สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 564 การค้นพบใหม่
ด่านเจียง!
นี่คือพลังของด่านเจียง?
มิหนำซ้าในยามนี้ มันยังค้นพบวิธีการใช้พลังเทพอันน่าอัศจรรย์
ที่แท้พลังเทพสามารถเพิ่มความต้านทานในการรองรับพลังมหาศาล
ที่ว่านี้ได้!
สำหรับยอดยุทธ์เผ่าปิศาจทั่วไป นี่อาจไม่สำคัญนัก แต่สำหรับแม่ทัพ
ปิศาจ นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด!
การควบคุมบังคับพลังเทพเป็นจุดอ่อนของจั่วม่อมาโดยตลอด ผิด
จากเขิงเหลียนเอ๋อร์และอากุ่ย ที่สามารถควบคุมพลังเทพได้อย่างหมดจด
งดงาม ไร้ร่องรอยให้สืบสาว ภูตเทพยากหยั่งคาด จนฝ่ายตรงข้ามไม่มี
ปัญญาระวังป้องกันได้ ทรงอานุภาพอัศจรรย์พันลึก แต่จั่วม่อไม่สามารถ
บรรลุระดับเดียวกันกับพวกนางทั้งสอง วิธีการโคจรบังคับพลังเทพของมัน
หยาบกระด้างยิ่ง ใบไม้ทองคำที่มันครอบครองแทบไม่ต่างจากคัมภีร์
สวรรค์เล่มหนึ่ง ยากที่จะอ่านออก ทั้งยังยากจะทำความเข้าใจยิ่งกว่า มัน
ได้แต่ใช้พลังเทพเพื่อฝึกปรือพลังทั้งสามเท่านั้น การฝึกปรือพลังเทพมี
ความรุดหน้ารวดเร็วกว่าฝึกปรือพลังทั้งสามโดยตรงมาก
อากุ่ยไม่สามารถกล่าววาจา ส่วนเขิงเหลียนเอ๋อร์แม้สามารถกล่าว
วาจา แต่จั่วม่อย่อมไม่คิดถามไถ่นาง มันตัดสินใจลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง
ดีกว่าที่จะยุ่งเกี่ยวกับสตรีอันตรายนางนั้น
จวบจนกระทั่งวันนี้!
การหน่วงรั้งพลังเพียงชั่ววูบนั้น กลับช่วยให้มันไขว่คว้าเคล็ดโคจร
พลังเทพรูปแบบใหม่อย่างสมบูรณ์
จั่วม่อไม่ได้แน่วแน่พากเพียรและมุ่งมั่นเหมือนศิษย์พี่ใหญ่ ช่วงเวลาที่
มันมุมานะบากบั่นในวันนี้ ก็เพียงเพื่อที่จะได้อยู่อย่างเกียจคร้านในวัน
ข้างหน้า แต่ไม่เป็นที่กังขาเลยว่ามันก็เป็นบุคคลอันปราดเปรื่องผู้หนึ่ง
รอจนมันพบว่าพลังเทพในกายโคจรร่วมกับสังขารปิศาจของมันใน
การโจมตีเมื่อครู่ มันก็ถามไถ่ตัวเองทันที เช่นนั้นมันสามารถเสริมพลังเทพ
เข้าไปในพลังปราณได้หรือไม่?
?
ทุกผู้คนค่อย ๆ ฟื้นคืนสติจากสภาพเงียบสงัดดุจป่าช้า ความ
หวาดกลัวบนใบหน้าจางหายไปมาก แต่เมื่อใดที่พวกมันกวาดตามองไปยัง
จั่วม่อกับพวก ยังอดสั่นสะท้านไม่ได้ เหล่าองครักษ์ดาวสวรรค์ลอบถอย
ห่างจากพวกจั่วม่ออย่างเงียบเชียบ หากมิใช่ว่าคุณหนูอยู่ที่นี่ พวกมัน
จะต้องหมุนตัววิ่งไม่เหลียวหลัง โกยอ้าวกลับไปยังอาณาจักรเศษหินใน
บัดดล ยามนี้กระทั่งโซ่วผิงยังเริ่มหวนหาอาวรณ์อาณาจักรเศษหินอันสงบ
สุขขึ้นมาจับใจ
อย่างไรก็ตามมันสังเกตเห็นว่าในสายตาของคุณหนู ชัยชนะอันเฉียบ
ขาดของค่ายเว่ยหาใช่เรื่องน่าแปลกใจอันใดไม่
“ชงชาสักหน่อย” เขิงเหลียนเอ๋อร์เอ่ยปากเสียงเรียบ
เหยียนเอ๋อร์คล้ายเพิ่งสะดุ้งตื่นจากฝัน เริ่มจุดไฟต้มน้าอย่างเก้ ๆ กัง
ๆ ทว่าบนใบหน้านางยังฉายแววหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ มือสั่นสะท้านอย่าง
ไม่อาจบังคับควบคุม
เขิงเหลียนเอ๋อร์เหลือบมองสาวใช้คู่ใจแวบหนึ่ง จากนั้นกล่าวเบา ๆ
“มา ให้ข้าทำเอง”
เตาถ่านสีม่วงสด หม้อดินเผาสีดำสนิท โต๊ะชงชาเล็ก ๆ ถาดชาไม้ไผ่
กาน้าชาเล็กๆ สีฟ้าท้องนภา ถ้วยชาเคลือบสีขาวมุก และเขิงเหลียนเอ๋อร์ที่
นั่งท่าเทพธิดาอยู่บนพื้นพร้อมกระโปรงสีดำจีบซ้อนเป็นชั้น ๆ ดุจบุปผา
บานสะพรั่งอย่างเงียบงันในห้วงรัตติกาล แต่ละท่วงท่าของนางสูงสง่า
งดงาม สีหน้าสงบราบเรียบ ใบหน้างามสะคราญไร้คู่เปรียบดูสุขสำราญ
บานใจราวกับนั่งทอดอารมณ์อยู่ในลานบ้านของนางเอง
นั่งจิบชาอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบอันยุ่งเหยิงวุ่นวาย นางโดดเด่นสะดุด
ตาเป็นพิเศษ
เหล่ายอดฝีมือสังกัดหน่วยองครักษ์ดาวสวรรค์เหลียวมองกันไปมา
อย่างกระอักกระอ่วน จากนั้นรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง คุณหนูยังมีทีท่าสงบ
เยือกเย็นถึงเพียงนี้ แต่พวกมันกลับคิดหลบลี้หนีหน้าไปให้ไกลที่สุด นี่มิใช่
อับอายขายหน้าจะเป็นอะไร!
“บริวารช่างใช้การไม่ได้!” โซ่วผิงยอมรับผิดแต่โดยดี สีหน้าละอายใจ
เขิงเหลียนเอ๋อร์ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเนิบนาบ ขนตายาวงอนดูพร่า
เลือนท่ามกลางละไอหมอกควันจากถ้วยชา ใบหน้าอ่อนหวานทรงเสน่ห์
กลายเป็นเลือนราง คล้ายจริงคล้ายมายา นางกล่าวเสียงราบเรียบ “เป็น
การดีแล้วที่เจ้าได้เห็นพลังของแม่ทัพด่านเจียงสักครั้ง”
“ด่านเจียง!” โซ่วผิงดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าเหลือเชื่อ “สวรรค์ มันยัง
เยาว์วัยยิ่ง!”
“นับตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าจะต้องเชื่อฟังคำสั่งของมันโดยไม่มีเงื่อนไข”
สุ้มเสียงไพเราะของเขิงเหลียนเอ๋อร์ล่องลอยผ่านม่านไอน้าจากถ้วยชา
ผ่านเข้าไปในหูของโซ่วผิงอย่างชัดเจน
“นี่… …” โซ่วผิงลังเลใจ พวกมันเป็นองครักษ์ส่วนตัวของคุณหนู ทว่า
คุณหนูกลับบอกให้พวกมันเชื่อฟังคำสั่งของผู้อื่น โซ่วผิงย่อมอดไม่ได้ให้
รู้สึกไม่ยินดี
เขิงเหลียนเอ๋อร์จิบชาไปตามปกติ กระทั่งสายตาก็ไม่เหลือบแลขึ้น
มอง ราวกับว่าผู้ที่กล่าววาจาเมื่อครู่มิใช่นาง
โซ่วผิงรวบรวมความกล้า กล่าวถามด้วยสุ้มเสียงติดจะฉงนงุนงง
“คุณหนู บริวารไม่เข้าใจว่าคุณหนูคิดอันใด?
?” เขิงเหลียนเอ๋อร์วางถ้วยชาลงอย่างนุ่มนวล สุ้มเสียง
ราบเรียบของนางแฝงเค้าความเย็นยะเยือกชนิดหนึ่ง
“ผู้น้อยมิบังอาจ!” โซ่วผิงเหงื่อเย็นไหลท่วมตัว มันล่วงรู้อารมณ์ของ
คุณหนูเป็นอย่างดี หากมันลังเลแม้แต่น้อย เกรงว่าคุณหนูกระทั่งคำที่สอง
ก็ไม่เอ่ยปากให้เสียเวลา อาจเชือดมันทิ้งในบัดดล
“ไปเถอะ” เขิงเหลียนเอ๋อร์กล่าวเบา ๆ ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ชั่วพริบตาที่ประโยคนี้กล่าวออกมา โซ่วผิงแผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วย
เหงื่อเย็น อดลอบทอดถอนชมเชยไม่ได้ กระทั่งเจี้ยจู่ตอนที่อายุเท่านี้ยังไม่
มีท่วงท่าสภาวะเท่ากับคุณหนู
มันไม่กล้าสอบถามมากความ รีบล่าถอยออกมาทันที
แต่รอจนมันเดินกลับไปสมทบกับพรรคพวก ค่อยฉุกใจคิดขึ้นมาอย่าง
กะทันหัน คำ ‘ไปเถอะ’ ของคุณหนูหมายความว่าอย่างไร?
คงมิใช่ไล่พวกมันกลับไปกระมัง?
“เราผู้เฒ่า เถาซิง ขอบคุณเสี่ยวเกอยื่นมือช่วยเหลือด้วยคุณธรรม”
เถาซิงประสานมือกล่าวต่อจั่วม่ออย่างเกรงอกเกรงใจ พลานุภาพที่จั่วม่อ
สำแดงออกมาเมื่อครู่ทำให้มันสะท้านใจอย่างรุนแรง อดสงสัยใคร่รู้มิได้ว่า
จั่วม่อที่แท้เป็นยอดคนเส้นทางใด ยอดยุทธ์อายุเยาว์ที่เข้มแข็งถึงเพียงนี้
ไหนเลยจู่ ๆ ก็ผุดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไปได้
“ไม่ต้องมากมารยาท นี่เป็นเพียงแค่การค้ารายหนึ่งเท่านั้น” จั่วม่อ
โบกมือตัดบทด้วยสีหน้าไม่ไยดี
มันไม่กล่าวยังพอทำเนา ประโยคนี้พอกล่าวออกมา แม่นางถังเฟยสี
หน้าเขียวคล้าลงทันควัน สะกิดให้นางหวนนึกถึงพฤติการณ์ที่ผ่านมาของ
? พวกเจ้ามาจากที่ใด
เถาซิง
ซักถามอย่างยิ้มแย้ม เรื่องที่ทำให้ถังเฟยขุ่นเคืองมันกลับไม่ถือสา แม้ว่า
ราคาที่ต้องจ่ายจะชวนให้เจ็บปวดใจอยู่บ้าง แต่เมื่อรักษาชีวิตเอาไว้ได้ก็
นับว่าคุ้มค่าแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคราครั้งนี้ผู้อื่นจะต้องร่วมทางกับพวกมันไป
ยังเมืองไร้จุดจบ จึงไม่ต้องห่วงกังวลกับความปลอดภัยระหว่างการเดินทาง
ของพวกมันอีก เรียกได้ว่าเป็นหลักประกันชั้นยอดสำหรับพวกมันทีเดียว
“เรียกข้าว่าจั่วก็พอ” จั่วม่อเป็นมือเก่าอันช่าชอง ไหนเลยไม่เข้าใจว่า
ผู้อื่นกำลังตะล่อมถามอันใด มันทำท่าราวกับว่าไม่ได้ยินคำถามที่สองของ
เถาซิงก็มิปาน
เถาซิงไม่ถือสาหาความ กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “อาจั่วเจ้ายังหนุ่มแน่น
ถึงเพียงนี้กลับบรรลุถึงด่านเจียง อนาคตของเจ้าเกรงว่าจะต้องยาวไกลไร้
ขีดจำกัดแล้ว!”
ถังเฟยที่ด้านข้างพอฟังก็สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง จอมปิศาจ
ด่านเจียง! เจ้าคนที่เน่าเหม็นไปถึงแก่นแกนผู้นี้ ถึงกับเป็นจอมปิศาจด่าน
? ถังเฟยลอบสั่น
ศีรษะ นางรู้สึกว่าความคิดของนางเหลวไหลเกินไป แม่ทัพบัญชาการศึก
ระดับทองที่ยังเยาว์วัยถึงเพียงนี้ มีเพียงตระกูลสูงศักดิ์ที่ทรงอำนาจราช
ศักดิ์ที่สุดจึงสามารถเพาะสร้างขึ้นได้
คนน่ารังเกียจเบื้องหน้านางผู้นี้มีเพียงความโลภโมโทสันไร้ผู้เปรียบ
ติด ไหนเลยจะมีท่วงท่าสภาวะและศักดิ์ศรีบารมีของตระกูลสูงศักดิ์อันใด
“อีกนานเท่าใดจึงจะไปถึงอาณาจักรหุบเหวทมิฬ
จั่วม่อถามเถาซิง
เถาซิงขบคิดแวบหนึ่ง แล้วตอบว่า “สมควรอยู่ระหว่างหนึ่งเดือนหรือ
มากกว่านั้นเล็กน้อย”
“อา เช่นนั้นก็รีบออกเดินทางเถอะ” จั่วม่อเห็นได้ชัดว่าไม่มีความ
สนใจที่จะสนทนาปราศรัย จึงตัดบททันที
เถาซิงตกตะลึงอยู่บ้าง ควรทราบว่าอาศัยศักดิ์ฐานะของมัน ไม่ว่าไป
ยังที่ได้ก็รับความเคารพนบนอบและดูแลเอาใจใส่ มันเพิ่งเคยพบพานคน
เช่นจั่วม่อเป็นครั้งแรก คนที่ไม่สนใจมารยาท กระทั่งจะสนทนากันสัก
เล็กน้อยยังไม่มีแก่ใจ
ช่างไร้มารยาทสิ้นดี!
ถังเฟยเพิ่มคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างสาดเสียเทเสียอีกข้อหนึ่งลงไปใน
รายการของนาง
แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากที่สุดคือจั่วม่อยังเยาว์วัยยิ่ง แต่
กลับบรรลุด่านเจียง เรื่องนี้เรียกสายตามากมายให้หันมาจับจ้องมันเป็น
ตาเดียว หลายคนพยายามคาดเดาฉากหลังของจั่วม่อ แต่ก็ไม่มีผลลัพธ์อัน
ใด
ทว่าสิ่งที่จั่วม่อต้องคิดไม่ถึงเป็นแน่ นั่นก็คือการค้าของมันหนนี้ ได้
ล่อลวงขุมอำนาจที่หลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดจำนวนมากให้มุ่งเป้ามายัง
พวกมัน
นี่เป็นการค้ารายใหญ่ที่สั่นไหวจิตใจผู้คนอย่างแท้จริง!
จั่วม่อไม่ได้แยแสสนใจขบวนของเถาซิงแม้แต่น้อย มันแทบอดใจรอ
ไม่ไหว อยากทดสอบความคิดที่เพิ่งค้นพบ ปรารถนาจะปิดด่านฝึกตน
ในทันที
แต่เห็นได้ชัดว่าความต้องการนี้ไม่เหมาะกับสภาพความจริง เมื่อ
กำลังเร่งเดินทาง มันก็ได้แต่คิดฝันเท่านั้น แต่ในไม่ช้ามันก็เริ่มศึกษา
ค้นคว้าเคล็ดลับบางอย่างที่พอจะทำได้ในระหว่างทาง
“มันนับเป็นยอดแม่ทัพปิศาจอันเด่นล้าโดยแท้” ระยะนี้เว่ยคอยเฝ้าดู
การทดลองของจั่วม่ออย่างสนอกสนใจ ระหว่างนั้นจั่วม่อยังขอคำปรึกษา
จากมันหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในด้านศาสตร์วิชาของแม่ทัพ
บัญชาการศึก จั่วม่อไม่มีฝีมือในด้านพิชัยยุทธ์ของแม่ทัพอสูรเหมือนเช่น
กงซุนชา แต่เมื่อเป็นพิชัยยุทธ์ของแม่ทัพปิศาจ มันกลับทำความเข้าใจได้
อย่างรวดเร็วยิ่ง และมักจะสร้างสรรค์ความคิดใหม่ ๆ ที่ทำเอาเว่ยถึงกับ
ทอดถอนชมเชยอยู่บ่อยครั้ง
“ฮึ่ม!” ผูเยาสีหน้าขุ่นข้องใจ ทุกวี่วันมันจะอยู่ในคุกสิบนิ้ว คอย
ทรมาทรกรรมกองทัพอสูรในสังกัดของตน ทั้งหนานเยว่ คังเจ๋อและเหล่า
อสูรที่น่าสงสาร ระหว่างวันก็ต้องเดินทาง พอมีเวลาว่างยังต้องนำไปใช้ใน
คุกสิบนิ้วทั้งหมด วันคืนของพวกมันผ่านไปอย่างลำบากยากเข็ญยิ่ง
อย่างไรก็ตาม หนานเยว่กับพวกในยามนี้มีแต่จะกัดฟันทนผ่านไปให้
ได้ การเดินทางครั้งนี้สอนให้พวกมันเข้าใจลึกซึ้งไปกระดูกดำ ว่าในช่วง
เวลาแห่งกลียุคเช่นนี้ ไม่มีสิ่งใดสำคัญมากไปกว่าพลังอันเข้มแข็งอีกแล้ว
สิ่งที่ทำให้ผูเยาสลดหดหู่อยู่บ้าง ก็คือการเพรียกหาของมันไม่เกิดผล
อันใดแม้แต่น้อย ในขณะที่สัญญาเพรียกโลหิตของเว่ยมีปิศาจสองตน
สนองตอบแล้ว
อุบาทว์บัดซบ!
แต่แล้วทันใดนั้นเอง ผูเยาชะงักกึกอย่างกะทันหัน พลันผุดลุกขึ้นยืน
นัยน์ตาสีโลหิตทอประกายวาบ ร่างหายวับไปในอากาศ
มีอสูรตนหนึ่งตอบสนองต่อคำเพรียกหาแล้ว!