สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 597 ลมหายใจพลังเทพ
ในขณะที่ผู้คนกำลังเฝ้ารอให้สามกงจู่เดินทางมาถึงนครมหาสันติ
จั่วม่อก็กำลังวุ่นวายจนหัวหมุนอยู่กับการสลักแผนผังปิศาจใหม่ให้แก่กอง
พันบาปเคราะห์ การที่ต้องช่วยเหลือไพร่พลกองพันบาปเคราะห์เกือบสาม
พันตนในคราวเดียว แทบจะไม่ต่างอันใดจากมหาสมุทรกว้างใหญ่ที่มองไม่
เห็นจุดสิ้นสุด! สลักแผนผังปิศาจแบบเดียวกันซ้าแล้วซ้าเล่า จากนั้นปลุก
แผนผังปิศาจให้ตื่นขึ้นมา หลังจากกระทำซ้าซากผ่านไปหลายร้อยคน มัน
แม้จะหลับตาก็ยังทำได้อย่างไม่ผิดพลาด และหลังจากผ่านไปมากกว่าห้า
ร้อยคน มันรู้สึกแทบอาเจียนออกมาเป็นเลือด!
อย่างไรก็ตาม ในไม่ช้ามันก็ค้นพบเคล็ดลับอันอัศจรรย์พันลึก มันจู่ๆ
ก็ฉุกคิดถึงตอนที่ใช้หมัดเพลิงแกนฟ้าลำดับที่หนึ่ง พลังสังขารปิศาจของ
มันลุกโชติช่วง พร้อมกันนั้นพลังปราณและพลังจิตสำนึกก็ซึมาบเข้าไปใน
เลือดเนื้อร่างกายอย่างไม่หยุดยั้ง
มันพบว่าเมื่อรักษาสภาวะนี้เอาไว้ชั่วขณะหนึ่ง พลังเทพของมันจะชำ
แรกเข้าไปในศีรษะของมันอย่างเงียบ ๆ ช่วยให้มันบรรลุถึงสภาวะเลิศ
พิสดารชนิดหนึ่ง จิตใจกระจ่างแจ้งโดยไม่เจือปนอารมณ์ความรู้สึกใด
อารมณ์ความร็สึกคล้ายแยกออกจากร่างกาย พร้อมกันนั้นร่างกายและ
จิตสำนึกของมันก็บรรลุถึงระดับฝีมือควบคุมอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง
ในสภาวะนี้ ทุกการเคลื่อนไหวของจั่วม่อล้วนถูกต้องแม่นยำและไร้
ข้อตำหนิ กระทั่งพลังเทพที่ปกติไม่ค่อยเชื่อฟัง ยังสามารถควบคุมบังคับ
อย่างสะดวกดาย กระทำขั้นตอนอันยากยิ่งด้วยท่วงท่าอันปลอดโปร่ง
ในสภาวะนี้ จั่วม่อประดุจเครื่องจักรปิศาจอันสมบูรณ์พร้อมตัวหนึ่ง
ประสิทธิภาพการทำงานสูงล้ากว่ายามปกติมิรู้ว่าเท่าไร
สมาชิกกองพันบาปเคราะห์คนแล้วคนเล่าผ่านมือมันไปอย่างไม่ขาด
สาย เสร็จสิ้นสมบูรณ์คนหนึ่งก็ส่งออกจากห้องคนหนึ่ง ระดับความเร็ว
แทนที่จะเชื่องช้าลงกลับยิ่งมายิ่งรวดเร็วขึ้นเป็นลำดับ ผู้คนที่เฝ้าดูอยู่นอก
ห้องล้วนถูกความเร็วนี้ขู่ขวัญจนตะลึงพรึงเพริด พวกมันคล้ายบังเกิด
ความรู้สึกว่า จั่วม่อสามารถเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมดอย่างปลอดโปร่ง
ง่ายดายดุจดื่มน้าก็มิปาน
เพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ แค่สิบวัน จั่วม่อก็ปรับปรุงแก้ไขกองพันบาป
เคราะห์เกือบสามพันคนแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์!
สมาชิกกองพันบาปเคราะห์ร่วมสามพันคน! ถูกมันส่งออกมานอก
ห้องจนหมดสิ้นแล้ว!
จั่วม่อเมื่อหลุดออกจากสภาวะสุดมหัศจรรย์นี้ ความเหน็ดเหนื่อยอ่อน
ล้าก็จู่โจมเข้ามาดุจคลื่นน้าซัดโหม กลืนกินมันลงไปในชั่วพริบตา มันรู้สึก
เบื้องหน้าสายตามืดทะมื่น สติสัมปชัญญะดับวูบ ล้มคว่าฟาดพื้นเสียงดัง
สนั่น
ซู่หลงกับคนอื่น ๆ ได้ยินเสียงดังโครมครามจากด้านในห้อง พากัน
แตกตื่นลนลาน บุกเข้าห้องในทันที พวกมันพอเห็นจั่วม่อล้มคว่าแน่นิ่งอยู่
บนพื้น อารามตกใจจะรีบเข้าไปตรวจดู แต่แล้วเขิงเหลียนเอ๋อร์จู่ ๆ ปรากฏ
กายขึ้นเหมือนเงาพราย บอกเตือนด้วยสุ้มเสียงนุ่มนวลว่า “อย่าเพิ่งแตะ
ต้องมันจะดีกว่า!”
เห็นสายตาไม่เชื่อถือของซู่หลงกับคนอื่น ๆ นางก็ไม่อธิบาย เพียง
กล่าวว่า “รอสักครู่ พวกเจ้าจะเห็นเอง”
เป็นไปตามคำนาง วาจานางยังไม่ทันจะขาดหางเสียงดี เห็นบนร่าง
จั่วม่อพลันปรากฏประกายสีทองจาง ๆ ชั้นแสงสีทองนี้เบาบางยิ่ง หากมิใช่
ว่าภายในห้องค่อนข้างมืดสลัว ชั้นแสงสีทองอันแปลกประหลาดนี้อาจยาก
ยิ่งที่จะสังเกตเห็น
ประกายแสงอ่อน ๆ บัดเดี๋ยวสว่างขึ้น บัดเดี๋ยวหม่นมัวลง ราวกับว่า
กำลังหายใจเป็นจังหวะ
ซู่หลงกับพวกเคลื่อนถอยออกมาอย่างเงียบเชียบและระมัดระวัง
เพราะเกรงว่าจะไปรบกวนจั่วม่อเข้า หลังจากเขิงเหลียนเอ๋อร์ขวางรั้งพวก
มันเอาไว้ ถึงตอนนี้แม้แต่คนโง่เง่าที่สุดยังเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่อง
ร้าย
เขิงเหลียนเอ๋อร์ทอดตามองจั่วม่อ ใบหน้าทอแววซับซ้อนวูบ
นางไม่อาจเข้าใจได้จริง ๆ บุรุษที่ดูคล้ายโง่เขลาเบาปัญญาและไม่ได้
สืบทอดมรดกเคล็ดวิชาที่สมบูรณ์เช่นนาง ไฉนกลับประสบความสำเร็จ
และรุดหน้าก้าวไกลรวดเร็วกว่านางมาก?
พลังเทพ สองคำนี้ทับถมไว้ด้วยด้วยโครงกระดูกเป็นภูเขาเลากา
อัจฉริยะที่ต้องทอดร่างเป็นซากศพภายใต้อาถรรพ์ของสองคำนี้โดยที่ไม่
เคยได้ร้บสิ่งใด ไม่ทราบว่ามีจำนวนมากมายเท่าใด?
กระทั่งยอดอัจฉริยะอันเด่นล้าเช่นชีเตียวอวี่ ยังติดค้างอยู่ที่นอก
ประตู ไม่สามารถล่วงล้าเข้าสู่ขอบเขตนี้ได้
ทว่าจั่วม่อผู้นี้กลับบรรลุถึงระดับชั้น ‘ลมหายใจพลังเทพ’ อย่างเลอะ
เลือนงมงาย!
จั่วม่ออาจไม่ทราบว่า ‘ลมหายใจพลังเทพ’ เป็นเรื่องราวใด แต่เขิง
เหลียนเอ๋อร์ผู้มีมรดกเคล็ดวิชาที่สมบูรณ์มากกว่ากลับล่วงรู้ดี ‘ลมหายใจ
พลังเทพ’ ก็คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าพลังเทพบังเกิดการรุดหน้าฝ่าด่าน
เป็นครั้งแรก
ตลอดสายตระกูลอันยาวนานของอาจารย์นาง มีบรรพบุรุษเพียงสอง
ท่านเท่านั้นที่บรรลุถึง ‘ลมหายใจพลังเทพ’ และนี่คือสาเหตุที่มรดกความรู้
ที่นางได้รับมีความสมบูรณ์ถึงขั้นนี้
ปัญหาความลี้ลับของหมู่ดาวประทานพรก่อนหน้านี้ นางยังไม่ทันจะ
แก้ไขได้กระจ่าง บัดนี้มันกลับบรรลุลมหายใจพลังเทพก่อนนางอีก
เขิงเหลียนเอ๋อร์อดท้อแท้หดหู่อยู่บ้างไม่ได้ บางทีบุรุษหนุ่มที่ดู
ภายนอกไม่มีอันใดโดดเด่นผู้นี้ ภายในกลับเป็นตัวประหลาดอัจฉริยะผู้
หนึ่ง!
หากนางมีโอกาสได้ตรวจดูร่างกายของมันอีกครั้งก็คงจะดีมาก เชิง
เหลียนเอ๋อร์ลอบทอดถอนใจ สถานการณ์เช่นครั้งก่อนเป็นโอกาสทองใน
รอบพันปี คงจะไม่มีทางปรากฏขึ้นอีกแล้ว
ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น เมื่อชั้นแสงสีทองบนร่างจั่วม่อกระพริบเป็น
จังหวะดุจกำลังหายใจ แสงประกายในดวงตาของอากุ่ยก็คล้ายจะตอบรับ
ไปด้วย บัดเดี๋ยวสว่างเรือง บัดเดี๋ยวสลัวราง เป็นจังหวะจะโคนเดียวกันไม่มี
ผิดเพี้ยน
ทันใดนั้นเอง เบื้องนอกบังเกิดเสียงร้องเอะอะโวยวายฟังไม่ได้ศัพท์
โสตประสาทของเขิงเหลียนเอ๋อร์คมชัดเหนือผู้คนทั่วไป นางพอผนึก
พลังรับฟัง สุ้มเสียงด้านนอกก็ผ่านเข้ามาในโสตประสาทของนางอย่าง
ชัดเจน
“ดูนั่น!
“นั่นมันอะไรกัน?
“สวรรค์! ตรงนั้นมันป่าศิลาทักษะปิศาจ!”
เขิงเหลียนเอ๋อร์ม่านตาหดแคบลงทันควัน ร่างหายวับไป จากนั้น
ปรากฏกายขึ้นบนท้องฟ้า เมื่อนางเหินทะยานสูงขึ้นไป แล้วมองตรงไป
ทางป่าศิลาทักษะปิศาจ พลันตกตะลึงพรึงเพริด ตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นเอง
ภายใต้ม่านรัตติกาลอันลี้ลับ บรรดาหลักศิลาที่พุ่งตระหง่านทะยาน
ฟ้าดูคล้ายเก่าแก่โบราณกว่าเดิม ประหนึ่งรูปสลักหินที่ยืนเฝ้าระวังใน
ความมืดมน เรียงรายเป็นระเบียบเรียบร้อยราวกับป่าอันแน่นขนัดผืนหนึ่ง
แต่ในเวลานี้ ป่าศิลาสีดำกำลังปลดปล่อยรังสีอ่อนจางประดุจทะเล
แห่งแสงผืนหนึ่ง
เป็นทะเลแห่งแสงที่บัดเดี๋ยวสว่างวาบ บัดเดี๋ยวมืดมัว ดุจกำลังหายใจ
ปิศาจมากมายเหินทะยานตรงไปยังป่าศิลา ล้วนลิงโลดแทบคลุ้มคลั่ง
ทุกใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี ตื่นตะลึงและหวาดกลัวอยู่บ้าง เป็นเวลา
หลายปีแล้ว นครมหาสันติไม่เคยบังเกิดเหตุการณ์อันแปลกประหลาด
เช่นนี้มาก่อน
เขิงเหลียนเอ๋อร์ดุจถูกสายฟ้าฟาดใส่ร่างอย่างฉับพลัน นางหันขวับไป
ยังห้องด้านล่าง…
…ภายในห้องที่นางเพิ่งจากมา จังหวะการหายใจของชั้นแสงประกาย
บนร่างจั่วม่อ เป็นจังหวะการหายใจเดียวกับกันป่าศิลาไม่มีผิดเพี้ยน!
“ในที่สุดพวกเราก็มาถึงนครมหาสันติเสียที” เสียกงจู่กล่าวพลางบิด
กายอย่างเกียจคร้าน ผ้าไหมชั้นเลิศอันเบาบางแทบไม่อาจปิดบังเรือนร่าง
งามพิลาสที่เย้ายวนใจของนางได้ อวดส่วนโค้งส่วนเว้าอันโดดเด่นสะดุดตา
ใบหน้าทอแววเกียจคร้านที่แฝงไว้ด้วยมนต์เสน่ห์ สามารถทำให้บุรุษทุกรูป
ทุกนามต้องกลืนน้าลายโดยไม่รู้ตัว
ซิ่นกงจู่แย้มยิ้มเล็กน้อย นางเคยชินกับภาพเบื้องหน้านี้แล้ว บางครั้ง
กระทั่งนางที่เป็นสตรีด้วยกันยังอดชื่นชมเสน่ห์ดึงดูดใจของเสียกงจู่ไม่ได้
ต้องกล่าวปนหัวร่อว่า “มิผิด เราเดินทางมานานแล้ว ยามนี้ข้าต้องการ
เพียงสถานที่อันสะดวกสบายให้พักผ่อนดี ๆ สักครา สัตว์ร้ายควันเมฆนี้แม้
ดียิ่ง แต่ด้านความสุขสบายนับว่าไม่เพียงพอจริง ๆ”
สัตว์ร้ายควันเมฆร่างใหญ่โตและโปรงเบา ร่างของมันคลับคล้ายเมฆ
หมอก ส่วนท้องก่อกำเนิดโลกเฉพาะของตัวเอง สามารถรองรับผู้คนนับ
พัน สัตว์ปิศาจชนิดนี้นิสัยใจคออ่อนโยน มันแม้บินรวดเร็วมาก แต่ก็มั่นคง
เป็นอย่างยิ่งเช่นกัน เนื่องเพราะเหตุนี้เอง มักกลายเป็นพาหนะของเหล่า
ตระกูลสูงศักดิ์
เหล่านายน้อยตระกูลใหญ่ที่นั่งเรียงรายพร้อมหน้าพากันผงกศีรษะ
เห็นด้วย หากมิใช่ว่าสามกงจู่อยู่ที่นี่ พวกมันไม่มีผู้ใดคิดอยากอยู่ข้างในนี้
นาน ๆ
ทันใดนั้นเอง ทุกผู้คนพลันรู้สึกร่างกายเริ่มหนักขึ้น คนผู้หนึ่งกล้าว
ด้วยรอยยิ้ม “ถึงแล้ว มันเริ่มมุ่งหน้าลงต่าแล้ว”
ในเวลานี้เอง ใครบางคนพลันร้องตะโกนอย่างตื่นตระหนก “ดูนั่น
เร็ว! พวกเจ้าทุกคน ดูตรงนั้น!”
ทุกคนได้ยินเสียงร้องนี้อย่างชัดเจน ภายใต้ความแปลกใจ แต่ละคน
ลุกขึ้น ทะยานร่างขึ้นด้านบน
รอจนสายตาของพวกมันมองลงไปยังนครมหาสันติ ภายตรงหน้าทำ
ให้ทุกคนตะลึงลานอย่างพร้อมเพรียง
เห็นป่าศิลาทักษะปิศาจซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุดใน
นครมหาสันติ ปกคลุมไปด้วยแสงสว่างสีขาว กระพริบวูบวาบเป็นจังหวะ
ราวกับสัตว์ร้ายมหายักษ์ตัวหนึ่งกำลังหายใจ
… …
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงนำทัพเข้าช่วยเหลือกองพันเทียนหวนที่เหลือรอด
มาจากอาณาจักรศิลาดำ มันเมื่อหันไปเห็นกองทัพอสูรที่ไล่ติดตามมา
หลบหนีหายไปก็ไม่ได้สั่งให้ไล่ติดตาม เนื่องเพราะมันต้องการทราบ
เสียก่อนว่ารายละเอียดของเรื่องราวเป็นอย่างไร
ขณะที่รับฟังแม่ทัพนายกองที่เหลือรอดบรรยายสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ใบหน้าของมันยิ่งมายิ่งเขียวคล้า เมื่อฟังว่ากงซุนชาโจมตีสังหารพวกมัน
อย่างไม่ลังเล เจตนาฆ่าฟันอันเข้มข้นก็ปะทุขึ้นในดวงตา เป็นประกายเจิด
จ้าดุจสายฟ้าอันเกรี้ยวกราด
มันตกลงใจแจ้งให้สำนักเร่งสืบเสาะความเป็นมาที่แท้จริงของกงซุน
ชา ยามนี้มาหวนคิดทบทวนดู กงซุนชาคล้ายไม่ได้หวั่นเกรงเทียนหวน
แม้แต่น้อย ท่าทีของอีกฝ่ายแม้ไม่อาจบอกได้ว่ามีไมตรี แต่ก็ไม่ถึงกับเคียด
แค้นชิงชัง เมื่อขบคิดจนถี่ถ้วน กงเหยี่ยเสี่ยวหรงก็ได้ข้อสรุป ท่าทีของกง
ซุนชาสามารถเรียกได้ว่าเป็นความไม่หวาดกลัว
เห็นได้ชัดว่ากงซุนชาเชื่อมั่นในพลังอำนาจของตนอย่างเปี่ยมล้น
กระทั่งเผชิญหน้ากับเทียนหวน พวกมันยังไม่กลัวเกรง
นี่ไม่ใช่ท่าทีที่คนทั่วไปจะมีได้ ต้องเป็นขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ไม่ด้วยกว่า
เทียนหวนเท่านั้น!
ซึ่งความจริงกงเหยี่ยเสี่ยวหรงพอทราบข่าวว่าปรากฏกองทัพอสูรเข้า
จู่โจมอาณาจักรศิลาดำ มันก็ทราบว่ามันกระทำผิดพลาดร้ายแรง กองทัพ
อสูรขบวนนี้ซุ่มซ่อนอยู่ด้านข้างของพวกมันตลอดเวลาโดยที่พวกมันไม่
ระแคะระคาย เฝ้ารอโอกาสอันดีงามที่สุดเพื่อลอบโจมตี ฝีมือของผู้นำทัพ
ย่อมไม่อาจดูแคลนได้
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงกอบกู้กองพันแตกพ่ายที่ยังรอดชีวิต แต่มันไม่ได้
ตรงไปยังอาณาจักรศิลาดำในทันที เพียงออกคำสั่งให้ถอยกลับไปยังที่มั่น
ก่อนหน้านี้
บรรดาแม่ทัพใต้ร่มธงหน้าเปลี่ยนสี พากันซักถามว่าพวกมันไฉนไม่
โจมตีช่วงชิงอาณาจักรศิลาดำกลับคืนมา? กงเหยี่ยเสี่ยวหรงสั่งให้พวกมัน
อย่าได้ซักถาม มันก็ไม่อธิบาย กลับสั่งการให้ล่าถอยด้วยความเร็วสูงสุด
ปฏิกิริยาตอบโต้ของกงซุนชาทำให้มันเข้าใจท่าทีของอีกฝ่ายทันที
ในช่วงจังหวะสำคัญในระหว่างที่พวกมันบุกโจมตีกองทัพอสูร รับรอง
ว่ากงซุนชาจะไม่ยอมพลาดโอกาสอันดีงามที่จะลอบโจมตีกระหนาบหลัง
พวกมันแน่
คนผู้นี้เป็นซิวเจ่อจริง ๆ หรือ?
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงสะบัดศีรษะแรง ๆ สลัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดทิ้ง
ไปจากใจ ดวงตากลับคืนสู่ความแน่วแน่เด็ดเดี่ยว พวกเขาหลงเหลือเพียง
หนทางเดียวเท่านั้น!
กองทัพอสูรขบวนหนึ่งจู่ ๆ ก็สาดพุ่งออกมาจากมหานครนภาโลหิต
บุกเข่นฆ่าเข้าสู่สวรรค์สี่ดินแดนอย่างคลุ้มคลั่ง
ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงยี่สิบวัน กองทัพอสูรที่ดูคล้ายจะไร้พ่าย
ขบวนนี้ก็บุกทะลวงข้ามหกอาณาจักร ยังไม่ทันที่กองทัพใดจะทันได้ตอบ
โต้ พวกมันพลันปรากฏตัวในอาณาจักรหมื่นชะตาแห่งดินแดนซีเซวียน
อย่างกะทันหัน
รอยแยกแห่งความโกลาหลในอาณาจักรหมื่นชะตาเชื่อมต่อกับ
ดินแดนอสูร ทั้งสองฝ่ายต่อสู้ห้าหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อช่วงคุม
สิทธิ์การควบคุมรอยแยกแห่งความโกลาหล
ในช่วงคับขันอันตรายที่สุด กองพันเหลียงเวยจู่ ๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหลัง
กองทัพซิวเจ่ออย่างกะทันหันดุจเงาผี เข่นฆ่ากระหนาบหลังอย่างเกรี้ยว
กราดดุดัน ช่วงชิงรอยแยกแห่งความโกลาหลมาได้อย่างง่ายดาย!
อาณาจักรหมื่นชะตาตกอยู่ในมือฝ่ายอสูรในบัดดล!
จากนั้นเหลียงเวยช่วยพันธมิตรฝ่ายอสูรของมันจัดตั้งแนวป้องกันอัน
มั่นคง แล้วยกทัพบุกลึกเข้าไปในดินแดนของซิวเจ่อตามลำพัง ก่อนที่ซิว
เจ่อจะทันได้ตั้งตัว มันก็บุกพิชิตไปอีกสี่อาณาจักรโดยไม่มีผู้ใดต้านติด มัน
เข่นฆ่าสังหารทุกชีวิตไปตลอดทาง ไม่เว้นแม้แต่สัตว์เลี้ยง ฝีมืออำมหิต
เหี้ยมเกรียมขู่ขวัญทุกผู้คนจนขวัญหนีดีฝ่อ! ซิวเจ่อในบริเวณใกล้เคียงพา
กันหลบหนีอย่างแตกตื่นลนลาน ภายในช่วงไม่กี่วัน สี่อาณาจักรที่เคย
คึกคักรุ่งเรือง บัดนี้กลับกลายเป็นดินแดนแห่งความตายที่ร้างไร้ผู้คน
ความคลุ้มคลั่งของเหลียงเวยสะท้านไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว!
และในวันเดียวกัน
แม่ทัพหญิงมู่ซีแห่งตระกูลไม้วังทะเลสาบ ทันใดนั้นบุกจู่โจม
อาณาจักรศิลาดำแตกพ่าย ยึดครองเอาไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด นางยัง
ประสบความสำเร็จในการตัดทางล่าถอยระหว่างกงเหยี่ยเสี่ยวหรงกับ
เทียนหวน นี่หมายความว่ายามนี้กงเหยี่ยเสี่ยวหรงถูกโดดเดี่ยวอยู่ในภพ
ปิศาจ ตกอยู่ในสถานกาณณ์สุ่มเสี่ยงอันตรายยิ่ง!
ในช่วงระยะเวลาหนึ่งวันอันกระชั้นสั้น สายลมก็เปลี่ยนทิศอย่าง
กะทันหัน!
ในการรบช่วงแรก ฝ่ายอสูรตกเป็นรองทุกด้าน แต่เหตุเปลี่ยนแปลง
เหล่านี้บังเกิดขึ้นโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า เทียนหวนกับซีเซวียนล้วน
ประสบความสูญเสียอย่างหนัก
ซีเซวียนสูญเสียสี่อาณาจักร แต่ไม่ได้กระทบถึงขุมกำลังหลักของพวก
มัน เทียบกันแล้วฝ่ายเทียนหวนกลับต้องร้อนรุ่มดุจเพลิงผลาญ หากต้อง
สูญเสียกงเหยี่ยเสี่ยวหรง สำหรับพวกมันจะเป็นการสูญเสียใหญ่หลวง
อย่างที่ไม่อาจหาสิ่งใดมาทดแทนได้
ในการตอบโต้ เทียนหวนพลันกดดันแนวรบหลายด้านอย่างไม่ปราณี
ปราศัย
เมื่อมหายักษ์ใหญ่อย่างเทียนหวนตอบโต้เต็มกำลัง พลังอำนาจที่
สำแดงออกมาก็น่าสะพรึงกลัวยิ่ง ในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงหกวัน พวกมัน
ปราบพิชิตหกอาณาจักร เปิดทางผ่านระหว่างเทียนหวนกับภพปิศาจขึ้น
รวดเดียวถึงหกสาย แต่ทางผ่านทั้งหกสายล้วนแล้วแต่ยังคงอยู่ห่างไกล
จากกงเหยี่ยเสี่ยวหรง
ฝ่ายซีเซวียนที่สูญเสียสี่อาณาจักรก็บันดาลโทสะอย่างรุนแรง ทาง
หนึ่งส่งแม่ทัพเลื่องชื่อออกมาตามล่ากองพันเหลียงเวย อีกทางหนึ่งก็เร่งส่ง
เสบียงบำรุงและทัพหนุนไปยังกู่เหลียงเตา
กู่เหลียงเตาผู้กำลังขยับขยายดินแดนก็ไม่ทำให้ซีเซวียนผิดหวัง มัน
พลันโอบล้อมบดขยี้ทัพปิศาจที่โรมรันกันมาระยะหนึ่ง จากนั้นซุ่มโจมตี
ทัพปิศาจที่ยกตามมาช่วยเหลือจนแตกพ่ายยับเยิน
ภายในศึกเดียว อุปสรรคที่ขวางกั้นเส้นทางรุดหน้าของกู่เหลียงเตาก็
หายวับไป
กองพันกู่เหลียงเตาทะยานไปเบื้องหน้าดุจมีดผ่าผลแตง ยึดครองสี่
อาณาจักรปิศาจในรวดเดียว!
สถานการณ์สงครามจู่ ๆ ไต่ขึ้นถึงจุดสุดยอดโดยไม่มีผู้ใดได้ตั้งตัว!