สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 490 เริ่มปรากฏ
สำหรับอาณาจักรทะเลเมฆที่ห่างไกล มือสังหารลำดับเจ็ดในทำเนียบ
จินตันของสี่ดินแดนเรียกได้ว่าเป็นมหาเทพในหมู่มหาเทพ สวรรค์สี่
ดินแดนมีขนาดใหญ่โตเกินไป ใหญ่โตเสียจนในยามปกติไม่มีผู้ใดให้ความ
สนใจกับทำเนียบอันดับ แต่แล้วจู่ ๆ ยอดฝีมือเลื่องชื่อแท้จริงกลับปรากฏ
ตัวในอาณาจักรทะเลเมฆ ความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นย่อมเป็นที่คาด
คำนวณได้
การใช้คำว่ามีชื่อเสียงแท้จริงมาบรรยายคนผู้นี้ นับว่าไม่ได้เกินเลยไป
แม้แต่น้อย แม้ว่าคนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินชื่อของนักฆ่าหน้ากากมาก่อน
แต่ย่อมไม่ได้ทำให้พวกมันไม่เข้าใจฉายานามนักฆ่าด่านจินตันลำดับที่เจ็ด
แห่งสวรรค์สี่ดินแดน
กระทั่งบรรดาหยวนอิงทั้งสาม เมื่อได้ยินเรื่องนี้ยังปรากฏสีหน้าตื่น
ตระหนกขึ้น เป็นสีหน้าตื่นตระหนกที่ไม่ได้ปรากฏบนใบหน้าพวกมันมา
นานหลายสิบปี
เมื่อหยวนอิงยังเป็นเช่นนี้ ย่อมไม่ต้องเอ่ยถึงเหล่าซิวเจ่อด่านจินตัน
แล้ว
และเนื่องด้วยเหตุนี้เอง ข่าวที่ประมุขเกาะเต่าสามารถหยุดยั้งการ
ลอบสังหารของนักฆ่าหน้ากากได้ แพร่สะพัดไปทั่วทั้งอาณาจักรทะเลเมฆ
อย่างรวดเร็ว รวมกับเรื่องที่ว่านี่เป็นครั้งแรกที่นักฆ่าหน้ากากลงมือพลาด
ยิ่งเพิ่มพูนสีสันอันลี้ลับให้แก่จั่วม่ออีกชั้นหนึ่ง
ส่วนเรื่องที่ว่านักฆ่าหน้ากากไฉนปรากฏตัวขึ้นในช่วงเวลานี้ นับเป็น
เรื่องที่ควรค่าแก่การขบคิดพิจารณา มันใช่มาเพื่อซากโบราณสถานวิหาร
เทพสุริยันเช่นเดียวกันหรือไม่?
นี่ทำให้ทุกผู้คนมุ่งความสนใจไปยังวิหารเทพสุริยันมากขึ้น ซาก
โบราณสถานที่สามารถดึงดูดมือสังหารจินตันลำดับเจ็ด ไหนเลยจะ
ธรรมดาสามัญได้?
คนทั่วไปเพียงแค่เฝ้าชมดู และมุ่งหวังให้สถานการณ์ยิ่งลุกลาม
ใหญ่โตยิ่งดี ส่วนบรรดาผู้ที่ตระเตรียมจะเข้าสำรวจซากโบราณสถานได้แต่
ลอบคร่าครวญอย่างหวนโหย เรื่องราวของซากโบราณสถานยิ่งโด่งดังมาก
เท่าไร คู่แข่งของพวกมันก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อคิดว่าอาจต้อง
เผชิญหน้ากับนักฆ่าหน้ากาก หลายคนเริ่มมีความคิดถอนตัว
การปรากฏตัวของนักฆ่าหน้ากากเป็นเหตุให้สถานการณ์
เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย กระทั่งซิวเจ่อด่านหยวนอิงที่คิดว่าพวกมันมี
ความเชื่อมั่น ยังอดหวั่นไหวอยู่บ้างไม่ได้ ควรทราบว่านักฆ่าหน้ากากเป็น
ตัวอันตรายที่สามารถสังหารได้แม้กระทั่งหยวนอิง!
เรื่องนี้ยังส่งผลกระทบอื่นที่เกี่ยวข้องกับจั่วม่อ นั่นคือในทำเนียบยอด
ยุทธ์แห่งอาณาจักรทะเลเมฆ อันดับของประมุขเกาะเต่าพุ่งทะยานขึ้นราว
ติดปีก บุกเข้าสู่สิบสุดยอดในรวดเดียว รั้งตำแหน่งลำดับที่ห้า เหวยเสิ้งก็
เข้าสู่สิบสุดยอดเช่นกัน ท่ากระบี่สะท้านฟ้าดินที่พลิกทิวาให้กลับกลายเป็น
ราตรี หนุนส่งให้มันทะยานเข้าสู่สิบสุดยอด รั้งตำแหน่งลำดับที่เก้า
ในระยะหนึ่งร้อยลี้รอบเกาะเต่า ไม่หลงเหลือผู้คนหรือสัตว์อสูรสักตัว
ไม่มีผู้ใดกล้ามุ่งเป้าไปยังเกาะเต่าอีกต่อไป กระทั่งหยวนอิงทั้งสามยัง
สั่งคนของพวกมันไม่ให้ตอแยเกาะเต่า หากกล่าวว่าศึกกับตระกูลเถียนทำ
ให้เกาะเต่าผ่านเข้ามาในสายตาของทุกผู้คน เช่นนั้นการศึกครั้งนี้ ก็ช่วย
หนุนส่งเกาะเต่าให้ทะยานขึ้นเป็นหนึ่งในขุมกำลังที่เข้มแข็งที่สุดใน
อาณาจักรทะเลเมฆ
เกาะเต่ายังกลายเป็นขุมกำลังเพียงหนึ่งเดียว ที่มีสองยอดยุทธ์ติดอยู่
ในทำเนียบสิบสุดยอดฝีมือ
ทว่ายามนี้ ความห่วงกังวลเพียงหนึ่งเดียวของเกาะเต่าก็คือเกรงว่านัก
ฆ่าหน้ากากจะหวนกลับมา หากนักฆ่าหน้ากากไม่คิดลงมือซ้าสอง ย่อมไม่
มีปัญหาอันใด แต่หากนักฆ่าหน้ากากไม่ยอมรามือเพียงเท่านี้ ประมุขเกาะ
เต่าจะสามารถรอดพ้นจากเภทภัยครั้งนี้หรือไม่?
หลายคนยังกระหายใคร่รู้เป็นอย่างยิ่ง ที่แท้ประมุขเกาะเต่าไปตอแย
นักฆ่าหน้ากากที่ใด?
คนหนึ่งเป็นขุมกำลังท้องถิ่นห่างไกลที่ไม่มีผู้ใดรู้จัก อีกคนเป็นยอด
ยุทธ์ที่มีชื่อเลื่องลือทั่วสวรรค์สี่ดินแดน คนทั้งสองคล้ายไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
กันแม้แต่น้อย
เรื่องนี้อย่าว่าแต่ผู้อื่นเลย ตัวจั่วม่อเองก็ไม่เข้าใจ มันขบคิดจนสมอง
แทบแตกยังไม่ทราบว่าเป็นเรื่องราวใด
การถูกจัดอันดับอยู่ในทำเนียบยอดยุทธ์ไม่ได้ทำให้มันปลาบปลื้ม
ยินดีแม้แต่น้อย หากเป็นไปได้ มันขอเลือกไม่ถูกจัดอันดับจะดีกว่า หากไม่
ต้องเป็นศัตรูกับนักฆ่าหน้ากากอันน่ากลัวผู้นั้น
พลังฝีมือของผู้อื่นเหนือล้ากว่าพวกมันมาก
นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อเข้าใจถึงความห่างชั้นในด้านพลังอำนาจของ
ผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง กระทั่งตอนที่ต่อสู้ห้าหั่นกับบรรพชนฟ้ากระจ่าง มันยังไม่
เคยรู้สึกสิ้นท่าถึงเพียงนี้มาก่อน
ซิวเจ่อมือสังหารเดินอยู่ในเงามืด เป็นศัตรูที่ยากรับมือที่สุด ทั้งยังน่า
ขุ่นข้องรำคาญมากที่สุด พวกมันมักจะเฝ้ารอจนท่านประมาทที่สุด ตื่นตัว
น้อยที่สุด แล้วค่อยลงดาบสังหารอย่างเฉียบขาดดุดัน ท่านจำต้องตื่นตัวอยู่
ตลอดเวลา เพื่อป้องกันการซุ่มโจมตีที่อาจเกิดขึ้นในชั่วขณะใดก็ได้
“ไม่มีหนทางที่ดีเลย ดังนั้นในช่วงนี้ท่านไม่ควรออกไปจากเกาะ” กง
ซุนชามองจั่วม่อ
เผชิญหน้ากับศัตรูอันลี้ลับชั่วร้ายเช่นนี้ แม่นางน้อยยังอับจนปัญญา
ไม่ว่าใช้วิธีการใดล้วนไม่บังเกิดผล
จั่วม่อฝืนยิ้มขมขื่น “ได้แต่ทำเช่นนี้แล้ว”
สิ่งเดียวที่ควรค่าแก่การปลาบปลื้มประโลมใจ คือค่ายกลเวิ้งฟ้า
อากาศครามที่มันทุ่มเทเรี่ยวแรงมากมายในการก่อตั้ง คราครั้งนี้ดูเหมือน
จะคุ้มค่ากับค่าตอบแทนที่จ่ายออกไป กลับกลายเป็นเกราะป้องกันที่จั่วม่อ
เชื่อมั่นได้มากที่สุด ต่อให้อีกฝ่ายเป็นนักฆ่าหน้ากาก หากไม่มีอาวุธเวท
พิเศษเฉพาะยังไม่สามารถลอบเข้ามาในเกาะเต่าได้
ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามมั่นคงปลอดภัยยิ่งกว่าที่จั่วม่อเคยคิดเอาไว้
มาก
ซ่อนตัวอยู่บนเกาะเต่า มันนับว่าปลอดภัยหายห่วง แต่สำหรับจั่วม่อ
ความรู้สึกนี้ยังอึดอัดขัดข้องยิ่ง! แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นมือสังหารจินตันอันดับ
เจ็ดแห่งภพซิวเจ่อก็ตาม!
เมื่อมีแรงกระตุ้นเช่นนี้ จั่วม่อเริ่มฝึกฝีมืออย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง
ไม่ใช่แค่เพียงจั่วม่อผู้เดียว เหวยเสิ้งกับคนอื่น ๆ ก็เริ่มฝึกฝนราวกับ
เสียสติเช่นกัน หลายปีมานี้พวกมันอาละวาดไปทั่วทุกทิศ พิชิตไปโดยไร้ผู้
ต้าน ต่อให้ไม่อาจกล่าวได้ว่าสยบทั้งโลกหล้าไว้ใต้ฝ่าเท้า แต่ไหนเลยจะเคย
ถูกบีบคั้นจนแทบหายใจหายคอไม่ออกถึงปานนี้?
บรรยากาศของการฝึกฝีมืออันร้อนระอุแพร่สะพัดไปทั่วเกาะเต่า
ในสถานที่ห่างจากเมืองซวีหลิงไปห้าร้อยลี้ ทะเลเมฆจู่ ๆ เริ่มพลุ่ง
พล่านปั่นป่วนอย่างรุนแรง แสงสีทองลำหนึ่งพลันทะลวงขึ้นจากทะเลเมฆ
พุ่งดิ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า!
ในบริเวณใกล้เคียงกับเสาแห่งแสง ทะเลเมฆคล้ายเดือดพล่าน หมุน
คว้างอย่างเร่งร้อน
แสงสีทองยิ่งมายิ่งหยาบหนา ยิ่งนานยิ่งใหญ่โต สว่างไสวบาดตาขึ้น
เป็นลำดับ
บนเกาะเต่า ฉากอันประหลาดพิสดารนี้ดึงดูดทุกสายตาโดยไม่มี
ข้อยกเว้น เห็นเสาแห่งแสงสีทองลำมหึมาเชื่อมโยงทะเลเมฆเบื้องล่างกับ
ท้องฟ้าเบื้องบน ราวกับว่าเป็นเสาค้าสวรรค์ต้นหนึ่ง
ปรากฏการณ์ใช่กำลังจะเริ่มขึ้นแล้วหรือไม่?
จั่วม่อจ้องมองเสาแห่งแสงอันโอ่อ่าตระการ สองมือกำแน่นโดยไม่
รู้ตัว
อาณาจักรทะเลเมฆเดือดพล่านในบัดดล!
ทั่วทั้งอาณาจักรทะเลเมฆ ไม่ว่ามองจากมุมใด ผู้คนล้วนได้ชมดูภาพ
นี้พร้อมกัน เสาแห่งแสงไม่เพียงไม่มืดมัวลง แต่ยิ่งหยาบหนาขึ้นและสว่าง
ไสวขึ้นทุกขณะ ภายในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่วัน พื้นที่ที่เสาแห่ง
แสงปกคลุม ถึงกับกินอาณาบริเวณมากกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบลี้
เสาแห่งแสงสีทองมหายักษ์ต้นนี้ บันดาลให้ผู้คนตื่นตระหนกอย่างลึก
ล้า
ทันทีที่ผู้คนเหินบินเข้าไปในระยะหนึ่งพันลี้ พวกมันจะยิ่งรู้สึกถึง
ความยิ่งใหญ่ไพศาลของเสาแห่งแสงต้นนี้มากกว่าเดิม ซิวเจ่อไม่ว่าจะทรง
พลังอำนาจสักเท่าใด เมื่อบินเข้าไปใกล้กว่านี้ จะบังเกิดความรู้สึกหลอนว่า
พวกมันเป็นเพียงตัวตนเล็กกะจ้อยร่อยไม่ต่างจากมดปลวก
ผู้คนนับไม่ถ้วนประดุจกระแสน้าหลาก ไหลบ่าจากทุกทิศทางมุ่งตรง
ไปยังเมืองซวีหลิงเป็นจุดเดียว
พวกมันส่วนใหญ่ไม่ได้มีความตั้งใจจะเข้าไปในซากโบราณสถาน
เพียงคิดชมดูความมหัศจรรย์อันตระการตานี้ในระยะใกล้ ๆ สักครั้ง! ชั่ว
ชีวิตของพวกมัน บางทีอาจไม่ได้พบพานปรากฏการณ์สะท้านโลกเช่นนี้
อีกเป็นหนที่สอง
ทว่าเสาแห่งแสงสีทองสูงใหญ่เทียมฟ้านี้ บันดาลให้ซิวเจ่อหลายคนที่
เดิมทีไม่คิดเข้าร่วมศึกในโบราณสถาน ยังเกิดหวั่นไหวใจขึ้นมา ขุมกำลัง
ทั้งหมดพากันรวบรวมกำลังคน เดินทางมายังเมืองซวีหลิงในบัดดล
เมืองซวีหลิงเดิมทีก็ไม่ใช่เมืองใหญ่โตถึงเพียงนั้น อย่าว่าแต่ยามนี้ยัง
หลงเหลือเพียงครึ่งเมือง คราครั้งนี้จึงคราคร่าไปด้วยผู้คน
ชนชั้นหยวนอิงทั้งสามกลายเป็นสงบเสงี่ยมเจียมตัวผิดปกติ ส่วน
บรรดาจินตันที่เคยหยิ่งยโสโอหัง เวลานี้พากันซุกหัวหดหางอย่างเรียบ ๆ
ร้อย ๆ
ผู้คนมากันมากเกินไปจริง ๆ!
หากพวกมันไม่ระวัง เผลอไปตอแยโทสะของฝูงชนเข้า เกรงว่าแม้แต่
ขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยังไม่อาจช่วยเหลือพวกมันได้
หลายคนพยายามเข้าไปใกล้เสาแห่งแสง แต่ผู้คนค้นพบในทันที ไม่ว่า
พวกมันจะพยายามเท่าใด ก็ไม่อาจเข้าไปในระยะยี่สิบลี้ของเสาแห่งแสง
ได้ เนื่องเพราะมีม่านพลังล่องหนสกัดกั้นไม่ให้พวกมันเข้าไป
บางคนที่ขวัญกล้าบังอาจยังทดลองโจมตีใส่ม่านพลังล่องหน แต่การ
โจมตีทั้งหมดของพวกมันไม่ต่างจากถมโคลนลงทะเล ไม่ก่อให้เกิดระลอก
แม้แต่น้อย
“กลายเป็นงานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่ไปแล้วจริง ๆ!” หลีซู่จ้องมองฝูงชน
แน่นขนัด มองดูเค้าความตื่นเต้นเร้าใจบนใบหน้าของคนเหล่านั้น อดทอด
ถอนใจไม่ได้
หลู่เจิ้นทีท่าหวาดวิตกอยู่บ้าง กล่าวตำหนิตัวเองว่า “เป็นความ
ผิดพลาดของผู้น้อยเอง หากข่าวคราวไม่รั่วไหลออกไป… …”
“ต่อให้ข่าวคราวไม่รั่วไหลออกไป เกรงว่าผลลัพธ์ก็คงเหมือนเดิม”
หลีซู่ปลอบประโลมด้วยสุ้มเสียงอ่อนโยน “ลองดูเสาแห่งแสงต้นนั้น ผู้ใด
จะปิดบังซ่อนเร้นมันได้ เรื่องราวเป็นเช่นนี้อาจจะไม่เลวร้ายเสียทีเดียว ผู้
มาย่อมต้องมา ส่วนผู้ที่ไม่คิดยุ่งเกี่ยว จะอย่างไรย่อมไม่หวั่นไหวใจ”
หลู่เจิ้นรีบกล่าว “ต้าเหรินสั่งสอนถูกต้อง” หยุดชะงักวูบหนึ่ง ก่อน
ถามอย่างระมัดระวังว่า “ต้าเหริน เราสมควรร้องขอคนเพิ่มหรือไม่?”
หลีซู่สั่นศีรษะ “ไม่จำเป็น สภานการณ์ภายในซากโบราณสถาน
สลับซับซ้อน คนมากกว่าไม่ได้หมายความว่าจะดีกว่า ไม่ต้องวิตกไป พวก
เรามีท่านผู้อาวุโสอยู่ด้วย ที่สำคัญไปกว่านั้นพวกเราเมื่อลอบเตรียมการณ์
มานานหลายปี ย่อมมิใช่ว่าไม่มีสิ่งใดเอาเสียเลย”
เห็นท่วงท่าเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้นของหลีซู่ หลู่เจิ้นค่อยคลายใจลง
เล็กน้อย เมื่อขบคิดดูอย่างถี่ถ้วน มันพบว่านี่จึงสมเหตุสมผล ด้วยอำนาจ
อันยิ่งใหญ่ของสำนัก พวกมันยังเริ่มวางแผนมานานปี แน่นอนว่าได้ค้นพบ
ความลับมากมาย ในสำนักยังมีผู้อาวุโสจำนวนมากที่มีฝีมือทางศาสตร์
แห่งการทำนาย แต่สุดท้ายพวกมันเพียงส่งผู้อาวุโสหนึ่งคนมากับศิษย์พี่
หลีซู่ แสดงว่ามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่
สำหรับซากโบราณสถานเช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าท่านมีพลัง
อำนาจมากเท่าใด แต่เป็นท่านมีข้อมูลข่าวสารมากเท่าใด
“รออีกห้าวันเถอะ” หลีซู่แย้มยิ้มเล็กน้อย กล่าวด้วยความนัยอันลึก
ล้า
ซู่หลงใบหน้าหล่อเหลาดูเหมือนจะไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง ขณะที่ถลึง
มองผนังกำแพงที่อยู่ตรงหน้า
เมื่อตอนที่ต้าเหรินถูกลอบสังหาร มันถึงกับไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย
นี่ทำให้มันรู้สึกอัปยศอดสูมากกว่าครั้งใด ๆ! ที่ผ่านมามันมักมุ่งเน้นในการ
คอยกระตุ้นให้ผู้อื่นฝึกปรือ ไม่ค่อยลุ่มหลงอยู่กับพลังฝีมือส่วนบุคคลของ
ตนนัก ในความเห็นของมัน ข้างกายต้าเหรินไม่ได้ขาดแคลนยอดฝีมือ ไม่
ว่าจะเป็นเหวยเสิ้งหรือจงหยู ล้วนเป็นยอดยุทธ์ที่ยากจะพบพาน
แต่ครั้งนี้ต้าเหรินแทบตกตายใต้กระบี่ของมือสังหาร มันไม่ตำหนิ
ตัวเองจะตำหนิผู้ใด!
ท้ายที่สุดก็เพียงเพราะว่ามันไม่แข็งแกร่งพอ!
ทันทีที่กลับลงมาในเกาะ ซู่หลงก็เอาแต่มุดหัวอยู่ในถ้า เริ่มฝึกฝีมือ
อย่างบ้าคลั่ง แม้แต่อาเหวินกับคนอื่น ๆ ก็ฝึกฝีมืออย่างไม่คิดชีวิตเช่นกัน
พวกมันคร่าเคร่งฝึกปรือเสียจนไม่ได้ออกไปชมดูเสาแห่งแสงที่ด้านนอก
เสียด้วยซ้า พวกมันเอาแต่ฝึกปรือ ฝึกปรือโดยไม่หยุดหย่อน!
แต่ซู่หลงกลับคาดไม่ถึง ว่าการฝึกฝีมือของมันจะถูกขัดจังหวะ
กลางคัน
“เกิดอะไรขึ้น?” มันถามเสียงดัง
“เราไม่สามารถขุดต่อไปได้มากกว่านี้แล้ว” องครักษ์ทุกข์ยากผู้หนึ่ง
ลุกขึ้นรายงาน “ไม่ทราบเพราะเหตุใด หลายวันมานี้ผนังหินจู่ ๆ ก็
กลายเป็นแข็งกระด้างกว่าปกติ ยากที่จะขุดยิ่งกว่าเดิม ยิ่งขุดลึกเข้าไป ก็
ยิ่งขุดยากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งขุดถึงตรงนี้ เราก็ไม่สามารถรุดหน้าได้อีก
เลย”
ซู่หลงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าผนังหิน
พวกมันล้วนใช้ชีวิตอยู่ในถ้าแห่งนี้ กลิ่นอายภูตหยินภายในถ้าหนา
หนักยิ่ง เป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝีมือของพวกมันนับอเนกอนันต์ ก่อนหน้า
นี้ถ้าไม่ใหญ่โตพอสำหรับเหล่าองครักษ์ทุกข์ยากทั้งหมด ดังนั้นซู่หลงตกลง
ใจขุดถ้าเพิ่มเติม ต่อมามันพบว่าก้อนหินเหล่านี้อาบเต็มไปด้วยพลังภูต
หยิน กระบวนการขุดถ้ากลายเป็นอีกหนึ่งหนทางฝึกฝีมือที่ดีของพวกมัน
ดังนั้นการขุดถ้ากลายเป็นหนึ่งในการฝึกฝนประจำวันของเหล่า
องครักษ์ทุกข์ยาก
มันนึกไม่ถึงว่าจะเกิดปัญหาขึ้นกับวิธีฝึกฝีมือประจำวันของพวกมัน
ซู่หลงทดลองเคาะใส่ผนังหิน พบว่ากระทั่งรอยนิ้วยังไม่ทิ้งไว้บน
พื้นผิวศิลา มันดึงศาสตรามารคู่กายออกมา หวดฟาดอย่างหนักหน่วง!
กิ๊ง!
ประกายไฟสาดกระเซ็นเป็นทาง!
บนผนังหินไม่หลงเหลือแม้แต่ร่องรอย
ซู่หลงอุทานอย่างแปลกใจคำหนึ่ง ยื่นมือออกสัมผัสผนังหิน พบว่า
ราบเรียบผิดปกติ
ยามนี้มันสังเกตเห็นว่าผนังหินตรงหน้าคล้ายราบเรียบผิดธรรมดา ดู
อย่างไรก็ไม่เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแม้แต่น้อย
มีอะไรแปลก ๆ!