สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 608 ข่าวสารลับ
Page 1 of 11
มีพลังอันลี้ลับลึกซึ้งชนิดหนึ่งเชื่อมสัมพันธ์ถึงกัน พลังชนิดนี้เองที่จะก่อตัว
เป็นเขตแดน
พลังเหล่านี้คล้ายกระแสธารอันสับสนอลหม่าน ต้องค่อย ๆ จัดเรียง
ไปทีละน้อย รอจนพวกมันเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างสมบูรณ์ เขตแดน
ของมันก็จะสมบูรณ์พร้อมไปด้วย
นี่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลา หาได้มีหนทางลัดไม่
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อประหลาดใจมากที่สุดกลับเป็นกงล้อดาราจักร
หลังจากกลับถึงเคหะสถานและทำการตรวจดูอย่างละเอียด มันพบว่าส่วน
ที่เป็นประกายไฟของดาราจักรสร้างขึ้นจากพลังเทพ!
โครงสร้างเหล่านี้ทั้งสลับซับซ้อนและพิเศษเฉพาะ จั่วม่อต้องการ
ศึกษค้นคว้าโครงสร้างของพวกมัน แต่ทันทีที่ลองเพ่งจิตเข้าไป กลับรู้สึก
หัวหมุนวิงเวียน มันพลันตระหนักในทันที สิ่งนี้ยังอยู่เหนือขอบเขตของมัน
ในเวลานี้
จั่วม่อเข้าใจกระจ่าง เหตุผลที่ประกายไฟดาราจักรร้ายกาจถึงเพียงนี้
กลับไม่ใช่เพราะว่าพวกมันคือกงล้อดาราจักร แต่เป็นเพราะว่าพวกมัน
ประจุไว้ด้วยพลังเทพอย่างเปี่ยมล้นต่างหาก
นี่ดูเหมือนจะเป็นวิธีใช้งานพลังเทพอย่างหนึ่ง
เกี่ยวกับพลังเทพ มันมีความเข้าใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มันยังเคยคิด
จะขอคำชี้แนะจากเขิงเหลียนเอ๋อร์ แต่สุดท้ายก็ยอมแพ้ไปเอง
Page 2 of 11
สำหรับกงล้อดาราจักร จั่วม่อโยนทิ้งไปจากใจทันที มันจะไปมีเวลา
ฝึกปรือเขตแดนศาสตร์อสูรเมื่อใดกัน? ไม่ว่าจะอย่างไร ยามนี้มันหาได้มี
เวลามากมายไม่!
ดังนั้นจั่วม่อมุ่งเน้นไปที่การจัดเรียงกระแสพลังงานเพื่อก่อร่างเขต
แดนสวรรค์สิบอีกา ทำเป็นเมินแรงกดดันภายใต้รอยยิ้มเย็นเยียบของ
ของผูเยาไปเสีย
จากนั้นมันหันไปครุ่นคิด เมื่อถึงกำหนดนัดหมายในอีกสามวันให้หลัง
มันจะใช้วิธีการใดสืบทราบเรื่องของเสี่ยวกั่วกับหลี่อิงฟ่งจากปากของเสีย
กงจู่ได้
ไม่ทราบเพราะเหตุใด สตรีนางนั้นบันดาลให้มันรู้สึกว่านางรับมือได้
ไม่ง่ายนัก
“เจ้ามีความเห็นใดต่อเซี่ยวม่อเกอ?” ซิ่นกงจู่เอ่ยถามอย่างกะทันหัน
“พลังของมันแปลกประหลาดยิ่ง” สุ้มเสียงตอบกลับดังมาจากภายใต้
ชุดเกราะขององครักษ์เกราะหนัก
“แปลกประหลาดยิ่ง?” ซิ่นกงจู่ไม่อาจเข้าใจได้
“อา” องครักษ์เกราะหนักหวงแหนถ้อยคำประหนึ่งว่าวาจาของมันล้า
ค่าดั่งทองคำ
ซิ่นกงจู่ขมวดคิ้วเรียวงาม แม้ในขณะที่อารมณ์ขุ่นมัว ซิ่นกงจู่ก็ยังคง
สูงสง่างดงาม นางเคาะนิ้วกับโต๊ะเป็นจังหวะโดยไม่รู้ตัว “จะว่าไปแล้ว มัน
เป็นตัวเลือกที่ดีมาก”
Page 3 of 11
องครักษ์เกราะหนักไม่เอ่ยปาก
ชั่วอึดใจให้หลัง ซินกงจู่ก็ตกลงปลงใจ ร้องเรียกไปทางประตู “ใครอยู่
ข้างนอก เข้ามา!”
บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งผลักประตูเข้ามาภายในห้อง “กงจู่!”
“ให้คนนำส่งเทียบเชิญไปมอบให้แก่เซี่ยวม่อเกอ เชื้อเชิญมันมา
ร่วมงานเลี้ยงยามค่าคืนในอีกสี่วันให้หลัง” ซิ่นกงจู่สั่งการด้วยน้าเสียงเบา
เรียบ
“ขอรับ” บ่าวรับใช้รับคำอย่างนอบน้อม ก่อนจะคารวะจากไป
ซิ่นกงจู่พลันแย้มยิ้ม “คราวนี้อาเสียคงต้องขุ่นเคืองใจต่อข้าแล้ว”
องครักษ์เกราะหนักยังคงนิ่งเงียบงัน
ซิ่นกงจู่ทอดตามองไปนอกหน้าต่าง จิตใจล่องลอยไปไกล
“ท่านปู่จู พวกเราจะเชื้อเชิญเซี่ยวม่อเกอด้วยหรือ?” หว่านกงจู่ทำ
ตาโต ซักถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
“ถูกต้อง” จูเข่อแย้มยิ้มเล็กน้อย “คนผู้นี้มีอนาคตไร้ขีดจำกัด จะให้
วางมือจากอัจฉริยะเช่นนี้ก็น่าเสียดายเกินไป ที่สำคัญ… …”
มันจู่ ๆ ก็หยุดกล่าวกลางคัน
“อ้อ” หว่านกงจู่พยักหน้ารับรู้ แต่คล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ นาง
เอียงคอถามว่า “แล้วเราเชื้อเชิญมันมาทำอะไรกัน?”
“เพียงแค่ดื่มกินก็พอ” จูเข่อกล่าวปนหัวร่อ
Page 4 of 11
“เสียเจี่ยเจียจะโทษว่าเราหรือไม่?” หว่านกงจู่เปรยอย่างหวาดวิตก
อยู่บ้าง
จูเข่อกล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ “เสียเจี่ยเจียของท่านเป็นบุคคลอันร้าย
กาจผู้หนึ่ง แต่ข้อผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนางในคราวนี้ ก็คือมุ่งมั่น
วางแผนมากเกินไป”
“วางแผน? แผนการของเสียเจี่ยเจียคือสิ่งใด?” หว่านกงจู่ถามอย่าง
สงสัยใคร่รู้
“เมื่อถึงเวลากงจู่ท่านก็จะได้เห็นเอง” จูเข่อวางพู่กันในมือลง
หลังจากอ่านทวนเทียบเชิญอย่างละเอียดอีกครั้ง ค่อยเผยสีหน้าพึงพอใจ
จากนั้นมันส่งเทียบเชิญให้แก่บ่าวรับใช้ที่ยืนรออยู่ด้านข้างในขณะที่มัน
เขียนเทียบเชิญ บ่าวรับใช้พอได้รับเทียบเชิญ ก็จากไปทำหน้าที่ของตน
ทันที
เหมือนเช่นกิจวัตรของมันตามปกติ จั่วม่อพอฝึกฝีมือเสร็จสิ้น ก็ไปยัง
ห้องของศิษย์พี่หลัวหลี ศิษย์พี่หลัวหลีบนร่างไม่มีร่องรอยของพลังชีวิตอัน
ใด แต่ร่างกายไม่แข็งทื่อเหมือนคนตายทั่วไป ยังคงอ่อนนุ่มดุจเดิม
จั่วม่อคลายกังวลลงเล็กน้อย ไม่เคยมีผู้ใดฝึกปรือกุญแจเป็นตายมา
ก่อน มันย่อมต้องวิตกกังวล หากมิใช่ว่าศิษย์พี่หลัวหลีคิดใคร่ตาย มันจะไม่
มีวันนำวิชาอันตรายเช่นนี้ออกมาเป็นอันขาด
Page 5 of 11
พลังเทพของอากุ่ยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ทำให้จั่วม่อปิติ
ยินดีก็คือ ขณะที่พลังเทพทวีความกล้าแข็งขึ้นอย่างน่าตระหนก ประกาย
ในดวงตาของอากุ่ยก็คล้ายมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยเช่นกัน
ดวงตาของนางดูมีชีวิตชีวากว่าในกาลก่อน นางยังมีการตอบสนอง
มากกว่าเดิม
นี่ทำให้จั่วม่อเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง ยังเบิกบานใจยิ่งกว่าเรื่องที่พลัง
ฝีมือของมันรุดหน้าเสียอีก
แต่เมื่อมันได้รับเทียบเชิญสองใบ ก็ถึงกับนิ่งขึงตะลึงงันไปเป็นครึ่ง
ค่อนวัน
“เจ้าได้ยินมาหรือไม่ ซิ่นกงจู่กับหว่านกงจู่ไม่อาจสะกดกลั้นได้อีก
ต่อไป! พวกนางแต่ละคนส่งเทียบเชิญให้แก่เซี่ยวม่อเกอในเวลาเดียวกัน!”
“จุ๊จุ๊ คราวนี้เซี่ยวม่อเกอนับว่ามีหน้ามีตานัก! สามกงจู่ส่งเทียบเชิญ
พร้อมกัน เรื่องเช่นนี้ไม่ได้บังเกิดขึ้นนานเท่าใดแล้ว?”
“ฮ่า ซิ่นกงจู่กับหว่านกงจู่ย่อมไม่โง่เขลา หากพวกนางไม่พยายาม
เกลี้ยมกล่อมบุคคลอันร้ายกาจเช่นนี้เข้าร่วม จึงจะเรียกว่าน่าแปลก! ยิ่งไป
กว่านั้น เรื่องของหอสมบัติมหาสันติกำลังก่อกวนคลื่นลมรุนแรง เมื่อเพิ่ม
ยอดฝีมือคนหนึ่ง เท่ากับเพิ่มพลังอำนาจอีกส่วนหนึ่ง”
“เซี่ยวม่อเกอผู้นี้ ที่แท้มาจากที่ใดกันแน่… …”
สุ้มเสียงสนทนาบนท้องถนนล้วนผ่านเข้าไปในโสตประสาทของ
หนานเหมินเสวี่ย สุดยอดฝีมือลำดับสามผู้นี้ ทั้งซ้ายขวาโอบกอดหญิงงาม
Page 6 of 11
ยามนี้มันสั่นศีรษะอย่างยิ้มแย้ม “เรื่องเหล่านี้รบกวนความฝันของผู้คน
จริง ๆ”
“ลืมมันไปเถอะ! เวลานี้ทั่วทั้งเมืองล้วนไม่ต่างจากเสียสติ” บุรุษที่นั่ง
อยู่ด้านตรงข้ามกับหนานเหมินเสวี่ยสีหน้าไม่ได้มีความสุขเลย จากนั้นมัน
พลันเผยรอยยิ้มประหลาด กล่าวว่า “ที่ผ่านมากระทั่งชีเตียวอวี่ยังไม่เคย
เป็นที่สนใจมากถึงเพียงนี้!”
ได้ยินนามชีเตียวอวี่ หนานเหมินเสวี่ยเหลือบมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง
“ข้าว่าวันนี้เจ้าจงใจรบกวนอารมณ์แช่มชื่นของข้ากระมัง?”
อีกฝ่ายหัวร่อ “ข้าเพียงคิดว่าเจ้าเอาแต่หมกตัวอยู่ที่นี่ ดูไม่ค่อย
กระตือรือร้นอันใด ข้ายังพบว่าน่าแปลก ครั้งนี้เจ้าไฉนไม่ไปรังควานหา
เรื่องชีเตียวอวี่?”
“ข้าคร้านจะสนใจมันแล้ว” หนานเหมินเสวี่ยกล่าวอย่างเฉื่อยชา รั้ง
ตัวนางงามเข้ามาใกล้ จุมพิตนางคราหนึ่ง จากนั้นหันมากล่าวด้วยสีหน้า
สุขกายสบายอารมณ์ “เมื่อมีโฉมสะคราญอยู่ในอ้อมอก การไม่มีเรื่องราว
ให้กระทำจึงเป็นความสุขสูงสุดของชีวิต พวกเจ้าเอาแต่ต่อสู้ฆ่าฟันกันทุก
วี่วัน ไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อหน่ายบ้างหรือ?”
“นั่นก็ใช่แล้ว” อีกฝ่ายทำท่าเห็นพ้อง “โลกนี้เข้มแข็งกลืนกินอ่อนแอ
ยามนี้เจ้าอยู่ในเมืองมหาสันติ ไม่มีใครกล้ามารังควานหาเรื่องเจ้า อย่างไร
ก็ตาม มังกรไม่ใช่ลมหิมะที่เป็นส่วนหนึ่งของทิวทัศน์ฉันใด สถานที่แห่งนี้ก็
ไม่ใช่ที่ของเจ้าฉันนั้น ทุกวันเจ้าเอาแต่โอบกอดนางงาม ดูไปปลอดโปร่ง
สบายอารมณ์ แต่แท้ที่จริง เจ้าก็รู้สึกเบื่อหน่ายแทบตายแล้ว”
Page 7 of 11
อีกฝ่ายไม่มองหน้าหนานเหมินเสวี่ย เพียงกล่าวตรง ๆ ว่า “ลองบอก
มา ยามเมามายนอนหลับใหลบนตักนางงาม พอตื่นขึ้นมาทำท่าราวกับว่า
อำนาจของใต้หล้าอยู่ในกำมือ เจ้าเป็นคนที่อ่อนปวกเปียกเช่นนี้ตั้งแต่
เมื่อใด?”
หนานเหมินเสวี่ยหัวร่อดังกึกก้อง “ไม่ว่าลิ้นลมของเจ้าจะคมคายสัก
ปานใด นี่เกี่ยวข้องใดกับข้า?”
ผู้อื่นก็ไม่มีโทสะ ยังคงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฟังว่าซือเยวี่ยอี้เฝ้าเสาะหา
คนผู้หนึ่งมาโดยตลอด” จากนั้นกล่าววาจาแฝงความนัย “หอสมบัติมหา
สันติหลับใหลมานานปี ถึงเวลาแล้วที่จะได้เห็นแสงสว่างอีกคำรบหนึ่ง”
หนานเหมินเสวี่ยทำท่าราวกับไม่ได้ยิน
“ในอดีตพี่หนานเหมินปกครองสิบสองอาณาจักรนางแอ่นวารีน้อย
เพียงเรียกหาคำเดียวจอมยุทธ์ผู้กล้าล้วนขานรับ แต่บัดนี้เจ้ากลับสูญสิ้น
จิตวิญญาณ ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่แต่กับความเมามาย เจ้าเปลี่ยนไปจาก
คนเดิมโดยไม่เหลือร่องรอย”
หนานเหมินเสวี่ยยังคงแย้มยิ้มไม่ยี่หระ
“ผู้อื่นไม่ล่วงรู้เหตุผลเบื้องหลัง พากันหัวร่อเยาะพี่หนานเหมินเดิน
หลงทาง แต่ข้ากลับล่วงรู้ดีถึงหัวใจรักอันแน่วแน่ไม่แปรผันของเจ้า!” บุรุษ
นั้นเพ่งตามองหนานเหมินเสวี่ย กล่าวเน้นเสียงทีละคำ
หนานเหมินเสวี่ยทันใดนั้นรอยยิ้มหายวับไป สีหน้าเคร่งเครียดเย็นชา
ลง พลังสภาวะกดทับลงบนร่างอีกฝ่ายอย่างเกรี้ยวกราด!
“เจ้ากล้าสืบค้นเรื่องของข้า!”
Page 8 of 11
ประโยคนี้แผ่วเบายิ่ง แต่ประหนึ่งเสียงระฆังแห่งมรณะดังกึกก้องเข้า
ไปถึงก้นบึ้งหัวใจของอีกฝ่าย คนผู้นั้นเลือดลมปั่นป่วน พลังในร่างแทบ
แตกซ่าน ยากจะหายใจได้ มันแตกตื่นสุดระงับ พลังอันน่าสะพรึงกลัวนัก!
ยามคับขันเป็นตาย มันกัดฟันตวาดคำ “หนานเหมินเสวี่ย! หรือเจ้าไม่
ต้องการช่วยเหลือคนรักของเจ้าแล้ว?”
หนานเหมินเสวี่ยดวงตาสาดประกายอำมหิตวูบ ตวัดฝ่ามือจู่โจมทันที
“ข้ามีถุงน้าดีหัวใจเพลิง!”
หนานเหมินเสวี่ยพอได้ยินประโยคนี้ ใบหน้าถึงกับเปลี่ยนสีทันควัน
มันคว้าลำคออีกฝ่าย ตวาดอย่างกราดเกรี้ยว “พูดอีกครั้ง!”
มองดูหนานเหมินเสวี่ยใบหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด รังสีฆ่าฟันไม่
ปกปิดซ่อนเร้น เช่นเดียวกันกับพลังสภาวะที่สะกดตรึงบนร่างมันอย่าง
แน่นหนา คนผู้นั้นเริ่มหายใจไม่ออก
มันเค้นเสียงออกมา “ข้ามีถุงน้าดีหัวใจเพลิง!”
หนานเหมินเสวี่ยพลันคลายมือ ปล่อยให้คนผู้นั้นทรุดฮวบลงกับพื้น
แข้งขาอ่อนยวบจนไม่มีปัญญาดิ้นรนลุกขึ้นมา ส่วนนางงามที่ข้างกาย
หนานเหมินเสวี่ยสิ้นสติไปตั้งแต่แรก
“บอกเงื่อนไขของเจ้า” หนานเหมินเสวี่ยกล่าวเสียงเย็นชา
บุรุษนั้นหอบหายใจแรง ๆ ในใจมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ราวกับ
ว่าเห็นปรโลกรำไรอยู่ตรงหน้า
หลังจากหอบหายใจอยู่ชั่วครู่ บุรุษนั้นค่อยดิ้นรนลุกขึ้น “เจ้าต้องนำ
ของสิ่งหนึ่งจากหอสมบัติมหาสันติมาแลกเปลี่ยน”
Page 9 of 11
“หอสมบัติมหาสันติ? เจ้าเชื่อข่าวลือเหลวไหลเช่นนั้นด้วย?” หนาน
เหมินเสวี่ยกล่าวพลางแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา “ข้าอยู่ในนครมหาสันติมา
นานปี ไม่เคยได้ยินข่าวคราวของหอสมบัติมหาสันติมาก่อน”
“มันเป็นเรื่องจริง” บุรุษนั้นในที่สุดดิ้นรนลุกขึ้นยืนได้สำเร็จ “เจ้าไม่
จำเป็นต้องทราบว่าข้าล่วงรู้ข่าวสารลับนี้จากที่ใด ข้าก็ทำงานให้กับผู้อื่น
เช่นกัน”
หนานเหมินเสวี่ยเพ่งตามองอีกฝ่าย ถามเสียงเย็นเยียบ “เจ้าต้องการ
สิ่งใด?”
“ในหอสมบัติมหาสันติสมควรมีสมบัติอยู่สามชิ้น” บุรุษนั้นสงบใจลง
สีหน้าดูดีขึ้นมาก “เวลานี้เราทราบเพียงแค่ว่าหนึ่งในสามนั้นเป็นหลักศิลา
ชิ้นหนึ่ง”
“หลักศิลา?” หนานเหมินเสวี่ยดวงตาทอประกายวาบ
“ถูกต้อง เจ้าเองก็ศึกษาหลักศิลาแห่งป่าศิลามหาสันติ สมควรคาด
เดาได้ว่าในหมู่พวกมันมีอยู่ชิ้นหนึ่งที่หายไป!” บุรุษนั้นกล่าวอย่าง
เคร่งเครียด “นั่นเป็นชิ้นที่สำคัญที่สุด เมื่อครั้งที่ซือจื่อหมิงสร้างป่าศิลา มัน
ได้ซุกซ่อนหลักศิลาชิ้นที่สำคัญที่สุดเอาไว้ ที่ชีเตียวอวี่เฝ้าค้นหาก็เป็นหลัก
ศิลาชิ้นนี้เอง”
หนานเหมินเสวี่ยเงียบงันไป มันเริ่มเชื่อวาจาของอีกฝ่ายขึ้นมาบ้าง
แล้ว
“เงื่อนไขของเราง่ายดายยิ่ง ใช้หลักศิลาชิ้นนั้นแลกเปลี่ยนกับถุงน้าดี
หัวใจเพลิง” คนผู้นั้นกล่าวเสียงหนัก “เจ้าช่วยให้เราครอบครองหลักศิลา
Page 10 of 11
จากนั้นถุงน้าดีหัวใจเพลิงก็เป็นของเจ้า อาศัยถุงน้าดีหัวใจเพลิง อย่าว่าแต่
น้าแข็งลี้ลับหมื่นปีเลย ต่อให้เป็นพลังเย็นที่ร้ายกาจยิ่งกว่านั้น ก็สามารถ
ขจัดได้โดยง่าย เจ้าจะสามารถช่วยเหลือนางผู้เป็นที่รักของเจ้า!”
หนานเหมินเสวี่ยเพ่งมองอีกฝ่ายนิ่งนาน “ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร?”
“เช่นนั้นลองดูของสิ่งนี้” คนผู้นั้นล้วงวัตถุบางอย่างออกมาแสดง
หนานเหมินเสวี่ยดวงตาทอประกายวาบ
เมื่อเห็นสัญลักษณ์บนของสิ่งนั้น หนานเหมินเสวี่ยม่านตาหดแคบลง
เกือบเท่าปลายเข็ม
Page 11 of 11