเว่ยทั้งเบื้องสูงเบื้องต่าล้วนถูกบรรยากาศการฝึกปรืออย่างบ้า
คลั่งนี้ระบาดใส่ ไม่ใช่แค่เพียงพวกมันเท่านั้น พวกค่ายจูเชวี่ยก็เป็น
เช่นเดียวกัน และเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่พวกมันทั้งหมด ค่ายจินวู
ดำเนินการหลอมสร้างโอสถปราณเป็นการเฉพาะ เปิดกว้างสำหรับทุกคน
ดังนั้นแต่ละคนมีของบำรุงประจำวันอย่างอุดมสมบูรณ์เต็มที่
เหตุการณ์ลอบสังหารจั่วม่อต่อหน้าต่อตาพวกมัน ปลุกเร้าทุกคนบน
เกาะเต่าอย่างลึกซึ้งรุนแรง
หากเกิดอะไรขึ้นกับต้าเหริน แล้วผลที่ตามมา… …
ไม่มีผู้ใดกล้าคิด!
จั่วม่อคร่าเคร่งหาหนทางตลอดทั้งวัน ยามนี้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแทบ
ตาย ระหว่างมันกับผนังหินคล้ายประลองกำลังกันตลอดเวลา พลังของ
กำแพงหินไม่แข็งกร้าว ไม่รุนแรง แต่กลับทำให้พลังทั้งสามของมัน
สิ้นเปลืองอย่างมหาศาล ท่ามกลางการต่อสู้ประลองกำลังนี้ ไม่ทราบตั้งแต่
เมื่อใด เรี่ยวแรงกำลังในร่างจั่วม่อถูกใช้ไปจนเกลี้ยงฉาด ไม่หลงเหลือ
แม้แต่หยาดหยดเดียว
รอจนจั่วม่อตระหนักถึงเรื่องนี้ มันก็เหน็ดเหนื่อยเสียจนไม่อยากจะ
ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว
มันเอนกายพิงผนังหิน แล้วจมลงสู่ห้วงนิทราอันลึกล้าในบัดดล
นานเท่าใดที่มันไม่ได้นอนหลับเหมือนคนธรรมดาทั่วไป? จั่วม่อก็
จดจำไม่ได้แล้ว พลังฝีมือของมันยิ่งกล้าแข็ง ความต้องการในการนอน
หลับก็ลดน้อยลงทุกวัน หลังจากสำเร็จสังขารปิศาจมหาทิวามันแทบไม่
จำเป็นต้องนอนหลับอีกต่อไป
ยามนี้มันหลับสนิทเหมือนทารกน้อย
ท่ามกลางถ้ามืดมิดเงียบสงัด ทันใดนั้นแสงอ่อนจางจนแทบมองไม่
เห็นพลันลอยออกมาจากผนังหิน
แสงอ่อนจางยิ่ง คล้ายแฝงประกายสีเขียวอยู่เล็กน้อย ค่อย ๆ แทรก
หายเข้าไปในร่างจั่วม่อ
ในห้วงนิทราอันลึกล้า จั่วม่อไม่ได้รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
การรุกรานของพลังงานสีเขียวที่แทรกซึมเข้าไปในร่างกายจั่วม่อไม่
รวดเร็วนัก ทั้งยังไร้สุ้มเสียง
ทันใดนั้นเอง ตันเถียนของจั่วม่อและช่องว่างที่หว่างคิ้วพลันสว่างวาบ
ขึ้นพร้อมกัน และในเวลาเดียวกัน ทั่วทั้งร่างของมันก็เรืองแสงประกายสี
ทองอ่อนจาง
ในช่วงคับขันอันตรายสุดขีดนี้ พลังทั้งสามของจั่วม่อเริ่มลงมือ
ประสานงาน ต่อต้านการรุกรานของพลังงานสีเขียวอย่างสุดกำลัง
ความเร็วในการแทรกซึมของพลังงานสีเขียวพลันเชื่องช้าลงไปอีก
แสงสีบนร่างจั่วม่อแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง พลังสี่ชนิด ลำแสงสี่สี บัด
เดี๋ยวมืดสลัว บัดเดี๋ยวสว่างจ้า เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ทว่าบนใบหน้าของจั่วม่อไม่มีร่องรอยเจ็บปวด มีเพียงรอยยิ้มน้อย ๆ
จุดขึ้นที่มุมปากเหมือนทารก มันคล้ายนอนหลับสบายเป็นอย่างยิ่ง
มันมีความฝันอันแปลกประหลาด