สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 567 เมล็ดพันธุ์งอกเงย
เอ้อเต๋อลืมตาขึ้นอีกครั้ง โลกเบื้องหน้ามันกระจ่างชัดเจนกว่าที่เคย
เป็นมา รู้สึกถึงพลังที่อัดแน่นอยู่ในร่างกาย พลันพลุ่งพล่านใจสุดระงับ
น้าตาสองสายไหลหลั่งลงมาโดยไร้เสียง
พลังอำนาจ!
นี่คือรสชาติของพลังอำนาจ!
ความกระหายอยากที่เผ่าปิศาจมีต่อพลังอำนาจ แทบจะสลักลึกลงไป
ในกระดูกของพวกมัน พลังที่มันเฝ้าใฝ่ฝันมานาน กำลังโคจรอยู่ภายใน
กาย มันไม่เคยมีความรู้สึกถึงพลังอันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้มาก่อน แต่ก็แทบจะ
ตระหนักได้ในทันที
ด่านถงหลิ่ง!
นี่เป็นพลังอำนาจของด่านถงหลิ่ง!
แสงสว่างสดสวยถึงเพียงนั้น โลกหล้างดงามตระการถึงเพียงนั้น
อนาคตก็สามารถคาดหวังได้!
กงซุนชาหน้าเขียวคล้า มันอารมณ์มิสู้ดีนัก การเป็นพันธมิตรกับอาซา
เก๋อไม่ได้มีผลเสียอันใด แต่สำหรับคนเช่นแม่นางน้อยผู้ยึดมั่นกับชัยชนะ
อย่างผิดปกติ นี่หาใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจไม่
บรรดาไพร่พลค่ายจูเชวี่ยก็ล้วนแล้วแต่มีสีหน้าถมึงทึง นี่เป็นการศึกที่
พวกมันไม่พึงใจที่สุดเท่าที่เคยทำศึกมา ฝ่ายตรงข้ามพลังฝีมือเหนือล้ากว่า
พวกมัน จนพวกมันยากจะต่อกรด้วย หากมิใช่ว่าแม่นางน้อยผู้เป็นแม่ทัพ
ของพวกมันแตกฉานพิชัยยุทธ์ มีความสามารถทางยุทธวิธีเหนือกว่าแม่
ทัพศัตรู เกรงว่าพวกมันคงพ่ายแพ้แต่แรก
นี่เป็นสิ่งที่ค่ายจูเชวี่ยผู้ทระนงถือดียากจะยอมรับได้!
ทุกผู้คนดวงตาทอประกายไม่ยินยอมพร้อมใจ ร้อนแรงราวกับเปลว
เพลิงโหมไหม้
ตั้งแต่เมื่อใดที่ค่ายจูเชวี่ยมีสภาพน่าสังเวชเช่นนี้? แล้วตั้งแต่เมื่อใด
กันที่ค่ายจูเชวี่ยต้องกลายมาเป็นตัวถ่วงของแม่นางน้อยต้าเหริน? ตั้งแต่
เมื่อใดกันที่ค่ายจูเชวี่ยต้องถูกบีบบังคับให้ยอมรับพันธมิตร?
แม่นางน้อยกวาดตามองทุกคนอย่างเย็นชารอบหนึ่ง ไม่ได้กล่าวอันใด
เพียงโบกมือให้พวกมันรีบออกไป
มันค่อย ๆ สงบใจลง ในที่สุดค่อยสามารถพิจารณาผลได้ผลเสียจาก
การเป็นพันธมิตรครั้งนี้
อาซาเก๋อหาได้มีความทะเยอทะยานในอาณาจักรยุ้งฉางกลางไม่ เห็น
ได้ว่าอาซาเก๋อมีข้อห่วงพะวงอื่นๆ อีกมากมาย กงซุนชาเข้าใจว่านี่เป็น
เหตุผลที่อาซาเก๋อต้องการเป็นพันธมิตรกับพวกมัน เป็นไปได้ว่าอาซาเก๋อ
อาจเผชิญแรงกดดันจากแนวรบด้านอื่น ๆ ไม่สามารถทุ่มเทเรี่ยวแรงกับ
อาณาจักรยุ้งฉางกลางมากนัก เพียงยึดครองไว้เพื่อป้องกันรอยแยกแห่ง
ความโกลาหลเท่านั้น ผนวกกับการที่มันพบว่าแม่นางน้อยเข้มแข็งอย่าง
คาดไม่ถึง ยากจะเอาชนะได้ จึงตัดสินใจเสนอพันธมิตร เท่ากับฝ่ายอาซา
เก๋อไม่ได้เสียผลประโยชน์ใดเช่นกัน
เพียงแต่มันร้อยคิดพันคำนวณ ยังคาดเดาจุดมุ่งหมายของกงซุนชา
ผิดไป
กงซุนชาแม้ยึดครองอาณาจักรยุ้งฉางกลาง แต่จุดมุ่งหมายของมัน
ย่อมมิใช่อาณาจักรยุ้งฉางกลาง แต่เป็นรอยแยกแห่งความโกลาหลที่นำ
จากอาณาจักรยุ้งฉางกลาง ไปยังดินแดนในภพปิศาจ
แผนการนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าล้มเหลวแต่แรก อาซาเก๋อแม้กล่าว
เกรงอกเกรงใจ แต่หากกงซุนชาส่งกองกำลังเข้าไปในอาณาจักรปิศาจจริง
ๆ ผู้อื่นไม่ฉีกหน้าลงมือก็แปลกไปแล้ว
ช่างน่าปวดเศียรเวียนเกล้าโดยแท้ แม่นางน้อยคลึงขมับอย่างอ่อนล้า
ศิษย์พี่กำลังทำสิ่งใดอยู่หนอ? ไม่ทราบพบเรื่องยุ่งยากบ้างหรือไม่?
รอจนพบพานกับขุมกำลังที่ทรงพลังอำนาจอย่างแท้จริง มันจึงได้รู้
ชัดว่าสิ่งใดที่พวกมันยังขาดไป ความราบรื่นในอดีตกัดกร่อนปณิธานผู้คน
ให้ชาด้านไปโดยไม่รู้ตัว
มันหวนนึกถึงปิศาจด่านถงหลิ่งจำนวนมากในขบวนทัพของผู้อื่น
จากนั้นนึกถึงจำนวนจินตันของค่ายจูเชวี่ย เมื่อเทียบกันแล้ว ช่างเป็น
จำนวนน้อยนิดจนน่าเวทนาเสียจริง
นี่คือความห่างชั้นอันใหญ่หลวง เป็นความห่างชั้นที่ไม่สามารถถมเต็ม
ได้ในระยะเวลาอันสั้น สำนักที่แข็งแกร่งมิใช่ขึ้นอยู่กับจำนวนยอดฝีมือที่มี
แต่เป็นระดับฝีมือของศิษย์ทั้งหมดต่างหาก ยอดฝีมืออาจสามารถปรากฏ
ขึ้นได้ด้วยโชควาสนานำพา แต่ศิษย์ทั้งหมดซึ่งเป็นรากฐานกำลังของสำนัก
มีแต่ต้องพึ่งพาการสั่งสมผ่านทรัพยากรและกาลเวลาเท่านั้น จึงสามารถ
เพาะสร้างขึ้นได้
เรื่องนี้กงซุนชาก็จนปัญญาจริงๆ
มันทราบดีว่าค่ายจูเชวี่ยมุมานะฝึกปรืออย่างหักโหมมากอยู่แล้ว
เคล็ดวิชาของพวกมันแม้ไม่เด่นล้าที่สุด แต่ยังคงเหนือล้ากว่าสำนักทั่วไป
ผนวกกับค่ายกลสลักร่าง ช่วยให้พวกมันสามารถใช้พลังปราณจากในจิ
งสือและโอสถปราณได้มากกว่าและมีประสิทธิภาพกว่าสำนักทั่วไปมาก
อย่างไรก็ตาม รอจนพวกมันพบพานกับขุมกำลังที่ทรงพลังอำนาจอย่าง
แท้จริง ต่อหน้าการสั่งสมยาวนานหลายร้อยปี หรืออาจจะหลายพันปีของ
ผู้อื่น ข้อได้เปรียบเล็กน้อยของพวกมันก็ไม่มีคุณค่าความหมายอันใดอีก
ทันใดนั้น นกกระเรียนกระดาษตัวหนึ่งเหินร่อนลงมาในฝ่ามือของแม่
นางน้อย
แม่นางน้อยงงงันวูบ เปิดนกกระเรียนกระดาษออกดู
มันพลันม่านตาหดแคบลง สีหน้าปรากฏแววปลาบปลื้มประโลมใจที่
ยากจะพบพาน
โหยวฉินเลี่ยเร่งรุดแข่งกับเวลาในยามวิกาล นับตั้งแต่มันหลบหนีออก
จากคุก นี่ก็ล่วงเข้าวันที่สามแล้ว แน่นอนว่าทางเรือนจำจะต้องค้นพบว่า
มันลอบหลบหนีออกมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้วิตกกังวลแม้แต่น้อย
เนื่องเพราะเชื่อมั่นในศาสตร์อสูรของมันอย่างเปี่ยมล้น แม้ว่ามันเพิ่ง
จะบรรลุศาสตร์อสูรที่ผูเยามอบให้ แต่ก็ใช้เวลาไปเพียงหนึ่งวันเท่านั้นใน
การฝึกปรือจนบรรลุ จากนั้นใช้เวลาอีกสามวัน ลอบทำลายอาคมหวงห้าม
ในร่าง แล้วใช้ศาสตร์อสูรสร้างภาพลวงตาเสมือนจริงทิ้งเอาไว้ ก่อนใช้
เวลาอีกหนึ่งวันค้นหาเส้นทางหลบหนี
รวมทั้งหมดทั้งมวลแล้ว มันใช้เวลาไปเพียงห้าวันเท่านั้น ก่อนจะ
หลบหนีออกจากคุกเป็นผลสำเร็จ
เมื่อเป็นอิสระ สิ่งแรกที่มันคิดคือไปยังคุกสิบนิ้วเพื่อเสาะหาผูเยา มัน
แม้พยศดุร้าย แต่เป็นบุคคลที่มีศักดิ์ศรีผู้หนึ่ง ไม่ต้องกล่าวถึงคำสั่งเสีย
สุดท้ายก่อนตายของบิดามัน ลำพังแค่ศาสตร์อสูรที่ผูเยามอบให้แก่มัน ก็
เป็นสิ่งที่ช่วยให้มันหลบหนีออกมาได้
ในความเห็นของมัน นี่เป็นพระคุณช่วยชีวิต
สำหรับเรื่องที่ว่าต่อไปนี้มันจะต้องถูกผู้อื่นใช้งาน มันหาได้แยแส
สนใจไม่
ผูเยาในเมื่อช่วยชีวิตมัน มันก็จะตอบแทนพระคุณของผูเยา ความคิด
ของโหยวฉินเลี่ยรวบรัดเพียงนี้เอง
โดยไม่รีรอลังเล มันรีบแล่นไปยังตำหนักศาสตร์อสูรตามคำชี้แนะ
ของผูเยา
เห็นตำหนักศาสตร์อสูรเบื้องหน้ามันเรียบง่ายยิ่ง ดูเหมือนไม่มีสิ่งใด
พิเศษ เดินไปตามเส้นทางที่ผูเยาบอกไว้อย่างระมัดระวัง มันพบแท่นหินที่
ไม่โดดเด่นสะดุดตาอยู่ในมุมหนึ่งของตำหนักศาสตร์อสูร
โหยวฉินเลี่ยร่ายศาสตร์อสูรแปลกประหลาดวิชาหนึ่ง แท่นหินแยก
ออกโดยไร้เสียง เผยให้เห็นโลงหินที่อยู่ข้างใต้
เช่นเดียวกันกับที่ผูเยาบอกเอาไว้ โลงหินนั้นว่างเปล่า
โหยวฉินเลี่ยลังเลอยู่บ้าง แต่แล้วตัดใจเด็ดเดี่ยว กัดฟันทอดกายลง
นอนเหยียดยาวในโลงหินตามคำสั่งของผูเยา
ต่อให้เลวร้ายที่สุด ก็แค่มอบชีวิตกลับคืนให้แก่อีกฝ่ายเท่านั้นเอง!
โหยวฉินเลี่ยเฝ้ามองขณะโลงหินปิดลงช้า ๆ
ความมืดมิดกลืนกินมันลงไป
สุ่ยเยวี่ยใบหน้าสกปรกเลอะเทอะไปด้วยฝุ่น มันดูเหน็ดเหนื่อยจาก
การเดินทางต่อเนื่องหลายวัน ระหว่างทางมีการต่อสู้เกิดขึ้นไม่ขาดสาย
บ้างเป็นการต่อสู้ระหว่างปิศาจด้วยกัน บ้างก็เป็นสงครามระหว่างปิศาจกับ
ซิวเจ่อ เกิดกองโจรปล้นฆ่าไปทั่วทุกที่ ทำให้ทุกแห่งหนล้วนสุ่มเสี่ยง
อันตราย
หากมิใช่ว่ามันมีประสบการณ์โชกโชนจากการล่าตัวอ่อนปิศาจ เกรง
ว่าคงทอดร่างเป็นซากศพไปเสียนานแล้ว
มันในที่สุดก็มาถึงจุดหมายปลายทางแล้วหรือไม่?
ฝุ่นละอองบนใบหน้าไม่อาจปกปิดซ่อนเร้นดวงตาเด็ดเดี่ยวกระจ่างใส
คู่นั้น มันกวาดตามองรอบ ๆ อย่างใคร่รู้
นี่เป็นหุบเขาอันห่างไกลยิ่งแห่งหนึ่ง เป็นเวลายาวนานมากแล้ว
นับตั้งแต่มีคนมาเยือนที่นี่ครั้งสุดท้าย ทั่วทั้งหุบเขาเติบโตงอกงามไปด้วย
เถาไม้เลื้อยสีม่วงชนิดหนึ่ง สุ่ยเยวี่ยระมัดระวังจนตัวเกร็ง มันจดจำเถาไม้
เลื้อยสีม่วงนี้ได้ หนามเล็ก ๆ บนเถาไม้เลื้อยชนิดนี้เต็มไปด้วยพิษร้ายคร่า
ชีวิต หากสะกิดถูกสักเล็กน้อย แทบจะดับดิ้นสิ้นชีพในชั่วพริบตาเดียว ไม่
น่าแปลกใจที่มันไม่พบพานสัตว์ร้ายแม้แต่ตัวเดียวที่นี่
เถาไม้เลื้อยสีม่วงอันแน่นขนัดปิดผนึกหุบเขาเล็ก ๆ แห่งนี้เอาไว้
กลายเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าแห่งความตายผืนหนึ่ง
สุ่ยเยวี่ยบนใบหน้าทอแววลิงโลดยินดี แต่พยายามสงบใจลงอย่าง
รวดเร็ว ประสบการณ์ล่าสัตว์อันโชกโชนของมันเตือนให้มันเร่งรักษาความ
เยือกเย็นเอาไว้ นี่เป็นเพียงวิธีเดียวที่มันจะเอาชีวิตรอดไปได้จนถึง
ท้ายที่สุด
มันยื่นมือออกไป เผยให้เห็นมังกรแดงดั่งโลหิตบนฝ่ามือ
ทันใดนั้นมังกรโลหิตส่องประกายเจิดจ้า
เถาไม้เลื้อยสีม่วงพลันขยับเคลื่อนไหวราวกับพวกมันมีชีวิต สุ่ยเยวี่ย
มองภาพเบื้องหน้าอย่างกระหายใคร่รู้ เพียงชั่วอึดใจเดียว ทางเล็ก ๆ สาย
หนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้ามัน
สุ่ยเยวี่ยไม่รีรอลังเล เดินไปตามทางเล็กสายนั้น ดิ่งลึกเข้าไปในหุบเขา
ด้านหลังมัน เถาไม้เลื้อยสีม่วงที่มันผ่านมาแล้วค่อยๆ เคลื่อนหุบเข้าหากัน
ทางสายน้อยเริ่มหายไปอีกครั้ง
ปลายทางของเส้นทางเล็ก ๆ เป็นถ้าลับที่ซ่อนไว้เป็นอย่างดีแห่งหนึ่ง
สุ่ยเยวี่ยสูดหายใจลึก ๆ คลานเข้าไปในถ้าแห่งนั้น
ภายในถ้าลับ เห็นบ่อน้าปรากฏขึ้นเบื้องหน้ามัน ในบ่อเต็มไปด้วย
ของเหลวดำสนิท ส่งกลิ่นหอมพิเศษเฉพาะชนิดหนึ่ง
“ท่านพ่อ ท่านปู่ โปรดอยู่กับข้า!”
สุ่ยเยวี่ยรำพึงกับตัวเองเป็นประโยคสุดท้าย
จากนั้นกระโดดลงไปในบ่อ
ในส่วนลึกของทะเลทรายแห่งหนึ่ง เฟ่ยเหลยมองดูแท่นบูชาเซ่นสรวง
อันเรียบง่ายและเก่าแก่ที่อยู่เบื้องหน้า แท่นบูชาซึ่งจมอยู่ใต้ผืนทรายเนิ่น
นานหลายพันปี ในที่สุดก็ได้เห็นแสงแห่งทิวาวารอีกครา
ลวดลายโบราณบนแท่นบูชาคล้ายแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจเหนือ
ธรรมดา พวกมันคล้ายยังมีชีวิต และกำลังสนองตอบต่อบางสิ่ง
เฟ่ยเหลยเหม่อมองแท่นบูชาอย่างมึนงงสงสัย มันค้นพบแท่นบูชานี้
ตามคำชี้นำของพันธสัญญาเพรียกโลหิต
“ชะตากรรมของข้าคือสิ่งใด? ในที่สุดข้าก็จะได้ล่วงรู้เสียที!”
เฟ่ยเหลยรำพึงเบา ๆ สายตาเหม่อลอยทันใดนั้นกลับเป็นกระจ่าง
แจ่มใส มันก้าวขึ้นไปบนแท่นบูชาอย่างไม่รีรอลังเล
แท่นบูชาเซ่นสรวงพลันสว่างจ้าในบัดดล!
สุ้มเสียงลุ่มลึกกังวานแว่ว ราวกับดังมาจากที่ห่างไกลในอดีตกาล เงา
เลือนรางมากมายล่องลอยอยู่เหนือแท่นบูชา ว่ายเวียนรอบกายเฟ่ยเหลยอ
ย่างลิงโลด
เฟ่ยเหลยดวงตาเหม่อลอย สิ้นสติสัมปชัญญะในทันที
แท่นบูชาคำรามกระหึ่ม เริ่มหมุนคว้างอย่างแช่มช้า
ในทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อ เว่ยสะท้านขึ้นเบา ๆ ผูเยาก็เงยหน้า
มองไปยังที่ห่างไกล นัยน์ตาสีเลือดเปล่งประกายเจิดจ้า
“เมล็ดพันธุ์เริ่มงอกเงยขึ้นแล้ว!”
ความมุ่งมาดปรารถนาที่เฝ้ารอคอยมาหลายพันปี สะท้อนสะท้านอยู่
ในทะเลแห่งจิตสำนึก
จั่วม่อนั่งอยู่บนพรมแมลงพายุทราย มองไปรอบ ๆ อย่างอยากรู้อยาก
เห็น แมลงบินตัวเล็ก ๆ หลายหมื่นตัวถักทอเป็นผืนพรมมีชีวิต รองรับ
จั่วม่อไว้เบื้องบน เหินลิ่วไปเบื้องหน้าด้วยระดับความเร็วอันชวนสะท้านใจ
ซู่หลงกับพลพรรคค่ายเว่ย แต่ละคนขี่หลังนกยักษ์สีฟ้าสดคนละตัว
ถังเฟยมองดูจั่วม่อผู้เหลียวซ้ายแลขวาราวกับเด็กน้อยพบเจอของ
เล่นใหม่ ยิ่งรู้สึกงุนงงสงสัยกว่าเดิม เมื่อนางได้ฟังเหตุผลที่ไม่อาจเร่ง
ความเร็วได้ของจั่วม่อ กลับไม่ทราบจะหัวร่อหรือร่าไห้ดี หรือว่าคนเหล่านี้
ไม่รู้ว่ามีพาหนะปิศาจด้วย?
เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลด้านความปลอดภัย ถังเฟยยินยอมควัก
กระเป๋าจ่ายค่าพาหนะปิศาจโดยไม่ต้องเอ่ยคำที่สอง นางกว้านซื้อนกยักษ์
สีฟ้าสำหรับไพร่พลค่ายเว่ยทุกคน แทบจะกว้านซื้อนกสีฟ้าในตลาด
ท้องถิ่นแถบนี้มาทั้งหมด
ถังเฟยยังจ่ายเงินซื้อพรมแมลงพายุทรายตามที่จั่วม่อต้องการอีกด้วย
สำหรับความมั่งคั่งของเมืองไร้จุดจบ ม๋อเป้ยจำนวนเท่านี้ไม่นับเป็นอะไร
ได้ ทว่านางได้แต่เฝ้างุนงงสงสัย คนเหล่านี้ดูเหมือนทรงพลังอำนาจยิ่ง ไม่
คล้ายมีชาติกำเนิดจากตระกูลเล็ก ๆ ในท้องถิ่น แต่พวกมันไฉนไม่ล่วงรู้
เรื่องราวเกี่ยวกับพาหนะปิศาจอันธรรมดาสามัญ?
แต่ความเป็นปฏิปักษ์ที่ถังเฟยมีต่อจั่วม่อ ค่อย ๆ ลดลงโดยไม่รู้ตัว
ในทางตรงกันข้าม หน่วยองครักษ์ดาวสวรรค์มีอุปกรณ์ครบครันแต่
แรก พวกมันไม่เสียเวลากล่าวคำที่สอง ก็เรียกพาหนะปิศาจของพวกตน
ออกมา
พรมแมลงพายุทรายใหญ่โตมาก สามารถรองรับผู้คนสิบกว่าคน
จั่วม่อ อากุ่ย เขิงเหลียนเอ๋อร์ เหยียนเอ๋อร์ เถาซิงและถังเฟย ล้วนนั่งอยู่บน
พรมแมลงพายุทรายโดยพร้อมหน้า เขิงเหลียนเอ๋อร์นำอุปกรณ์ชงชาของ
นางออกมา เริ่มดื่มชาตามปกติ เถาซิงหัวเราะร่า ไม่เกรงอกเกรงใจ ร่วมดื่ม
ชาเป็นเพื่อนนาง ส่วนถังเฟยนั่งเงียบ ๆ อยู่ที่ด้านข้าง
จั่วม่อศึกษาเรียนรู้อยู่ครู่ใหญ่ พรมแมลงพายุทรายถูกมันคว้าจับ
เอาไว้อย่างรวดเร็ว แมลงสีดำเล็ก ๆ ที่ประเปรียวเหล่านี้ทั้งทรหดอดทน
และแสนรู้ เจ้าตัวน้อยพวกนี้น่าสนใจยิ่ง หากศิษย์น้องฉุนอวี๋เฉิงอยู่ที่นี่
จะต้องเบิกบานใจมาก
จั่วม่อพอนึกถึงเรื่องนี้ ก็อดคิดถึงทุกคนไม่ได้ แต่ในไม่ช้าก็ยิ้มออกมา
มองไปยังอากุ่ย เอื้อมมือขยี้ศีรษะอากุ่ยอย่างนุ่มนวล
“เรากำลังจะถึงเมืองมหาสันติแล้ว อีกไม่นานจะเห็นมหานครแห่งนี้
ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า” วาจาของถังเฟยขัดจังหวะความสำราญของจั่วม่อ
จั่วม่อเงยหน้ามองไปตามคำบอกกล่าว อดเผยสีหน้าตื่นตะลึงไม่ได้
เห็นเมืองอันยากจะหาที่ใดเสมอเหมือน ค่อย ๆ เผยโฉมขึ้นในสายตาของ
มัน