สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 563 จั่วม่อแผลงฤทธิ์!
ยักษาเขียวมากกว่าครึ่งแผดคำรามดังกึกก้อง โถมทะยานลงมาอย่าง
กราดเกรี้ยว!
สองปีกที่แผ่กว้างของพวกมันปรากฏแสงสีเขียวชั้นหนึ่ง คู่ปีกนับไม่
ถ้วนกรีดฝ่าอากาศดุจคมมีด เสียงแหลมสูงสะท้านขวัญประหนึ่งคลื่นน้า
ซัดโหม จู่ๆ ก็โถมกระหน่าอย่างฉับพลัน
พวกมันดวงตาแดงฉานดุจย้อมด้วยโลหิต สีหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด
บนผิวสีเขียวเข้มของพวกมันปรากฏแผนผังปิศาจดำสนิทเรืองแสงเป็น
ประกาย
พลังสีเขียวผนึกรวมรั้งที่ปลายสองปีกของพวกมัน ยักษาเขียวแต่ละ
ตัวเมื่อถลาร่อนลงมา จะลากเป็นริ้วแสงเจิดจ้าบาดตาสองสาย เห็นริ้วแสง
มากมายสุดคนานับพวยพุ่งผ่านท้องนภา ประดุจพายุฝนลำแสงอันสับสน
วุ่นวาย ทั้งเจิดจรัสและสะท้านขวัญวิญญาณผู้คน!
ทันใดนั้นพวกมันจู่ ๆ ก็จัดขบวนกลายเป็นกระบวนทัพค่ายกลด้วย
ระดับความเร็วอันน่าตระหนก เหล่าลำแสงมืดฟ้ามัวดินคล้ายถูกมือที่มอง
ไม่เห็นบีบรวบเข้าหากัน กลายเป็นผนึกรวมตัวอย่างหนาแน่น!
ลำแสงสีเขียวนับพัน ๆ สายดึงดูดกันและกัน ถักทอประสานอย่างไม่
หยุดยั้ง บีบอัดรวมรั้งเข้าหาศูนย์กลาง ลำแสงเติบโตพรวดพราดอย่าง
รวดเร็ว มองแต่ไกลคล้ายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ประหนึ่งยักษาเขียว
ร่างมหึมายาวหลายสิบจั้ง พุ่งดิ่งลงมาด้วยพลังทำลายล้างอันเกรี้ยวกราด
ดุจดาวตก!
“ราชันยักษ์!” ถังเฟยกรีดร้องเสียงหลง ใบหน้าเผือดขาวไร้สีเลือด ใน
ฐานะแม่ทัพบัญชาการศึกระดับเงินผู้หนึ่ง นางย่อมต้องรู้จักคุ้นเคยกับสุด
ยอดท่าไม้ตายของกองพันยักษาเขียวเป็นอย่างดี
ไม่ถูกต้อง! กลุ่มยักษาเขียวเหล่านี้ที่แท้ไม่ใช่กองโจรธรรมดา แต่เป็น
กองทัพยักษาเขียว!
ยักษาเขียวที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมมา ไม่มีทางผนึกกำลังใช้กระบวน
ทัพราชันยักษ์ออกมาได้ ราชันยักษ์ถูกเรียกว่าเป็นสุดยอดท่าไม้ตายประจำ
กองทัพยักษาเขียว เป็นกลยุทธ์ที่ยากเย็นแสนเข็ญที่สุด ต้องการความ
ร่วมมือประสานงานอย่างดีเยี่ยมจากยักษาเขียวทุกตนในขบวนทัพ
ถังเฟยบีบด้ามศาสตรามารคู่กายแน่น ริมฝีปากสีแดงสดจางลงจน
เป็นสีขาวซีด หากในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ อีกฝ่ายใช้ราชันยักษ์ออกมาตั้งแต่
แรก เกรงว่าพวกนางก็คงจบสิ้นไปแต่แรกแล้วเช่นกัน ไม่มีหน้ามีชีวิตรอด
มาได้จนถึงยามนี้แน่ ถังเฟยแม้ทระนงตน แต่นางไม่เคยคิดว่าจะสามารถ
ต้านทานกระบวนทัพราชันยักษ์ได้ด้วยกำลังพลเพียงห้าร้อย
นี่ทำให้นางตระหนักว่าจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของยักษาเขียว คือการ
คร่ากุมท่านปรมาจารย์ทั้งเป็น!
ชั่วพริบตานี้ถังเฟยพลันเข้าใจจิตเจตนาและแผนการที่ยักษาเขียว
วางไว้ แต่ล่วงรู้ไปจะมีประโยชน์อันใดเล่า? นางไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดกับ
ความสิ้นหวังอับจนถึงเพียงนี้มาก่อน ไม่เคยเลยสักครั้ง!
ราชันยักษ์!
หากได้ตกตายภายใต้เงื้อมมือของกองทัพที่สามารถใช้กระบวนทัพ
ราชันยักษ์ ความตายของนางก็คงเรียกได้ว่าคุ้มค่าแล้วกระมัง
ถังเฟยท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกอับจนสิ้นหนทาง
เนื่องเพราะฝ่ายตรงข้ามคือราชันยักษ์!
หนึ่งในท่าพิฆาตที่เลื่องชื่อที่สุดของกองทัพยักษาเขียว คือสิ่งที่ใช้เป็น
มาตรฐานสำหรับวัดความแข็งแกร่งของกองทัพยักษาเขียว กองทัพใดที่
สามารถบังคับใช้ราชันยักษ์ออกมาได้ ย่อมมิใช่กองทัพยักษาเขียวชั้น
ธรรมดาทั่วไป!
โซ่วผิงกัดกรามแน่น สองตาแดงฉานด้วยสายเลือด
หน่วยองครักษ์ดาวสวรรค์ถนัดจัดเจนในการบุกจู่โจม แต่ด้านการ
ป้องกันเรียกได้ว่าอ่อนด้อย หากเป็นเวลาปกติ มันก็เพียงแค่บุกเข้าปะทะ
หักหาญอย่างซึ่งหน้า ใช้รุนแรงสยบรุนแรง ยักษาเขียวมีราชันยักษ์ของ
พวกมัน แต่องครักษ์ดาวสวรรค์ก็มิใช่ว่าไม่มีสุดยอดท่าไม้ตายคร่าชีวิตของ
ตน ทว่าคราครั้งนี้พวกมันมีคุณหนูยืนอยู่ด้านหลัง! ไม่ว่าเวลาใด
สถานการณ์ใด การปกป้องคุณหนูจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
บัดซบ!
มันหันไปมองคุณหนูด้วยสายตาร้อนใจ แต่กลับพบว่าคุณหนูกำลังจับ
จ้องมองดูจั่วม่ออย่างเงียบสงบ ประหนึ่งว่านางมองไม่เห็นราชันยักษ์ที่โหม
ถล่มลงมาจากฟากฟ้าก็มิปาน
นางไฉน… …
โซ่วผิงใจหายวาบ รีบหันขวับมองไปตามสายตานางทันที
มันเห็นจั่วม่อยกมือซ้ายขึ้นช้า ๆ
จั่วม่อมือซ้ายกำเป็นหมัด ดึงรั้งกลับหลัง รวมกำลังอยู่ข้างเอว ถ่าย
น้าหนักไปยังเท้าหลัง บิดกายไปทางซ้ายเล็กน้อย
เสียงแหวกฝ่าอากาศบนฟากฟ้าคล้ายจู่ ๆ ก็หายวับไปทันที ความรู้สึก
ประหลาดพลุ่งพล่านขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
นี่มัน… …โซ่วผิงพลันเบิกตากว้าง!
ตง!
คลื่นพลังที่มองไม่เห็นกระหึ่มก้องดุจเสียงกลอง ยึดถือจั่วม่อเป็นจุด
ศูนย์กลาง ซัดผ่านไปยังทุกผู้คนที่ตั้งกระบวนทัพอยู่ด้านหลังมัน
ตูม ตูม!
ตง ตง!
ทุกจังหวะจะโคนแกร่งกร้าวทรงพลัง เจาะทะลวงเข้าไปในหัวใจผู้คน
เลือดเนื้อของผู้คนทั้งหมดคล้ายถูกดึงดูดอย่างรุนแรง เต้นเร่าเหนือการ
ควบคุมของพวกมัน!
จังหวะนั้นเร่งเร้าอย่างพิสดาร ทุกครั้งที่กระหึ่มก้องออกมา ทุกคนจะ
ปรับพลังของตนไปตามจังหวะจะโคนโดยไม่ได้ตั้งใจ
จุดแสงพลันพวยพุ่งออกมาจากร่างของซู่หลงกับไพร่พลค่ายเว่ยคน
อื่น ๆ ตรงดิ่งไปยังหมัดซ้ายของจั่วม่อราวกับแท่งเหล็กถูกพลังแม่เหล็ก
ดึงดูด เพียงชั่วกะพริบตาเดียว หมัดซ้ายของจั่วม่อก็ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีดำ
ที่หนาแน่นจนแทบจับต้องได้
รอยประทับสุริยันที่กลางอกของจั่วม่อส่องประกายเจิดจ้า แสงสีทอง
หลายสายลอยออกมาจากหมัดซ้าย ผสานรวมกับพลังงานสีดำจาก
ภายนอก ก่อกำเนิดประกายสีดำแกมทอง สวยสดงดงามสุดประมาณ
ตง ตง ตง!
จังหวะยิ่งมายิ่งกระชั้นเร่งร้อน ประดุจม้าศึกวิ่งห้อ เพิ่มความเร็วขึ้น
ทุกฝีก้าว พลังงานสีดำบนหมัดของจั่วม่อยิ่งนานยิ่งกล้าแข็ง บรรดา
องครักษ์ทุกข์ยากในชุดเกราะหนักที่ด้านหลังจั่วม่อร่างสั่นระรัวอย่างสุดจะ
ควบคุมบังคับ
ทุกจังหวะกระหึ่มก้องบันดาลให้พวกมันยิ่งตื่นเต้นระทึกใจ จิต
วิญญาณการต่อสู้ลุกโชนดุจเปลวไฟที่ถูกแรงลมหนุนเสริม แผดเผาโลหิต
ในกายให้เดือดพล่าน!
พลังในร่างของพวกมันปะทุไปตามจังหวะจะโคนของต้าเหรินโดยที่
พวกมันไม่อาจควบคุม ราวกับว่าพลังของพวกมันกำลังสนองตอบต่อเสียง
เรียกร้องจากต้าเหริน!
รอจนจิตวิญญาณการต่อสู้ของพวกมันพุ่งทะยานขึ้นไปถึงขีดสุด
เลือดในกายเดือดพล่านเต็มที่ พลันได้ยินสุ้มเสียงลุ่มลึก คำรามก้องมาจาก
ด้านหน้าสุดของกระบวนทัพ
“ฆ่า!”
แทบจะไม่รู้สึกตัว จิตวิญญาณการต่อสู้ทั้งหมด แรงสั่นสะเทือน
ทั้งหมด คล้ายกับพบพานที่ระบาย ทะลักทลายออกไปอย่างฉับพลัน!
ทุกผู้คนตวาดก้องด้วยพลังทั้งหมด!
“ฆ่า!”
เหล่าองครักษ์ทุกข์ยากต่อยหมัดออกไปอย่างอย่างหักโหม!
พลังงานสีดำที่หนาแน่นจนแทบจับต้องได้ร้อยกว่าสาย พวยพุ่งออก
จากหมัดของพวกมันอย่างพร้อมเพรียง
ทันทีที่พลังงานสีดำหลุดออกจากหมัดของเหล่าองครักษ์ทุกข์ยาก
พวกมันคล้ายถูกดึงดูด พุ่งลิ่วไปรวมกันยังหมัดของจั่วม่อในบัดดล
พลังงานสีดำบนหมัดของจั่วม่อพลันขยายใหญ่พรวดพราดเป็นสิบ
เท่า พลังสีดำห่อหุ้มถึงข้อมือ ลุกลามมาตามท่อนแขน จนเมื่อปกคลุมถึง
ข้อศอกก็หยุดยั้งลง
คล้ายภูตเทพดลใจ จั่วม่อแม้ตวาดคำ ‘ฆ่า’ แต่กลับไม่ได้ต่อยหมัด
ออก ฝืนหน่วงรั้งพลังทั้งมวลเอาไว้ชั่วครู่
จนกระทั่งชั่วพริบตานี้!
หมัดซ้ายของจั่วม่อประดุจถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนหนาหนัก ดูเหมือน
ต้องใช้เรี่ยวแรงมหาศาลในการเคลื่อนไหวแต่ละชุ่น ค่อย ๆ ต่อยหมัดขึ้น
ไปบนท้องฟ้าอย่างลำบากกินแรง!
กาลเวลาดูเหมือนว่าเชื่องช้าลงอย่างฉับพลัน หมัดของจั่วม่อคล้าย
ต่อยออกมาอย่างเชื่องช้ายิ่ง
พื้นใต้ฝ่าเท้าเริ่มสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เศษดินเศษหินเต้นเร่า จากนั้น
คล้ายถูกดึงดูดด้วยแรงมหาศาล ดีดผึงขึ้นจากพื้น ลอยสูงขึ้นอย่างแช่มช้า
จากนั้นถูกบดขยี้เป็นผุยผงภายใต้แรงกดอัดอันกราดเกรี้ยว
เศษฝุ่นดินค่อย ๆ ลอยสูงขึ้นอย่างช้า ๆ เป็นภาพที่น่าขนพองสยอง
เกล้าไม่น้อย
วู้ม!
เสียงคำรามต่าลึกกระหึ่มก้อง ไม่ทราบว่ามาจากที่ใด ค่อยๆ ดังขึ้นดัง
ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแผ่นดินถูกบดขยี้ เสียงสั่นสะเทือนก็กลายเป็นกึกก้อง
กัมปนาท!
ตูม!
โสตประสาทของทุกผู้คนถูกกลืนหายไป ภายใต้กระแสเสียงกัมปนาท
ที่ทะลักทลายไม่ขาดหู
กาลเวลาคล้ายกลับมาเคลื่อนตามปกติอีกครั้ง หมัดซ้ายของจั่วม่อต่อ
ยออกไปอย่างเกรี้ยวกราดดุดัน พลังงานสีดำดุจมังกรทมิฬทะยานขึ้นจาก
หุบเหวลึก พกพาเจตจำนงฆ่าฟันอันลึกซึ้งและฤทธานุภาพปานสยบใต้
หล้า ตรงเข้าปะทะกับราชันยักษ์ที่ถล่มลงมาอย่างไม่กลัวเกรง!
ภาพอันสะท้านฟ้าสะเทือนดินที่บังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา แทบบันดาล
ให้ผู้คนหยุดหายใจ
เห็นลำแสงหนึ่งดำหนึ่งเขียว ไม่มีเล่ห์กลอุบายอันใด ตรงเข้าปะทะห้า
หั่นอย่างหักโหม!
ตูม!
พริบตาที่พลังอันกร้าวแกร่งสุดขั้วสองขุมปะทะชนกัน พลันบังเกิด
เสียงระเบิดดังสนั่นลั่นโลก ประหนึ่งว่าเพียงเริ่มประมือ การต่อสู้ก็ไต่ขึ้นไป
ถึงจุดสูงสุดในบัดดล ทุกผู้คนตกตะลึงจนตัวชา หวาดหวั่นพรั่นพรึงจน
ไม่ได้ตอบสนอง เมื่อคลื่นพลังจากการระเบิดอันน่ากลัวโหมซัดมาถึงดุจ
คลื่นยักษ์ถล่มใส่ พวกมันก็ไม่ทันได้ต่อต้านแข็งขืนแล้ว
ผู้ที่ปฏิกิริยาเชื่องช้าถูกกระแทกกวาดจนปลิวลิ่วระเนระนาด ใบหน้า
เต็มไปด้วยความหวาดผวา
ชั่วอึดใจให้หลัง พวกมันค่อยดิ้นรนลุกขึ้นยืน แต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้น
มองบนฟากฟ้า สีหน้าหวาดกลัวพลันแข็งค้างบนใบหน้า ร่างแข็งทื่อดุจรูป
สลักหิน
เห็นพลังงานสีดำโปรยปรายลงมาในสมรภูมิดุจห่าฝน ท่ามกลาง
พลังงานสีดำแทรกริ้วสีทองทอประกายวาววับ ประหนึ่งแสงแดดฉายส่อง
กลางพายุที่มืดมิดที่สุด สว่างสดใสหาใดเทียบ
ส่วนกองทัพยักษาเขียวที่ข่มขู่คุกคามคนจนถึงเมื่อครู่ ดูราวกับถูกลบ
ออกไปจากอากาศโดยตรง ไม่หลงเหลือร่องรอยการคงอยู่ของพวกมัน
แม้แต่น้อย!
ห่าพิรุณพลังงานสีดำแตะแต้มด้วยจุดแสงสีทองพร่างพรมลงมาช้า ๆ
เพิ่มกลิ่นอายประหลาดลี้ลับให้แก่ท้องนภาชั้นหนึ่ง
แม้ว่านี่ยังเป็นยามบ่ายอันร้อนแรง ถังเฟยกลับไม่รู้สึกถึงความอบอุ่น
แม้แต่น้อย นางมือเท้าเย็นเฉียบ ประหนึ่งว่ายืนอยู่ในความมืดมิดของยาม
เที่ยงคืนในราตรีอันหนาวเหน็บที่สุดก็มิปาน ใบหน้าขาวเผือดราวกระดาษ
กระทั่งสีเลือดส่วนเสี้ยวสุดท้ายยังเลือนหายไปสิ้น
ฉากเหตุการณ์เมื่อครู่กระชั้นสั้นเพียงชั่วอึดใจเดียว แต่ไม่ต่างจาก
เถาวัลย์พิษอันร้ายกาจ แพร่กระจายไปในร่างนางอย่างบ้าคลั่ง
นั่นเป็นไพร่พลยักษาเขียวร่วมสี่ร้อยตน! นางมีสายตาแหลมคม
แม่นยำ แทบไม่เคยมองผิดพลาดมาก่อน สามารถเห็นได้ว่ายักษาเขียวที่
โถมเข้าจู่โจมกลุ่มคนน่ารังเกียจซึ่งผุดออกมาอย่างกะทันหันนี้ มีจำนวน
มากมายเท่าใด
สี่ร้อยยักษาเขียวที่ใช้กระบวนทัพราชันยักษ์อันร้ายกาจ ถึงกับถูกกอง
กำลังหนึ่งร้อยคนทำลายสิ้น! ไม่มีผู้ใดเหลือรอดแม้แต่คนเดียว ไม่ถูกต้อง
สมควรบอกว่าไม่เหลือแม้แต่เศษซากฝุ่นธุลีจึงถูกต้องกว่า
มิหนำซ้าพวกมันเพิ่งปะทะหักหาญกันเพียงหนึ่งกระบวนท่าเท่านั้น!
หากมีคนเล่าเรื่องนี้ให้นางฟัง ถังเฟยต้องหัวร่องอหายอย่างแน่นอน
แต่ยามนี้ นางหัวร่อไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ
ไม่มีผู้ใดหัวร่อออก
โซ่วผิงมือเท้าเย็นเฉียบไม่ต่างกัน มันแหงนหน้าเหม่อมองบนท้องฟ้า
อย่างโง่งม สีหน้าแข็งค้าง บรรดาองครักษ์ดาวสวรรค์คนอื่น ๆ ถึงกับย่าแย่
ยิ่งกว่า พวกมันคล้ายคนที่ถูกพรากดวงวิญญาณ เกรงว่าแม้แต่คนธรรมดา
ยังสามารถมองเห็นความหวาดกลัวลึก ๆ ในดวงตาของพวกมันได้อย่าง
ชัดเจน
เขิงเหลียนเอ๋อร์แววตาแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง นางเองก็ตื่นตระหนก
สุดระงับ
ทว่าในขณะที่ผู้อื่นตื่นตะลึงในความแกร่งกล้าของกองทัพหนึ่งร้อย
คน นางกลับตื่นตระหนกกับสิ่งอื่น
ยักษาเขียวที่ยังหลงเหลืออีกราวสามร้อยขวัญวิญญาณ
กระเจิดกระเจิง พากันแตกฮือหลบหนีราวกับเสียสติ สูญสิ้นความเหี้ยม
หาญอย่างสิ้นเชิง กองทัพแตกพ่ายดุจภูผาทลาย ยักษาเขียวมากมายลน
ลานหลบหนีไม่คิดชีวิตโดยไม่รู้ทิศทาง บินตุปัดตุเป๋ราวกับว่าสามารถล้ม
ขณะที่ผู้อื่นยังคงต่อสู้ดิ้นรนกับความหวาดกลัวในจิตใจของพวกมัน ซู่
หลงกับพวกกำลังตื่นตาตื่นใจกับการโจมตีอันยอดเยี่ยมเมื่อสักครู่ ซู่หลง