สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 592 ยื่นมือช่วยเหลือ
ภายใต้ม่านรัตติกาล เขิงเหลียงเอ๋อร์ดุจเงาพรายสายหนึ่ง ยืนนิ่งเงียบ
งันอยู่เบื้องหน้าหลักศิลาทักษะปิศาจ
หมู่ดาวเบื้องบนกว้างไพศาลดุจผืนทะเล
นางสามารถสัมผัสได้ถึงร่องรอยของพลังดวงดาวที่ยังหลงเหลืออยู่
รอบบริเวณหลักศิลาทักษะปิศาจ นี่ย่อมเป็นหลักศิลาทักษะปิศาจที่จั่วม่อ
ก่อให้เกิดหมู่ดาวประทานพร ดวงตาคู่งามกวาดมองไปทั่วหลักศิลาอย่าง
รวดเร็ว นางเฝ้าแต่อ่านเคล็ดความบนหลักศิลาซ้าแล้วซ้าเล่า แต่ไม่อาจ
ค้นพบเงื่อนงำว่าจั่วม่อไฉนสามารถก่อให้เกิดหมู่ดาวประทานพรได้
ทันใดนั้นเขิงเหลียนเอ๋อร์หมุนตัวกลับไป
เห็นบุรุษชุดขาวราวหิมะปรากฏกายขึ้นด้านหลังนางโดยไร้สุ้มเสียง
คนผู้นี้ยังจะเป็นใครไปได้ นอกเสียจากชีเตียวอวี่
ชีเตียวอวี่ดวงตาวาบประกายด้วยเจตนาฆ่าฟัน หยดน้าที่หมุนวนรอบ
กายของมันจู่ ๆ ก็เปล่งเสียงประหลาดที่ผิดแผกไปจากเดิม
เขิงเหลียนเอ๋อร์บังเกิดความรู้สึกว่าภาพในสายตานางพลัน
แปรเปลี่ยนเป็นพร่าเลือน ดวงตาดำขลับดุจนิลเปล่งประกายเจิดจ้าอย่าง
ฉับพลัน เป็นประกายสงบลึกเหมือนความลึกล้าของรัตติกาล แขนเสื้อยาว
สีดำสะบัดพลิ้วลิ่วล่อง แผ่ซ่านระลอกคลื่นไร้รูปลักษณ์อันพิสดารล้า
ออกมา
เหล่าหยดน้าที่โคจรรอบกายชีเตียวอวี่สุ้มเสียงชะงักขาดหายใน
บัดดล
“สมกับที่เป็นพลังเทพ” ชีเตียวอวี่เอ่ยปากด้วยสุ้มเสียงเย็นเยียบ
ดวงตาทอประกายประหลาดที่ยากจะเข้าใจ
เขิงเหลียนเอ๋อร์สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นน่าลุ่มหลงอย่างรวดเร็ว นาง
หอบหายใจเบา ๆ วงหน้าสวยสะคราญยิ่งเปี่ยมเสน่ห์ดึงดูดใจกว่าเดิม “ชี
เตียวอวี่ ที่แท้จุดมุ่งหมายของเจ้าก็คือพลังเทพ”
“ถูกต้อง” ชีเตียวอวี่ดวงตาสาดประกายดุจสายฟ้า ชุดยาวสีขาวโบก
สะบัดโดยปราศจากลม บนใบหน้าเฉยชาของมันปรากฏร่องรอยความ
ปรารถนาที่หาได้ยากยิ่ง “ตั้งแต่ครั้งก่อนที่ข้ามาที่นี่ ข้าก็เข้าใจแล้วว่าสิ่งที่
ซือจื่อหมิงต้องการจะบอกก็คือพลังเทพ”
“อย่างไรก็ตาม มันกลับไม่ได้ระบุถึงเคล็ดความส่วนที่สำคัญที่สุด
เอาไว้” ชีเตียวอวี่กล่าวเสียงเย็นเยือก “ข้าเที่ยวค้นหาไปทั่ว แต่ไม่เคยพบ
เบาะแสใด ๆ นึกไม่ถึงว่ากลับมาครั้งนี้จะพบพานผู้ที่ฝึกปรือพลังเทพ… ทั้ง
ยังมีถึงสามคน!”
เขิงเหลียนเอ๋อร์ดวงตายิ่งเย้ายวนใจมากกว่าเดิม ริมฝีปากสีแดงสด
ยกยิ้มจาง ๆ สุ้มเสียงอบอุ่นอ่อนโยนชำแรกลึกไปถึงหัวใจผู้คน “ช่างเป็น
บุรุษที่มีความตั้งใจโดยแท้”
เช้ง!
สุ้มเสียงดุจกระบี่คำรามกระหึ่ม!
เห็นคลื่นจันทร์เสี้ยวพวยพุ่งออกมาอย่างฉับพลัน พอดีปิดสกัดแขน
เสื้อวารีซึ่งไม่ทราบว่าจู่โจมเข้ามาตั้งแต่เมื่อใดอย่างแม่นยำ
แขนเสื้อวารีอันนุ่มนวลสั่นเบา ๆ กระเพื่อมเป็นระลอกดุจผืนน้า ส่วน
คลื่นจันทร์เสี้ยวแตกสลายไป คนทั้งสองที่เพิ่งจะปะทะกันอีกหนึ่งกระบวน
ท่า กลับมีสีหน้าท่าทีปลอดโปร่งดุจไม่เคยมีผู้ใดลงมือมาก่อน
“หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ไม่ทราบมีผู้คนมากมายเท่าใดที่จะสนใจ
พวกเจ้า?
?” ชีเตียวอวี่สุ้มเสียงเฉยชา ราวกับว่ากำลังกล่าวถึง
เรื่องธรรมดาทั่วไปที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวมัน
“มิผิด” เขิงเหลียนเอ๋อร์โต้ตอบด้วยสุ้มเสียงนุ่มนวลแฝงแววเกียจ
คร้าน สะกิดให้ผู้คนรู้สึกคันหัวใจยากจะเกา “แต่นั่นมีส่วนเกี่ยวข้องใดกับชี
เตียวอวี่เจ้า หากเป็นเช่นนั้นจริง งานเลี้ยงนี้ไหนเลยจะมีส่วนของเด็กน้อย
หัวเดียวกระเทียมลีบอย่างเจ้า?”
ชีเตียวอวี่สายตากลับกลายเป็นเย็นเยียบในทันใด เจตนาฆ่าฟันทะลัก
ล้นออกมา “แต่วันนี้ในเมื่อเจ้าเสนอหน้ามาเอง ข้าก็ขอน้อมรับไว้ด้วย
ความยินดี”
เขิงเหลียนเอ๋อร์แย้มยิ้มอย่างเย้ายวนใจ “เช่นนั้นต้องดูว่าฝีมือเจ้า
เข้มแข็งพอหรือไม่! ข้าชมชอบบุรุษอันเข้มแข็ง!”
สุ้มเสียงแว่วหวานกังวานอยู่กลางอากาศ หางเสียงยังไม่ทันจะจาง
หาย เขิงเหลียนเอ๋อร์ทั่วร่างทอประกายด้วยแสงจันทราเป็นชั้น ๆ จากนั้น
ร่างของนางเลือนรางลงอย่างรวดเร็ว ด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ด้วย
ตาเปล่า ต่อหน้าต่อตาชีเตียวอวี่
เขิงเหลียนเอ๋อร์ซึ่งแทบกลายเป็นโปร่งใสขยิบตาให้ชีเตียวอวี่
“ข้ามาแล้ว!”
สุ้มเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้ายวนสะท้อนก้องกลางอากาศเวิ้งว้าง
เขิงเหลียนเอ๋อร์ตรงหน้าชีเตียวอวี่ค่อย ๆ เลือนหายไป
ชีเตียวอวี่ดวงตาทอประกายวูบ เต็มไปด้วยร่องรอยขบคิดตรึกตรอง
จั่วม่อไม่ล่วงรู้ว่าในคืนนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นทางด้านของเขิงเหลียน
เอ๋อร์ แต่ต่อให้มันทราบ มันก็ไม่คิดสนใจ ผู้อื่นไม่ใช่ลูกน้องของมัน นางจะ
ทำอะไรย่อมไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับมัน
เมื่อได้รู้ว่าเสียกงจู่จะมาถึงนครมหาสันติในเร็ววัน คววามกลัดกลุ้มรุ่ม
ร้อนของจั่วม่อค่อยคลายลงไปบ้าง ทุก ๆ วัน มันหากไม่อยู่เป็นเพื่อนอากุ่ย
ก็จะจมลงไปในการฝึกฝีมือ อสูรผมส้ม อสูรควันดำและอาเหวินใช้เวลาทั้ง
วันอยู่ที่หลักศิลาทักษะปิศาจ กล่าวไปก็น่าประหลาด อสูรผมสีส้มผู้ไม่
อินังขังขอบกับสิ่งใดกลับเปี่ยมล้นด้วยพรสวรรค์เชิงยุทธ์ อีกทั้งมันยังสน
อกสนใจหลักศิลาทักษะปิศาจเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าเคล็ดความส่วนใหญ่บน
หลักศิลาจะมุ่งเน้นไปทางทักษะปิศาจก็ตาม นี่ทำให้อสูรควันดำค่อยคลาย
ความกังวลลงไม่น้อย
หากเจ้าผู้นี้เกิดเบื่อหน่ายขึ้นมา มันเองก็คงไม่มีเวลาได้สุขสบายแล้ว
จากนั้นคนอื่น ๆ ก็จะไม่เป็นอันได้ทำอะไรไปด้วย
กล่าวได้ว่าเคล็ดความบนหลักศิลาทักษะปิศาจทั้งลึกล้าและไพศาล
ซือจื่อหมิงสมกับที่เป็นยอดอัจฉริยะในตำนาน กระทั่งหัวข้อที่ธรรมดา
สามัญที่สุด ยังบ่งบอกบรรยายออกมาอย่างลึกล้าถี่ถ้วน ทุกครั้งที่ศึกษาดู
จั่วม่อมักรู้สึกได้เปิดหูเปิดตาเสมอ
จากนั้นดวงอาทิตย์เปล่งแสงจ้าขึ้นอีกหนึ่งดวง!
ภายในชั่วพริบตาเดียว กระทั่งดวงอาทิตย์ดวงที่สามซึ่งเป็นดวง
สุดท้ายบนแผ่นหลัง ยังถูกกระแสพลังร้อนแรงขุมนี้จุดประกาย สาดแสง
เจิดจรัสออกมา!
ชั่วอึดใจใหญ่ จั่วม่อในที่สุดฟื้นตื่นจากสภาพเลอะเลือนมึนงง มันรู้สึก
ว่ามีบางสิ่งปรากฏขึ้นบนแผ่นหลังของมันด้วย แต่มันไม่อาจบอกได้ว่าเป็น
อะไร
มันตรวจดูอย่างระมัดระวัง เมล็ดผลึกสุริยันที่อยู่ในแผนผังปิศาจตรง
กลางอกมีขนาดเล็กลงกว่าแต่ก่อนเล็กน้อย แต่สีสันเข้มจัดกว่าเดิม ขณะที่
หมุนรอบตัวเอง บางครั้งปรากฏเปลวไฟแลบลั่นอย่างดุร้าย ดูทรงพลัง
อำนาจอย่างล้นเหลือ
หรือว่า…พัฒนารุดหน้า?
เหมือนจะเป็นเช่นนั้น แต่ว่า… …
จั่วม่อทดลองบังคับพลัง สังขารปิศาจอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาคล้ายไม่
มีความเปลี่ยนแปลงใด การแปลงร่างลำดับที่สองยังไม่ได้เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อก็ไม่รีบไม่ร้อน มันทราบดีว่าสำหรับด่านเจียง สิ่ง
ที่สำคัญไม่ใช่การรุดหน้าของสังขารปิศาจ แต่เป็นความเข้าใจในพลัง ‘เขต
แดน!’
‘เขตแดน’ จึงเป็นพลังอำนาจอันร้ายกาจที่สุดเท่าที่จอมปิศาจด่าน
เจียงจะบรรลุได้
มันหวนนึกถึงโจรหัวโล้นติ้งเจินแห่งวัดเสวียนคง เขตแดนตะเกียง
เพลิงพุทธะ ทรงพลังอำนาจอย่างน่าอัศจรรย์ จั่วม่อบังเกิดความคาดหวัง
อย่างเต็มเปี่ยมต่อเขตแดนอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา ซึ่งเป็นพลังเขตแดน
เฉพาะของสังขารปิศาจอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา!
การรุดหน้าของสังขารปิศาจเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น มือขวา
ของมันสามารถมอบพลังเทพอันไร้ที่สิ้นสุดออกมา ขอเพียงมีเวลามากพอ
สังขารปิศาจของมันย่อมพัฒนาได้ถึงขีดสุด แต่ทว่าเขตแดนเป็นเรื่องราวที่
แตกต่างกัน มันไม่รู้จะเริ่มจับต้นชนปลายจากที่ใด
แต่มันก็ทราบว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่อาจฝืนบังคับได้ เช่นเดียวกับการบรรลุ
เจตจำนงกระบี่เมื่อครั้งกระโน้น เรื่องเช่นนี้ต้องอาศัยโชควาสนาและการรู้
แจ้ง
จะลึกล้ายิ่งขึ้น และหนักแน่นมั่นคงยิ่งขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่มันคร่าเคร่ง
ศึกษาเคล็ดความบนหลักศิลาทักษะปิศาจมหาสันติโดยไม่ว่างเว้น
แต่การฝึกฝีมือของมัน กลับยังคงต้องถูกขัดจังหวะอีกครั้ง
เนื่องเพราะซู่หลงกลับมาจากการไปดูอาเหวิน ทั้งยังนำคนผู้หนึ่งมา
ด้วย
เห็นปิศาจผู้หนึ่งกองอยู่แทบเท้ามัน คนผู้นี้ใบหน้าดำมะเมื่อม ลม
หายใจรวยริน เห็นเช่นนี้จั่วม่อรีบคุกเข่าลงตรวจดูอาการของมันทันที
“ต้าเหริน ข้าพบคนผู้นี้ระหว่างที่ข้าไปตามหาพวกอาเหวิน คนผู้นี้ล้ม
อยู่ใกล้ ๆ หลักศิลาทักษะปิศาจ ข้าเห็นว่าสภาพของมันไม่ถูกต้อง ดังนั้น
พามันกลับมาด้วย” ซู่หลงรีบอธิบาย อาจบางทีความทุกข์ยากในอดีต
ส่งผลให้มันเป็นคนที่โอบอ้อมอารีย์เช่นนี้เอง
“อืมม์!” จั่วม่ออุทานอย่างแปลกใจ มันถลกแขนเสื้อปิศาจผู้นั้นขึ้น สิ่ง
ที่ปรากฏอยู่บนแขนเป็นแผนผังปิศาจสีทองซ้อนกันเป็นชั้น ๆ จนแน่นขนัด
ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่แผนผังปิศาจแต่เป็นแผนผังอาคมยันต์!
นี่คืออาคมหวงห้าม!
จั่วม่อหางตากระตุก มันรีบตรวจดูร่างกายส่วนอื่นของปิศาจตนนี้ จริง
ดังคาด ทั่วทั้งร่างล้วนปกคลุมไปด้วยอาคมหวงห้าม!
เมื่อจั่วม่อถอดเสื้อของปิศาจตนนั้นออก ลวดลายอาคมหวงห้ามอัน
แน่นขนัดจนแทบไม่มีที่ว่าง บันดาลให้ทุกคนในห้องสูดลมหายใจอย่าง
หนาวเหน็บ
เหมียวจุนดาลเดือดยิ่ง ตวาดอย่างขุ่นแค้น “นี่เป็นฝีมือผู้ใด?
“นี่คืออาคมหวงห้ามจากวัดเสวียนคง” ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยา
ผุดขึ้นราวกับเงาภูตผี อธิบายด้วยสุ้มเสียงเย็นยะเยือก “วัดเสวียนคงมีกอง
พันที่โด่งดังยิ่งทัพหนึ่งเรียกว่ากองพันบาปเคราะห์ ไพร่พลของกองทัพ
มหาประลัยนี้ล้วนเป็นอสูรปิศาจที่ถูกคร่ากุม พวกมันฝังอาคมหวงห้ามนับ
ไม่ถ้วนลงในร่างของเชลยเหล่านี้ ดึงเอาวิญญาณส่วนหนึ่งของคนเหล่านี้
ออกมา หลอมสร้างพวกมันเป็นหุ่นเชิดที่รู้จักแต่เข่นฆ่าสังหาร”
ซี๊ด จั่วม่อพอฟังถ้อยคำของผูเยา ไม่ทราบเพราะเหตุใด มันรู้สึกหนัง
ศีรษะชาซ่าน
ช่างเป็นวิธีการอันโหดเหี้ยมอำมหิตนัก
เห็นสายตาทุกคู่พากันมองมาที่มันเป็นตาเดียว จั่วม่อทวนคำของผู
เยาให้พวกมันฟัง ทุกผู้คนที่ได้ฟังล้วนหน้าเปลี่ยนสี เหมียวจุนในฐานะ
ปิศาจผู้หนึ่ง แม้จะสงบเยือกเย็นปานใด เวลานี้ใบหน้ายังท่วมท้นไปด้วย
รังสีฆ่าฟัน ก่นด่าไม่หยุดปาก “อุบาทว์บัดซบ! เหล่าตัวบัดซบที่สมควร
ตาย!”
“สภาพเช่นนี้เกิดจากผลสะท้อนกลับของอาคมหวงห้าม” ผูเยาตื่น
ตระหนกเล็กน้อย “คาดว่ามันออกห่างจากวัดเสวียนคงนานเกินไป อาคม
หวงห้ามที่ฝังลงในร่างกายประกอบด้วยลวดลายอาคมหลายต่อหลายชั้น
ลี้ลับซับซ้อนสุดหยั่งถึง ยากที่จะแก้ไขทำลาย มีหลายแห่งที่ทั้งยุ่งยากและ
อันตราย ผลสะท้อนกลับส่วนใหญ่เกิดจากจุดนี้เอง หากพวกมันไม่ได้รับ
โอสถปราณพิเศษเฉพาะตามเวลาที่กำหนด ผลสะท้อนกลับจะเกิดขึ้น นี่
เป็นหนึ่งในวิธีการที่วัดเสวียนคงใช้ เพื่อให้กองพันบาปเคราะห์อยู่ภายใต้
การควบคุมของพวกมันไปตลอดกาล”
“เหล่าโจรหัวโล้นวัดเสวียนคงที่น่าตาย! อย่างที่คาดไว้ไม่ผิด พวกมัน
ชั่วร้ายยิ่ง!” จั่วม่อร่าร้องอย่างเคียดแค้นชิงชัง มันมีความแค้นที่ไม่ยอมอยู่
ร่วมฟ้าเดียวกันกับวัดเสวียนคง
พิจารณาดูอาคมหวงห้ามบนร่างกายของปิศาจเคราะห์ร้ายอย่าง
ใกล้ชิด จั่วม่อสามารถมองเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ฝีมือวิชายันต์และ
แผนผังปิศาจของมันในยามนี้ลึกล้ายิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเรียนรู้
ศาสตร์แห่งการปลุกแผนผังปิศาจ ความรู้ความเข้าใจของมันยิ่งลึกล้า
กว่าเดิมมาก
“หรือบางทีข้าอาจลองช่วยเหลือมันดู?”
?”
วาจาพอกล่าวออกจากปาก จั่วม่อพลันสำนึกเสียใจขึ้นมาทันที เรื่อง
นี้กล่าวออกมาง่ายดาย แต่ยากที่จะทำสำเร็จได้ ยังไม่ต้องกล่าวถึงม๋อเป้ย
จำนวนมหาศาลที่จะต้องใช้ ลำพังเวลาและแรงกายแรงใจอีกมากมายที่
ต้องหมดเปลืองไปกับเรื่องนี้ ก็นับเป็นการค้าที่ขาดทุนย่อยยับโดยแท้
เมื่อเห็นความโกรธแค้นอย่างจริงใจของเหมียวจุน กระทั่งเถาซิงยังอด
รนทนไม่ได้ สอดปากมาจากด้านข้างด้วยสุ้มเสียงขุ่นแค้น “กล่าวได้ดี!
บรรพชนของพวกเราต้องถูกหยามย่ายีถึงเพียงนี้ มันช่าง… …มันช่าง… …”
เถาซิงโกรธจนพูดไม่ออก ชะงักไปชั่วครู่ จากนั้นกล่าวอย่างใจป้า “ต้า
เหริน ท่านหากต้องการสิ่งใดให้บอกมา ข้าเถาซิง แม้ไม่มีความสามารถ
ใหญ่โตอันใด แต่ไม่เคยขาดแคลนม๋อเป้ย! อีกไม่กี่วันคนที่ข้าสั่งการให้
นำส่งตัวอ่อนปิศาจมาให้จะมาถึงนครมหาสันติ นอกเหนือจากส่วนที่จะ
ชดใช้หนี้สินให้แก่ต้าเหริน ข้าจะขายส่วนที่เหลือทั้งหมด! ต้าเหรินกรุณา
เถอะ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องช่วยชีวิตคนผู้นี้ให้ได้! ไม่ว่าต้องจ่าย
ค่าตอบแทนเท่าใด ผู้น้อยก็ยินดี!”
ซึ่งความจริงจั่วม่อยังคงมุ่งเน้นอยู่กับเสียกงจู่ ต้องการเพิ่มพูนพลัง
ฝีมือมากกว่าสิ่งใด มันไม่ต้องการแบ่งแยกความสนใจ แต่พวกมันเมื่อ
กล่าวถึงเพียงนี้ อีกทั้งมันเองก็รู้สึกสมเพชเวทนาปิศาจตนนี้เป็นอย่างยิ่ง
มิหนำซ้าเรื่องนี้ยังอาจส่งผลกระทบต่อวัดเสวียนคงด้วย สุดท้ายมันพยัก
หน้ารับอย่างหนักแน่น “ตกลง!”