สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 498 บูชายัญอีกาทองคำ
ดวงตาสีแดงของอีกาทองคำประดุจลูกไฟลุกโชนสองดวง ปีกดำดุจ
หมึกของพวกมันปรากฏลวดลายสีทองตัดไขว้ ส่องประกายเจิดจ้าและสูง
สง่า พวกมันยืนอยู่บนยอดเสาหิน ทอดตามองผู้คนเบื้องล่าง ดวงตาสีแดง
เพลิงเต็มไปด้วยความเฉยชาระคนเหยียดหยัน ดุจเทพเทวาทอดตามอง
ปุถุชน
พวกมันดูคลับคล้ายเพิ่งตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันยาวนาน กระพือปีก
อย่างเกียจคร้านราวกับรอบข้างร้างไร้ผู้คน
บรรดาผู้ชมเริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึง อีกาทองคำ! สัตว์ร้าย
มหัศจรรย์จากอดีตกาล ยังคงมีชีวิตอยู่เบื้องหน้าพวกมัน!
ในยุคบรรพกาล อีกาทองคำคือสัตว์เทพที่เป็นสัญลักษณ์ของดวง
อาทิตย์ เปลวไฟของพวกมันร้อนแรงดั่งแสงสุริยัน สามารถหลอมละลาย
เหล็กกล้าที่แข็งแกร่งที่สุด อีกาทองคำเข้มแข็งทรงพลังเสียจนผู้คนล้วน
หวาดกลัว!
แต่เช่นเดียวกันกับสัตว์ร้ายเลื่องชื่อแห่งยุคบรรพกาลทั้งหลาย อีกา
ทองคำก็สาบสูญไปในสายธารแห่งประวัติศาสตร์อันยาวไกล เลือนหายไป
จากสายตาผู้คน
แต่ยามนี้ อีกาทองคำสิบตัวกลับปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกมัน
ผลกระทบและความตื่นตระหนกของผู้คนยากจะหาใดเทียบได้! กระทั่งผู้
อาวุโสเซินซึ่งเป็นชนชั้นหยวนอิง ยังอดอ้าปากค้างไม่ได้ ดวงตาจับแน่นอยู่
ที่อีกาทองคำทั้งสิบ
“อีกาทองคำ… …เป็นอีกาทองคำจริง ๆ!” ผู้อาวุโสเซินพึมพำอย่าง
เลื่อนลอย
หลีซู่ยังตื่นตะลึงยิ่งกว่า กระทั่งวาจายังไม่อาจกล่าวออกมา ไม่ว่า
สำนักจะให้ความสำคัญกับมันมากเท่าใด มันยังคงเป็นเพียงศิษย์รุ่นที่สาม
ผู้หนึ่ง ไหนเลยจะเคยพบเห็นภาพเหตุการณ์อันอัศจรรย์พันลึกถึงเพียงนี้?
“ไม่ถูกต้อง!” ผู้อาวุโสเซินทันใดนั้นม่านตาหดแคบลง กลับคืนสู่ความ
สงบเยือกเย็นทันที “นี่ไม่ใช่ร่างกายที่แท้จริงของพวกอีกาทองคำ!”
ได้ยินเช่นนี้ หลีซู่ร่างแข็งทื่อในบัดดล “ไม่ใช่ร่างกายที่แท้จริง?
เช่นนั้นพวกมันเป็นอะไร?”
“สมควรเป็นดวงวิญญาณของอีกาทองคำ!” ผู้อาวุโสเซินทอดถอน
ด้วยอารมณ์ความรู้สึก “สามารถผนึกดวงวิญญาณของอีกาทองคำเพื่อ
ปกป้องวิหารเทพ ฝีมือช่างสูงล้าปานเทพยดา!”
หลีซู่เข้าใจในบัดดล มันเพ่งพิจารณาอีกาทองคำทั้งสิบอย่างถี่ถ้วน
จริงดังคาด มันพบว่าเส้นขอบร่างกายของเหล่าอีกาทองคำคล้ายพร่าเลือน
อยู่บ้าง แต่จากระยะห่างไกลเช่นนี้ หากไม่เพ่งมองอย่างละเอียดยากจะพบ
เห็นได้
“แต่อย่าได้ดูแคลนดวงวิญญาณของอีกาทองคำเหล่านี้ พลังของพวก
มันสมควรไม่อ่อนด้อยกว่าสัตว์ปราณระดับเจ็ด พวกมันยังมีกันถึงสิบตัว
หากปะทะซึ่งหน้า เกรงว่าพวกเราต่อให้มีอีกสิบชีวิตก็ไม่เพียงพอ” ผู้
อาวุโสเซินจ้องมองอีกาทองคำทั้งสิบ ลดเสียงกระซิบแผ่วเบา
“ผู้อาวุโส… … ดวงวิญญาณสัตว์เทพผู้พิทักษ์ไฉนจู่ ๆ ปรากฏตัว
ออกมา?” หลีซู่ถามอย่างงุนงงสงสัย “หรือว่ามีบางคนลอบเคลื่อนไหว? มี
คนตอแยพวกมัน? แต่พวกมันไม่ได้โจมตีใคร… …”
กล่าวไปกล่าวไป หลีซู่ยิ่งรู้สึกว่าผิดท่า สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
ผู้อาวุโสเซินก็สีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย
หลู่เจิ้นสับสนงุนงง ไม่เข้าใจว่ามีปัญหาที่ใด แต่เห็นสีหน้าปั้นยาก
ของต้าเหรินทั้งสอง มันก็ทราบว่าเรื่องราวไม่เข้าทีเช่นกัน
ในเวลานี้เอง อีกาทองคำทั้งสิบที่อบู่บนยอดเสาสีทอง ทันใดนั้นเงย
หน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์สีแดงกลางเวหาอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นอ้า
ปากกว้าง เปลวไฟสีแดงสิบสายพวยพุ่งออกมาจากปากของอีกาทองคำทั้ง
สิบ ห่อหุ้มดวงอาทิตย์สีแดงในบัดดล!
ดวงอาทิตย์เล็ก ๆ พลันระเบิดแสงเจิดจรัสบาดตา ลุกโชนอย่าง
รุนแรง บรรยากาศโดยรอบเพิ่มความร้อนสูงขึ้นอีกครา
ในเวลาเดียวกัน ม่านแสงระหว่างเสาหินทั้งสิบของวิหารเทพสุริยัน
เปล่งประกายสว่างไสว ขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นม่านแสงปกคลุมวิหารเทพ
สุริยันทั้งหลังอย่างสมบูรณ์
“ฮ่าฮ่า! คิดไม่ถึง คิดไม่ถึงจริง ๆ ภารกิจที่คล้ายท่องชมสวนหลังบ้าน
ของตัวเองนี้ กลับถูกผู้คนหลอกลวงตบตาเอาคราหนึ่ง!” ผู้อาวุโสเซินสี
หน้าเขียวคล้า เค้นเสียงลอดไรฟันอย่างขุ่นแค้น “ข้าอยากรู้นัก ว่าผู้ใดกล้า
เล่นลวดลายภายใต้จมูกของตาเฒ่าผู้นี้!”
หลีซู่ก็มีสีหน้าดำทะมึน
ดวงวิญญาณสัตว์เทพพิทักษ์วิหารเมื่อปรากฏตัวขึ้น แต่ไม่ได้เปิดฉาก
โจมตีผู้ใด นั่นหมายความว่าไม่มีใครแตะต้องหรือล่วงล้าแนวป้องกันของ
วิหารเทพ เช่นนั้นก็หลงเหลือความเป็นไปได้เพียงประการเดียว คือมีคน
ควบคุมการป้องกันของวิหารเทพ เปิดใช้งานวิญญาณสัตว์เทพพิทักษ์
วิหาร!
“ชนเผ่าเทพสุริยันมิใช่ว่าตกตายหมดสิ้นแล้วหรือ?” หลีซู่ระงับสติ
ถามอย่างกังขา
การทำนายของท่านเจ้าสำนักไม่มีวันผิดพลาด! ทั้งหลีซู่และผู้อาวุโส
เซินเชื่อมั่นในเรื่องนี้อย่างแน่นแฟ้น ดังนั้นเหตุเปลี่ยนแปลงเหนือ
คาดหมาย จะต้องเกิดขึ้นในช่วงสองวันมานี้อย่างแน่นอน!
สิ่งที่หลีซู่โพล่งถามออกมาเป็นเรื่องที่มันงุนงงมากที่สุด ชนเผ่าเทพ
สุริยันดับสูญไปนานปี เรื่องนี้ทางสำนักเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นผลลัพธ์ที่
ได้จากการทำนายซ้าแล้วซ้าเล่าเป็นเวลานาน นี่ยังเป็นเหตุผลที่ทำให้
สำนักมุ่งเป้าไปยังวิหารเทพสุริยัน
ผู้คนของชนเผ่าเทพสุริยันเมื่อตกตายหมดสิ้น หมายความว่าโอกาสที่
จะเกิดเรื่องไม่คาดฝันมีไม่มากนัก วิหารเทพเช่นนี้ไม่มีทางยอมรับคนทั่วไป
ที่ไม่ใช่สายเลือดของตน
สิ่งที่พวกมันคาดไม่ถึงก็คือ จุดที่พวกมันคิดว่าปลอดภัยไร้กังวลที่สุด
กลับบังเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจริง ๆ
ผู้อาวุโสเซินมีประสบการณ์โชกโชน เปี่ยมไปด้วยภูมิความรู้ พริบตา
นั้นสงบใจลง กล่าวอย่างเย็นชา “เรื่องนั้นไม่ต้องสนใจแล้ว เราต้องเข้าไป
ในวิหารเทพในทันที ก่อนที่คนผู้นั้นจะเรียนรู้และเข้าใจวิหารเทพอย่าง
สมบูรณ์ นี่เป็นโอกาสเพียงหนึ่งเดียว วิญญาณสัตว์เทพเหล่านั้นจะไม่จู่โจม
พวกเรา เนื่องเพราะพวกมันกำลังทำพิธีเซ่นสรวงบูชายัญ!”
หลีซู่ชะงักกึก เซ่นสรวงบูชายัญไม่ใช่คำที่คุ้นหูซิวเจ่อในปัจจุบันมาก
นัก แต่อย่างรวดเร็ว ดวงตาของมันไม่เผยแววตื่นตระหนกอีก แม้ว่าคนผู้
หนึ่งกำลังทำพิธีบูชายัญด้วยอีกาทองคำสิบตัวก็ตาม!
ความคิดจิตใจของมันพลันหันเหไปอีกทาง … ใช้อีกาทองคำสิบตัวมา
บูชายัญ… …ผู้อื่นคิดทำอะไรกันแน่?
ผู้อาวุโสเซินสีหน้าเคร่งเครียดเย็นชา แฝงแววร้อนรนอยู่บ้าง ก่อนที่
คนทั้งสองจะทันรู้สึกตัว มันสะบัดแขนเสื้อพันรอบกายพวกมัน จากนั้นคน
ทั้งสามหายวับไป
ในเวลาเดียวกัน เงาร่างหลายสายโถมทะยานจากหลายทิศทางอย่าง
พร้อมเพรียง ทั้งหมดล้วนพุ่งตรงดิ่งไปยังเสาหิน เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสเซิน
ไม่ใช่คนเดียวที่ขบคิดเช่นนี้
เหล่าลำแสงที่เหินข้ามท้องฟ้า ทะยานเข้าหาม่านแสงพิทักษ์วิหาร
เทพตรงๆ
วู้ม!
ซิวเจ่อหลายคนกระทั่งเวลาจะกรีดร้องยังไม่มี พวกมันระเบิดเป็น
ลูกไฟ จุดแสงประกายมากมายปรากฏขึ้นบนม่านแสง จากนั้นเลือนหายไป
ในชั่วพริบตา พร้อมกับนับสิบชีวิตที่ดับสลายไป
มีเพียงบินเข้าไปใกล้ม่านแสงเท่านั้น พวกมันจึงสามารถสัมผัสถึง
ความร้อนแรงสุดเปรียบปานของม่านแสงนี้ได้!
หากกระทบถูกม่านแสง ผู้ที่พลังบำเพ็ญเพียรไม่ถึงขั้นจะถูกเปลวไฟ
กลืนกินลงไปทันที บางคนเห็นเช่นนี้ เริ่มหันไปโจมตีเสาหินแทน ด้วย
ความหวังว่าพวกมันจะสามารถหลีกเลี่ยงจากม่านแสงมฤตยูนี้ได้ ทว่าพวก
มันไม่คาดฝันว่าเสาหินจะแข็งแกร่งยิ่ง ไม่ว่าพวกมันจะโจมตีอย่างไร ก็หา
ได้บังเกิดร่องรอยความเสียหายไม่
ชั่วพริบตานั้น ยังมีผู้คนบุกทะลวงเข้าใส่ม่านแสงไม่ขาดสาย
ผู้อาวุโสเซินหอบหิ้วหลีซู่กับหลู่เจิ้น เปลี่ยนเป็นลำแสงเพลิงสายหนึ่ง
พุ่งผ่านม่านแสงเข้าไปอย่างง่ายดาย
ซิวเจ่อผู้หนึ่งห่อหุ้มทั้งร่างด้วยม่านวารี ลอดผ่านม่านแสงเข้าไปอย่าง
สะดวกดายเช่นกัน
บางคนใช้ปราณกระบี่คุ้มครองร่าง ทะยานผ่านเข้าไปภายในม่านแสง
วิธีการต่าง ๆ ถูกงัดออกมาใช้ไม่ขาดสาย แต่มีเพียงเล็กน้อยที่
สามารถผ่านม่านแสงเข้าไปได้ พวกมันล้วนเป็นยอดยุทธ์ แม้บางคนในหมู่
พวกมันมีความเป็นมาลึกลับ แต่ส่วนใหญ่เป็นยอดยุทธ์ที่รู้จักกันดีใน
อาณาจักรทะเลเมฆ
ยังมีผู้ที่ร่างสลายกลายเป็นเถ้าธุลีไม่ขาดระยะ หัวใจอันร้อนผ่าวของ
บรรดาผู้ชมกลายเป็นเย็นเฉียบ ความละโมบชั่ววูบอาจทำให้พวกมันเลอะ
เลือนไปบ้าง แต่เมื่อทราบดีว่าหากฝืนดันทุรังเท่ากับเอาชีวิตไปทิ้ง ย่อมไม่
มีผู้ใดยินดีกระทำ
บรรดาผู้ที่บุกฝ่าเข้าไปในม่านแสง ล้วนเป็นผู้คนที่เชื่อมั่นในตัวเอง
อย่างเปี่ยมล้น
ท่ามกลางผู้ชม บางครั้งบังเกิดเสียงอุทานอย่างตื่นตาตื่นใจ
“นั่นเขาเป่ย มันก็มาด้วย!”
“ดูนั่นดูนั่น! นั่นคือไห่อู๋หยา!”
ยอดยุทธ์คนแล้วคนเล่าทยอยปรากฏตัวขึ้น เร่งเร้าบรรยากาศไปถึง
จุดสูงสุดครู่หนึ่ง หลายคนในเมื่อตระหนักดีว่าพวกตนไม่มีปัญญาเข้าไปใน
วิหารเทพ พวกมันละทิ้งความคิด เปลี่ยนเป็นชมดูอย่างสบายอกสบายใจ
แทน
สถานที่แห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรทะเลเมฆในทันใด
ยอดยุทธ์มากกว่าครึ่งล้วนเข้าร่วมปรากฏการณ์อันน่าดูชมนี้
อีกาทองคำทั้งสิบยังคงพ่นเปลวไฟไปยังดวงอาทิตย์น้อยไม่หยุดยั้ง
เปลวไฟรอบดวงอาทิตย์น้อยยิ่งมายิ่งขยายใหญ่ คลื่นความร้อนยิ่งยากจะ
ทนทาน บรรดาผู้ชมล่าถอยอย่างต่อเนื่อง
อาศัยเพียงพลังสภาวะเช่นนี้ก็เพียงพอให้ผู้คนหน้าซีดเผือด
บางคนที่เข้าใจว่าพวกมันมีความสามารถพอจะเข้าไปด้านใน ยังอด
รีรอลังเลไม่ได้ วิหารเทพสุริยันกอรปด้วยพลังสภาวะยิ่งใหญ่ไพศาล ไม่ต่าง
จากดวงอาทิตย์ดวงหนึ่ง เจิดจรัสบาดตาเสียจนผู้คนไม่อาจเพ่งมองตรง ๆ
สถานที่เช่นนี้ไหนเลยรุกล้าได้โดยง่าย
บางคนที่รอบคอบระมัดระวังกว่าคนทั่วไป ถึงกับบินถอยห่างจากซาก
ปรักหักพังวิหารเทพสุริยันไปไกลโข
หากเพียงแค่ร่วมชมดูความสนุกสนาน กลับต้องสูญเสียชีวิตน้อย ๆ
ไป นั่นจะไม่คุ้มค่าแล้ว!
จั่วม่อก็ตื่นตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงเบื้องหน้ามัน
ซึ่งความจริงไม่ว่าจะเป็นชิงหลินหรืออสุภประหลาด เมล็ดผลึกสุริยัน
มีคุณค่าความหมายต่อชนเผ่าเทพสุริยันมากเพียงใด พวกมันไม่ได้
ประจักษ์ชัดนัก เมล็ดผลึกสุริยันหลอมสร้างขึ้นโดยนักรบแห่งเผ่าสุริยันทุก
คน เป็นมรดกตกทอดชิ้นสำคัญแห่งชนเผ่าเทพสุริยัน
อย่าว่าแต่วิหารเทพระดับเจ็ดดาวเพียงนี้เท่านั้น ต่อให้เป็นวิหารเทพ
สุริยันที่ลำดับสูงกว่านี้ สำหรับจั่วม่อผู้ถือครองเมล็ดผลึกสุริยัน ล้วนได้รับ
การยอมรับจากวิหารเทพสุริยันทุกระดับชั้น
แต่คนไม่รู้ความเช่นจั่วม่อ ไหนเลยจะเข้าใจเรื่องราวอันลึกซึ้งนี้ได้
อย่างถ่องแท้? มันได้แต่ทำหน้างุนงง เหม่อมองการเปลี่ยนแปลงอันน่าตื่น
ตะลึงของแท่นบูชาอย่างซึมเซา
ในเวลานี้เอง เหตุเปลี่ยนแปลงอุบัติขึ้นอย่างกะทันหัน
เสาแสงสีทองที่คล้ายมีตัวตนต้นหนึ่งพุ่งลงมาจากฟากฟ้า ปกคลุมทั่ว
ร่างจั่วม่อในบัดดล
จั่วม่อรู้สึกราวกับแช่ร่างอยู่ในน้าพุร้อน ร่างกายอบอุ่นสุขสบายอย่าง
บอกไม่ถูก
แสงสีทองนี้มาจากที่ใด?
จั่วม่อไม่ล่วงรู้ มันไม่มีเวลาให้ขบคิด ในยามนี้ความคิดจิตใจมันอยู่ใน
สภาพอันประหลาดล้า เมล็ดผลึกสุริยันในร่างมันคึกคักผิดธรรมดา เส้น
แสงสีทองและพลังงานสีแดงไหลบ่ามาจากทุกทิศทาง มุ่งตรงไปยังเมล็ด
ผลึกสุริยันเป็นจุดเดียว
พวกมันสูดได้กลิ่นอายอันคุ้นเคย
หากจั่วม่อมีสติแจ่มใสในเวลานี้ มันจะประหลาดใจที่ได้พบว่า ลำแสง
ที่เข้มข้นจนแทบมีตัวตนสายนี้ ที่แท้พุ่งลงมาจากดวงอาทิตย์น้อยที่อยู่
เบื้องบนศีรษะของมันนั่นเอง
เมล็ดผลึกสุริยันเปรียบเสมือนกุญแจ ใช้เปิดไขมหาขุมทรัพย์ที่ถูก
ผนึกมานานปีนี้
ผู้อาวุโสเซินเงยหน้าเพ่งมองขึ้นไปบนท้องฟ้า สีหน้ายะเยียบเย็นชา
กว่าเดิม อารมณ์ขุ่นมัวขัดแค้นอย่างบอกไม่ถูก
ดวงอาทิตย์น้อยเหนือศีรษะมันส่องแสงสว่างออกมาจนถึงจุดสูงสุด
เทียบกับดวงอาทิตย์แท้จริงบนฟากฟ้าแล้วหาได้อ่อนด้อยกว่าไม่ เงาร่าง
ของสิบอีกาทองคำจางลงอย่างเห็นได้ชัด
ผู้อาวุโสเซินทราบดีกว่าเกิดอะไรขึ้น
ใครบางคนกำลังบงการพลังของวิหารเทพสุริยัน! ไม่ถูกต้อง สมควร
บอกว่าใครบางคนกำลังดูดกลืนพลังของวิหารเทพสุริยันจะถูกต้องกว่า!
หากมันไม่ได้ประจักษ์ด้วยตาตนเอง มันจะไม่ยินยอมเชื่อเป็นอันขาด
มีเพียงผู้สืบเชื้อสายของชนเผ่าเทพสุริยันเท่านั้น จึงสามารถดูดกลืน
พลังของวิหารเทพสุริยันได้! ไม่ว่าก่อนหน้านี้มันจะเชื่อมั่นมากเท่าใดว่าไม่
มีผู้รอดชีวิตจากชนเผ่าเทพสุริยัน แต่ความจริงเมื่อปรากฏขึ้นตรงหน้า มัน
ได้แต่ยอมรับ ว่าท่านเจ้าสำนักคราครั้งนี้ทำนายผิดพลาดแล้ว!
เมื่อสรุปได้เช่นนี้ มันไม่อาจระงับยับยั้งเจตนาฆ่าฟันที่ปะทุขึ้นในใจได้
อีก!
ท่านเจ้าสำนักให้ความสำคัญกับซากโบราณสถานแห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง
นับตั้งแต่ค้นพบเบาะแสโดยบังเอิญ หลังจากความพยายามนานัปการ
พวกมันค่อย ๆ ตีวงตำแหน่งที่ตั้งของซากโบราณสถานเข้ามาทีละน้อย
ระหว่างนั้น ท่านเจ้าสำนักกับบุคคลสำคัญมากมายของสำนัก พากันทุ่มเท
แรงกายแรงใจนับไม่ถ้วน ลงมือทำนายซ้าแล้วซ้าเล่า จนได้ผลลัพธ์ออกมา
ในท้ายที่สุด
คนผู้นี้เมื่อสามารถเล็ดลอดจากการทำนายมากมายเหล่านั้นได้ หาก
มิใช่ครอบครองสมบัติอันยิ่งใหญ่ ก็ต้องมีพลังฝีมืออันน่าแตกตื่นสะท้าน
โลก
หากมันรอให้อีกฝ่ายดูดกลืนพลังของวิหารเทพสุริยันสำเร็จ ถึงตอน
นั้นเกรงว่าคงสายเกินไปแล้ว!
ผู้อาวุโสเซินสูดลมหายใจลึก แววตาเคร่งเครียดเย็นชา ไม่ว่าจะ
อย่างไร มันจะต้องพิชิตวิหารเทพสุริยันให้จงได้!
“พวกเจ้าระวังด้านหลังให้แก่ข้า” ผู้อาวุโสเซินกล่าวเสียงลึก ไม่มี
ถ้อยคำที่สอง มันเร่งรุดไปเบื้องหน้าทันที
หลีซู่สะท้านใจ ติดตามผู้อาวุโสเซินไปอย่างกระชั้นชิด หลู่เจิ้นยิ่งไม่
กล้ากล่าววาจา รีบตามพวกมันไป
เบื้องหน้าพวกมันเป็นเนินทรายไร้ที่สิ้นสุดผืนหนึ่ง