สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 566 ยอดแม่ทัพยักษาเขียว
“เป็นอย่างไร?” เว่ยถามผูเยาเมื่อกลับมาถึง
“เด็กผู้หนึ่งจากตระกูลโหยวฉิน” ผูเยาตอบอย่างไร้อารมณ์
“ตระกูลโหยวฉิน?” เว่ยผงกศีรษะ สีหน้าหวนรำลึก “ตระกูลที่ทรง
พลังยิ่ง แต่หากข้าจำไม่ผิดดูเหมือนจะเป็นพวกอารมณ์ร้ายอยู่บ้าง”
“อา เจ้าเด็กผู้นั้นก็เหมือนกัน” ผูเยาสุ้มเสียงนุ่มนวลลงไม่น้อย “แต่
พรสวรรค์ของมันไม่เลวจริง ๆ”
“เจ้าคิดใช้หมากตานี้อย่างไร?” เว่ยถาม
“รอดูว่ามันจะผ่านการทดสอบได้หรือไม่” ผูเยาแค่นเสียงอย่างเย็น
ชา แล้วพลันถามกลับว่า “แล้วพันธสัญญาเพรียกโลหิตของเจ้าเป็น
อย่างไรบ้าง?”
“ก็เห็นจะมีเสียงตอบรับแค่สองเสียงนี้เท่านั้น” เว่ยตอบพลางทอด
ถอนใจ “เวลายาวนานเกินไปจริง ๆ อาจบางทีตระกูลอื่น ๆ สูญสิ้นไป
หมดแล้ว”
“สองคนก็นับว่าเพียงพอ” ผูเยากล่าวด้วยสีหน้าเฉื่อยชา
“มิผิด” เว่ยแย้มยิ้มเล็กน้อย “รวมกับเด็กน้อยจากตระกูลโหยวฉิน
พวกมันทั้งสาม ถึงเวลาแล้วที่เมล็ดพันธุ์ซึ่งบ่มเพาะมาหลายพันปีจะงอก
เงยขึ้นมาอีกครั้ง”
… …
… …
“เศษสวะก็ยังคงเป็นได้แค่เศษสวะ! แค่เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ยังไม่
มีปัญญากระทำสำเร็จ!”
ภายในห้องโถงใหญ่ สุ้มเสียงเย็นเยียบของปู้เกิ้นสะท้อนก้อง มัน
บริภาษอย่างรุนแรงโดยไม่แยแสสีหน้าขัดตาของผู้อื่น
คนผู้นี้ไม่สูงใหญ่ไม่กำยำ แต่ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น เต็มไปด้วยความ
ทระนงองอาจอย่างบอกไม่ถูก
“พวกมันคือค่ายองครักษ์คนฆ่าสัตว์! หนึ่งร้อยเข่นฆ่าสามพันที่
โจษจันกันไปทั่ว ผู้ใดกล้ารับประกันว่าสามารถเอาชัยพวกมันได้?” ยักษา
เขียวผู้หนึ่งผุดลุกขึ้น พยายามปกป้องพวกพ้องของตน
“เศษสวะไม่จำเป็นต้องมีคำแก้ตัว” ปู้เกิ้นว่ากล่าวอย่างไม่ไว้หน้า มัน
กระทั่งหางตายังไม่เหลือบแลยักษาเขียวตนนั้น ทำทีประหนึ่งว่าผู้อื่นเป็น
เพียงอากาศธาตุก็มิปาน
“เกี่ยวกับเรื่องนี้อาเกิ้นเจ้ามีความเห็นใด?” ประมุขตระกูลถามช้า ๆ
สีหน้ามืดทะมึน
“ไม่ต้องเอ่ยถึงเถาซิง การต่อสู้นี้เมื่อเริ่มต้นขึ้น เราก็พ่ายแพ้ไม่ได้อีก”
ปู้เกิ้นประสานสายตากับประมุขตระกูลอย่างไม่กลัวเกรง เริ่มทำการ
แยกแยะด้วยสุ้มเสียงเย็นชา “โลกกำลังตกอยู่ในกลียุค ตระกูลยักษาเขียว
เราหาใช่ตระกูลอันทรงพลังอำนาจไม่ เราไม่มีเค้าเดิมพันให้สูญเสียได้ หาก
แม้แต่ค่ายองครักษ์อันใดที่ไม่ทราบว่าผุดขึ้นจากแห่งหนใดก็สามารถ
เอาชนะเราได้ง่าย ๆ ไม่ช้าก็เร็วตระกูลยักษาเขียวเราคงได้แต่งอมือรอให้
ผู้อื่นมารุมเชือดเฉือนตามอำเภอใจแล้ว”
เหล่ายักษาเขียวในโถงประชุมพอฟัง พลันสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นน่า
เกลียดสุดทนดู ปู้เกิ้นกล่าวไม่ผิด หลักเหตุผลที่รวบรัดถึงเพียงนี้พวกมัน
ไฉนนึกไม่ถึง ควรทราบว่าเผ่ายักษาแตกแขนงแยกย่อยออกไปมากหลาย
ยักษาเขียวเป็นเพียงหนึ่งในนั้น เหตุที่ผู้คนหวั่นเกรงพวกมันยักษาเขียว
มิใช่เพราะว่าพวกมันเป็นตระกูลสูงศักดิ์ และยิ่งมิใช่เพราะพวกมันเข้มแข็ง
ทรงพลัง แต่เนื่องเพราะพฤติการณ์อันดุร้ายอำมหิตของพวกมัน ผู้คน
เพียงหวั่นเกรงว่าจะตกเป็นเป้าหมายของฝูงสุนัขป่าบ้าเลือดอย่างพวกมัน
เท่านั้น
“ถูกของอาเกิ้น” ประมุขตระกูลกล่าวอย่างแช่มช้า “ตระกูลยักษา
เขียวเราที่สามารถเติบโตรุ่งเรืองขึ้นได้ ก็เนื่องเพราะมีชื่อเสียงดุร้าย
อำมหิตของเราเป็นเกราะกำบัง จนไม่มีผู้ใดกล้าตอแยเรา แต่หากกระทั่ง
ชื่อเสียงนี้พวกเรายังปกป้องเอาไว้ไม่ได้ เราย่อมต้องกลายเป็นลูกแกะน้อย
ในสายตาของผู้อื่น เช่นนั้นวันที่พวกเราจะถูกทำลายล้างก็คงอยู่ไม่ไกล
เท่าใดแล้ว”
“ปู้เกิ้น เจ้าเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่เข้มแข็งที่สุดของตระกูลเรา
เรื่องครั้งนี้มอบให้เจ้าจัดการ! ข้าต้องการเพียงประการเดียว ยกเว้นแต่เถา
ซิงที่ต้องจับเป็น นอกเหนือจากนั้นให้นำศีรษะของพวกมันกลับมา!”
ประมุขตระกูลสีหน้าเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน
“รับคำสั่ง!” ปู้เกิ้นไม่เสียเวลากล่าวมากความ ค้อมคารวะคราหนึ่ง
แล้วล่าถอยออกจากโถงประชุมด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม
“ปู้เกิ้น? คราครั้งนี้นับว่าสนุกสนานน่าสนใจมากแล้ว!” ซีเหมินหนิง
แกว่งจอกสุราในมือพลางกล่าวอย่างขบขัน มันผู้นี้ร่างหนา กำยำล่าสัน
ดวงตาโปนโต คิ้วหยาบหนา บนลำคอแขวนสร้อยกระดูกอันน่าขนลุกเส้น
โต ท่อนบนเปลือยอก เต็มไปด้วยมัดกล้ามเปี่ยมล้นสมบูรณ์ราวเสลาสลัก
ขึ้น ทำให้ผู้คนไม่คิดกังขาว่าร่างกายของมันจะต้องอัดแน่นไปด้วย
พละกำลังมหาศาล
“หัวหน้า แล้วพวกเราเล่า? ใช่สมควรชิงลงมือก่อนหรือไม่? ปู้เกิ้นผู้นี้
นับว่าพอมีฝีมืออยู่บ้าง!” หนึ่งในบรรดาลูกสมุนกล่าวอย่างร้อนใจ
“มีฝีมืออยู่บ้าง? ฮ่า น้าเสียงเจ้าฟังดูโอหังไม่เลว!” ซีเหมินหนิงหัวร่อ
อย่างถูกอกถูกใจ “ปู้เกิ้นที่เจ้ากล่าวถึงเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง
ยอดแม่ทัพผู้เก่งกล้าสามารถที่สุดแห่งตระกูลยักษาเขียว ต่อให้ทอดตา
มองทั่วทั้งดินแดนร้อยเถื่อน มันก็สามารถเบียดเสียดเข้าทำเนียบอันดับ
ได้!”
“หัวหน้า อย่าได้ยกยอผู้อื่นจนเลิศลอยเพื่อสะกดข่มตนเองจนเกิน
จริงไปแล้ว ปู้เกิ้นแม้เป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง แล้วท่านเองไย
มิใช่แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองเช่นกัน! ยักษาเขียวแม้มีชื่อเสียงน่า
หวาดสะพรึง แต่กองกำลังพรายดำเราไหนเลยเคยถือศีลกินเจด้วย? ใน
ทำเนียบอันดับ กองกำลังพรายดำเรายังอยู่เหนือกว่ากองพันเกิ้นเสียอีก”
ลูกสมุนอีกผู้หนึ่งเอ่ยปากสอดคำ มันเรียกว่าอาชิ่ง ได้รับความไว้วางใจจาก
ซีเหมินหนิงอย่างลึกล้า ถือเป็นมือซ้ายขวาของมัน
ซีเหมินหนิงแย้มยิ้มพลางกล่าว “แปลว่าเจ้ามีความสนใจเช่นกัน?“
“หัวหน้า ในหมู่พวกเราไม่มีผู้ใดครอบครองสังขารปิศาจเลย” อาชิ่ง
กล่าว
ซีเหมินหนิงยืดตัวตรง เห็นได้ชัดว่าถูกคำของอาชิ่งเกลี้ยกล่อมคล้อย
ตาม เนื่องเพราะไม่มีตัวอ่อนปิศาจ เหล่าคนสนิทของมันไม่มีผู้ใดสามารถ
สำเร็จสังขารปิศาจ มันกล่าวอย่างเคร่งขรึม “เช่นนั้นเราต้องกำหนด
แผนการให้ดี อย่าได้ดูแคลนปู้เกิ้นไป คนผู้นี้รับมือไม่ง่ายนัก อย่าว่าแต่อาจ
มีคนจำนวนมากมุ่งเป้าไปยังเนื้อติดมันชิ้นนี้เช่นกัน”
บรรดาลูกสมุนด้านล่างสีหน้าทอแววเบิกบานใจ
ถังเฟยระงับอารมณ์ขุ่นมัวในใจ เดินเข้ามาหยุดตรงหน้าจั่วม่อ กล่าว
ด้วยสุ้มเสียงเย็นชา “ท่านที่นับถือ มีคนคอยเฝ้าดูพวกเราในเงามืด”
จั่วม่อดวงตาทอประกายแปลกใจวูบ ผงกศีรษะพลางกล่าว “ข้ารู้”
มองดูสีหน้าไม่เดือดเนื้อร้อนใจของอีกฝ่าย ไม่ทราบเพราะเหตุใด
ถังเฟยในใจปะทุขึ้นด้วยไฟโทสะอีกรอบ นางพยายามระงับยับยั้งอย่างสุด
ความสามารถ “ท่านที่นับถือ ขอบังอาจแนะนำว่าให้เราเร่งเดินทางออก
จากบริเวณนี้จะดีที่สุด ที่นี่สุ่มเสี่ยงอันตรายยิ่ง”
“เร่งเดินทาง?” จั่วม่อสั่นศีรษะ “ความเร็วในตอนนี้นับว่าดีมากแล้ว”
นี่มิใช่ว่าจั่วม่อไม่คิดเพิ่มความเร็ว เพียงแต่สำหรับค่ายเว่ย ความเร็ว
คือจุดอ่อนของพวกมัน หากฝืนเร่งความเร็วขึ้น ไพร่พลค่ายเว่ยจะต้อง
สิ้นเปลืองพลังงานอย่างมหาศาล แล้วจากนั้นหากเผชิญอันตราย พวกมัน
จะต้องตกเป็นฝ่ายถูกกระทำแล้ว ส่วนพาหนะเช่นเมฆวิเศษ จั่วม่อก็ไม่กล้า
นำออกมาใช้ในอาณาจักรปิศาจเช่นนี้
ถังเฟยในที่สุดไม่อาจหยุดยั้งตัวเองไม่ให้ยิ้มเยาะเย้ย “ข้าคิดว่าท่านที่
นับถือยังไม่เข้าใจพฤติการณ์ของพวกยักษาเขียวดีพอ พวกมันจะไม่ยอม
เลิกรา จะส่งคนมารังควานพวกเราครั้งแล้วครั้งเล่า ยักษาเขียวจะส่งไพ่
ตายของพวกมันออกมา พวกมันจะส่งปู้เกิ้นมาจัดการกับพวกเรา!”
“ปู้เกิ้น? มันเป็นใคร? ร้ายกาจมากหรือ?” จั่วม่อถามอย่างสนอก
สนใจ ผู้คนรอบกายมันล้วนแล้วแต่ไม่รู้จักมักคุ้นกับท้องถิ่นนี้ กระทั่งโซ่ว
ผิงที่หมกตัวอยู่ในอาณาจักรเศษหินมาโดยตลอด ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าใด
ถังเฟยขมวดคิ้ว “ท่านที่นับถือ อย่าได้ล้อเล่นแล้ว! เจ้าจะไม่รู้จักชื่อ
ของปู้เกิ้นได้อย่างไร?”
“ข้าไม่รู้จริง ๆ” จั่วม่อแบมือ ทำหน้าไร้เดียงสา
“เจ้า!” ถังเฟยเลิกคิ้วสูงชัน ไม่อดทนอันใดอีกแล้ว ตระเตรียมหาเรื่อง
มันสักครา แต่แล้วในเวลานี้เอง ปรากฏเสียงกระแอมไอเบา ๆ มาจากทาง
ด้านหลังนาง เป็นเถาซิงยื่นมือเข้าคลี่คลายสถานการณ์ “เสี่ยวถัง ค่อย ๆ
พูดจา จั่วเซียนเซิงไม่เข้าใจเรื่องราวในละแวกนี้ เจ้าต้องค่อย ๆ อธิบาย”
ถังเฟยแม้มีอคติต่อจั่วม่อ แต่เถาซิงเมื่อออกปากเช่นนี้ นางก็ไม่
สะดวกจะอาละวาดออกมา ได้แต่กล่าวอย่างหงุดหงิดรำคาญ “ปู้เกิ้น
อัจฉริยะที่โด่งดังที่สุดแห่งตระกูลยักษาเขียว มันไม่เพียงบรรลุด่านเจียง
เมื่อมีอายุเพียงยี่สิบปี แต่ยังเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองอีกด้วย”
“ด่านเจียง! แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง!” จั่วม่ออดหันมาสนใจ
ไม่ได้ สองคำนี้ช่วยให้มันเข้าใจชชัดเจนขึ้นว่าปู้เกิ้นร้ายกาจปานใด
หรือว่ามันไม่รู้จริงๆ? ถังเฟยเห็นสีหน้างุนงงของจั่วม่อคล้ายไม่ได้เส
แสร้งแกล้งดัด จึงกล่าวสืบต่อ “กองทัพในสังกัดของปู้เกิ้นเรียกว่ากอง
พันเกิ้น จัดอยู่ลำดับเก้าสิบสามในทำเนียบกองทัพแห่งดินแดนร้อยเถื่อน
ไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อน!”
“กองพันที่จัดอยู่ลำดับเก้าสิบสามในดินแดนร้อยเถื่อน!” จั่วม่อสูดลม
หายใจอย่างหนาวเหน็บ สีหน้ากลับกลายเป็นหนักอึ้งเคร่งเครียด
กองพันที่จัดอยู่ลำดับเก้าสิบสามในทำเนียบกองทัพแห่งดินแดนร้อย
เถื่อน ความหมายที่แฝงเร้นอยู่ในประโยคนี้น่าสะพรึงกลัวยิ่ง ยังขู่ขวัญ
จั่วม่อมากกว่าคำ ‘ด่านเจียง’ กับ ’แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง’ เสียอีก
ควรทราบว่าค่ายจูเชวี่ยของจั่วม่อ ไม่ว่าจะอยู่ในดินแดนใดในสี่
ดินแดน ล้วนยังไม่อาจจัดอยู่ในร้อยสุดยอดได้ กองทัพที่สามารถ
เบียดเสียดเข้าสู่ร้อยสุดยอด ไม่ว่าจะเป็นในดินแดนใด ก็เรียกได้ว่าเป็นกอง
พันที่ร้ายกาจยิ่ง
ในดินแดนหนึ่งใช่มีเพียงหนึ่งร้อยอาณาจักรหรือไม่? แน่นอนว่าย่อม
มิใช่ ดินแดนหนึ่งอันที่จริงประกอบด้วยหลายร้อยหรือหลายพันอาณาจักร
มิหนำซ้าในแต่ละอาณาจักรยังเต็มไปด้วยขุมกำลังนับไม่ถ้วน จำนวน
กองทัพก็เรียกได้ว่ามากมายสุดคนานับ ดังนั้นกองทัพที่สามารถเบียดเสียด
เข้าสู่ร้อยสุดยอดจากหลายพันหลายหมื่นกองทัพ หากมิใช่ตัวตนอันแกร่ง
กล้าเกรียงไกร ยังจะเป็นอะไรไปได้อีก
แม้ว่าระยะนี้พลังฝีมือของมันจะรุดหน้าก้าวไกล แต่พลังอำนาจของ
กองทัพหนึ่ง ก็มิใช่สิ่งที่จะอาศัยเพียงพลังฝีมือของคนผู้หนึ่งเข้าต่อกรได้
สังหรณ์อันตรายร้ายแรงเข้าล้อมรอบจั่วม่อ
“พวกเรามีหนทางใดหรือไม่?” จั่วม่อถามอย่างไม่อ้อมค้อม
“ทางที่ดีที่สุดคือรีบรุดไปให้ถึงเมืองมหาสันติ” ถังเฟยสุ้มเสียงเชื่อมั่น
อย่างเปี่ยมล้น “ไม่มีกองทัพใดกล้าอาละวาดในเมืองมหาสันติ”
“เมืองมหาสันติ?” จั่วม่อสีหน้าว่างเปล่า
ถังเฟยสลดหดหู่ยิ่ง ผู้ที่เข้มแข็งถึงปานนี้ ไฉนไม่ล่วงรู้สิ่งใดเลยเล่า?
กระทั่งเมืองมหาสันติมันก็ไม่รู้จัก?
“เป็นเมืองที่อยู่ใกล้เรามากที่สุด ทั้งยังเป็นมหานครที่ใหญ่โตที่สุดใน
ละแวกเก้าอาณาจักรแถบนี้”
“เราจะไปถึงได้อย่างไร?”
“ในทิศทางที่เรากำลังมุ่งไปนี่เอง” ถังเฟยตอบ ทั้งฉวยโอกาสกระตุ้น
เตือน “แต่เราต้องเร่งความเร็วมากกว่านี้”
รอจนจั่วม่ออธิบายว่าพวกมันไฉนไม่อาจเร่งความเร็วได้มากกว่านี้
ถังเฟยสีหน้ากลายเป็นแปลกพิกลยิ่ง นางหากร่าไห้ออกมาในยามนี้ เกรง
ว่าคงไม่มีผู้ใดแปลกใจ
ในอาณาจักรยุ้งฉางกลาง
ค่ายจูเชวี่ยที่เคยพิชิตไปโดยไร้ผู้ต้าน ในที่สุดก็พบพานคู่มือที่
ทัดเทียม กองทัพปิศาจตรงหน้าพวกมันนี้เหนียวแน่นพัวพันเป็นพิเศษ
หลังจากประมือกันหลายร้อยกระบวนท่า กลับยังคงคู่คี่ก้ากึ่ง ไม่มีฝ่ายใด
ได้เปรียบเสียเปรียบ
ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันกลางอากาศ ยามกะทันทันกลายเป็นสภาพ
ชะงักงันไป
แม่นางน้อยเพ่งตาสำรวจกองทัพฝ่ายตรงข้าม หลังจากโรมรันพันตู
กันมาสองสามวัน มันก็มีความเข้าใจในกองทัพปิศาจขบวนนี้โดยคร่าวๆ
กองทัพปิศาจเบื้องหน้าแม้ด้านพิชัยยุทธ์ไม่โดดเด่นเลิศล้า แต่พลัง
ฝีมือโดยเฉลี่ยของไพร่พลกลับเข้มแข็งยิ่ง กองทัพที่มีไม่ถึงหนึ่งพันคนนี้
เฉลี่ยแล้วในปิศาจทุก ๆ ยี่สิบตน จะมีปิศาจด่านถงหลิ่งอยู่หนึ่งตน! ลำพัง
จำนวนของยอดฝีมือด่านถงหลิ่งก็เหนือล้ากว่าค่ายจูเชวี่ยมิรู้ว่าเท่าใด อย่า
ว่าแต่กลยุทธ์ทำศึกของอีกฝ่ายยังคล่องแคล่วประเปรียว ไปมาดุจสายลม
นี่เป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่แม่นางน้อยเคยพบพาน!
เช่นเดียวกันกับแม่นางน้อย แม่ทัพของฝ่ายตรงข้ามก็กำลังเพ่ง
พิจารณาค่ายจูเชวี่ยไม่วางตา
อาซาเก๋อจับจ้องมองดูกองพันซิวเจ่อเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง มัน
หลังจากนำทัพบุกผ่านออกมาจากรอยแยกแห่งความโกลาหลก็กวาดพิชิต
ไปโดยไร้ผู้ต้านติด แทบไม่ลำบากกินแรงแม้แต่น้อย จนกระทั่งพบพาน
กองทัพซิวเจ่อที่เบื้องหน้านี้
หลังจากทำการสัประยุทธ์โรมรันติดต่อกันเกือบสามวันเต็ม มันยังไม่
อาจช่วงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบแม้แต่น้อย
นี่ทำให้มันตกตะลึงสุดระงับ เห็นได้ว่าพลังฝีมือโดยเฉลี่ยของไพร่พล
ฝ่ายตรงข้ามต่าชั้นกว่าพวกมันมาก แต่ไม่ว่าอาซาเก๋อจะเปลี่ยนแปลง
ยุทธวิธีอย่างไร ยังคงไม่อาจโจมตีฝ่ายตรงข้ามจนแตกพ่ายได้
อาซาเก๋อทราบกระจ่างแก่ใจ หากกล่าวอย่างเข้มงวดสักหน่อย นี่
เท่ากับว่าพวกมันพ่ายแพ้แล้ว
ความสามารถทางพิชัยยุทธ์ของฝ่ายตรงข้ามเหนือล้ากว่ามันมาก มี
เพียงเหตุผลนี้เท่านั้น ที่สามารถช่วยชดเชยความอ่อนด้อยของไพร่พลใน
กองทัพ จนสามารถต่อสู้ได้ทัดเทียมกับกองทัพของมัน
อาซาเก๋ออดนับถือเลื่อมใสไม่ได้ มันทะยานออกไปด้านหน้าแถวทัพ
อย่างฉับพลัน ประสานมือกล่าวด้วยเสียงดังฟังชัด “สามวันมานี้นับเป็น
การต่อสู้ที่ดี ท่านที่นับถือมีฝีมือทางพิชัยยุทธ์สูงส่งปานเทพยดา อาซาเก๋อ
เลื่อมใสนัก! มิทราบสามารถบ่งบอกนามสูงส่งให้อาซาเก๋อได้จารึกไว้ในใจ
หรือไม่!”
เพียงกล่าวจบคำ เห็นบุรุษหนุ่มอ่อนแอปานมิอาจต้านแรงลม พลิ้ว
กายออกมาหน้าแถวทัพฝ่ายตรงข้าม “กงซุนชาแห่งเกาะเต่า”
อาซาเก๋อใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก มันไหนเลยจะคาดคิด
ได้ ว่าคู่มือที่ทัดเทียมกับมันจะเป็นบุรุษหนุ่มที่ดูอ่อนแอบอบบางเช่นนี้!
“อย่างที่ปราชญ์โบราณว่าไว้ วีรบุรุษก่อเกิดจากวัยเยาว์! อาซาเก๋อ
นับถือเลื่อมใสนัก!” แม่ทัพปิศาจผู้เก่งกล้าสามารถแสดงความชื่นชมอย่าง
จริงใจ จากนั้นกล่าวอย่างกะทันหัน “อาซาเก๋อยินดีล่าถอยออกจาก
อาณาจักรนี้ และหวังว่าสามารถเปลี่ยนเป็นสหายกับพี่กงซุน!”
วาจาของฝ่ายตรงข้ามสร้างความประหลาดใจให้แก่กงซุนชา มันไม่
ผลีผลามรับคำในทันที แต่ย้อนถามว่า “เปลี่ยนเป็นสหาย? ด้วยวิธีใดเล่า?”