สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 573 คลื่นลับเริ่มก่อตัว
“ต้าเหริน ทุกประการจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว” ผู้ใต้บังคับบัญชา
รายงานต่อปู้เกิ้น
ปู้เกิ้นเอ่ยถาม “อ้อ เจ้าเสาะหาผู้ใด?”
“ผังเฉิน ด่านเจียง คนผู้นี้ก้าวเข้าสู่ด่านเจียงตั้งแต่เจ็ดปีก่อน มี
ประสบการณ์การต่อสู้โชกโชน การต่อสู้ครั้งที่ทำให้มันมีชื่อเสียงที่สุดคือ
การประลองกับชีเตียวอวี่ มันต้านรับได้สามสิบกระบวนท่าก่อนจะพ่ายแพ้
ไป และแม้ว่ามันจะพ่ายแพ้ แต่ก็นับเป็นการประลองอันทรงเกียรติที่หนุน
ส่งมันให้มีชื่อเสียงในชั่วพริบตาเดียว”
“ชีเตียวอวี่!” ปู้เกิ้นในที่สุดสีหน้าแปรเปลี่ยน “ถึงกับรับมือชีเตียวอวี่
ได้สามสิบกระบวนท่า ผังเฉินผู้นี้นับว่าเข้มแข็งโดยแท้”
“ไยมิใช่! มิหนำซ้าผังเฉินหลังจากพ่ายแพ้แก่ชีเตียวอวี่ มันก็มายังป่า
ศิลาทักษะปิศาจมหาสันติเพื่อแสวงหาหนทางรุดหน้า มันจมอยู่ในเมือง
มหาสันตินานกว่าสามปี ทำการประลองน้อยใหญ่กว่ายี่สิบครั้ง ระหว่างนี้
พลังฝีมือของมันยิ่งกล้าแข็งขึ้นเรื่อย ๆ”
“ไม่เลว ไม่เลว” ปู้เกิ้นเผยสีหน้าพึงพอใจ
ชนชั้นปิศาจด่านเจียงที่เข้มแข็งถึงเพียงนี้ อาจสามารถบรรลุ
วัตถุประสงค์ของมันในการหยั่งวัดความสามารถของบุรุษหนุ่มที่ไม่ทราบ
ความเป็นมาผู้นั้น
“คนจากค่ายเว่ยผู้นั้นอยู่ที่ใด?” ปู้เกิ้นถามถึงเป้าหมาย
“มันอยู่ที่ป่าศิลาทักษะปิศาจ” ผู้ใต้บังคับบัญชาตอบทันควัน “ผังเฉิน
เริ่มลงมือแล้ว”
ปู้เกิ้นเผยสีหน้าคาดหวังรอคอย “เจ้าส่งคนไปสังเกตการณ์แล้ว
หรือไม่
“เรียบร้อยแล้วขอรับ”
จั่วม่อจรดจดจ่ออยู่กับการศึกษาเคล็ดความบนหลักศิลา เคล็ดความ
บนหลักศิลาเป็นขั้นพื้นฐานที่สุดของรากฐาน ชนิดที่ว่าไม่มีเคล็ดความ
พื้นฐานไปมากกว่านี้อีกแล้ว ปิศาจส่วนใหญ่พากันเมินหลักศิลาช่วงนี้ไป
เนื่องเพราะเนื้อหาเหล่านี้ พวกมันล้วนเรียนรู้มาตั้งแต่ยังเยาว์วัย เติบใหญ่
มากับเคล็ดความเหล่านี้ คุ้นเคยจนไม่อาจคุ้นเคยไปมากกว่านี้อีก แต่
สำหรับจั่วม่อ มันตั้งอกตั้งใจอ่านเคล็ดความเหล่านี้ทุกบรรทัดทุกคำ โดยไม่
ตกหล่นไปแม้สักครึ่งคำ ไล่อ่านผ่านหลักศิลาไปทีละต้น ๆ อย่างจริงจัง
มันไม่รู้สึกว่าเคล็ดความเหล่านี้เป็นเรื่องยุ่งยากลำบาก ซือจื่อหมิงใช้
ถ้อยคำที่เรียบง่าย ง่ายต่อการทำความเข้าใจ จั่วม่อยิ่งอ่านไปมากเท่าใด
จิตใจมันยิ่งกระจ่างชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น ประหนึ่งภาพวาดในใจมันซึ่งเดิม
ทีปกคลุมไปด้วยหมอกควัน บัดนี้ค่อย ๆ เผยตัวออกมาช้า ๆ ชัดเจนขึ้นทุก
ขณะ หลายแห่งบนภาพวาดที่เคยว่างเปล่า ก็ถูกแต่งแต้มลงไปอย่าง
เหมาะเจาะพอดี ภาพวาดกลับกลายเป็นสมบูรณ์ขึ้นตามลำดับ
นี่ไม่อาจบอกว่าเป็นความสำราญใจอย่างสุดแสน แต่ยังคงให้
ความรู้สึกซาบซึ้งอย่างลึกล้า เป็นความปิติยินดีที่เห็นช่องว่างถูกเติมเต็ม
อย่างต่อเนื่อง เป็นความก้าวหน้าที่มันมิอาจหักห้ามใจไม่ให้ก้าวเดินต่อไป
ได้
ประหนึ่งว่ามันกำลังถูกครอบงำก็มิปาน
ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยากับเว่ยยังทอดถอนอย่างชื่นชมระคน
ประหลาดใจ
“ซือจื่อหมิงผู้นี้ช่างเป็นบุคคลอันน่าสะพรึงกลัวนัก!” ผูเยามีสีหน้าตื่น
ตะลึงที่ยากจะพบพาน ส่วนเว่ยผู้ที่เชี่ยวชาญวิถีปิศาจมากกว่าผูเยา ยัง
สะท้านสะเทือนกว่าผูเยามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำอธิบายของซือจื่อหมิง
คล้ายแฝงไว้ด้วยมนต์ขลังอันพิเศษเฉพาะ บันดาลให้ผู้คนหลงใหลคลั่งไคล้
ชวนให้ผู้คนทอดถอนด้วยความอัศจรรย์ใจ
“เจ้าเด็กน้อยกลับเคลิบเคลิ้มจริง ๆ เสียอย่างนั้น!” ผูเยาสลดหดหู่อยู่
บ้าง พรสวรรค์ในการฝึกปรือวิถีปิศาจของจั่วม่อช่างน่าหวาดหวั่น ราวกับ
ว่าเพียงยื่นประกายไฟให้แก่มัน ก็สามารถกลายเป็นทะเลเพลิงได้ทันที
เทียบกันแล้วพรสวรรค์ในการฝึกปรือวิถีอสูรของจั่วม่อแม้ไม่เลว แต่
เมื่อนำทั้งสองมาเปรียบเทียบกัน…ก็เรียกได้ว่าอยู่คนละระดับชั้นอย่าง
สิ้นเชิง ไม่น่าแปลกใจที่ผูเยารันทดหดหู่อยู่บ้าง
“อืมม์?” เว่ยจู่ ๆ ก็หันไปอีกทางหนึ่ง กล่าวอย่างประหลาดใจ
“พรสวรรค์ของอาเหวินก็ไม่เลวเช่นกัน!”
ผูเยาแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ในค่ายเว่ยทั้งหมด ก็มีแต่มันนี่ละที่
พอจะเชิดหน้าชูตาได้บ้าง คนที่เหลือล้วนใช้การไม่ได้”
พรสวรรค์ของอาเหวินเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่สุดในค่ายเว่ย ความสามารถ
ในการเรียนรู้ของมันวิเศษยิ่ง แม้แต่ซู่หลงเทียบกันแล้วยังด้อยกว่ามาก แต่
ความหนักแน่นรอบคอบของซู่หลงก็ชวนให้ผู้คนไว้วางใจได้มากกว่า
กระทั่งหลักศิลาทักษะปิศาจตั้งอยู่ต่อหน้าต่อตา ทว่าซู่หลงไม่ได้อ่านแม้สัก
ครึ่งคำ มันเอาแต่กวาดตาระแวดระวังรอบด้าน เดิมตามติดเบื้องหลังจั่วม่อ
ทุกฝีก้าว
“คนใช้การไม่ได้ก็มิใช่ว่าไม่มีสิ่งที่ดี” เว่ยเห็นได้ชัดว่าอารมณ์ดียิ่ง
ค่ายเว่ยมีเมล็ดพันธุ์อันดีงามเช่นอาเหวิน ซึ่งมีความสามารถในการทำ
ความเข้าใจอันมหัศจรรย์ และมีผู้นำที่เชื่อถือได้เช่นซู่หลง เว่ยไหนเลยจะ
ไม่อารมณ์ดีได้
ในเวลานี้เอง ซู่หลงดวงตาสาดประกายวาบ เห็นเงาร่างสายหนึ่งกำลัง
ตรงเข้าหาพวกมัน
ซู่หลงสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย จับจ้องผู้มาตาเขม็ง เปลี่ยนไปตั้งท่า
ระวังป้องกันตามสัญชาตญาณ
ท่วงท่าก้าวเดินของฝ่ายตรงข้ามคล้ายแฝงไว้ด้วยจังหวะจะโคนอัน
ลึกลับพิสดารชนิดหนึ่ง แต่ละก้าวคล้ายย่าลงด้วยท่วงทำนองประหลาด ชั่ว
พริบตาแห่งความเลอะเลือนมึนงงนี้ ซู่หลงรู้สึกราวกับว่าทุกสิ่งในสายตา
มันล่าถอยไปดุจกระแสน้าลง สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในครรลองสายตามัน
มีเพียงบุรุษที่กำลังจะมาถึงผู้นั้น!
ทันใดนั้นเอง มือข้างหนึ่งวางลงบนไหล่มันอย่างอ่อนโยน ซู่หลงร่าง
สะท้านขึ้นเล็กน้อย บางส่วนในสายตาที่เลือนหายไปกลับสู่สภาพเดิมอย่าง
ฉับพลัน พลังประหลาดของบุรุษที่กำลังใกล้เข้ามาอันตรธานหายไป ซู่หลง
จิตใจพลันผ่อนคลายลง
“ต้าเหริน!” ซู่หลงเต็มไปด้วยความละอายใจ
“ไม่เป็นไร” จั่วม่อตบบ่าซู่หลง จากนั้นลดเสียงกล่าวเบา ๆ “ดูแลอา
เหวิน อย่าให้ผู้ใดรบกวนมัน”
“ขอรับ” ซู่หลงขบริมฝีปาก ยิ่งรู้สึกอับอายขายหน้ากว่าเดิม พวกมัน
เผชิญหน้ากับศัตรู แต่กลับต้องให้ต้าเหรินมาปกป้องพวกมันแทน ซู่หลง
เอย ซู่หลง ยังจะมีสิ่งใดน่าอัปยศอดสูมากไปกว่านี้อีกเล่า
มันลอบสัตย์สาบานว่าจะต้องมุมานะฝึกปรือให้หนักกว่านี้อีก!
จั่วม่อเดินขึ้นไปบดบังเบื้องหน้าซู่หลง ดวงตาสาดประกายเย็นเยียบ
ซึ่งความจริงการถูกขัดจังหวะที่กำลังดื่มด่ากับการอ่านอย่างสุขสำราญใจ
หาได้น่ายินดีไม่ ผู้อื่นเห็นได้ชัดว่ามุ่งเป้ามาที่มันอย่างเป็นปฏิปักษ์
“ดูเหมือนว่าต่อให้เจ้าไม่ไปหาเรื่องผู้อื่น ผู้อื่นก็จะมาหาเรื่องเจ้าเอง”
ผูเยาทำเสียงเหมือนกำลังรอชมดูความสนุกสนาน
ผู้มาหยุดยืนที่ระยะห่างจากจั่วม่อสามจั้ง กล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจ
“ผู้น้องผังเฉิน ขอคารวะพี่ท่าน!”
ผังเฉินผู้นี้อายุราวสามสิบปี รูปร่างสูงโปร่ง ร่างตั้งตรงดุจคันทวน
ร่างกายได้สัดส่วนอันเลิศล้า กล้ามเนื้อที่เผยออกมาไม่ได้ใหญ่โตเกินจริง
“มีลมก็รีบผายออกมาเถอะ!” จั่วม่อกล่าวเสียงเย็นเยียบ ผู้อื่นในเมื่อ
ไม่มีเจตนาดีอย่างชัดแจ้ง จั่วม่อก็ไม่คิดเสียเวลากล่าวเกรงอกเกรงใจ ยิ่งไป
กว่านั้น ตามแผนการของผูเยา มันต้องท้าประลองผู้คนจำนวนหนึ่งเพื่อ
เพิ่มพูนชื่อเสียงของมันอยู่แล้ว ในเมื่อมีคนเสนอหน้ามาเองถึงที่ ก็นับเป็น
เรื่องดี
จั่วม่อเริ่มถลกแขนเสื้อทันที
ผังเฉินถึงกับตื่นตะลึงอยู่บ้าง มันเพิ่งจะเคยพบพานคนเช่นจั่วม่อเป็น
ครั้งแรก
มันจู่ ๆ ก็พบว่าสนุกสนานน่าสนใจไม่น้อย คนผู้นี้หรือไม่ล่วงรู้ว่าที่นี่
คือเมืองมหาสันติ?
? หมายความเจ้าท้าข้าประลองใช่หรือไม่
จั่วม่อเลิก
คิ้ว
เหล่าปิศาจมุงที่อยู่รอบข้างเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เสียงดังเซ็งแซ่ ผังเฉิน
อยู่ในเมืองมหาสันติมานานกว่าสามปี ไม่ว่าผู้ใดเมื่ออยู่ในเมืองมหาสันติสัก
ระยะหนึ่งย่อมต้องรู้จักมัน ผู้คนยังจดจำจั่วม่อได้แทบจะในทันที คนผู้นี้คือ
ผู้ที่ท้าประลองหลันเทียนหลงกลางถนนที่หน้าประตูเมือง
ฝูงชนปิศาจคึกคักแจ่มใสขึ้นมาทันที ในเมืองมหาสันติ สิ่งที่ผู้คน
ชมชอบมากที่สุดก็คือการประลอง ในสถานที่พิเศษเฉพาะแห่งนี้ การจะมี
ชื่อเสียงเลื่องลือไม่ใช่เรื่องยาก พวกมันเพียงต้องท้าผู้อื่นประลองฝีมือ
เท่านั้น
แน่นอน เกี่ยวกับการท้าประลองยังมีกฏเกณฑ์ที่ไม่ได้กล่าวถึง
ยกตัวอย่างเช่น หากปิศาจไร้ชื่อเสียงเรียงนามผู้หนึ่งคิดท้าประลองปิศาจที่
มีชื่อเสียง อีกฝ่ายหนึ่งสามารถเมินเฉยต่อคำท้าได้อย่างสมบูรณ์ มิเช่นนั้น
เหล่ายอดฝีมือเลื่องชื่อคงไม่มีเวลาให้ทำอย่างอื่นแล้ว
หากกล่าวตามภาษาของเมืองมหาสันติ ต้องบอกว่าผู้ที่เพิ่งจะมาถึง
เมืองมหาสันติล้วนถือเป็นคนใหม่ คนใหม่หากต้องการมีชื่อเสียง จะมีลาน
ประลองที่ช่วยให้พวกมันสั่งสมชื่อเสียงทีละน้อย ผู้ที่ชนะจากลานประลอง
จึงจะมีโอกาสได้ท้าประลองเหล่ายอดยุทธ์เลื่องชื่อ
ยกตัวอย่างเช่นหลันเทียนหลง ครั้งก่อนเมื่อจั่วม่อท้าประลองมัน
โดยตรง ไม่มีผู้ใดหัวร่อเยาะมันที่ปฏิเสธการต่อสู้กับจั่วม่อ เหล่าผู้ชมรู้สึก
ว่าจั่วม่อเพียงเป็นคนใหม่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว พฤติการณ์ของหลันเทียนหลงยิ่ง
ทำให้ผู้คนนิยมชมชื่นในท่วงท่าการวางตัวอันสง่างามและเยือกเย็นของมัน
เสียมากกว่า
แต่ผังเฉินคือผู้ใด?
ผังเฉินแน่นอนว่าเป็นชนชั้นยอดยุทธ์ในเมืองมหาสันติ มันเมื่อ
สามารถต้านรับชีเตียวอวี่สามสิบกระบวนท่า ลำพังความเข้มแข็งนี้ก็
เพียงพอให้ผู้คนสะท้านใจ มิหนำซ้าหลายปีมานี้มันอยู่ในเมืองมหาสันติ ไม่
เคยพ่ายแพ้ในการประลองอีกเลย ผู้คนล้วนนับถือเลื่อมใสมันไม่น้อย
หากมิใช่ว่าผังเฉินไม่มีความคิดเข้าสังกัดขุมกำลังใด หลายตระกูลคง
ส่งเทียบเชิญพร้อมเงื่อนไขอันน่าตื่นใจให้แก่มันเสียนานแล้ว
ทว่าคราครั้งนี้ ยอดยุทธ์เลื่องชื่อซึ่งผู้คนรู้จักกันดี กลับเป็นฝ่ายเอ่ย
ปากขอท้าประลองกับคนใหม่ผู้หนึ่ง
ไม่ใช่เรื่องปกติที่จะเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ในเมืองมหาสันติ
สายตาของจั่วม่อทำให้ผังเฉินขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง มันมีชื่อเสียงมานาน
ไหนเลยเคยถูกคนรุ่นหลังจ้องมองด้วยสายตาเช่นนี้?
มันแย้มยิ้มเย็นชา ยิ้มจนเห็นฟันขาววับ “ถูกต้อง ข้าขอท้าประลอง
เจ้า!”
กลุ่มคนตื่นเต้นระทึกใจขึ้นมาทันที แม้แต่คนที่โง่เขลาที่สุดยังสามารถ
เห็นได้ว่าการท้าประลองครั้งนี้แปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่ไม่มีผู้ใดสนใจ
มากความ พวกมันมีแต่ความตื่นเต้นยินดีที่จะได้ชมดูการต่อสู้ของผังเฉินที่
โด่งดัง
นี่คือยอดยุทธ์เลื่องชื่อ!
นานเท่าใดแล้วที่ยอดยุทธ์เลื่องชื่อไม่ได้ประมือกับผู้คน!
ข่าวที่ว่าผังเฉินท้าประลองจั่วม่อแพร่สะพัดไปทั่วเมืองมหาสันติใน
บัดดล
เนื่องเพราะมหาพิบัติฟ้าสลาย ไฟสงครามปะทุขึ้นทุกแห่งหน ความ
สนใจของผู้คนเริ่มหันไปวิตกกังวลกับสภาพความเป็นไปของใต้หล้า เป็น
เหตุให้เมืองมหาสันติไม่ค่อยเกิดการประลอง ตั้งอยู่ในความสงบสุขและ
เงียบเหงามานาน
บรรดาตระกูลทรงอำนาจสูดได้กลิ่นอายผิดปกติจากการท้าประลอง
ครั้งนี้ การสืบข่าวของพวกมันย่อมรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำกว่าคนทั่วไป
มาก ในไม่ช้าข่าวคราวเกี่ยวกับค่ายเว่ย ความขัดแย้งของพวกมันกับยักษา
เขียว รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องแทบทั้งหมดล้วนส่งตรงไปถึงมือของเหล่าผู้มี
อำนาจ
นามของค่ายเว่ย นับจากช่วงเวลานี้ เริ่มตกอยู่ในสายตาของเหล่าคน
บุญหนักศักดิ์ใหญ่
เมื่อนำไปเชื่อมโยงกับปู้เกิ้นที่เพิ่งเข้าเมืองมหาสันติเมื่อไม่นานมานี้
พวกมันก็ล่วงรู้ทันทีว่านี่เป็นเรื่องราวใดและเป็นผู้ใดที่อยู่เบื้องหลัง
อย่างไรก็ตาม พวกมันส่วนใหญ่เพียงแค่ยิ้มเยาะเบา ๆ พวกมันรู้สึกว่าปู้
เกิ้นหวาดระแวงมากเกินไป ถึงกับเรียกให้ผังเฉินลงมือ แน่นอนว่าต้องจ่าย
ค่าตอบแทนไม่น้อย
ให้ผังเฉินลงมือจัดการกับคนใหม่ผู้หนึ่ง นี่ไยมิใช่ข่มเหงรังแกกัน
เท่านั้น
หลายคนชักรู้สึกว่าปู้เกิ้นผู้นี้ดูท่าคงมีแต่ชื่อเสียงเกินเลยเท่านั้น พวก
มันคร้านกระทั่งจะไปร่วมชมดูความสนุกสนานเสียด้วยซ้า
ยกเว้นเสียแต่หลันเทียนหลงเพียงผู้เดียว
หลันเทียนหลงพอฟังผู้ใต้บังคับบัญชารายงานเรื่องนี้ ดวงตาพลันทอ
ประกายวาบ มันหวนนึกนึกลางสังหรณ์อันตรายที่แทบสัมผัสไม่ได้ในวัน
นั้น รอยยิ้มแฝงนัยอันลึกล้าพลันจุดขึ้นที่มุมปาก
ยอดยุทธ์เลื่องชื่อ… …ผังเฉิน… …
หลันเทียนหลงไม่รีรอลังเล เผ่นผึงลุกขึ้นยืน ทะยานร่างออกไปใน
บัดดล
“ไปกันเถอะ! ไปชมดูความสนุกสนานกัน!”
มันเมื่อเหินร่อนลงบนท้องถนน เห็นผู้คนมากมายไหลบ่าไปประดุจ
คลื่นน้า
ยอดยุทธ์เลื่องชื่อกำลังจะต่อสู้หักหาญกับผู้คน บันดาลให้เมืองมหา
สันติที่เงียบเหงามานานเกินไป ในที่สุดก็เดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
รับฟังผู้คนถกเถียงสนทนาอย่างตื่นเต้นเร้าใจ ถึงท่าไม้ตายของผังเฉิน
ถึงการต่อสู้ที่มีชื่อเสียงของผังเฉิน ถึงคำร่าลือต่าง ๆ เกี่ยวกับผังเฉิน หลัน
เทียนหลงพลันหัวร่อเบา ๆ กับการต่อสู้ที่กำลังจะบังเกิด มันจู่ ๆ รู้สึก
คาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม
เมืองมหาสันติ ลานประลอง
กระแสผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย พากันจับจองที่นั่งชมตำแหน่ง
ดี ๆ ไว้แทบทั้งหมด เดิมทียังมีบางคนต่อสู้กันบนลานประลอง แต่พวกมัน
พอฟังว่ายอดยุทธ์ลือนามผังเฉินได้ท้าประลองคู่ต่อสู้ พวกมันก็รีบยกเวที
ประลองให้อย่างไม่เกี่ยงงอน
จั่วม่อเดิมตั้งใจว่าจะทุบตีเจ้าคนน่ารังเกียจนี้จนกว่าจะร้องขอชีวิต
ในทันที แต่เมืองมหาสันติไม่อนุญาตให้มีการต่อสู้ในบริเวณป่าศิลาทักษะ
ปิศาจ จั่วม่อเองก็ห่วงกังวลว่าการต่อสู้อาจไปรบกวนอาเหวินที่อยู่ในห้วง
แห่งการรู้แจ้ง จึงตกลงไปยังลานประลองหลัก
รอจนยืนอยู่บนเวทีประลอง จั่วม่อพลันหวนนึกถึงเมื่อครั้งที่มันอยู่บน
เขาสุญตา เคยเข้าร่วมงานประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่แห่งตงฝู ภาพ
ตรงหน้านี้ช่างคลับคล้ายกับครั้งนั้นนัก นั่นเป็นเวทีประลองยุทธ์เดียวที่มัน
เคยเข้าร่วม หลังจากนั้นมาการต่อสู้ทั้งหมดล้วนต้องเดิมพันด้วยชีวิต คู่
ต่อสู้แต่ละครั้งมีแต่ดุดันอำมหิต ผู้คนต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาชีวิตรอด
เป็นเรื่องที่ชวนให้หวนรำลึกจริง ๆ!
มันคิดถึงยามที่ใช้วิชาค่ายกลเอาชัยคู่ต่อสู้ จากนั้นถูกอาจารย์ลุงดุด่า
อย่างโมโหโทโสด้วยเหตุที่ทำให้สำนักกระบี่ต้องอับขายขายหน้า คิดถึง
เสี่ยวกั่วผู้น่ารักน่าเอ็นดู คิดถึงศิษย์พี่หญิงหลี่อิงฟ่ง ใช่แล้ว มานึกย้อนดูใน
ยามนี้ มันพึ่งพาศิษย์พี่หญิงหลี่อิงฟ่งไม่น้อยทีเดียว โดยไม่รู้สึกตัว ความคิด
จิตใจของจั่วม่อล่องลอยไปไกลแสนไกล ย้อนไปถึงวันคืนอันยากลำบากแต่
สุขสงบหรรษา ภาพที่มักโดนบรรดาอาจารย์รุมดุด่าแต่แสนจะอบอุ่นนั้น
เหมือนแสงอาทิตย์ส่องลอดผ่านแนวป่า มอบความอบอุ่นให้แก่พื้นดินอัน
เยียบเย็น นำพาสายลมพัดพลิ้วและความอบอุ่นตื้นตันท่วมท้นอยู่ในหัวใจ
เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากรอบข้างดังอื้ออึงขึ้นทันที
“เจ้าผู้นี้เป็นใคร?
? มันเป็นคนใหม่ใช่หรือไม่
ต่อหน้าผังเฉินยังกล้าวางท่าถือดี ฮ่าฮ่า ช่างไม่รู้คำว่าตายสะกดอย่างไรจริง
ๆ!”
“อาฮ่าฮ่าฮ่า จะอย่างไรมันก็ต้องตายอยู่แล้ว ให้มันวางท่าอวดโอ่ถือดี
ก่อนตายเสียหน่อยจะเป็นไรไป”
“น่าประหลาด ผังเฉินไฉนท้าประลองคนใหม่?
? ที่เหลวไหลยิ่งกว่าคือคนใหม่กลับ
รับคำท้าเสียด้วย! ข้าไม่เข้าใจ ไม่อาจเข้าใจได้จริง ๆ!”
“แล้วหากผังเฉินพ่ายแพ้เล่า… …”
“เหลวไหล! ผังเฉินคือหนึ่งในยอดยุทธ์ลือนาม! หรือเจ้าคิดว่าฉายา
ของยอดยุทธ์ลือนามไม่มีคุณค่าความหมาย? เจ้าคนใหม่ผู้นี้มีตาแต่หามี
แววไม่ ยังอ่อนเยาว์นัก กลับเอาชีวิตมาทิ้งเสียเปล่า ๆ”
“แต่ผังเฉินต่อให้ได้ชัยก็ไม่เห็นจะมีอะไรดี มิเท่ากับมันหยามย่ายี
ตัวเองเกินไปหรอกรึ… …”
ที่นั่งชมลานประลองไม่ถึงกับเต็ม แม้ว่าพวกมันสามารถชมดูการ
ประลองของยอดยุทธ์ลือนาม แต่คู่ประลองของผังเฉินในสายตาของผู้คน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอ่อนแอมากเกินไป คนเหล่านี้เพียงมาดูการแสดงฝีมือ
ของผังเฉิน เรื่องที่ผังเฉินจะได้ชัยหรือพ่ายแพ้ไม่เคยมีอยู่ในหัวของพวก
มันเลย
“ผังเฉิน หากเจ้าไม่สามารถเอาชัยคนผู้นี้ในสิบกระบวนท่า ก็อย่า
ได้มาติดตามพัวพันข้าแล้ว!”
หญิงสาวนางหนึ่งจู่ ๆ ก็ป้องปากตะโกนไปทางลานประลอง นางงาม
ผู้นี้สวยสะคราญเย้ายวน ฟันขาวสะอาดดวงตาสดใส ริมฝีปากเชิดรั้นอย่าง
แง่งอนของนาง ยิ่งทำให้นางดูน่ารักน่าเอ็นดูกว่าเดิม
ที่นั่งผู้ชมระเบิดขึ้นทันที
“วาวาวา! นั่นคุณหนูฮวาหนิงมิใช่รึ! คราวนี้มีเรื่องน่าดูชมแน่แล้ว!”
“ฮ่าฮ่า! ฟังว่าผังเฉินตามพัวพันคุณหนูฮวาหนิงมานาน ดูท่าข่าวลือ
คงไม่ผิดพลาดแล้ว!”
“คราวนี้ค่อยน่าดูชมหน่อย! สิบกระบวนท่า! คุณหนูฮวาหนิงช่างใจ
ร้ายนัก!”
ผังเฉินแหงนหน้าหัวร่อดังกระหึ่ม “เสี่ยวฮวาหนิงเมื่อประกาศิตเช่นนี้
ผังเฉินไหนเลยจะกล้าฝ่าฝืน ตกลง! สิบกระบวนท่าก็สิบกระบวนท่า!”
วาจานี้เต็มไปด้วยความเหี้ยมหาญองอาจ ประกาศออกมาอย่างไม่มี
รีรอลังเลแม้แต่น้อย กอรปด้วยท่วงท่าสภาวะและความเชื่อมั่นของยอด
ยุทธ์จอมอหังการ! เหล่าปิศาจสาวบนที่นั่งผู้ชมตากระจ่างวูบ เผยแววนิยม
ชมชื่นออกมาอย่างไม่ปิดบัง แม้ว่าคุณหนูฮวาหนิงจะนั่งอยู่ทนโท่พวกนาง
ก็ไม่สนใจ ยังคงพากันร้องตะโกนให้กำลังใจผังเฉินอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
เสียงถกเถียงสนทยายิ่งดังขึ้น ๆ ผู้คนเริ่มคึกคักกระตือรือร้นขึ้นอักโข
เทียบกับเรื่องแพ้ชนะที่ไม่ต้องกังขาแล้ว สัญญาชัยชนะในสิบกระบวนท่า
กับโฉมสะคราญยังสนุกสนานน่าสนใจยิ่งกว่า ทุกผู้คนเริ่มคาดเดาว่า
ผังเฉินจะสามารถเผด็จศึกได้ในกี่กระบวนท่า หลายคนเริ่มพนันขันต่อกัน
แล้ว
การตอบสนองอย่างโอ่อ่าอาจหาญของผังเฉินสร้างความพึงพอใจ
ให้แก่ฮวาหนิงเป็นอย่างยิ่ง องครักษ์ข้างกายนางก็พากันทอดตามองเวที
ประลองอย่างยิ้มแย้ม
ได้รับแรงกระตุ้นจากหญิงงาม ผังเฉินขวัญกำลังใจล้นปรี่
ถึงยามนี้ในใจมันเต็มไปด้วยความคิดเอาชัยอย่างหมดจดงดงาม โฉม
สะคราญฮวาหนิงเมื่อยอมเผยท่าทีเช่นนี้ออกมา หากมันไม่อาจผลักเรือ
ตามน้าด้วยชัยชนะอันหมดจดงดงาม อาจพลาดโอกาสยากพบพานที่จะ
พิชิตใจนางไปเสีย
อย่างไรก็ตาม ผังเฉินพอมองไปยังจั่วม่อ สีหน้าก็พลันเคร่งเครียดเย็น
ชาลง
เห็นฝ่ายตรงข้ามก้มหน้าก้มตาคลี่ผ้าพันแผลบนมืออย่างจดจ่อ ตั้งแต่
ต้นจนจบ คนไม่ได้เหลือบตามองมันแม้แต่แวบเดียว
ผังเฉินดวงตาทอประกายเดือดดาลวูบ มันอยู่ในเมืองมหาสันติเคย
ต่อสู้กับผู้คนหลายสิบครั้ง ไม่เคยมีคู่ต่อสู้คนใดกล้าเมินเฉยต่อมันเช่นนี้มา
ก่อน มันก็ไม่ฉวยโอกาสลงมือลอบจู่โจม มันมีความเชื่อมั่นในพลังฝีมือของ
ตนมากพอ
เดิมทีที่มันรับงานนี้ก็เพียงเพื่อเงินเท่านั้น แต่ท่าทีดูแคลนของจั่วม่อ
สะกิดไฟโทสะของมันให้ลุกฮือโหม
ข้าผังเฉินผู้นี้ ถึงกับถูกคนใหม่ผู้หนึ่งเมินเฉย!
ความรู้สึกเสื่อมเสียหน้าอย่างบอกไม่ถูกพลุ่งพล่านขึ้นในใจ ผังเฉินสูด
ลมหายใจลึก ดวงตาวาววับด้วยรังสีฆ่าฟัน
หากมันไม่ฆ่าคนผู้นี้ ไหนเลยจะสร้างความประทับใจให้แก่ฮวาหนิง
ได้?
ผ้าพันแผลผืนยาวในที่สุดก็คลี่ออกจนหมด แผนผังปิศาจบนมือขวา
ของจั่วม่อค่อย ๆ เผยโฉมต่อสายตานับพันคู่ แสงสีน้าเงินเจิดจ้าโคจรไป
ตามเส้นแผนผังปิศาจ เปล่งประกายเรื่อเรืองดุจภาพฝัน
ผังเฉินม่านตาหดแคบลงทันควัน!
นี่มัน… …
ในเวลานี้เอง จั่วม่อพลันเงยหน้าขึ้น ภาพความทรงจำบนเขาสุญตา
และงานประลองชุมนุมวิจารณ์กระบี่แห่งตงฝูถดถอยไปอย่างรวดเร็วดุจ
กระแสน้าลง ในสายตามันกลับกลายเป็นกระจ่างแจ่มชัดอีกครั้ง
มันสีหน้าเย็นยะเยียบ แต่ในดวงตาทั้งคู่ ท่ามกลางร่องรอยหวนรำลึก
และโศกสลด เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นผิดธรรมดา
ผู้อื่นในเมื่อเสนอหน้ามาเอง เช่นนั้นมันก็จะใช้การประลองครั้งนี้เปิด
ฉากแผนการของมัน!
ทันใดนั้นจั่วม่อสายตาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว คนคล้ายทลายผนึกที่
มองไม่เห็นออกมาในบัดดล พลังสภาวะอันน่าตระหนกกวาดวาบอย่างไม่
ปกปิดซ่อนเร้น ประหนึ่งสัตว์ร้ายทลายกรงขัง จู่ ๆ พุ่งทะยานขึ้นไปถึงชั้น
ฟ้าอย่างเกรี้ยวกราด
ตูม!
พลังสภาวะที่ระเบิดวาบอย่างฉับพลันทันใด ประดุจคลื่นยักษ์ถาโถม
กวาดทลายทั่วสี่ทิศแปดทางในชั่วพริบตา
เดิมทียังเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์และเสียงโห่ร้องอย่างสนุก
ปาก แต่แล้วคล้ายทุกผู้คนถูกมือที่มองไม่เห็นตะปบคว้าลำคออย่างดุดัน
เสียงเอะอะอึกทึกทั้งมวลชะงักขาดหายไปในบัดดล!
ด่านเจียง!
มันเป็นปิศาจด่านเจียง!
ผังเฉินดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าทอแววตื่นตะลึงและเหลือเชื่อ! แน่นอน
ว่ามันย่อมไม่ได้ตระหนกตกใจที่จั่วม่อเป็นปิศาจด่านเจียง เรื่องนี้มันล่วงรู้
แต่แรกจากข้อมูลข่าวสารของพวกยักษาเขียว แต่มันไม่เคยเห็นสำคัญกับ
เรื่องนี้มาก่อน ผู้ที่กล้ามาอาละวาดในเมืองมหาสันติล้วนแล้วแต่เป็นจอม
ปิศาจด่านเจียงทั้งสิ้น มันเองก็เคยสยบปิศาจด่านเจียงมานักต่อนักแล้ว ใน
เมืองมหาสันติที่เต็มไปด้วยผู้เยี่ยมยุทธ์ จอมปิศาจด่านเจียงไม่มีอันใด
พิเศษ
แต่รอจนยามนี้ เมื่อจั่วม่อปลดปล่อยพลังสภาวะอันยิ่งใหญ่ไพศาล
ออกมาโดยไม่ออมรั้ง ผังเฉินค่อยตระหนักว่าเรื่องราวหาได้ง่ายดายดังที่
มันคิดเอาไว้ไม่!
บนที่นั่งผู้ชม ฮวาหนิงดวงตาเบิกกว้าง เหม่อมองลานประลองอย่างโง่
งม บรรดาองครักษ์รอบกายนางสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง
พลังสภาวะอันกล้าแข็งนัก!
“มาเริ่มกันเถอะ”
ท่ามกลางความเงียบดุจป่าช้า สุ้มเสียงเย็นเยือกของจั่วม่อเหมือน
เสียงระฆังที่ประกาศการมาของพญามัจจุราช เสียดแทงเข้าไปในโสต
ประสาทผู้คนจนหนาวเยือกไปทั้งกาย
หางเสียงยังไม่ทันจะสิ้นสุด จั่วม่อสืบเท้าไปหนึ่งก้าว คล้ายหายวับไป
จากเบื้องหน้าของผังเฉิน ทิ้งไว้เพียงภาพติดตา
แผนผังปิศาจสีฟ้าเยือกเย็นกรีดวาดเป็นเส้นโค้งดุจระลอกคลื่น หมัด
อันตึงแน่นแหวกทะลวงชั้นอากาศ พกพาสภาวะอันน่าสะพรึงกลัวต่อยใส่
ใบหน้าของผังเฉินอย่างหักโหม
เร็วมาก!
สังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้ากรีดร้องระงม ผังเฉินขนหัวลุกชี้ชัน!
ภายใต้สถานการณ์คับขันอันตราย ผังเฉินไม่กล้าออมรั้งสิ่งใดไว้อีก
พลันตวาดก้อง กล้ามเนื้อตึงแน่นดุจสายโซ่ถูกดึงรั้ง แผนผังปิศาจสีน้าตาล
เปล่งแสงเจิดจ้าอย่างฉับพลัน!
สังขารปิศาจพญางูขนดเกลียว!
เห็นสองแขนของมันราวกับไร้กระดูก สั่นไหวอย่างรุนแรง แล้วฉก
ปราดอย่างดุร้าย!
ลำแสงสีน้าตาลจากมือซ้ายฉกเข้าหาหมัดของจั่วม่อ พร้อมกันนั้น เงา
ที่ยากจะสังเกตเห็นด้วยตาเปล่าจู่โจมใส่ร่างท่อนล่างของจั่วม่ออย่างแยบ
คาย ราวกับอสรพิษร้ายลอบฉกกัดจากเงามืด!
เพียงเริ่มเปิดฉากการต่อสู้ ผังเฉินก็ใช้กระบวนท่าที่ร้ายกาจที่สุดของ
มันอย่างไม่ลังเล!
แผนผังปิศาจสีน้าเงินเยือกเย็นพกพาประกายแสงอันคร่าขวัญ
สะท้านวิญญาณ กระแทกใส่ลำแสงสีน้าตาลอย่างหักโหม!
ผังเฉินสีหน้าแปรเปลี่ยนฉับพลัน ละทิ้งการโจมตีในบัดดล ดีดกายล่า
ถอยอย่างไม่คิดชีวิต!
ปัง!
เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาท ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างทะลวงผ่าน
กำแพงที่อ่อนนุ่ม เห็นลำแสงสีน้าตาลพลันแตกระเบิดเป็นละอองหมอกสี
น้าตาล สาดพ่นไปทั่วสี่ทิศแปดทาง
หมัดสีน้าเงินเย็นเยือกพุ่งทะลวงออกจากหมอกแสงสีน้าตาล ยังคง
ต่อยใส่ผังเฉินโดยไม่สะดุดชะงักแม้แต่ชั่ววูบเดียว
ผังเฉินขวัญวิญญาณแทบหลุดจากร่าง กระบวนท่าฉกจู่โจมเมื่อครู่
เรียกว่า ‘พญางูฉกไขว้’ อาศัยความอ่อนหยุ่นสุดขั้วสลายพลังของฝ่ายตรง
ข้าม ไม่เคยผิดพลาดมาก่อน คราครั้งนี้ถึงกับไม่อาจหยุดยั้งหมัดของผู้อื่น
แม้แต่ชั่ววูบ นี่หมายความว่าพลังหมัดของศัตรูเหนือล้าเกินกว่าที่ ‘พญางู
ฉกไขว้’ จะทานทนรับไหว!
นั่นต้องเป็นพลังอันเกรี้ยวกราดถึงระดับใด?
เช้ง ในเวลาเดียวกัน หมัดซ้ายที่ห่อหุ้มด้วยแสงสีทองของอีกฝ่าย
กระแทกทำลายลำแสงที่ลอบจู่โจมจากด่านล่างอย่างง่ายดาย
‘ลูกศรลิ้นงู’!
แม้แต่ลูกศรลิ้นงูอันคมกล้ายังไม่ระคายผิวฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย!
นี่เป็นทักษะปิศาจอันใด?
ไฉนมีพลังน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้?
ทว่าผังเฉินไม่มีวันล่วงรู้ วิชาที่จั่วม่อใช้หาใช่ทักษะปิศาจอันใดไม่ แต่
เป็นวิชาซึ่งมันไม่ได้ใช้มานานมากแล้ว ‘เคล็ดหมัดคลื่นสวรรค์!’ สำหรับ
จั่วม่อในปัจจุบัน เคล็ดวิชาหมัดชุดนี้ระดับต่าเกินไป ไม่อาจสำแดงพลัง
ของมันได้อย่างเต็มที่อีกแล้ว เพียงแต่คราวนี้มันเพิ่งจะเรียนรู้เคล็ดวิชา
พื้นฐานบางประการจากหลักศิลาทักษะปิศาจ เมื่อเคล็ดวิชาพื้นฐาน
เหล่านี้แวบขึ้นในใจจั่วม่อ ก็ช่วยให้มันปรับปรุงแก้ไขคล็ดหมัดคลื่นสวรรค์
โดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว
วิถีแห่งเซียนวรยุทธ์ ว่ากันตามจริงจากแก่นแท้แล้วแทบไม่แตกต่าง
จากทักษะปิศาจมากนัก
จั่วม่อถือครองสังขารปิศาจอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา จัดอยู่ลำดับสามใน
หมู่สังขารปิศาจด่านเจียง แม้ว่าไม่สามารถสำแดงพลังออกมาได้อย่าง
เต็มที่ แต่หากเทียบกับสังขารปิศาจด่านเจียงอื่น ๆ มีแต่จะเหนือล้ากว่า
โดยที่ไม่มีทางอ่อนด้อยกว่า! โดยเฉพาะมือขวาของมันที่สลักแผนผังปิศาจ
หอยเปลือกเหล็กหมื่นชั้นเรียกได้ว่าแข็งแกร่งสุดเปรียบปาน จนแทบไม่
อาจเกิดความเสียหายได้ หนุนส่งให้เคล็ดวิชาหมัดคลื่นสวรรค์สามารถ
ปลดปล่อยอานุภาพออกมาได้ถึงขีดสุด
จั่วม่อทันทีที่ลงมือ ก็ใช้ท่าไม้ตายสุดยอดของเคล็ดหมัดคลื่นสวรรค์
หมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟ้า! ซึ่งเป็นกระบวนท่าเดียวจากเคล็ดหมัดคลื่น
สวรรค์ทั้งหมดที่จั่วม่อคิดว่าพอจะยอมรับได้
แต่ทว่าหมัดนี้แตกต่างจากกระบวนท่าดั้งเดิม ก่อนที่ปราณหมัดจะ
พวยพุ่งออกไป จั่วม่อใช้การควบคุมอันทรงพลังของมัน ควบคุมรอบโคจร
ปราณหมัดภายในแขนขวาให้ทวีคูณขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ก่อเกิด
พลังหมัดสุดอหังการที่สามารถเหยียดหยันใต้หล้า!
กระทั่งจั่วม่อเองยังตื่นตะลึงกับพลานุภาพของหมัดนี้
หมัดนี้บดขยี้ท่าไม้ตายของผังเฉินอย่างง่ายดาย แต่จั่วม่อหาได้คลาย
การระวังป้องกันลงไม่ สืบเท้าขวาตามติดออกไปอีกหนึ่งก้าว เป็นย่างก้าว
ที่แฝงไว้ด้วยจังหวะจะโคนและความต่อเนื่องสุดพิสดารชนิดหนึ่ง
เคล็ดความบนหลักศิลาทักษะปิศาจผุดพรายขึ้นในใจอย่างไม่ขาด
สาย
เลือดเนื้อ กระดูกและเส้นเอ็นในร่างของมันประหนึ่งมีชีวิต
ปรับเปลี่ยนไปตามเคล็ดวิชาโดยที่มันไม่ได้บังคับควบคุม ท่าร่างของมันยิ่ง
ต่อเนื่องลื่นไหลดุจเมฆล่องน้าริน พลังหมัดยิ่งผนึกรวมรั้งกว่าเดิม ความเร็ว
ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นอีกขั้น!
จั่วม่อร่างสะท้านขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น จากนั้นอากาศ
โดยรอบพลันระเบิดเปรี้ยง!
เพียะ!
เสียงแผ่วเบาดังอึงอลไปทั่วลานประลอง คลื่นพลังที่มองไม่เห็นกวาด
วาบออกไปทุกทิศทาง
จั่วม่อรู้สึกร่างกายปลอดโปร่งเบาสบายอย่างถึงที่สุด ราวกับว่า
ข้อจำกัดทั้งมวลที่เคยดึงรั้งร่างกายของมันเอาไว้ ถูกสะบั้นขาดสิ้นในชั่ว
พริบตา
หลันเทียนหลงที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งผู้ชมพลันผุดลุกขึ้นอย่างลืมตัว สีหน้า
ตะลึงลาน ถลึงจ้องในลานประลองราวกับพบพานผีสางกลางวันแสก ๆ
นี่คือ…ทะลวงกำแพงเสียง!