สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 575 เหยื่อสังเวย
ทะลวงกำแพงเสียง นี่อ้างถึงการระเบิดพลังที่เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อร่างกาย
หลุดออกจากการควบคุมของมวลอากาศอย่างสิ้นเชิง
โดยหลักการแล้วเคล็ดลับนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แม้แต่ผู้ที่อยู่ในด่านถงหลิ่ง
ยังสามารถบรรลุได้ แต่ในความเป็นจริงปิศาจที่เข้าใจเคล็ดลับนี้กลับมีน้อย
เสียยิ่งกว่าน้อย เนื่องเพราะทะลวงกำแพงเสียงจำต้องมีรากฐานที่มั่นคง
ทั้งในด้านพื้นฐานร่างกายและเคล็ดวิชาพื้นฐาน คนต้องสามารถควบคุม
เลือดเนื้อร่างกายทุกส่วนได้อย่างดีเลิศ และมีสมดุลที่ดีเยี่ยม
อย่างไรก็ตาม เคล็ดวิชาพื้นฐานเหล่านี้ต้องเริ่มฝึกปรือตั้งแต่ยัง
เยาว์วัยมาก น้อยคนนักที่จะฝึกปรือวิชาพื้นฐานไปทีละวิชา ๆ จนครบถ้วน
หากต้องฝึกปรือทักษะปิศาจทุกวิชาและทำให้ทั้งหมดอยู่ในสภาพสมดุล
ในทางกลับกันนี่หมายความว่าไม่มีวิชาใดโดดเด่น สำหรับเผ่าปิศาจซึ่ง
อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องเข่นฆ่าช่วงชิง มีชีวิตรอดอย่างยากลำบาก
มีไม่กี่คนที่จะเลือกวิธีการนี้
ปิศาจที่สามารถบรรลุทะลวงกำแพงเสียง อาจบางทีไม่ได้แข็งแกร่ง
สุดยอด แต่ในด้านการควบคุมพลังร่างกายเรียกได้ว่าโดดเด่นเจนจบถึง
ที่สุด
ประโยชน์ที่ตามมาจากการทะลวงกำแพงเสียงสามารถเห็นได้ชัดตา
เมื่อหลุดออกจากแรงต้านของอากาศ หมายความว่ากระบวนท่าของคนผู้
นั้นอาจรวดเร็วขึ้นและคล่องแคล่วประเปรียวกว่าเดิม พลานุภาพการจู่โจม
ย่อมร้ายกาจขึ้นเป็นเงาตามตัว ปิศาจที่สามารถบรรลุทะลวงกำแพงเสียง
จะมีทักษะควบคุมร่างกายที่สมบูรณ์แบบ แต่ละท่วงท่าอยู่ภายใต้การ
ควบคุมอย่างละเอียดถี่ถ้วน เช่นเดียวกันกับจั่วม่อในยามนี้!
ลานประลองมีขนาดใหญ่มหึมา แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด มันรู้สึกราว
กับกับว่าถูกขังอยู่ในพื้นที่คับแคบจำกัดที่ไม่อาจหลบหนี รอจนหมัดนั้น
ทะลวงกำแพงเสียง มันสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก นี่ย่อมมิใช่ว่ามันเพิ่ง
จะเคยเห็นทะลวงกำแพงเสียงเป็นครั้งแรก หากทว่าครั้งนี้… …
ผังเฉินใช้สายตาหนักอึ้งเคร่งเครียด จับจ้องมองดูลำแสงสีน้าเงิน
เยือกเย็นวาดประกายผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว!
ชั่วพริบตานี้ มันร่างสั่นเทาอย่างไม่อาจระงับ โลหิตในกายคล้ายถูก
แช่แข็ง กล้ามเนื้อทุกมัดหลุดออกจากการควบคุม เจตนาฆ่าฟันของฝ่าย
ตรงข้ามคล้ายร้อยรัดมันเอาไว้อย่างแน่นหนา ไม่ว่ามันจะพยายามหลบหนี
ไปที่ใด ก็ไม่มีทางหลบรอดไปจากเงื้อมมือของอีกฝ่ายได้
ในสายตาของมันกาลเวลาคล้ายเนิ่นช้าลง ลำแสงสีน้าเงินเยือกเย็นที่
สามารถกระชากวิญญาณดูเหมือนชะลอช้าลงไปด้วย
ผังเฉินคลับคล้ายว่าสามารถเห็นผลสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นได้อย่าง
ชัดเจน มันไม่มีปัญญาหลบหมัดนี้พ้น! มันจะถูกบดขยี้ด้วยพลังหมัดอันน่า
ขนพองสยองเกล้าสายนี้!
ผังเฉินดวงตาแดงฉานด้วยโลหิต มันประหนึ่งสัตว์ร้ายที่ติดอยู่ในกรง
ดิ้นรนขัดขืนอย่างดุเดือด! มันคือยอดยุทธ์ลือนาม ผ่านการต่อสู้เดิมพัน
ชีวิตมานับครั้งไม่ถ้วน เมื่อต้องดิ้นรนให้พ้นจากความหวาดกลัวจับใจ จิต
วิญญาณการต่อสู้ระเบิดขึ้นอย่างฉับพลัน!
ตาย… …ตายเป็นตายเถอะ!
ผังเฉินสีหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด ถลึงมองอย่างดุร้ายกระหายเลือด
ไม่แยแสสนใจลำแสงกระชากวิญญาณที่ตรงดิ่งเข้าหามัน แทนที่จะล่าถอย
กลับสะอึกเข้าหา พุ่งโถมไปยังจั่วม่ออย่างหักโหม!
แผนผังปิศาจสีน้าตาลประดุจเกล็ดอสรพิษ ชั้นแล้วชั้นเล่าผุดขึ้นปก
คลุมร่างของผังเฉินไม่หยุดยั้ง แต่ละเส้นแต่ละสายของแผนผังปิศาจคล้าย
กลับกลายเป็นมีชีวิต แล่นพล่านไปทั่วร่างของผังเฉิน ร่างกายของมัน
กลายเป็นคล่องแคล่วยืดหยุ่นดุจพญางูใหญ่ กล้ามเนื้อแต่ละมัดขึงแน่นตึง
เปรี๊ยะ คล้ายประกอบจากสายโซ่นับไม่ถ้วนถักทอประสานอย่างแน่นหนา
ใช้เท้าซ้ายเป็นแกนหลัก ร่างของมันบิดวูบด้วยท่วงท่าอันพิสดาร!
กล้ามเนื้อทุกมัดที่ขึงตึงแน่น ทันใดนั้นหดตัวลงราวกับขดลวดเหล็ก
จากนั้นดีดกลับออกมาอย่างรุนแรง ระเบิดพลังอานุภาพอันน่าสะท้าน
ขวัญออกมาในคราวเดียว!
พลังทั้งหมดไหลบ่าไปรวมกันในหมัดขวาของมันระลอกแล้วระลอก
เล่า!
แสงสีน้าตาลที่เข้มข้นจนแทบจับต้องได้ผนึกรวมรั้งอยู่บนหมัดขวา
ของมัน ดูคลับคล้ายกับศีรษะของพญางูใหญ่ แผดเสียงคำรามบาดหู
ประดุจพายุหมุนอันเดือดดาล กวาดวาบผ่านลานประลองอย่างดุดัน!
‘พญางูตวัดขย้า!’
หลันเทียนหลงบนที่นั่งผู้ชมดวงตาสว่างวาบ มือขยุ้มเจาะเข้าไปใน
ราวกั้นหินโดยไม่ได้รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
‘พญางูตวัดขย้า’ ของผังเฉินแข็งแกร่งกว่าในอดีตมาก!
เพียงเสี้ยวพริบตาเดียว ผังเฉินผนึกรวมรั้งกำลังทั่วร่างอยู่ในหมัดขวา
เคล็ดวิชาอันพิสดารที่สามารถรวมรั้งพลังทั่วร่าง ปลดปล่อยพลังอันแกร่ง
กร้าวสุดขั้วออกมาในคราวเดียว กระทั่งในเมืองมหาสันติที่เต็มไปด้วยยอด
ยุทธ์ยังถือเป็นการโจมตีที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน!
ขณะที่หลันเทียนหลงยังคงตื่นตะลึง เหตุแปรเปลี่ยนพลันอุบัติขึ้น
เห็นกลุ่มแสงสีน้าตาลที่ห่อหุ้มมือขวาของผังเฉินเริ่มกร่อนสลายจาก
ด้านบน ประหนึ่งปัดดินโคลนออกจากรูปสลัก ชั้นโครงร่างภายนอกค่อย ๆ
เผยออกมา!
เห็นส่วนศีรษะพญางูที่คล้ายมีชีวิตปรากฏขึ้น!
นัยน์ตาเย็นเยือก ศีรษะรูปทรงสามเหลี่ยม ลิ้นสองแฉกฉกแลบดุจ
ประกายสายฟ้า ยังคงเป็นกลุ่มแสงสีน้าตาล แต่บันดาลให้ผู้คนรู้สึกว่ามัน
เป็นสิ่งมีชีวิต!
พญางูสีน้าตาลหรี่ตาลงเล็กน้อย ปากใหญ่โตอ้ากว้าง เผยคมเขี้ยว
แหลมคมที่พร้อมจะขย้าศัตรูให้ดับดิ้น
แกรก หลันเทียนหลงเกร็งมือแน่น กระชากราวกั้นหินหลุดติดมือ
ออกมาทั้งกระบิ
หลันเทียนหลงไม่อาจละสายตาไปที่ใดอีก เมื่อเห็นหมัดของจั่วม่อ มัน
รู้สึกโลหิตในกายเดือดพล่านจนแทบทนไม่ไหว คิดไม่ถึงว่าผังเฉินเมื่อถูก
กดดันอยู่ที่หน้าประตูแห่งความเป็นความตาย กลับพลังฝีมือรุดหน้าไปอีก
ขั้น เห็นเช่นนี้มันแทบอยากกระโจนลงไปร่วมวงเข่นฆ่าสัประยุทธ์ด้วยใน
บัดดล
ผังเฉินลิงโลดยินดีสุดระงับ มันเองก็ไม่คาดฝันว่าในช่วงคับขันเป็น
ตาย กลับช่วยหนุนส่งให้มันพลังฝีมือรุดหน้า พลังที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนท่วม
ท้นไปทั่วเลือดเนื้อร่างกาย มันรู้สึกเปี่ยมล้นด้วยพลังอย่างที่ไม่เคยปรากฏ!
มันบังเกิดความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าสิ่งใดก็ตาม ต่อหน้าหมัด
ของมันจะต้องกลายกลายเป็นผุยผง! ไม่เว้นแม้แต่ขุนเขาทั้งลูก!
“ไปลงนรกเสียเถอะ!”
เสียงหวีดแหลมของพญางูสีน้าตาลดุจคลื่นลมอันกราดเกรี้ยว กลบ
กลืนทุกสรรพเสียงในลานประลองไปสิ้น!
ทันใดนั้นเอง ผังเฉินค่อยพบเห็นดวงตาคู่หนึ่ง ดวงตาที่กระจ่างสุกใส
และแน่วแน่เฉียบขาดคู่หนึ่ง แน่วแน่เฉียบขาดจนแทบจะเป็นดุดันอำมหิต!
มันชะงักงันวูบ
แต่แล้วคลื่นแสงสีน้าเงินเยือกเย็นจู่ ๆ ก็แผดจ้า กลบกลืนทุกสิ่งใน
ครรลองสายตาของมันลงไป
นี่… …นี่มัน… …
ผู้อื่นไม่หลบเลี่ยง ไม่หลีกหนี ไม่รีรอลังเล ประหนึ่งว่าไม่เห็นพญางูที่
สามารถพลิกฟ้าคว่าดินของมันก็มิปาน หมัดที่ปกคลุมด้วยแผนผังปิศาจสี
น้าเงินเยือกเย็นยังคงต่อยเข้าใส่พญางูสีน้าตาลอย่างหักโหม!
ฮ่าฮ่า คนโง่!
ผังเฉินอยากหัวร่อให้ก้องฟ้า มันร้อยไม่คิดพันไม่คิดว่าผู้อื่นจะมีความ
เชื่อมั่นถึงเพียงนี้ แม้ว่าจะเห็นมันพลังฝีมือรุดหน้ากลางลานประลอง กลับ
พลัง…สิบเท่า… …
นั่นเป็นความคิดสุดท้าย ก่อนที่แสงสีน้าเงินจะกลืนกินมันลงไป
จั่วม่อไม่ได้ชายตามองกองเลือดเนื้อเลอะเลือนนั้นแม้สักแวบ มัน
หอบหายใจหนัก ๆ อย่าได้เห็นว่าหมัดเมื่อครู่เพียงต่อยออกไปอย่างรวบรัด
หมดจด แท้ที่จริงแทบใช้พลังทั้งหมดในร่างของมันไป มันสูดลมหายใจลึก
ๆ สองสามครั้ง ฟื้นฟูเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง แล้วยกมือขวาขึ้นดู แผนผังปิศาจ
สีน้าเงินเยือกเย็นดูเหมือนสลัวมัวหม่นลงไม่น้อย
จั่วม่อกำลังดื่มด่ากับความรู้สึกจากหมัดเมื่อครู่
หากเป็นเพียงพลังสังขารเพียงอย่างเดียว การโจมตีเมื่อครู่ย่อม
เป็นไปไม่ได้ที่จะบดขยี้อีกฝ่ายในหมัดเดียว ชั่วพริบตาที่พลังหมัดทั้งสอง
ฝ่ายปะทะกัน พลังเทพที่แฝงเร้นอยู่ภายในหมัดขวาก็แตกปะทุออกไป นี่
จึงเป็นเหตุให้หมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟ้าน่าแตกตื่นสะท้านโลกถึงเพียงนี้!
ท่ามกลางความเงียบสงัดเสมือนตาย จั่วม่อเดินย้อนกลับไปยัง
ตำแหน่งในตอนต้น ร่างตรงแน่ว ก้มลงหยิบผ้ายาว เริ่มพันมืออย่างแน่น
หนาอีกครั้ง
แต่ละการเคลื่อนไหวของมันทั้งเฉื่อยชาและปลอดโปร่ง พันผ้าอย่าง
ตั้งอกตั้งใจ สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ประหนึ่งว่าไม่มีผู้อื่นอยู่ที่นี่
ไม่มีความยินดีในชัยชนะ แม้ว่ามันจะบรรลุความเข้าใจหลายประการ
จากการต่อสู้ครั้งนี้ แม้ว่าจะสำเร็จไปด้วยดีตามแผนการของผูเยา … …แต่
?” บนที่นั่งผู้ชม ฮวาหนิงจู่ ๆ ร้องถามเสียงดังฟัง
ชัด บรรดาองครักษ์รอบกายนางกลายเป็นตึงเครียดขึ้นมาในบัดดล ดูจาก
ท่วงท่าสภาวะที่จั่วม่อแสดงออกมาทั้งหมด พวกมันรู้ว่าคนผู้นี้อันตรายยิ่ง
จั่วม่อแปลกใจอยู่บ้าง เมื่อครู่นี้มันยังได้ยินสตรีนางนี้หัวร่อต่อกระซิก
กับผังเฉินอยู่เลย
ช่างเป็นสตรีที่ไร้หัวจิตหัวใจโดยแท้!
มันอดไม่ได้ต้องเหลือบมองซากร่างของผังเฉินบนพื้นอย่างเห็นอก
เห็นใจ แต่มันไม่ได้หยุดเดิน ไม่ได้ตอบคำ เพียงมุ่งตรงไปยังทางออก อากุ่ย
ดีกว่าสตรีเช่นนี้มาก!
ซู่หลงเผยสีหน้าโล่งอก รีบตรงเข้ารับหน้า เมื่อครู่มันวิตกกังวลอยู่ตั้ง
นานสองนาน
“เฮ้ เฮ้ เฮ้ ข้าถามเจ้าไม่ได้ยินหรือไร!” ฮวาหนิงยังคงไม่ยอมรามือ
ร้องไล่หลังอย่างแง่งอน
จั่วม่อคร้านจะสนใจเด็กหญิงใจดำอำมหิตนางนี้ เดินออกจากสนาม
ประลองไปโดยไม่เหลียวมองนางแม้แต่แวบเดียว
“เจ้า เจ้า เจ้า… …” ฮวาหนิงไม่เคยคาดฝันว่าจะมีบุรุษที่เมินเฉยต่อ
นาง ยามตะลึงลานน้าตาสองสายไหลหลั่งลงมาทันที ร้อนถึงบรรดา
องครักษ์ต้องรีบปลอบโยนเป็นการใหญ่
บนที่นั่งผู้ชม หลันเทียนหลงก็ไม่เรียกรั้งจั่วม่อ แต่ดวงตาสาดประกาย
เจิดจ้า ลางสังหรณ์ของมันในวันนั้นไม่ได้ผิดเพี้ยนไปแม้แต่น้อย!
รอจนร่างของจั่วม่อหายลับไปจากลานประลอง ที่นั่งผู้ชมซึ่งเงียบ
กริบดุจป่าช้า ทันใดนั้นไม่อาจระงับยับยั้งอีกต่อไป ระเบิดความอัดอั้นตัน
ใจออกมาพร้อมกัน เสียงตะโกนสนทนาแข่งกันของฝูงชนฟังไม่ได้ศัพท์
กระทั่งคนที่อยู่ติดกันยังไม่ได้ยินว่าสหายกล่าวว่ากระไร
ทุกผู้คนจากสีหน้าขาวเผือดเหมือนคนตาย กลับกลายเป็นแดงก่า
อย่างตื่นเต้นเร้าใจ
ว่ากันตามตรงศึกสัประยุทธ์เมื่อครู่กระชั้นสั้นยิ่ง แต่สะท้านขวัญสั่น
ประสาทและเหนือความคาดหมายเป็นที่สุด ทุกคนยังจมอยู่กับภาพการ
ปะทะหักหาญอันดุเดือดเมื่อครู่ พลังหมัดอหังการที่แกร่งกร้าวสุดเปรียบ
ปาน สัญญาสิบกระบวนท่าที่ผังเฉินประกาศอย่างเหี้ยมหาญ พลังฝีมือที่
รุดหน้าระหว่างห้วงความเป็นความตาย… …
ยอดยุทธ์ลือนามผังเฉิน กลับถูกคนฆ่าตายในสองกระบวนท่า
มิหนำซ้าคู่ต่อสู้ของมันยังเป็นแค่คนใหม่ผู้หนึ่ง ศึกประลองครั้งนี้สะท้าน
ทั่วเมืองมหาสันติอันยิ่งใหญ่!
ฟ่งเยวี่ยนำทัพเร่งรุดไปอย่างไม่หยุดยั้ง นางแม้ฝ่าฝืนวินัยทัพ ลอบนำ
กำลังติดตามมาล้างแค้น แต่ในด้านฝีมือของแม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่งก็
มิได้ขาดตกบกพร่อง นางทราบว่าสิ่งใดสำคัญที่สุด นางติดตามเจียงเจ๋อ
ออกรบทัพจับศึกมาตั้งแต่ต้น ความสามารถในการประเมินสถานการณ์
ของนางไม่ได้อ่อนด้อย นางล่วงรู้ว่าช่วงเวลานี้เป็นเพียงการโหมโรงก่อนที่
ศึกใหญ่จะปะทุขึ้น หลังจากเวลาช่วงสั้น ๆ นี้ผ่านไป การตอบโต้อย่าง
รุนแรงจากกองทัพปิศาจจะมาถึง
นางต้องฉวยโอกาสนี้ล้างแค้นให้แก่อาจารย์อาติ้งเจิน ก่อนที่กองทัพ
ปิศาจจะเปิดฉากเอาคืน
ดังนั้นนับตั้งแต่ออกเดินทาง นางแทบไม่ได้หยุดพักแม้แต่ชั่วครู่ชั่ว
ยาม ตั้งใจจะเข้าถึงอาณาจักรทะเลเมฆให้ได้โดยเร็วที่สุด
หลังจากข้ามแม่น้าอาณาจักร พวกมันก็จะบรรลุถึงอาณาจักรทะเล
เมฆแล้ว
“ทุกคนอดทนอีกสักครู่ เหลือระยะทางอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็จะ
ถึงเป้าหมาย พวกเจ้าพยายามอีกหน่อย เมื่อถึงอาณาจักรทะเลเมฆเราจะ
หยุดพักผ่อนทันที!” ฟ่งเยวี่ยตะโกนปลุกปลอบขวัญกำลังใจกองทัพ
เหล่าไพร่พลใต้ร่มธงไม่อาจปกปิดสีหน้าเหนื่อยล้า แต่พวกมันพยัก
หน้าอย่างเชื่อฟัง ในหมู่ไพร่พลเหล่านี้ฟ่งเยวี่ยมีอำนาจอิทธิพลสูงสุด พวก
มันยังผ่านฝึกอบรมมาอย่างดีเยี่ยม การเดินทัพอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจ
สิ่งใดเช่นนี้แม้ยากลำบากอยู่บ้าง แต่ยังคงห่างไกลจากขีดจำกัดสูงสุดของ
พวกมันช่วงใหญ่
“เช่นนั้นก็เริ่มข้ามแม่น้าได้!” ฟ่งเยวี่ยเค้นเสียงลอดไรฟัน
อาจารย์อาติ้งเจิน ข้าจะต้องชำระแค้นแทนท่านให้จงได้!
การตายของผังเฉินสะท้านทั่วนครมหาสันติ
ในรอบครึ่งปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ยอดยุทธ์ลือนามดับดิ้นคาสนาม
ประลอง!
รอยแยกแห่งความโกลาหลเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้การต่อสู้ห้าหั่น
ระหว่างสามเผ่าพันธุ์ทวีความดุเดือดขึ้นอย่างรวดเร็ว ความสนใจของผู้คน
ย่อมต้องหันไปทางสภาพสับสนวุ่นวายที่เกิดขึ้นในโลกเป็นธรรมดา ยอด
ยุทธ์มากมายหวนคืนสู่ตระกูล เพื่อตระเตรียมเข้าสู่สงคราม นครมหาสันติ
เงียบเหงาเป็นเวลานานก็เนื่องเพราะเหตุนี้เอง แต่ในบางสถานที่
สภาพการณ์ค่อย ๆ กลายเป็นมีเสถียรภาพอย่างรวดเร็ว ยอดยุทธ์หลายคน
ดังเช่นหลันเทียนหลง ก็พากันทยอยกลับมายังนครมหาสันติ นครมหาสันติ
เริ่มกลับคืนสู่บรรยากาศครึกครื้นคึกคักดุจเดิม
ผังเฉินสังเวยชีวิต! คู่ต่อสู้เป็นเพียงคนใหม่ผู้หนึ่ง! ประมือกันเพียง
สองหมัด!
บรรดาปิศาจที่ชมดูการต่อสู้ด้วยสายตาตัวเอง ชต้องพยายามอย่าง
สุดความสามารถที่จะบรรยายความอหังการและน่าสะพรึงกลัวของสอง
หมัดนั้นให้แก่ผู้อื่น สัญญาสิบกระบวนท่าที่ผังเฉินมอบให้แก่ฮวาหนิง
กลายเป็นเรื่องชวนขบขันที่สุดในการประลองนี้
ภาพมายาบันทึกการประลองขายดีเป็นเทน้าเทท่า ความคึกคัก
กระตือรือร้นของชาวนครมหาสันติปะทุออกมาอย่างฉับพลัน!
คนใหม่สังหารยอดยุทธ์ลือนามกลางลานประลอง เรื่องเช่นนี้ไม่ได้
ปรากฏขึ้นตั้งกี่ปีมาแล้ว?
ด้วยกฎการประลองที่ตั้งไว้อย่างถี่ถ้วนครอบคลุม ยากที่จะได้เห็นการ
ประลองข้ามระดับชั้นเช่นนี้ ไม่มีผู้ใดกังวลสนใจว่าผังเฉินไฉนท้าประลอง
จั่วม่อ พวกมันเพียงทราบว่าผังเฉินตกตายภายใต้เงื้อมมือของคนใหม่ผู้
หนึ่งก็พอ!
คนใหม่!
พวกมันตระหนักอย่างรวดเร็ว ว่าจนถึงบัดนี้พวกมันยังไม่ล่วงรู้ว่าคน
ใหม่ผู้นี้เรียกว่าอะไร
ดังนั้นผู้คนเริ่มสืบเสาะ
นามของค่ายองครักษ์คนฆ่าสัตว์ซึ่งอาศัยหนึ่งร้อยเข่นฆ่าสามพัน
พลันผุดขึ้นในสายตาผู้คนจำนวนมาก ตามด้วยการช่วยเหลือเถาซิงใน
ระหว่างทาง ถล่มกระบวนทัพราชันยักษ์ด้วยหมัดเดียว เป็นเหตุให้ยักษา
เขียวหลายร้อยตนแตกพ่ายหลบหนีไม่คิดชีวิต… …
แทนที่จะกระจ่าง มันกลับยิ่งลึกลับมากกว่าเดิม!
บัดนี้ขุมกำลังมากมายเริ่มหันมาสนใจคนใหม่ที่ไม่ทราบว่าผุดขึ้นจาก
ที่ใดผู้นี้
นครมหาสันติดูเหมือนครึกครื้นขึ้นทันตา
“ว่ากระไร?
?” ปู้เกิ้นบีบถ้วยสุราจนแหลกคามือ
“ขอรับ!” ลูกสมุนที่เตรียมการพรักพร้อม รีบฉายภาพมายาบันทึก
การต่อสู้ให้ดูทันที
ปู้เกิ้นจับจ้องมองดูภาพมายา ร่างแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็น
อัมพาต
ภาพมายาบันทึกการต่อสู้ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ปู้เกิ้นแทบไม่ต้องใช้
ความพยายามใด ๆ ก็สามารถมองเห็นทุกรายละเอียดที่เกิดขึ้นได้อย่างชัด
แจ้ง พลังหมัดอหังการสะท้านฟ้าดินขู่ขวัญปู้เกิ้นจนรู้สึกใจสั่นสะท้านไป
ด้วย
“เราประเมินมันต่าเกินไปมาก” ปู้เกิ้นพลันกล่าวเสียงหนัก ยืดตัวตรง
อีกครั้ง สีหน้าสงบราบคาบลงดังเดิม
มันเคยชมดูภาพบันทึกการต่อสู้ระหว่างผังเฉินกับชีเตียวอวี่ครั้งที่
สร้างชื่อให้แก่ผังเฉิน ชีเตียวอวี่แม้ไม่ได้ลงมืออย่างสุดกำลัง แต่ผังเฉินเมื่อ
รับมือชีเตียวอวี่ได้สามสิบกระบวนท่า ย่อมถือว่าเป็นยอดยุทธ์ที่น่ากลัวผู้
หนึ่ง อย่าว่าแต่หลายปีมานี้ผังเฉินยังพลังฝีหน้ารุดหน้ามาโดยตลอด
กระทั่งกลางศึกครั้งนี้ยังรุดหน้าไปอีกก้าวใหญ่ แต่กระนั้นกลับถูกฆ่าตาย
ด้วยหมัดเดียว?
คนผู้นี้ที่แท้เป็นใครกันแน่?
ผู้อื่นคล้ายจู่ ๆ ก็ผุดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่กระทั่งถึงบัดนี้ยังคงไม่มี
ผู้ใดสืบพบตัวตนและความเป็นมาที่แท้จริงของคนผู้นี้ได้
นี่คือจุดที่ปู้เกิ้นหวาดวิตกที่สุด
ส่วนในด้านพลังฝีมืออันสูงเยี่ยมของผู้อื่น ปู้เกิ้นกลับไม่ได้กังวลใจ
มากนัก ในความเห็นของมัน แม้ว่าหมัดนั้นจะอหังการสุดยอด ทั้งยังคร่า
ขวัญสะท้านวิญญาณ แต่หากผู้อื่นมิได้มีฉากหลังอันแข็งแกร่ง มันยังคงมี
สารพัดวิธีที่จะกำจัดคนผู้นี้ได้
นี่คือนครมหาสันติ สถานที่ซึ่งไม่เคยขาดแคลนผู้เยี่ยมยุทธ์!
?” บุรุษร่างยักษ์
หัวร่อดังกระหึ่ม สุ้มเสียงระคายหูยิ่ง
อาซาเก๋อกลับไม่มีโทสะ เพียงกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ข้าพบแม่ทัพ
บัญชาการศึกซิวเจ่อที่ร้ายกาจยิ่งผู้หนึ่ง มันไม่เพียงแต่ฝีมือร้ายกาจ
กองทัพของมันเห็นได้ชัดว่าอ่อนด้อยกว่าข้ามาก แต่มันกลับสามารถต่อสู้
ได้อย่างคู่คี่ก้ากึ่งกับข้าถึงสามวันสามคืน หากกองทัพของเราทั้งสองฝ่ายมี
ขุมกำลังใกล้เคียงกัน เกรงว่าข้าคงพ่ายศึกไปตั้งแต่แรก”
“ร้ายกาจถึงเพียงนั้น
บุรุษร่างใหญ่ประหลาดใจไม่น้อย “อาซาเก๋อ
เจ้าเป็นหนึ่งในสามยอดแม่ทัพแห่งตระกูลซิงหลัวเรา กระทั่งเจ้ายังไม่ใช่
คู่มือของมันรึ?”
อาซาเก๋อหัวร่อเจื่อนขม แบสองมือ “ข้ามิใช่คู่มือของมันจริง ๆ”
บุรุษร่างยักษ์ยิ่งประหลาดใจกว่าเดิม มันทราบว่าคนอย่างอาซาเก๋อ
ย่อมไม่ล้อเล่นกับเรื่องเช่นนี้ หลังจากขบคิดอยู่ชั่วอึดใจค่อยถามว่า “หาก
เป็นปี้ซานเล่า เทียบกับคนผู้นั้นแล้วเป็นอย่างไร?”
ปี้ซานคือผู้นำของสามยอดแม่ทัพแห่งตระกูลซิงหลัวของพวกมัน ชั่ว
ชีวิตไม่เคยปราชัยมาก่อน
? วัดเสวียนคงให้กำเนิดเจียงเจ๋อที่ร้าย
กาจออกมาคนหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้มันเพิ่งเข้ายึดครองอาณาจักรขุนเขา
ยะเยือกเอาไว้ ยามนี้ผู้ยิ่งใหญ่หลายคนกำลังร่วมแรงร่วมใจกัน ตระเตรียม
ช่วงชิงอาณาจักรขุนเขายะเยือกกลับคืนจากมือของมัน”
“มันไม่ใช่ศิษย์ของสี่สำนักใหญ่ ข้าเคยถามมันแล้ว พวกมันมาจาก
อาณาจักรทะเลเมฆ ข้าสังเกตจากน้าเสียงของพวกมัน เกรงว่าพวกมันก็ไม่
ชมชอบสี่มหาอำนาจเท่าใดนัก” อาซาเก๋อแม้มีนิสัยใจคอเรียบง่ายสบาย ๆ
แต่กลับเป็นคนขวัญกล้าใจละเอียดอ่อนผู้หนึ่ง “เหตุที่พวกมันบุกจู่โจม
อาณาจักรยุ้งฉางกลาง ดูท่าจะหมายตารอยแยกแห่งความโกลาหล
ทางด้านนี้เสียมากกว่า”
“หรือว่าพวกมันคิดรุกรานภพปิศาจ
บุรุษร่างใหญ่สีหน้า
แปรเปลี่ยนเล็กน้อย เมื่อมีศัตรูอันร้ายกาจเช่นนี้จ่อคุกคามอยู่ด้านข้าง ผู้ใด
สามารถนอนหลับอย่างวางใจได้?
“คล้ายไม่เป็นเช่นนั้น” อาซาเก๋อขบคิดแล้วกล่าว “เท่าที่ข้าพบปะ
สนทนากับพวกมัน พวกมันแตกต่างจากสี่มหาอำนาจอย่างชัดเจน ทั้งยังดู
ไม่มีอคติกับเผ่าปิศาจเหมือนซิวเจ่อทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันมีขุมกำลัง
ไม่มากนัก กว่าจะสามารถสร้างความมั่นคงในอาณาจักรยุ้งฉางกลางได้
?” บุรุษร่างยักษ์สีหน้าคลายใจลง
“เป็นพันธมิตร!” อาซาเก๋อตอบอย่างรวบรัดชัดเจน “หากต้องมีแม่
ทัพบัญชาการศึกที่ร้ายกาจเช่นนี้เป็นศัตรู คงน่าประหวั่นพรั่นพรึงเกินไป
หาทางเป็นสหายจะดีกว่ามาก ต่อให้ต้องจ่ายค่าตอบแทนบ้างก็นับว่า
คู่ควร”
“อา หากมันร้ายกาจเท่าที่เจ้าว่ามา นี่เป็นหนทางที่ถูกต้อง” บุรุษร่าง
ยักษ์ไม่เห็นค้าน
“แล้วความคืบหน้าทางด้านของปี้ซานเป็นอย่างไรบ้าง
อาซาเก๋อ
ย้อนถามบ้าง
“ไม่ค่อยราบรื่นนัก” บุรุษร่างยักษ์สั่นศีรษะ สีหน้าวิตกกังวล “พวก
มันพบปัญหายุ่งยาก กงเหยี่ยเสี่ยวหรง2แห่งเทียนหวนแม้ไม่มีชื่อเสียง
เทียบเท่าเจียงเจ๋อ แต่มันเพียงขาดชัยชนะในศึกใหญ่ที่จะช่วยหนุนส่ง
เท่านั้น เกรงว่าระดับฝีมือหาได้อ่อนด้อยกว่าเจียงเจ๋อไม่ ปี้ซานประสบ
ความปราชัยสองรอบแล้ว เคราะห์ดีที่ยังไม่สูญเสียหนักหนาสาหัสนัก ปี้
ซานกำลังวางแผนจะจับมือเป็นพันธมิตรกับกองทัพอสูรในบริเวณนั้น หาก
ทว่าแม่ทัพบัญชาการกองทัพอสูรกองนั้นยังเยาว์วัยนัก มิหนำซ้ายังเป็น
สตรีนางหนึ่ง!”
2 กงเหยี่ยเป็นแซ่สองตัว หรงคำนี้แปลว่าให้อภัย
“สตรี?”
อาซาเก๋อพอฟังพลอยห่วงกังวลไป แต่ยังคงปลอบโยนอีกฝ่าย
“ตระกูลไม้วังทะเลสาบเป็นตระกูลใหญ่ที่โด่งดัง หากพวกมันกล้าส่ง
เด็กหญิงนางหนึ่งมารับศึก นางก็ต้องมีบางอย่างที่ไม่รวบรัดธรรมดา”
“ข้าก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น!” บุรุษร่างยักษ์ฝืนยิ้มขมขื่น แล้วพลันหัน
เหหัวเรื่อง “เจ้ามีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับสถานการณ์เบื้องหน้า?”
อาซาเก๋อแย้มยิ้ม ดวงตาทอประกายลึกล้าสุดหยั่ง “หากกล่าวอย่าง
รวบรัด ยุคใหม่กำลังจะมาถึงแล้ว”
“หมายความว่าอย่างไร?”
?”
“นับแต่นี้ไป การติดต่อสื่อสารระหว่างซิวเจ่อและอสูรปิศาจมีแต่จะ
เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ การผสมกลมกลืนไม่มีผู้ใดสามารถขวางรั้งได้ รอยแยก
แห่งความโกลาหลปรากฏขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน ผู้ใดสามารถตามปิดผนึก
พวกมันทั้งหมดได้? วังวนนี้มีแต่นับวันจะยิ่งใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีใครหนี
พ้น แน่นอนว่ายามนี้ต่างฝ่ายต่างต่อสู้ฆ่าฟันกัน แต่จะต้องมีวันที่ทุกคน
ต่างเหน็ดเหนื่อยกับการทำศึกสงครามที่ไม่รู้จักจบสิ้น ถึงตอนนั้นทุกฝ่าย
ย่อมต้องหันหน้าเข้าหากันตามธรรมชาติ” อาซาเก๋อกล่าวปนหัวร่อเบา ๆ
บุรุษร่างใหญ่พบว่าวาจาของอาซาเก๋อช่างยากจะยอมรับได้ มันเพียง
สั่นศีรษะอย่างไม่เห็นด้วย พลางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “แนวคิดของเจ้ามัก
แตกต่างจากผู้อื่นเสมอ”
“เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกอย่างเอง” อาซาเก๋อกล่าวพลางยักคิ้ว
ให้
ฟองน้า ซึมซับวิชาความรู้ในฐานะแม่ทัพบัญชาการศึกอย่างบ้าคลั่ง ใช้
เวลาแทบทั้งหมดไปกับการฝึกฝนค่ายเสวียนอู่
ความแข็งแกร่งของค่ายเสวียนอู่เพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกาะเต่า
เมื่อรั้งตำแหน่งราชันทะเลเมฆอย่างมั่นคง ปรากฏยอดยุทธ์รุ่นเยาว์และ
ผู้คนที่มีความสำเร็จอยู่บ้างทยอยเข้าสวามิภักดิ์ไม่ได้ขาด ระดับพลังฝีมือ
โดยเฉลี่ยยกระดับขึ้นไม่น้อย
นอกเหนือจากการตรวจสอบเป็นครั้งคราวแล้ว แม่นางน้อยไม่มีความ
สนใจในค่ายเสวียนอู่แม้แต่น้อย ค่ายเสวียนอู่แทบจะสร้างขึ้นภายใต้
พื้นฐานความคิดของม้าฝานแต่เพียงผู้เดียว
กระดูกสันหลังของค่ายเสวียนอู่คือหน่วยเทียนฟงเดิม ส่วนไพร่พลที่
เหลือเป็นซิวเจ่อท้องถิ่นที่ผ่านการเลือกเฟ้นหลายครั้งหลายหน พวกมัน
แม้มีจินตันหลายคน แต่เมื่อเปรียบเทียบด้านพลังต่อสู้ พวกมันยังอ่อนด้อย
กว่าจินตันแห่งค่ายจูเชวี่ยมาก ที่ยิ่งยากลำบากไปกว่านั้นคือซิวเจ่อเหล่านี้
ล้วนมาจากสำนักตระกูลที่ผิดแผกแตกต่าง ทั้งเวทวิชาและอาวุธเวทที่แต่
ละคนใช้ก็ย่อมแตกต่างกันออกไปเป็นธรรมดา แทบจะมีครบถ้วนทั้ง
เซียนวรยุทธ์ เซียนสัญจรและเซียนกระบี่ จะขาดแคลนอยู่บ้างก็แค่เซียน
ยันต์เท่านั้น
บางทีอาจเป็นเพราะมันเคยเป็นแกนหลักในหน่วยทัพขนาดเล็กมา
ก่อน ม้าฝานมีฝีมือมากที่สุดในยุทธวิธีระดับย่อย ค่ายเสวียนอู่ก็สืบทอด
จุดเด่นข้อนี้ของมันมาอย่างครบถ้วน
มันตั้งอกตั้งใจสร้างหน่วยทัพเล็ก ๆ ทีละหน่วย ๆ ออกแบบกลยุทธ์
ระดับย่อยสำหรับพวกมันทั้งหมดทีละหน่วยทัพ
ค่ายเสวียนอู่ประหนึ่งหม้อไฟรวมมิตรหม้อใหญ่ ซิวเจ่อของแต่ละ
หน่วยทัพผิดแผกแตกต่างกัน กลยุทธ์ของแต่ละหน่วยทัพก็ไม่มีหน่วยใด
เหมือนกัน หลายครั้งหลายหนที่ม้าฝานรู้สึกว่าค่ายเต่าดำของมัน
คลับคล้ายกับเสื้อผ้าของขอทานผู้หนึ่ง ทั้งปะทั้งชุน ปะปนกันด้วยเนื้อผ้า
หลากหลายจนลายตาไปหมด
บางครั้งมันก็โหยหาความสุขสำราญจากการที่กระบี่พันเล่มของค่าย
จูเชวี่ยเหินบินไปด้วยกัน แต่ยามนี้ก็ได้แต่อิจฉาริษยาเท่านั้น
ทว่าเมื่อใดก็ตามที่ความคิดเหล่านี้บังเกิดขึ้น จากนั้นก็จะเป็นเวลาที่
ค่ายเสวียนอู่ต้องทุกข์ทรมานกับการฝึกฝนที่เข้มงวดจนแทบไร้
มนุษยธรรมแล้ว
ความเข้มงวดในการฝึกปรือของค่ายเสวียนอู่มีมาตรฐานในระดับ
เดียวกันกับค่ายจูเชวี่ย ปริมาณการฝึกอบรมที่แทบถึงขั้นเสียสติทำเอาซิว
เจ่อมากมายกรีดร้องสาปแช่งดังระงม แต่ม้าฝานกลอกกลิ้งถึงเพียงไหน
ภายใต้สายตามัน หากมีคนคิดเกียจคร้านเท่ากับแส่หาที่ตาย
ค่ายกลกระบี่ไม่ต่างจากคุกหฤโหดที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด ก่อตั้งราย
ล้อมค่ายฝึกอย่างเพียงพอ คิดเกียจคร้านหรือ?
ว่ากันว่าแผนผังปิศาจของเกาะเต่ามีความก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวง
ค่ายจินวูสามารถสลักค่ายกลที่ทรงอานุภาพกว่าเดิมมาก แม่นางน้อยผู้
รู้สึกว่าความแข็งแกร่งของทุกค่ายยังไม่เพียงพอ ตัดสินใจให้ค่ายเสวียนอู่
กลับมารับค่ายกลสลักร่างเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม พวกมันต้องรอคอยอีกสองสามวัน ค่ายจินวูยังคงมี
ปิศาจจำนวนหนึ่งที่สลักแผนผังปิศาจไม่แล้วเสร็จ
ม้าฝานไม่รีบไม่ร้อน กลับมายังเกาะเต่า มันรู้สึกถึงความใกล้ชิดสนิท
สนมของการหวนคืนบ้าน แต่มันยังคงทุ่มเทสมาธิจิตใจเคี่ยวเข็ญค่าย
ข่าวนี้ไม่ได้ส่งมาจากทางด้านแม่นางน้อยต้าเหริน แต่แจ้งมาจากทาง
เมืองที่อยู่ใกล้กับแม่น้าอาณาจักร
คนทางด้านนั้นเดิมทีวางแผนจะสร้างมหาค่ายกลเกาะใกล้ ๆ เมือง
แห่งนี้ เมื่อจู่ ๆ กองทัพที่มีจำนวนราวหนึ่งพันคนปรากฏตัวขึ้นอย่าง
กะทันหัน พวกมันก็ตระหนักว่านี่ไม่ใช่หนึ่งในกองทัพจากอาณาจักรทะเล
เมฆ มิหนำซ้าซิวเจ่อที่ส่งเข้าไปสอบถามก็ถูกฆ่าตายในบัดดล ยิ่งยืนยัน
สถานะศัตรูอย่างไม่ต้องกังขาอีกต่อไป
ม้าฝานพอได้รับแจ้งข่าว มันก็ตระหนักถึงความร้ายแรงของ
สถานการณ์ได้ทันที แม่นางน้อยยังคงอยู่ในอาณาจักรยุ้งฉางกลาง
มิหนำซ้าในอาณาจักรทะเลเมฆยามนี้ กองพันเดียวที่สามารถทำศึกก็คือ
ค่ายเสวียนอู่เท่านั้น
เคราะห์ดีที่ในแผนงานเชื่อมโยงเกาะเมฆขนาดใหญ่เข้าด้วยกัน ค่าย
กลเคลื่อนย้ายภายในอาณาจักรทะเลเมฆพัฒนารุดหน้าอย่างใหญ่หลวง
พื้นที่บริเวณใกล้เคียงแม่น้าอาณาจักรยังเป็นสถานที่ซึ่งมีการป้องกันเป็น
อย่างดี เครือข่ายค่ายกลเคลื่อนย้ายในละแวกนั้นสะดวกสบายยิ่ง
ม้าฝานตัดสินเด็ดขาด ทางหนึ่งรายงานไปยังแม่นางน้อยต้าเหรินโดย
ด่วน อีกทางหนึ่งก็จัดทัพเร่งรุดไปยังแม่น้าอาณาจักรอย่างไม่รีรอลังเล
หลังจากเดินทางผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายหลายต่อหลายแห่ง ค่าย
เสวียนอู่ของม้าฝานก็บรรลุถึงบริเวณแม่น้าอาณาจักรด้วยระดับความเร็ว
ที่ไม่มีผู้ใดคาดฝันถึง!
ทันทีที่มันเข้าถึงจุดซุ่มสังเกตการณ์ ม้าฝานอดประหลาดใจอยู่บ้าง
ไม่ได้ เนื่องเพราะฝ่ายตรงข้ามกำลังรั้งทัพพักผ่อน แต่เมื่อลองครุ่นคิด
เล็กน้อย ม้าฝานก็เข้าใจในบัดดล ฝ่ายตรงข้ามสมควรเร่งรีบเดินทางเป็น
ระยะทางยาวไกล จำเป็นต้องพักผ่อนฟื้นฟูพละกำลังเสียก่อน
ซิวเจ่อที่ส่งไปสอบถามเจตนาการมาของพวกมันถูกฆ่าทิ้งในทันที จิต
เจตนาที่พวกมันมาที่นี่ก็ไม่จำเป็นต้องกังขาอีกต่อไป
“กองพันอันร้ายกาจ!” เหนียนลู่อุทานอย่างแปลกใจ
ม้าฝานสีหน้าหนักอึ้งอยู่บ้าง มันเพียงมองปราดเดียวก็สามารถเห็นถึง
ความเลิศล้าของกองทัพเบื้องหน้านี้ได้ จากอาวุธยุทโธปกรณ์ของพวกมัน
และระเบียบวินัยอันเคร่งครัดของพวกมัน คนเหล่านี้เป็นกองทัพชั้นยอด
ไม่ผิดแน่
“เกรงกลัวอันใด?
“สามารถบอกความเป็นมาของพวกมันหรือไม่?” ม้าฝานไม่สนใจ
เหลยเผิง หันไปถามเหนียนลู่
ในพวกมันทั้งสาม เหนียนลู่แม้ไม่ขวัญกล้าบ้าบิ่นเช่นเหลยเผิง แต่มี
จิตใจละเอียดอ่อนที่สุด เป็นผู้ช่วยแม่ทัพที่ดียิ่ง
เหนียนลู่หยีตาเพ่งมองอยู่ชั่วครู่ จากนั้นสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
“พวกมันเป็นกองทัพจากวัดเสวียนคง!” ตราสัญลักษณ์ของพวกมันเป็น
ประกายอยู่ภายใต้แสงตะวัน แม่นางน้อยคาดคำนวณไว้นานแล้วว่าวัด
เสวียนคงจะต้องมาเสาะหาพวกมันแน่ จึงให้ความสนใจกับข่าวสารด้านวัด
เสวียนคงเป็นพิเศษ
“วัดเสวียนคง!” ม้าฝานพอฟังอดหน้าเปลี่ยนสีไปด้วยมิได้ ไม่ต้อง
สงสัยเลยว่ากองทัพฝ่ายตรงข้ามไฉนเลิศล้าถึงปานนี้ ที่แท้เป็นกองทัพแห่ง
วัดเสวียนคง
เมื่อยืนยันความเป็นมาของฝ่ายตรงข้าม พวกมันทั้งสามก็ทราบว่าศึก
นี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
แต่กองทัพจากวัดเสวียนคง… …
จนกระทั่งถึงตอนนี้ ค่ายเสวียนอู่แม้ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง
แต่ไม่เคยทำศึกสงครามขนาดใหญ่มาก่อน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองพัน
ชั้นยอดจากวัดเสวียนคง ม้าฝานแทบไม่ต้องขบคิดคาดเดาก็ทราบว่า
ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร
ยามนี้แม่นางน้อยต้าเหรินต้องได้รับข่าวแล้ว ค่ายจูเชวี่ยเป็นไปได้มา
กว่ากำลังมุ่งหน้ามาทางนี้!
สิ่งที่พวกมันต้องทำก็คือถ่วงเวลาฝ่ายตรงข้ามเอาไว้ รอให้ค่ายจูเชวี่ย
มาถึง สำหรับเรื่องที่ว่าพวกมันจะสามารถต้านทานกองพันชั้นยอดนี้ไว้ได้
หรือไม่ ม้าฝานกระทั่งคิดยังไม่ได้คิด อาณาจักรทะเลเมฆไม่ใช่อาณาจักร
ใหญ่โต แม้แต่บรรดาศิษย์ที่เด่นล้าของสำนักท้องถิ่น เมื่อเทียบกับไพร่พล
ในกองทัพของฝ่ายตรงข้ามแล้ว ยังนับว่าอ่อนด้อยกว่ามาก
แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกมันก็ไม่อาจปล่อยให้กองทัพที่พกพา
ความเคียดแค้นมาเต็มปรี่นี้ล่วงลึกเข้าไปในอาณาจักรทะเลเมฆได้เป็นอัน
ขาด!
มหาค่ายกลพันเกาะยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ยังมีเกาะเต่าและค่ายจินวู
หากผู้อื่นสามารถบุกทะลวงไปถึงเกาะเต่าอาจเป็นเหตุให้รากฐานอัน
ยิ่งใหญ่ของต้าเหรินถูกทำลาย มันย่อมไม่อาจแบกรับผลสุดท้ายเช่นนี้ได้!
ม้าฝานหันไปมองด้านหลังของตน ค่ายเสวียนอู่ยามที่ออกเดินทางมา
เพิ่งจะเริ่มต้นการฝึกฝนประจำวันไปได้ไม่นาน พวกมันเวลานี้เรียกได้ว่า
ผ่านการอุ่นเครื่องมาพร้อมสรรพ อีกทั้งพวกมันเดินทางผ่านค่ายกล
เคลื่อนย้ายมาจนถึงที่นี่ ดังนั้นระหว่างทางแทบไม่ได้สิ้นเปลืองพลังงานอัน
ใด
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ค่ายเสวียนอู่ในยามนี้ ทั้งเรี่ยวแรงกำลังและ
ความเฉียบคมอยู่ในขอบเขตขั้นสูงสุด!
ฝ่ายตรงข้ามอาจดูเหมือนอยู่ในระเบียบวินัยอันเคร่งครัด แต่ย่อมไม่
อาจปิดบังความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าของการโหมเดินทางระยะไกลได้
ม้าฝานขบกรามแน่น ดวงตาทอประกายฆ่าฟัน นี่เป็นโอกาสที่ดีงาม
ที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของพวกมัน! หากรอจนผู้อื่นฟื้นคืนสภาพอย่าง
สมบูรณ์ พวกมันกระทั่งโอกาสหลบหนียังไม่มี!
ทันทีที่คิดตกม้าฝานสีหน้าพลันสงบลง จนแทบกลายเป็นเย็นเยียบ
อยู่บ้าง มันดึงเหลยเผิงออกมา “เหลยจื่อเจ้าเป็นกองหน้า บุกถล่มพวก
มัน!”
เหลยเผิงแย้มยิ้มกว้างขวาง สีหน้าตื่นเต้นระทึกใจ มันชมชอบ
ประโยคนี้ที่สุด!
วัดเสวียนคงแล้วอย่างไร พวกเจ้าเป็นใครมิทราบ?
ระดับฝีมือของกองทัพฝ่ายตรงข้ามเมื่อเทียบกับกองพันของนาง ยัง
อ่อนด้อยกว่ามาก นางไม่เห็นแปลกอันใด นี่เป็นไปตามที่คาดเอาไว้ ต่อให้
เป็นเพียงกองพันทั่วไปของวัดเสวียนคง เมื่อเทียบกับกองพันชั้นยอดของ
สถานที่เล็ก ๆ เช่นนี้ ย่อมไม่มีทางที่จะอ่อนด้อยกว่า
นี่คือคุณค่าความหมายของสำนักใหญ่!
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น พวกนางคือหนึ่งในสี่มหาอำนาจ!
พวกนางคือมหายักษาที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร พวกนาง
สามารถทอดตามองลงไปยังสิ่งมีชีวิตด้านล่างอย่างเฉื่อยชา และเพียงดีด
นิ้วคราหนึ่ง ก็สามารถบดขยี้เหล่ามดปลวกตัวน้อยทั้งรัง
ในสายตาของฟ่งเยวี่ย อาณาจักรทะเลเมฆก็แค่มดปลวกตัวน้อย ๆ รัง
หนึ่งเท่านั้น!
มดปลวกอาจสามารถกัดช้างจนตาย แต่ย่อมไม่มีความหมายใดกับ
พญามังกร!
ทันใดนั้นเอง นางพลันมีสีหน้าตะลึงงัน ดวงตาทอแววเหลือเชื่อ
ออกมา … กองพันฝ่ายตรงข้าม…กำลังบุกโจมตีพวกนาง!
ฟ่งเยวี่ยติดตามเจียงเจ๋อผจญศึกนับครั้งไม่ถ้วน นอกเหนือจาก
กองทัพปิศาจแล้ว ไม่เคยมีกองทัพใดกล้าจู่โจมพวกนางก่อนแม้แต่ครั้ง
เดียว
คนเหล่านี้ใช่เสียสติไปแล้วหรือไม่?
ฟ่งเยวี่ยผุดลุกขึ้นยืน ดวงตากลายเป็นยะเยียบเย็นชา นางจะสั่งสอน
ให้มดปลวกเหล่านี้ได้ซาบซึ้ง ว่าเพียงแค่ประกายจากไฟโทสะของมังกร ก็
เกาเซวียนหวาดหวั่นวิตกไม่น้อย มันนึกไม่ถึงว่าฟ่งเยวี่ยจะรีบร้อน
เดินทัพถึงเพียงนี้ มันนำคนเพียงห้าร้อยเร่งรุดเดินทางอย่างสุดกำลัง
ความสามารถ ยังไม่อาจไล่ตามพวกนางที่มีเป็นพันคนได้ทัน
คำตอบที่ฟ่งเยวี่ยส่งกลับมาให้มันก็คือ นางจะเร่งเผด็จศึกโดยเร็ว
ที่สุด
คิดถึงเรื่องนี้ เกาเซวียนอดฝืนยิ้มเจื่อนขมไม่ได้ มันพยายามรีบเร่ง
อย่างสุดกำลังเพื่อติดตามนางให้ทัน ทว่าเด็กหญิงนางนั้นไม่ได้สำนึก
ขอบคุณแม้แต่น้อย แต่สำหรับความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้นของฟ่งเยวี่ย มัน
ไม่มีข้อกังขาแม้แต่น้อยเช่นกัน ฟ่งเยวี่ยเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่
แข็งแกร่งกว่ามันเสียอีก เซียนนักรบหนึ่งพันคนภายใต้ร่มธงของนางก็ล้วน
แล้วแต่ห้าวหาญชาญศึก ขัดเกลาตัวเองผ่านการต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วน แม้ว่า
ไม่อาจยกขึ้นเทียบกับกองพันเจียงจื้อของเจียงเจ๋อต้าเหริน แต่ไม่ว่าโยน
พวกมันลงไปยังอาณาจักรทั่วไปใด ๆ ก็สามารถปราบพิชิตได้อย่างไม่
ลำบากยากเย็น
แต่มันก็ไม่กล้าชักช้า ยังคงเร่งความเร็วติดตามไปอย่างไม่คิดชีวิต
?”
? มิเช่นนั้นมันไฉนต้องใช้นามแฝงด้วย?
ปฏิกิริยาของจั่วม่อเป็นข้อยืนยันการคาดเดาของเถาซิง เถาซิงกล่าว
อย่างไม่เห็นสำคัญว่า “แม้ข้าไม่คิดว่าจะมีประโยชน์ แต่เอาเถอะ เมื่อเจ้า
ต้องการเช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา”
“ประเสริฐยิ่ง!” จั่วม่อปรบมือชมเชย จากนั้นหันไปเพ่งเล็งคนอื่นๆ
ถังเฟยผงกศีรษะ กล่าวอย่างรวบรัด “ตกลง!”
โซ่วผิงพยักหน้าอย่างเรียบ ๆ ร้อย ๆ “ไม่มีปัญหา เซี่ยวต้าเหริน!”
หลังจากถูกเขิงเหลียนเอ๋อร์กระตุ้นเตือนอย่างเหี้ยมเกรียมอยู่บ้าง โซ่วผิง
กลับกลายเป็นเชื่อฟังกว่าเดิมมาก
สำหรับเขิงเหลียนเอ๋อร์ จั่วม่อมองข้ามนางไปตามสัญชาติญาณ การ
เปลี่ยนคำเรียกหาของจั่วม่อไม่ได้เกิดจากแรงกระตุ้นเพียงฉาบฉวย นาม
‘จั่วม่อ’ ของมันดึงดูดความสนใจจากคุนหลุนได้โดยง่าย ผู้ใดทราบว่าคุน
หลุนจะไม่มีสายสืบแฝงเร้นมาถึงที่นี่
“แม้ว่าพวกเจ้าไม่ได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของข้า ข้าก็ยังคงต้องกระตุ้น
เตือนพวกเจ้า การท้าประลองของผังเฉินครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มีใครบาง
คนลอบเล่นงานเราจากเงามืด” จั่วม่อกล่าวด้วยสุ้มเสียงราบเรียบ
เถาซิงพยักหน้า “เป็นปู้เกิ้น!”
มันเคยอาศัยอยู่ในนครมหาสันติมาก่อน ล่วงรู้เส้นสนกลในเป็นอย่าง
ดี ยามนี้จึงอธิบายว่า “ปู้เกิ้นกับกองพันของมันเข้าสู่นครมหาสันติเมื่อไม่
นานมานี้ เรื่องครั้งนี้มันสมควรเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง”
“เจ้าผู้นี้ยังไม่ยอมเลิกราอีก!” จั่วม่อพึมพำ มันหลงลืมไปเรียบร้อย
แล้วว่าเคยเข่นฆ่าผู้คนของอีกฝ่ายไปร่วมสี่ร้อยคนในคราวเดียว แต่เมื่อ
ลองครุ่นคิดอีกรอบ มันก็กลายเป็นปิติยินดีในทันที
ปู้เกิ้นย่อมไม่ยอมเลิกรา และแน่นอนว่าจะต้องส่งคนมาหยั่งเชิงมัน
อีก
นี่มิเท่ากับเสนอตัวมาให้มันถึงที่หรอกหรือ
มันก็ไม่ต้องเสียเวลาไปร่าร้องท้าทายผู้คนเพื่อหาคู่ประลองตาม
แผนการของผูเยาแล้ว
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ผู้อื่นจะส่งคนมารังควานมันอีก มันจะต้องไปยัง
ป่าศิลาทักษะปิศาจอีกสักหนสองหน เคล็ดความบนหลักศิลามีประโยชน์
จั่วม่อตื่นตะลึง แทบลงมือจู่โจมโดยพลัน แต่แล้วมันค้นพบอย่าง
รวดเร็ว คนเหล่านี้มีแต่ลิงโลดยินดี หาได้มีกลิ่นอายความเป็นปฏิปักษ์ไม่
“ต้าเหริน! โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วย!”
“ต้าเหริน! โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถิด!”
กระแสผู้คนไหลหลั่งห้อมล้อมจั่วม่อจนแน่นขนัด ปิดกั้นทางออกจน
มิดชิด จั่วม่อสีหน้าสับสนงงงวย เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น รอจน
เถาซิงออกมาจากเคหสถาน เบียดเสียดผ่านฝูงชนเข้ามากระซิบอธิบายให้
ฟัง จั่วม่อในที่สุดค่อยกระจ่างใจ
กราบอาจารย์!
คนเหล่านี้มาเพื่อกราบอาจารย์ สาเหตุเนื่องมาจากชัยชนะอันท่วม
ท้นของจั่วม่อที่มีต่อผังเฉิน
ฝูงชนแออัดเนืองแน่น เห็นศีรษะเรียงรายสลอน ดูน่าประทับใจไม่
น้อย
เมื่อกวาดตามองคร่าว ๆ จั่วม่อประเมินว่าอย่างน้อยต้องมีเป็นร้อย
คน คนทั้งหมดล้วนจ้องมองจั่วม่อด้วยสายตาวิงวอน
“อย่าได้รับปาก” เถาซิงกระซิบเตือนข้างหู “คนเหล่านี้ไม่มีพลังมาก
พอ ทั้งยังไม่มีศักยภาพ หากเจ้ารับปาก พวกมันจะกลายเป็นภาระ”
จั่วม่อนิ่งเงียบงันไปนาน
จั่วม่อมองกลับไปยังดวงตาที่วิงวอนร้องขอเหล่านั้น หวนนึกย้อนไป
ถึงอดีต อดรู้สึกไม่ดีกับการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้ แต่มันก็ทราบว่าเถาซิง
กล่าวไม่ผิด ที่นี่ไม่ใช่อาณาจักรทะเลเมฆ ในสภาวะวิกฤตินี้มันถูกล้อมรอบ
ไปด้วยศัตรู หากเผลอพลั้งไม่ระวังแม้สักเล็กน้อย แม้แต่ชีวิตตัวเองยังไม่
อาจรับประกัน ถึงตอนนั้นมันไม่เพียงแต่ต้องเสี่ยงต่อชีวิต หากมันเผชิญ
คราวเคราะห์ คนเหล่านี้ก็ยากที่จะมีจุดจบที่ดี
จั่วม่อกำลังจะตัดใจกล่าวปฏิเสธ
ทันใดนั้นเอง สุ้มเสียงประหลาดเสียงหนึ่งดังมาจากที่ห่างไกล ทะลวง
ผ่านเสียงเอะอึกอึกทึกบนท้องถนนอย่างพิสดารพันลึก
คล้ายเสียงปี่แต่ไม่ใช่เสียงปี่ คล้ายเสียงขลุ่ยแต่ไม่ใช่เสียงขลุ่ย สุ้ม
เสียงแผ่วจางราวกับเส้นผม คล้ายมีคล้ายไม่มี ยากจะสัมผัสได้ว่าสุ้มเสียงนี้
มีจริงหรือไม่
ท้องถนนอันจอแจกลับกลายเป็นเงียบกริบในบัดดล สุ้มเสียงนี้คล้าย
เปี่ยมล้นไปด้วยมนต์ขลัง สามารถปลอบประโลมจิตใจคน มอบความสุข
สงบชั่วนิรันดร์ให้แก่ผู้คน
เห็นเงาร่างสายหนึ่งเดินอย่างแช่มช้ามาจากทิศทางของประตูเมือง
จากเงาดำจุดเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขยายใหญ่เป็นร่างสูงสง่าร่างหนึ่ง
ชุดยาวสีขาวราวหิมะ ดวงตาคล้ายแต่งแต้มด้วยหยดหมึก เรือนผมดำ
สนิทยาวสยายดุจม่านน้าตก งดงามเสียจนไม่คล้ายบุรุษผู้หนึ่ง ดูราวกับว่า
เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังที่ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาจากมันได้ รอบกาย
ห้อมล้อมด้วยกลุ่มหยดน้าโปร่งใส ดุจหยาดฝนที่ซุกซน ว่ายเวียนกระจัด
กระจายราวกับปลาน้อยฝูงใหญ่
สุ้มเสียงประหลาดที่น่าลุ่มหลง ดังออกมาจากหยดน้าเล็ก ๆ เหล่านี้
เอง
คนผู้นั้นยิ่งเคลื่อนใกล้เข้ามา ความรู้สึกสุขสงบยิ่งแรงกล้าขึ้นเรื่อย ๆ
มันเดินอย่างเชื่องช้า ดวงตามองตรงไปข้างหน้าราวกับไม่เห็นผู้ใดอยู่
ในสายตา ท่วงท่าสูงส่งสง่างาม คล้ายเทพเซียนที่ไม่แปดเปื้อนธุลีทางโลก
ผู้หนึ่ง
สุ้มเสียงที่เกิดจากหยดน้าไพเราะเสนาะหูยิ่ง จั่วม่อยิ่งรับฟังเท่าใด ก็
ยิ่งลุ่มหลงงมงายมากเท่านั้น ในจิตใจปรากฏภาพความทรงจำอันงดงาม
ขึ้นเบื้องหน้าสายตา ความวิตกกังวลอันใด ความรันทดหดหู่อันใด ล้วน
ปลาสนาการไปสิ้น บนใบหน้าจุดรอยยิ้มอันสดใสขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้นเอง ตราประทับรูปดวงอาทิตย์บนแผ่นอกของจั่วม่อพลัน
สาดประกายวาบ กระแสพลังร้อนลวกเรียวบางสายหนึ่งโคจรไปทั่วร่าง
ด้วยตัวเอง จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง ฉากเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน
ภาพฝันแตกกระจัดกระจาย สุ้มเสียงที่ชำแรกผ่านเข้ามาในจิตใจยังคง
ไพเราะเสนาะหูถึงเพียงนั้น แต่ได้สูญเสียพลังสะกดอันเปี่ยมล้นด้วยมนตร์
เสน่ห์ไปอย่างสิ้นเชิง
จั่วม่อตื่นตระหนกสุดระงับ ผู้คนรอบกายมันทั้งหมดยังคงมีรอยยิ้ม
เคลิ้มฝัน มันพอชมดูถึงกับขนหัวลุกชี้ชัน
สำเนียงปิศาจอันร้ายกาจนัก!
จั่วม่อหันขวับ จ้องเขม็งไปยังเงาร่างของผู้มา คนผู้นี้เป็นใครกันแน่?
ผู้อื่นคล้ายชะงักเท้าวูบหนึ่ง เหลือบมองจั่วม่อด้วยหางตา แต่แท้ที่จริง
ไม่ได้หยุดยั้งลง ยังคงมุ่งหน้าต่อไปด้วยจังหวะจะโคนอันพิสดารดุจเดิม
ท้องถนนทั่วบริเวณเงียบสงัดเสมือนตาย ทุกคนยกเว้นจั่วม่อล้วนมี
รอยยิ้มแปลก ๆ อยู่บนใบหน้า
ทันใดนั้นเอง สุ้มเสียงที่ผิดแผกแตกต่างดังกึกก้องมาจากที่ห่างไกล
“ฮึ่ม!”
เป็นเสียงแค่นอย่างเย็นชาอันเหี้ยมหาญดุดันเพียงคำเดียว กึกก้อง
กัมปนาทดุจสายฟ้าคำรนเหนือนครมหาสันติ สำเนียงปิศาจที่คล้ายมีคล้าย
ไม่มี ดูเหมือนถูกสุ้มเสียงดุดันนี้กระแทกทำลาย เลือนหายไปอย่างฉับพลัน
ผู้คนที่ตกอยู่ในห้วงภวังค์เคลิ้มฝันสะดุ้งตื่นขึ้นทันที พวกมันใบหน้าซีด
เผือด จ้องมองบุรุษชุดขาวราวหิมะด้วยสายตาครั่นคร้ามยำเกรง
เถาซิงพลันได้สติขึ้นเช่นกัน มันพอหันไปเห็นบุรุษชุดขาวที่กลางถนน
สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง ร้องอุทานด้วยสีหน้าหวาดสะพรึง “ชี
เตียวอวี่!3”
3 หยาดพิรุณแต่งแต้มสลักเงา
จั่วม่อพอได้ยินเสียงอุทาน ก็มีปฏิกิริยาทันที รีบหันมาถาม “ชี
เตียวอวี่?”
“มันไฉนกลับมายังนครมหาสันติอีก?”
“พลังอันร้ายกาจ!” จั่วม่อทอดถอนชมเชย เมื่อครู่กระทั่งมันเองยังถูก
สะกด พลังฝีมือของอีกฝ่ายช่างลึกล้าสุดหยั่งถึงอย่างแท้จริง
“มันร้ายกาจจริง ๆ คนผู้นี้ยังผุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน มีฉากหลัง
ลึกลับ จวบจนถึงบัดนี้ ยังไม่มีผู้ใดทราบว่ามันมาจากตระกูลใด ผังเฉินซึ่ง
ถูกเจ้าฆ่าทิ้ง ที่กลายเป็นมีชื่อเสียงก็เนื่องเพราะต้านรับชีเตียวอวี่ได้
สามสิบกระบวนท่าก่อนจะพ่ายแพ้ไป เจ้าคงสามารถคาดคำนวณได้
กระมัง ว่าชีเตียวอวี่จะร้ายกาจถึงเพียงไหน” เถาซิงสีหน้าทอแววนับถือ
เลื่อมใส
“ตอนนี้มันยังร้ายกาจกว่าที่เจ้าว่ามาก!” จั่วม่อสีหน้าหนักอึ้ง
เคร่งเครียด มันถึงกับไม่อาจหยั่งวัดได้ว่าพลังฝีมือของชีเตียวอวี่ยามนี้
แข็งแกร่งเพียงใด แต่มันเชื่อว่าหากผังเฉินประมือกับชีเตียวอวี่อีกครั้ง
จะต้องดับดิ้นภายในกระบวนท่าเดียวเท่านั้น!
กระทั่งโจรหัวล้านเฒ่าติ้งเจิน ยังไม่มีพลังกดดันที่รุนแรงเท่าชีเตียวอวี่
ผู้นี้
ซึ่งความจริงชีเตียวอวี่หาได้จงใจปลดปล่อยสุ้มเสียงอันน่ากลัวนี้ไม่ นี่
เป็นเพียงคลื่นพลังอ่อนจางที่รั่วไหลออกมาจากกลุ่มหยาดพิรุณเหล่านั้น
ผลกระทบที่ตามมายังร้ายแรงถึงเพียงนี้ หากอีกฝ่ายตั้งใจใช้พลังเต็มที่ ไม่
ทราบจะน่าประหวั่นพรั่นพรึงถึงเพียงไหน!
จั่วม่อไม่แน่ใจว่าหากมันประมือกับมารร้ายตนนี้ จะต้านรับได้สักกี่
กระบวนท่า
นี่คือปิศาจที่มีพลังฝีมือกล้าแข็งที่สุด เท่าที่จั่วม่อเคยพบพานมา
จนถึงยามนี้!
“มันไปที่ป่าศิลาทักษะปิศาจ
จั่วม่อเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
“เช่นนั้นเจ้าค่อยไปที่ป่าศิลาทักษะปิศาจวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน” เถาซิง
รีบกล่าว
จั่วม่อพลันสีหน้าแปรเปลี่ยน “บัดซบ อาเหวินยังอยู่ที่ป่าศิลาทักษะ
ปิศาจ!” จั่วม่อขณะที่กล่าวประโยคนี้ ร่างก็โถมทะยานขึ้นกลางอากาศ
สาดพุ่งไปทางป่าศิลาทักษะปิศาจอย่างสุดกำลัง
มันตื่นตระหนกจนอกสั่นขวัญแขวน อาเหวิน อย่าได้ตอแยเจ้ามาร
ร้ายตนนั้นเชียว!
จั่วม่อเมื่อเร่งความเร็วสุดกำลัง มันก็รวดเร็วยิ่ง เพียงชั่วพริบตาเดียว
ก็บรรลุถึงป่าศิลาทักษะปิศาจ มันพอมาถึง พลันถอนหายใจอย่างโล่งอก
เงาร่างของมารร้ายชีหายลับเข้าไปในส่วนลึกของป่าศิลา ดูเหมือนว่าคนผู้
นั้นจะมีเป้าหมายอยู่ที่หลักศิลาทักษะปิศาจด้านในสุด
เห็นอาเหวินนั่งอยู่ข้างหลักศิลาที่ไม่ใช่ต้นเดิม สีหน้าเหม่อลอยงุนงง
เจ้าผู้นี้…เข้าสู่สภาวะแห่งการรู้แจ้งอีกแล้วรึ
จั่วม่อชะงักงัน ไม่ทราบจะหัวร่อหรือร่าไห้ดี จากนั้นต้องทอดถอน
ด้วยความอัศจรรย์ใจ พรสวรรค์ของอาเหวินช่างน่าสะพรึงกลัวโดยแท้!
จั่วม่อส่งองครักษ์ทุกข์ยากคนอื่นมาคัดลอกเคล็ดความบนหลักศิลาทักษะ
ปิศาจ เพื่อให้ทุกคนได้มีฉบับคัดลอกไว้ศึกษาเช่นกัน แต่จนถึงบัดนี้ มีเพียง
คนเดียวที่เข้าสู่ห้วงแห่งการรู้แจ้ง นั่นก็คืออาเหวิน
ที่น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่า ก็คือภายในไม่กี่วันมันถึงกับรู้แจ้งเป็นครั้งที่สอง
แล้ว!
จั่วม่อชักเริ่มริษยาอยู่บ้าง เคล็ดความบนหลักศิลาทักษะปิศาจแม้
ช่วยให้มันบังเกิดความเข้าใจไม่น้อยเช่นกัน แต่ไม่ถึงกับเข้าสู่สภาวะแห่ง
การรู้แจ้ง เจ้าเด็กน้อยผู้นี้กลับรู้แจ้งสองหนแล้ว!
จั่วม่อสั่นศีรษะแย้มยิ้มอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ปลุกปลอบสมาธิจิตใจ
เริ่มศึกษาเคล็ดวิชาบนหลักศิลาอีกครั้ง
เริ่มจากหลักศิลาทักษะปิศาจต้นที่ยี่สิบสอง เคล็ดความบนหลักศิลาก็
ไม่ได้จำกัดอยู่กับทักษะปิศาจอีกต่อไป มันพบรายละเอียดหลายต่อหลาย
ส่วนที่คลับคล้ายกับเวทวิชาและศาสตร์อสูรเป็นอย่างยิ่ง
ในตอนต้นมันเข้าใจว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่กลับยิ่งอ่านก็ยิ่งพบพาน
ส่วนที่คล้ายคลึงมากขึ้นเรื่อย ๆ มันจึงได้ตระหนักด้วยความตื่นตะลึง นี่
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ!
เวทวิชา ศาสตร์อสูร ทักษะปิศาจ จั่วม่อเป็นตัวประหลาดที่ฝึกปรือ
วิชาครบทั้งสามแขนงมาก่อน แม้ว่าผลการฝึกปรือเวทวิชาของมันไม่ได้
นี่หมายความว่าต่อให้มันศึกษามาถึงเคล็ดความเหล่านี้ ก็ไม่ได้เผชิญ
กับอุปสรรคสิ่งกีดขวางใด เพียงแต่มันอดงุนงงสงสัยไม่ได้
หรือว่าซือจื่อหมิงผู้นี้ที่แท้มีฝีมือในพลังทั้งสาม?
มันยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าใด ความงุนงงสงสัยก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
หลักการของซือจื่อหมิง ไม่ว่าจะเป็นเวทวิชา ศาสตร์อสูรหรือทักษะปิศาจ
ก็ล้วนแล้วแต่ถูกต้องแม่นยำและลึกซึ้งซับซ้อน กระทั่งตัวประหลาดที่
สำเร็จวิชาทั้งสามวิถีเฉกเช่นจั่วม่อยังรู้สึกว่ามีหลายแห่งที่ยากจะเข้าใจได้
จริงๆ
หรือว่าในโลกนี้ มียอดคนที่เกิดมาเพื่อล่วงรู้เจนจบในทุกสรรพสิ่งอยู่
จริง ๆ?
?” คนหน้าแหลมกระซิบถามเสียง
ต่า แต่สายตามันไม่ได้ละจากจั่วม่อที่เบื้องหน้าหลักศิลาแม้แต่แวบเดียว
“ยี่สิบหก” สหายหน้าดำที่มีผมสีม่วงของมันตอบอย่างชัดเจน
“เจ้าผู้นี้ใช่แกล้งทำเป็นอ่านไปอย่างนั้นหรือไม่
คนหน้าแหลมเอ่ย
อย่างลังเล “มิเช่นนั้นหากมันอ่านจริง ๆ ระดับความเร็วเช่นนี้ไม่เร็วเกินไป
หน่อยหรือ?”
“เร็วเกินไปหน่อย?
“ใช่แล้ว ทั้งอ่านและบรรลุความเข้าใจในหลักศิลาทักษะปิศาจยี่สิบ
หกต้น ระดับความเร็วนี้สมควรเป็นไปไม่ได้!” คนหน้าแหลมกล่าวอย่าง
เฉื่อยชา “มันใช่ค้นพบว่าพวกเรากำลังเฝ้าดูมันอยู่หรือไม่?”
“ผู้ใดบอกว่าเป็นไปไม่ได้?
?” คนหน้าแหลมถามพลางขมวดคิ้ว
“คนที่ด้านในนั้นอย่างไรเล่า!” บุรุษผมม่วงบุ้ยปากไปทางส่วนลึก
ที่สุดของป่าศิลา “หรือเจ้าลืมสิ่งที่คนผู้นั้นเคยทำในครั้งก่อนไปแล้ว?”
“ซี๊ด!” คนหน้าแหลมสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ สีหน้าซีดลง “ข้า
จะลืมได้อย่างไร? ภายในหนึ่งวันหนึ่งคืน ชีเตียวอวี่ผู้นั้นถึงกับบรรลุความ
เข้าใจหลักศิลาทักษะปิศาจสามสิบต้น ระดับความเร็วเช่นนี้ ในอดีตไม่เคย
มีใครบรรลุถึงมาก่อน ในภายภาคหน้าก็ไม่มี!”
“จริงอยู่ว่าไม่มีผู้ใดทำได้มาก่อน แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ว่าจะไม่มีผู้ใด
ก้าวล้าไปกว่ามัน” บุรุษผมม่วงจ้องมองจั่วม่อตาเขม็ง กล่าวราวรำพึงกับ
ตัวเอง “ข้ารู้สึกว่าเซี่ยวม่อเกอผู้นี้ไม่รวบรัดธรรมดา”
“เจ้าไม่คิดว่ามันเพียงแสร้งอ่านแล้วผ่านไปเฉย ๆ รึ?”
“เช่นนั้น… …เช่นนั้นหรือว่ามัน… …” คนหน้าแหลมตะกุกตะกัก
ออกมา
“มิผิด เช่นเดียวกันกับชีเตียวอวี่เมื่อครั้งกระโน้น!” บุรุษผมม่วงโพล่ง
ขัดวาจาของสหายกลางคัน มันรับหน้าที่ประจำการอยู่ในนครมหาสันติมา
นานกว่าสิบปี ภาระหน้าที่ประจำวันที่ตระกูลมอบหมายให้แก่มันก็น่าเบื่อ
หน่ายยิ่ง นั่นคือการเฝ้าจับตามองเหล่าปิศาจที่มาศึกษาหลักศิลาทักษะ
ปิศาจ
รายละเอียดยิบย่อยเหล่านี้ หากเป็นคนทั่วไปย่อมไม่สังเกตเห็น แต่
สำหรับพวกมัน อาศัยเพียงรายละเอียดเหล่านี้ก็สามารถประเมินได้หลาย
สิ่งหลายอย่าง
ในสายตาของพวกมัน ความเร็วในการศึกษาหลักศิลาของจั่วม่อ ยัง
ส่งผลกระทบน่าแตกตื่นสะท้านใจเสียยิ่งกว่าการสังหารผังเฉินกลางลาน
ประลองเสียอีก
บุรุษผมม่วงไม่กล่าวสืบต่อ มันจับจ้องมองดูจั่วม่อผู้กำลังครุ่นคิด
อย่างลึกซึ้งอยู่เบื้องหน้าหลักศิลา ดวงตาพลันทอแววประหลาด มันบังเกิด
ความรู้สึกอย่างแรงกล้าขึ้นมาในทันใด ว่ายอดยุทธ์อันร้ายกาจอีกผู้หนึ่ง
กำลังจะปรากฏขึ้นในนครมหาสันติอีกครา!
พอตั้งสติได้ มันหันไปสั่งการสหายที่ด้านข้าง “รีบด่วน รีบแจ้งเรื่องนี้
ไปยังจ่งก่วน4”
คนหน้าแหลมไม่กล้าชักช้า หายวับไปในเงามืดทันที
บุรุษผมม่วงทันใดนั้นกวาดตาไปยังเงามืดภายในป่าศิลาอีกด้านหนึ่ง
ตำแหน่งนั้นเมื่อครู่ปรากฏเงาร่างสายหนึ่งวาบผ่านไป มันพลันม่านตาหด
แคบลง ไม่ต้องขบคิดก็ทราบว่าเป็นเรื่องราวใด นั่นก็แค่คู่แข่งเก่าผู้หนึ่ง
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคนที่คอยสังเกตการณ์อยู่ในเงามืดเช่นกัน
ทั้งหมดล้วนมาแล้ว!
ดูท่าทุกผู้คนจะคาดหวังกับคนผู้นี้เป็นอย่างสูงเช่นกัน!
4 หมายถึงคนรับผิดชอบในการควบคุมดูแล