สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 497 วิหารเทพปรากฏ
ความตื่นตะลึงของจั่วม่อยามนี้ ยากจะบ่งบอกบรรยายออกมา
โพรงหินขนาดใหญ่ดูคล้ายสลักขึ้นจากคมมีด ราบเรียบสม่าเสมอจาก
ต้นจนสุดปลาย เหนือสามัญสำนึกทั้งมวลของจั่วม่อโดยสิ้นเชิง ก่อนหน้านี้
จั่วม่อเข้าใจว่ามันเรียนรู้พลังเทพได้ไม่น้อย แต่กลับพบว่าความลึกซึ้งของ
พลังเทพยังลึกล้าและก้าวไกลกว่าที่มันคิด
ในเวลานี้เอง จั่วม่อทันใดนั้นรู้สึกว่าร่างกายสะท้านขึ้นคราหนึ่ง เพียะ
คล้ายมีบางสิ่งในร่างกายมันแตกระเบิดออก
ความรู้สึกอันสนิทสนมคุ้นเคยพลันหวนคืนสู่ร่าง
จั่วม่อดวงตาเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน สีหน้าทอแววเหลือเชื่อ
ความเหนื่อยล้าตามร่างกายหายวับไปทันที มันยกมือขึ้นมองดูด้วย
สายตามึนงง สังขารปิศาจมหาทิวาที่คุ้นเคยกลับมายังร่างกายของมันอีก
ครั้ง มันลองเพ่งจิตวูบ พลังจิตสำนึกกับพลังปราณล้วนกลับสู่สภาพเดิม
หรือว่า… …
ความคิดอันอุกอาจประการหนึ่งผุดขึ้นในใจ
ความตื่นตะลึงบนใบหน้าจั่วม่อ เปลี่ยนเป็นปิติยินดีสุดระงับ
จั่วม่อพกพาความลิงโลดยินดี ทดสอบความคิดนี้อย่างรวดเร็ว และ
แล้วข้อสันนิษฐานของมันก็ได้รับการยืนยันแทบจะในทันทีทันใด ไม่ทราบ
เพราะเหตุใด พลังเทพของมันสามารถหวนกลับไปเป็นพลังทั้งสาม และ
พลังทั้งสามก็สามารถหลอมรวมเป็นพลังเทพ!
สิ่งที่ทำให้มันปลาบปลื้มยินดียิ่งกว่านั้น ก็คือการเปลี่ยนแปลงกลับไป
กลับมานี้ มันสามารถควบคุมได้ดั่งใจปรารถนา!
จั่วม่ออดใจไม่ไหวอีกต่อไป แหงนหน้าหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหว!
เสียงหัวร่อดังสะท้อนสะท้านไปทั่วถ้า เหล่าองครักษ์ทุกข์ยากที่ยืน
เฝ้าพิทักษ์อยู่ด้านนอกยังได้ยินถนัดชัดเจน แต่พวกมันไม่ได้แตกตื่นลน
ลานเข้ามาชมดู แม้ว่าพวกมันไม่ทราบว่าต้าเหรินเบิกบานใจด้วยเรื่องอัน
ใด แต่นี่แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ดี
ก่อนหน้านี้เมื่อมันบรรลุพลังเทพ จั่วม่อไม่ได้มีความสุขนัก พลังเทพ
แม้ทรงฤทธานุภาพเลิศภพจบพสุธา แต่มันคุ้นเคยกับพลังทั้งสามดุจญาติ
สนิท เมื่อสูญเสียพวกมันไปยังอดใจหายไม่ได้
แต่บัดนี้มันกลับพบว่าพลังทั้งสามและพลังเทพสามารถแปรเปลี่ยน
กลับไปกลับมาได้ดั่งใจปรารถนา ความลังเลเสี้ยวสุดท้ายในใจสลายหายไป
ทันที หากต้องการใช้พลังเทพ มันจะใช้พลังเทพ หากคิดใคร่ใช้พลังทั้งสาม
มันก็จะใช้พลังทั้งสาม ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นจำกัดอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม พลังทั้งสามที่แยกตัวกลับคืนมาแตกต่างไปจากเดิม
เล็กน้อย พลังสังขารปิศาจกับพลังจิตสำนึกของมันถดถอยลงตามสัดส่วนที่
แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังสังขารปิศาจถดถอยลงมากที่สุด
ตรงกันข้ามกับพลังปราณที่รุดหน้าเพิ่มพูนอย่างมหาศาล
กล่าวคือระดับพลังทั้งสามกลับกลายเป็นเท่าเทียมกัน
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงไม่ทำให้จั่วม่อผิดหวัง กลับทำให้มันลิงโลด
ยินดีแทบคลุ้มคลั่ง ปัญหาเรื่องพลังปราณเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ทำให้
มันปวดเศียรเวียนเกล้าตลอดมา มันจะอย่างไรยังอาศัยอยู่ในภพซิวเจ่อ
หากต้องใช้สังขารปิศาจและศาสตร์อสูรอยู่ทุกวี่วัน สักวันอาจถูกผู้ที่มี
ดวงตาแหลมคมมองออกได้ เช่นนั้นคงเป็นปัญหาใหญ่จริง ๆ แล้ว!
พลังปราณจึงจะเหมาะสมที่สุด มันจะปลอดภัยมากขึ้น! สำหรับเรื่อง
เวทวิชาที่มันจะใช้กลับไม่ใช่ปัญหา พวกมันมีเวทวิชามากมายที่ยึดได้
ระหว่างการทำศึกอันยาวนาน หรือไม่มันก็ยังมีที่พึ่งแห่งสุดท้าย คือมันอาจ
วิ่งไปรบเร้าเซ้าซี้ผูเยาก็สามารถขุดเวทวิชาออกมาได้เสมอ
จั่วม่อรู้สึกถึงพลังปราณอันหนาแน่นภายในร่างมัน อยู่ห่างจากด่าน
จินตันแค่เพียงก้าวเดียวเท่านั้น ความรู้สึกนี้กระจ่างแจ่มชัดอยู่ในใจ
บันดาลให้มันเคลิบเคลิ้มมึนเมาอย่างแท้จริง
ยามนี้หวนคิดถึงพลังเทพ มันรู้สึกว่าพลังทั้งสามชวนสบายใจมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ด้วยพลังเทพในมือ มันนับว่ามียอดวิชาป้องกันตัว
เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งกระบวนท่า
มียอดวิชาเพิ่มขึ้น ผู้ใดจะตำหนิว่ามากเกินไป?
ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่ใช่ยอดวิชาธรรมดา แต่เป็นเทพวิชา!
จั่วม่อคล้ายถูกจิงสือที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า กระแทกใส่จนมึนงงซึม
เซา
หลังจากมึนเมาอยู่ครึ่งค่อนวัน จั่วม่อหันกลับมาฝึกฝีมืออีกครั้ง มัน
ต้องทำความคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงระหว่างพลังทั้งสามกับพลังเทพ
นี่เป็นกระบวนท่าไม้ตายลับของมัน สุดยอดกระบวนท่าที่สามารถสังหาร
ศัตรูในกระบวนท่าเดียว!
ขณะที่ฝึกปรือ ในใจพลันฉุกคิดถึงปัญหาประการหนึ่ง
เมื่อพลังเทพแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นพลังทั้งสาม พลังทั้งสามคล้ายจะ
ถูกปรับแก้จนเท่าเทียมกันพอดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นี่มิเท่ากับว่ามันสามารถ
เพิ่มพูนพลังปราณผ่านทางการฝึกปรือสังขารปิศาจหรอกหรือ?
ทันทีที่ความคิดอันอุกอาจนี้ผุดขึ้นในใจ มันก็กลายเป็นคึกคักแจ่มใส
ขึ้นมาทันที
หากมันสามารถทำเช่นนั้นจริง … … และเป็นไปตามนี้จริง… …
นี่มันกำไรก้อนโตมโหฬารชัด ๆ!
พลังทั้งสามมีวิถีทางของตน แยกจากกันอย่างสิ้นเชิงมาแต่ไหนแต่ไร
มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้พลังปราณของจั่วม่อกลายเป็นจุดอ่อน
อย่างเช่นอิทธิพลจากผูเยากับเว่ย เป็นเหตุให้จั่วม่อโน้มเอียงไปทางการ
ฝึกปรือวิถีอสูรกับวิถีปิศาจมากกว่า แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุด ก็คือพรสวรรค์
ในการฝึกปรือพลังปราณของมันอ่อนด้อยกว่าพรสวรรค์ในการฝึกปรือ
สังขารปิศาจและศาสตร์อสูรมาก
ศิษย์พี่ใหญ่เหวยเสิ้งกลับเป็นตรงกันข้าม มันเป็นยอดอัจฉริยะในการ
ฝึกปรือพลังปราณผู้หนึ่ง
แต่แล้วพลังทั้งสามของจั่วม่อสามารถหลอมรวมเป็นพลังเทพ พลัง
เทพสามารถหวนคืนเป็นพลังทั้งสาม ทั้งยังแบ่งแยกออกมาอย่างเท่าเทียม
กัน
นี่มิเท่ากับว่า จั่วม่อไม่มีจุดอ่อนในการฝึกปรือบำเพ็ญเพียรวิถีทางใด
เลยใช่หรือไม่?
จั่วม่อทดลองดู เป็นไปตามที่คาด! ความคิดของมันถูกต้อง! แต่มันรีบ
สงบใจลงทันที เรื่องนี้เมื่อมีข้อดี ย่อมต้องมีข้อเสีย
แม้ว่าจุดอ่อนด้านการฝึกปรือทั้งสามวิถีจะหายไป แต่หากต้องการ
เพิ่มพูนพลังบำเพ็ญเพียรให้เท่ากับผู้อื่น ปริมาณพลังที่มันต้องการก็
มากกว่าผู้อื่นสามเท่าเช่นกัน
นี่หาใช่พลังบำเพ็ญเพียรปริมาณเล็กน้อยไม่!
จั่วม่อเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ มันไม่ได้ถูกเรื่องการ
ฝึกปรือเป็นสามเท่าขู่ขวัญแม้แต่น้อย แต่วาดฝันถึงพลังทั้งสามที่รุดหน้า
ไปพร้อมกัน อาละวาดไปในหมู่ศัตรูดุจพยัคฆ์กลางฝูงแกะ จั่วม่อรู้สึกร่าง
ร้อนผ่าว แทบทนรอไม่ไหวที่จะเริ่มโหมฝึกปรือในทันที
อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้หลงระเริงไปเสียทั้งหมด ยังคงรักษาจิตใจอัน
แจ่มใสไว้ส่วนหนึ่ง การฝึกปรือเป็นวิถีทางระยะยาว ไม่อาจสำเร็จลุล่วงได้
ในชั่วข้ามคืน เวลานี้ยังมีเรื่องสำคัญยิ่งกว่ารอให้มันไปกระทำ นั่นคือมีขุม
สมบัติมหาศาลกำลังรอคอยให้มันไปเก็บเกี่ยว
สำหรับจั่วม่อ ความพึงพอใจเป็นสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด ทว่าบรรลุได้ยาก
มาก
มันตัดสินใจบุกเข้าไปสำรวจวิหารเทพสุริยัน
ทรุดนั่งขัดสมาธิบนพื้น เข้าสู่ห้วงฌานสมาธิ รอจนฟื้นฟูพลังสู่สภาพ
ที่สมบูรณ์พร้อมที่สุด ค่อยยืนขึ้นอีกครั้ง
หันหน้าเข้าหาผนังหิน พลังทั้งสามในร่างพลันหลอมรวมเป็นพลัง
เทพ รู้สึกศีรษะลั่นอึงอล ราวกับว่าเสียงประสานดังกังวานอยู่ในโสต
ประสาท ‘โล่พื้นที่’ อันแปลกประหลาดกลับคืนสู่ร่างของมันอีกครั้ง
ผนังหินที่ว่างเปล่า ทันใดนั้นเต็มไปด้วยลวดลายอักขระแปลก ๆ
คล้ายไส้เดือนสีทองนับไม่ถ้วน
จั่วม่อไม่รู้จักลวดลายอักขระเหล่านั้นสักตัวเดียว
แต่มันไม่ถือสาหาความ ยื่นมือออกไป ประทับฝ่ามือลงบนผนังหิน
อักขระไส้เดือนสีทองบนผนังหินพลันส่องสว่างในบัดดล ผนังหินดำ
หนาทึบกลับกลายเป็นโปร่งใส จั่วม่อก้าวผ่านเข้าไปอย่างไม่รีรอลังเล
จั่วม่อเมื่อผ่านเข้าไปในผนังหินโปร่งใส ผนังหินก็กลับคืนสู่สภาพเดิม
อีกครั้ง ราวกับว่าไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน
จั่วม่อทันทีที่ก้าวล่วงเข้าไปภายใน พลันถูกภาพเบื้องหน้าขู่ขวัญจน
ตะลึงลาน
มันพบตัวเองยืนอยู่กลางโถงอุโมงค์ศิลาอันใหญ่โตมโหฬารแห่งหนึ่ง
กว้างกว่าหกเจ็ดจั้ง ส่วนความสูงยังน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า สูงลิบลิ่วถึงยี่สิบจั้ง
ผนังกำแพงสองฟากข้างประดับไปด้วยภาพสลักอันอ่อนช้อยงดงาม แม้ว่า
ผ่านไปนานนับหมื่นปี ยังคงมีภาพสลักนูนสูงต่ามากมายที่ไม่เสียหาย
ท่ามกลางภาพแกะสลักทั้งมวล สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดคือภาพสลักของ
ดวงอาทิตย์
รูปสลักดวงอาทิตย์เหล่านี้แผ่ซ่านแสงอบอุ่นอ่อนโยน สาดส่องโถง
ทางเดินจนสว่างไสว ประดุจเดินอยู่ท่ามกลางแสงตะวันเบื้องบน
แผ่นหินมหึมาหลายแห่งเผยให้เห็นร่องรอยของกาลเวลาอันยาวนาน
รอยผุกร่อนแตกหักมีให้เห็นเป็นระยะ
แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของจั่วม่อมากที่สุด คือบรรดานักรบชุด
เกราะที่ยืนเรียงรายอยู่สองฟากข้างของโถงทางเดิน นักรบชุดเกราะ
เหล่านี้สวมเกราะหนัก ถือขวานศึก ยืนตรงแน่วดุจคันทวน รอบ ๆ เท้าเต็ม
ไปด้วยชิ้นส่วนชุดเกราะชำรุดผุผังมากมาย ในกองชิ้นส่วนเกราะยังมีเศษ
กระดูกบางชิ้นรวมอยู่ด้วย
นักรบชุดเกราะสมควรเป็นองครักษ์พิทักษ์วิหารเทพสุริยัน นักรบ
เหล่านี้ก่อนตายคงยืนเฝ้าระวังอยู่ที่นี่ ทั้งยังคงรักษาท่วงท่าสภาวะก่อนตก
ตายไว้ตามเดิม
จั่วม่อย่อมไม่ต้องหวาดวิตกกับคนเหล่านี้ หลังจากนับหมื่นปีล่วงผ่าน
ไปแล้ว พวกมันไม่หลงเหลือชีวิตแต่แรก
จริงดังคาด เมื่อจั่วม่อพุ่งผ่านนักรบชุดเกราะเหล่านี้ไป พวกมันไม่
ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
มันมองชุดเกราะชำรุดเสียหายที่กระจายอยู่บนพื้นอย่างเจ็บปวดใจ
ชุดเกราะเหล่านี้ไม่ทราบหลอมสร้างขึ้นจากวัตถุใด หลังจากหลายหมื่นปี
บางส่วนของพวกมันแม้ผุพัง แต่ส่วนใหญ่ยังคงสภาพเดิม
ของเหล่านี้เห็นได้ว่าไม่ใช่วัตถุดิบธรรมดาสามัญ!
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อยังจดจำคำกำชับกำชาของพี่ใหญ่ชิงหลินได้ขึ้น
ใจ จึงไม่ได้แตะต้องนักรบชุดเกราะเหล่านี้
โถงทางเดินเงียบสงัด ปราศจากสุ้มเสียงสำเนียงใด กระทั่งจั่วม่อที่
ขวัญกล้าเทียมฟ้า ยามนี้ยังรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนอยู่บ้าง นึกเสียใจที่ไม่ได้
พาคนร่วมทางมาด้วย
ทันใดนั้นเสียงอึกทึกครึกโครมดังสนั่นมาจากทางเบื้องหลัง
จั่วม่อสะดุ้งสุดตัว รีบหันขวับไปมอง มันพบว่าแผ่นศิลาบนผนังแผ่น
หนึ่งพังทลายลงมา กระแทกใส่พื้น ก่อกวนผงคลีฟุ้งตลบ
หลังจากอุบัติเหตุหลอนตัวเองครั้งนี้ จั่วม่อรีบปรับอารมณ์อย่าง
รวดเร็ว ปลุกปลอบกำลังขวัญมุ่งหน้าเข้าไปยังส่วนในของวิหารเทพ
ตำแหน่งปัจจุบันของมันอยู่ในอาณาจักรลับแมกไม้ขจี แต่พี่ใหญ่ชิง
หลินล่วงลับไปแล้ว ดังนั้นอาณาจักรลับแมกไม้ขจีไม่มีผู้ควบคุม
กระบวนการทั้งหมดหยุดยั้งลง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะปลอดภัย
มากขึ้น พื้นศิลาทุกชิ้นหรือรูปสลักทุกรูปในที่แห่งนี้ อาจเป็นกับดักได้ทุก
เมื่อ
จั่วม่อในใจคิดทบทวนแผนที่วิหารที่พี่ใหญ่ชิงหลินมอบให้แก่มัน ใน
แผนที่เต็มไปด้วยคำเตือนทุกชนิด บันดาลให้จั่วม่อถึงกับหนังศีรษะชาซ่าน
ในวิหารเทพเต็มไปด้วยอาณาจักรลับใหญ่น้อยมากมาย หากมันพลาดพลั้ง
ถูกกักเอาไว้ในอาณาจักรลับเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว ชั่วชีวิตนี้อย่าหมายค้นพบ
ทางออก ได้แต่เป็นผีร่วมกลบฝังยามที่วิหารเทพถึงกาลแตกดับลง
จั่วม่อปลุกปลอบสมาธิจิตใจถึงสิบสองส่วน
โถงทางเดินซับซ้อนวกวนดุจเขาวงกต หากไม่มีแผนที่ จั่วม่อเกรงว่านี่
จะไม่ใช่เรื่องง่ายดาย
ทันใดนั้นมันชะงักเท้า เบื้องหน้ามันเป็นทะเลสาบแห่งหนึ่ง
เห็นพื้นน้าไร้ที่สิ้นสุด ราบเรียบดุจแผ่นกระจก ยอดเขาที่ห่างไกลแทบ
จะมองเห็นเป็นเงารางเลือน เหนือทะเลสาบ ท่ามกลางม่านหมอกลี้ลับราง
เลือน เห็นฟองอากาศใหญ่น้อยมากมายเหลือคนานับล่องลอยอย่าง
อิสระเสรี ฟองอากาศเหล่านี้ต่างสีสัน แปรเปลี่ยนไปตามแสงตะวันที่ส่อง
กระทบ สวยสดงดงามอย่างบอกไม่ถูก
จั่วม่อสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ ใบหน้าเริ่มเคร่งขรึมจริงจัง
นี่ย่อมเป็น ‘อาณาจักรลับวารีเลือด’ แล้ว!
มันเป็นอาณาจักรลับที่อันตรายยิ่ง! ผู้พิทักษ์อาณาจักรลับวารีเลือด
เป็นสตรีที่เรียกว่าถู ครั้งหนึ่งนางเคยเป็นกงจู่ (องค์หญิง) แห่งชนเผ่าท้อง
สมุทร ทว่ากาลเวลาล่วงผ่านเนิ่นนานเกินไป นางสุดท้ายสูญเสีย
สติสัมปชัญญะไปอย่างสิ้นเชิง หลงเหลือเพียงสภาพตัวประหลาดที่รู้จักแต่
การเข่นฆ่าสังหารเท่านั้น
ฟองอากาศที่ดูคล้ายงดงามตระการเหล่านี้ แท้ที่จริงดุร้ายอันตราย
สุดคาดคิด ฟองอากาศแต่ละฟองล้วนเป็นอาณาจักรลับแห่งสายน้า หากมี
คนตกลงไป จะไม่มีผู้ใดหลบรอดไปจากเงื้อมมือของถูได้
รอยประทับวิญญาณของพี่ใหญ่ชิงหลินยังบอกไว้อย่างเปิดเผยว่า
กระทั่งมันเองก็ไม่ใช่คู่มือของถู แม้ว่าพลังเทพของทุกคนจะค่อย ๆ ถดถอย
ลง แต่ถูยังคงทรงพลังร้ายกาจกว่าผู้ใดในสี่ผู้พิทักษ์
นี่หมายความว่าจั่วม่อหากประมือกับนาง ย่อมไม่มีหนทางรอด!
จั่วม่อคิดทบทวนทุกประโยคที่พี่ใหญ่ชิงหลินตักเตือนไว้อีกรอบ มั่นใจ
ว่าไม่หลงลืมสิ่งใด ค่อยก้าวล้าไปเบื้องหน้า
ย่างก้าวไปบนพื้นผิวทะเลสาบ ทุกก้าวก่อให้เกิดระลอกแผ่กว้างไม่
สิ้นสุด ทันใดนั้นสายลมโชยพัดแผ่วเบาเหนือพื้นผิวทะเลสาบ ฟองอากาศ
หลากสีล่องลอยมาตามลม ตรงเข้าหาจั่วม่อราวกับมีชีวิตจิตใจ
เห็นฟองอากาศเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังใกล้เข้ามาทุกขณะ จั่วม่อร่างแข็ง
เกร็งกว่าเดิม
ในเวลานี้เอง ความร้อนสายหนึ่งพลันพวยพุ่งออกจากร่างจั่วม่อ เมล็ด
ผลึกสุริยันดีดพุ่งออกจากร่างมันอย่างกะทันหัน ลอยขึ้นเหนือศีรษะ สาด
แสงสีทองอำไพดุจแสงตะวัน ชั้นแสงตะวันประดุจม่านพลังสีทอง ห่อหุ้ม
จั่วม่อไว้ภายใน
ฟองอากาศหลากสีคล้ายหวาดกลัวแสงสีทองเป็นอย่างยิ่ง รีบแล่น
หลบหนีไปในบัดดล
จั่วม่อค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก
พี่ใหญ่ชิงหลินบอกว่าเมล็ดผลึกสุริยันในร่างมันเป็นกุญแจสำคัญ ที่
จะทำให้มันสามารถเข้าไปในวิหารเทพได้ เรื่องนี้คงไม่ผิดแน่แล้ว
อาศัยการปกป้องคุ้มครองของเมล็ดผลึกสุริยัน จั่วม่อผ่านอาณาจักร
ลับวารีเลือดอย่างปลอดภัยไร้กังวล มันไม่ได้พบพานถู บางทีนางอาจ
สัมผัสถึงกลิ่นอายของเมล็ดผลึกสุริยัน และเป็นฝ่ายหลีกเลี่ยงมันเสียเอง
สามผู้พิทักษ์แม้สูญเสียจิตใจ แต่อาคมหวงห้ามภายในร่างพวกมัน
ยังคงอยู่ ดังนั้นพวกมันหวาดกลัวกลิ่นอายของดวงอาทิตย์ตาม
สัญชาตญาณ
เมล็ดผลึกสุริยันแม้ยังไม่ได้ถือกำเนิดอย่างสมบูรณ์ แต่ยังคงเป็นดวง
อาทิตย์ที่แท้จริง ชิงหลินยังใช้พลังทั้งมวลของวิหารเทพเพื่อคลายผนึก
ของเมล็ดผลึกสุริยันส่วนหนึ่ง แม้ว่าบางเบาเพียงเส้นสายใยเดียว แต่ยังคง
กอรปไปด้วยกลิ่นอายดวงอาทิตย์ที่บริสุทธิ์ที่สุด สว่างไสวดุจดวงดารา
กลางท้องฟ้าราตรี
เมื่อผ่านพ้นจากอาณาจักรลับวารีเลือด มันมาถึงแท่นเซ่นสรวงบูชา
ยัญ
แท่นบูชาของวิหารเทพสุริยันใหญ่โตมโหฬารสุดบรรยาย มีรูปร่างดุจ
ดั่งดวงอาทิตย์ โครงสร้างทั้งหมดเป็นสีเหลืองทองราวกับว่าสร้างขึ้นจาก
ทองคำบริสุทธิ์ มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่าสามลี้ รายล้อมรอบแท่นบูชา
เป็นขั้นบันไดสิบแปดแห่ง แต่ละแห่งยาวกว่าห้าลี้ ยื่นยาวออกมาจากแท่น
บูชา กลายเป็นตัวแทนของรัศมีดวงอาทิตย์สิบแปดเส้น
ที่ใจกลางแท่นบูชาเซ่นสรวงสุริยัน เห็นเปลวไฟสีแดงสดลุกไหม้อย่าง
เงียบงัน
จั่วม่อปีนขึ้นไปบนแท่นบูชา ใต้ฝ่าเท้ามันเป็นลวดลายละเอียดยิบ ก่อ
ตัวเป็นขบวนค่ายกลที่มันไม่เข้าใจ บางทีนี่อาจไม่ใช่ค่ายกล ยากจะบอกได้
ว่าในยุคสมัยนั้นมีค่ายกลหรือไม่
สายตามันเคลื่อนผ่านไปยังเปลวไฟสีแดงที่ใจกลางแท่นบูชา
เปลวไฟนั่นมีขนาดเล็กเพียงเท่านิ้วมือเดียว ทั้งหมดเป็นสีแดงดุจ
โลหิต แตกปะทุอย่างเงียบเชียบ
ในเวลานี้เอง เมล็ดผลึกสุริยันเหนือศีรษะของจั่วม่อ ทันใดนั้นคำราม
กระหึ่ม ลำแสงสีทองสายหนึ่งพวยพุ่งออกจากเมล็ดผลึกสุริยัน ยิงเข้าใส่
เปลวไฟสีแดงที่ใจกลางแท่นบูชา
เปลวไฟแดงฉานลุกโชนขึ้นในบัดดล กลายเป็นกองไฟสูงเท่าตัวคน
ตูม!
คลื่นพลังที่มองไม่เห็นขุมหนึ่ง ยึดถือเปลวไฟเป็นศูนย์กลาง กวาดวาบ
ออกทั่ววิหารเทพในชั่วพริบตา
ลวดลายประหลาดบนพื้นแท่นบูชาพลันสว่างเจิดจ้า แสงสีแดงไหลรี่
ไปตามลวดลายบนพื้น ราวกับเทราดโลหิตแดงฉานลงไปในรอยสลัก
จั่วม่อรู้สึกในศีรษะลั่นอึงอล
แสงแตรศึกทุ้มลึกและเก่าแก่โบราณกังวานก้อง เสียงแผดคำรามของ
สัตว์ร้ายเหนือธรรมดาปกคลุมฟ้าสวรรค์ เงาร่างท่ามกลางแสงตะวันเจิดจ้า
ดูคล้ายเงาอันสูงสง่าของเทพเทวา …
ทั้งหมดทั้งมวลเคลื่อนผ่านในจิตใจจั่วม่อประดุจสายน้าไหลริน มันสิ้น
สติรับรู้ไปในบัดดล
ดวงอาทิตย์เหนือวิหารเทพสุริยัน ทันใดนั้นปลดปล่อยเปลวไฟแดง
ฉานเหลือคนานับ ห่อหุ้มดวงอาทิตย์สีทองเข้มไว้ตรงใจกลาง!
เสียงกัมปนาททุ้มลึกดังกังวานจากใต้พื้น ประหนึ่งว่ามีสัตว์ประหลาด
มหายักษ์ฟื้นตื่นขึ้นข้างใต้
บรรดาซิวเจ่อที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงกับวิหารเทพสุริยันล้วนอ้าปาก
ค้าง ดวงตาของพวกมันคล้ายติดตรึงอยู่กับวิหารเทพสุริยัน ไม่อาจคลาด
คลาไปอีก
วิหารเทพสุริยันที่เผยให้เห็นเพียงมุมเล็ก ๆ ส่วนหนึ่ง บัดนี้คล้ายกำลัง
ถูกดึงขึ้น
ดูเหมือนจะมีมือมหายักษ์ที่มองไม่เห็น กำลังฉุดดึงด้วยเรี่ยวแรงกำลัง
มหาศาล
ทะเลเมฆม้วนตลบ แสงสีทองสาดส่องไปไกลหมื่นจั้ง!
หลังจากถูกผนึกเอาไว้หลายหมื่นปี วิหารเทพที่ครั้งหนึ่งเคยโอ่อ่า
ตระการที่สุด ค่อย ๆ เผยโฉมหน้าแท้จริงออกมาอย่างแช่มช้า
กาลเวลาล่วงผ่านนับหมื่นปี เพียงพอให้ท้องทะเลกลับกลายเป็นทุ่ง
นา เพียงพอให้เทพเซียนร่างสลายกลายเป็นฝุ่นธุลี!
วีรบุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยพิชิตโลกหล้า บัดนี้หลงเหลือเพียงลมหายใจ
ร่อแร่รวยริน ไม่ต่างจากเฒ่าชราที่ทั้งป่วยไข้และอ่อนระโหยโรยแรง
แต่วีรบุรุษไหนเลยจะไม่ใช่วีรบุรุษ ต่อให้หลงเหลือเพียงลมหายใจ
เฮือกสุดท้าย ยังคงกอรปด้วยสภาวะที่สามารถหยามหยันโลกหล้า!
ท่ามกลางความปั่นป่วนอึกทึก วิหารเทพสุริยันผุดขึ้นกลางมวลหมู่
เมฆา แสงเจิดจ้าบาดตาส่องทะลวงชั้นฟ้า ทะเลเมฆพลุ่งพล่านกวาดซัด
เป็นระลอก
วิหารเทพสุริยันที่สาบสูญไปนับหมื่น ๆ ปี บัดนี้เผยโฉมอันทระนงถือ
ดีเบื้องหน้าสายตาของทั้งโลกอีกครา เต็มไปด้วยพลังอำนาจจากยุคโบราณ
ที่ล่วงผ่านไปแล้วหลายหมื่นปี
บนเสาสีทองมหึมาสิบแปดต้น บนยอดของเสาบางต้นเป็นรูปปั้นอีกา
ทองคำ เหล่าอีกาทองคำไม่ทราบว่าเป็นเพียงรูปปั้นหรือมีชีวิต ยืนนิ่งเงียบ
งันอยู่บนยอดเสา ทอดตามองลงมายังผู้คนเบื้องล่างอย่างไม่แยแส
เสามหึมาคล้ายสร้างจากทองคำ แต่ละต้นแกะสลักไว้ด้วยมวลบุปผา
พืชหญ้านานาพรรณ สัตว์ร้ายแปลกประหลาดและดวงอาทิตย์มากมาย
เสาทองคำสิบแปดต้นเรียงรายสลับเป็นแถว ระหว่างเสายักษ์แต่ละต้น
บังเกิดแสงเงาอันพิสดารพันลึกเคลื่อนไหวไปมา มีม่านแสงขวางกั้นไว้เป็น
ชั้น ๆ แต่ยังคงสามารถมองเห็นทางเดินภายในวิหารได้อย่างเลือนราง
ม่านแสงประดุจม่านไหมบาง ๆ แบ่งแยกวิหารเทพออกจากโลก
ภายนอก ราวกับว่าอยู่กันคนละโลก
เทือกเขารอบวิหารเทพถูกย้อมด้วยแสงสีทอง กลับกลายเป็นภูเขา
ทองคำมากมายเหลือคนานับ
ผู้อาวุโสเซินกับหลีซู่ที่เร่งรุดมาเนื่องจากความเอะอะอึกทึก พอเห็น
ภาพที่เกิดขึ้น ถึงกับสีหน้าอัปลักษณ์สุดทนดู พวกมันเหม่อมองวิหารเทพที่
เผยโฉมออกมาอย่างสมบูรณ์ สีหน้าทอแววเหลือเชื่อ ในดวงตาของหลีซู่
เป็นครั้งแรกที่เผยแววประหวั่นพรั่นพรึง
วิหารเทพเผยโฉมแล้ว… … จะเป็นไปได้อย่างไร… …
ท่านเจ้าสำนักจะทำนายผิดพลาดได้อย่างไร?
ไม่ใช่ว่าต้องรออีกสองวันก่อนที่วิหารเทพจะเผยโฉมหรอกหรือ?
ไม่ห่างไหลจากพวกมันนัก บุรุษกลางคนสีหน้าเขียวคล้า
เป็นไปไม่ได้… …วิหารเทพจะเผยโฉมก่อนเวลาได้อย่างไรกัน?
ข้างกายมัน นักฆ่าหน้ากากยืนนิ่งเงียบงันเหมือนท่อนไม้
ในเวลานี้เอง ดวงตาอันว่างเปล่าของบรรดาอีกาทองคำบนยอดเสา จู่
ๆ ส่องประกายด้วยเปลวไฟสีทอง อีกาทองคำที่คล้ายรูปปั้นพลันบิดกาย
แกรกแกรก ปังปัง ก้อนหินที่แตกออกมาจากร่างกายพวกมันตกกระทบพื้น
ไม่ขาดสาย
พวกมันกลับกลายเป็นมีชีวิต!