สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 607 ‘พิเศษ’
“ยินดีด้วย ยินดีด้วย! อาศัยการศึกรอบนี้ น้องเล็กเซี่ยวม่อเกอมีพลัง
ฝีมือรุดหน้าไปอีกขั้น เป็นที่น่ายินดีน่าอวยพรจริง ๆ”
ผู้กล่าวเป็นชายชราที่จั่วม่อไม่รู้จัก จั่วม่อขณะจะกล่าวถ่อมตัวสักคำ
กลับเห็นหลันหยงรีบค้อมกายพลางกล่าว “หลันหยงคารวะเฉิงจู่!”
เฉิงจู่! หรือว่านี่ก็คือซือเยวี่ยอี้?
ชายชราที่ดูสามัญธรรมดาในสายตาจั่วม่อ พลันกลับกลายเป็นทรง
ภูมิปัญญาและลึกล้าสุดหยั่งคาดขึ้นมาทันที อันว่านามของคนเงาของไม้10
จั่วม่อนับถือเลื่อมใสยอดคนผู้ทรงภูมิปัญญา คราวนี้มันกล่าวถ่อมตัวจาก
ใจจริง “เฉิงจู่ชมเชยเกินไป!”
ซือเยวี่ยอี้แย้มยิ้มเล็กน้อย รอยยับย่นบนใบหน้าสามารถมองเห็นได้
ชัดตา มันมองดูหลันหยงกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “เจ้าเป็นเด็กจากตระกูล
หลันกระมัง? ไม่เลว นับว่ามีท่วงท่าสภาวะอยู่บ้างจริง ๆ”
จากนั้นหันไปมองจั่วม่อ กล่าวเป็นเชิงแนะนำว่า “ให้ข้าแนะนำสอง
คนนี้ให้แก่น้องชาย”
10 นามของคน เงาของไม้ ความหมายก็คือ ชื่อเสียงของบางคน แม้ไม่เคยพบกันมาก่อน แต่แค่ได้ยินชื่อเสียง
เรียงนามก็สามารถค้อมกายคารวะให้อย่างจริงใจ เหมือนต้นไม้บางต้น แค่เห็นเงาแต่ไกล ก็สามารถคาดคะเนได้
ว่าความสูงใหญ่ไพศาลเพียงใด
Page 1 of 11
“ชางเยวียนฮ่าว” สุ้มเสียงลุ่มลึกดังมาจากเงาดำ
“ผู้น้องอวี๋ซวง” อวี๋ซวงบนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ประสาน
มือคารวะเล็กน้อยอย่างสง่างามและเป็นกันเอง
คราวนี้ไม่ต้องพึ่งพาหลันหยง จั่วม่อก็ทราบว่าสองคนนี้เป็นใคร สุด
ยอดฝีมือลำดับหนึ่งและลำดับสองแห่งทำเนียบปิศาจมหาสันติ! เซี่ยวม่อ
เกอแม้ว่าจะเชื่อมั่นในตัวเองอย่างเปี่ยมล้น แต่เมื่อสองสุดยอดฝีมือมาด้วย
ตัวเองยังอดตื่นตะลึงไม่ได้ มันรีบคารวะตอบ “ผู้น้องเซี่ยวม่อเกอ! ลำบาก
พี่ท่านทั้งสองแล้ว!”
หลันหยงที่ด้านข้างตื่นเต้นยินดีจนพูดไม่ออก มันเคยเข้าร่วมงาน
เลี้ยงของเฉิงจู่หลายครั้งหลายหน แต่เพิ่งจะเคยมีโอกาสพบหน้าบุคคล
สำคัญทั้งสามท่านนี้เป็นครั้งแรก ทั้งยังได้รับคำชมเชยจากเฉิงจู่ ทำเอามัน
แทบรู้สึกราวกับฝันไป
ซือเยวี่ยอี้แย้มยิ้มน้อย ๆ ให้แก่หลันหยง กล่าวว่า “น้องหลันหยง ต้อง
ขออภัยด้วย พวกเรามีเรื่องคิดหารือกับเซี่ยวม่อเกอสักครา หวังว่าน้องชาย
จะไม่ตำหนิพวกเราเสียมารยาท!”
หลันหยงคล้ายเพิ่งสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝัน ได้สติทันที รีบกล่าว
อย่างคนรู้ความว่า “ผู้เยาว์ต้องไปตามหาพี่ชายของข้าพอดี! ขออำลาเฉิงจู่
ผู้อาวุโสทั้งสอง ขอตัวแล้ว!”
มันค้อมกายคารวะอย่างนอบน้อม จากนั้นล่าถอยไป
มีเรื่องคิดหารือ? จั่วม่องุนงงสงสัย มันเพิ่งจะเคยพบหน้าคนทั้งสาม
เป็นครั้งแรก ยังจะมีเรื่องอันใดให้หารือด้วย?
Page 2 of 11
ซือเยวี่ยอี้ก็ไม่อธิบาย เพียงทำมือเป็นสัญญาณ “น้องชาย ไปทางด้าน
นั้นเถอะ”
“ตกลง!”
คนทั้งสี่เข้าไปในห้องเงียบสงบแห่งหนึ่ง เมื่อพวกมันล่วงผ่านเข้าไป
ภายในห้อง เสียงรบกวนจากภายนอกก็ขาดหายไปทันที จั่วม่อมองปราด
พบว่ามีอาคมหวงห้ามถูกจัดตั้งอยู่ภายในห้อง ใช้ป้องกันไม่ให้ผู้อื่นลอบ
แอบฟัง
“ข้าไม่คาดคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าน้องชายจะสำเร็จกงล้อดาราจักร” ผู้เอ่ย
ปากเป็นคนแรกคือซือเยวี่ยอี้ ด้วยการเปิดประเด็นเช่นนี้ มันดึงดูดความ
สนใจของจั่วม่อทันที
“กงล้อดาราจักร? หมายถึงของสิ่งนี้หรือ?” จั่วม่อยกมือขวาขึ้น เห็น
กำไลข้อมือสีแดงเข้มที่หมุนวนไปเรื่อย ๆ อย่างแช่มช้า
“ถูกต้อง” ซือเยวี่ยอี้ชายตามองจั่วม่อ “น้องชายดูเหมือนว่าไม่ค่อย
ล่วงรู้เรื่องนี้มากนัก”
“มิผิด ข้าไม่ล่วงรู้อันใดเลย ขอเฉิงจู่โปรดชี้แนะด้วย” จั่วม่อกล่าวอ
ย่างสัตย์ซื่อ
ซือเยวี่ยอี้หัวร่อเบา ๆ “กงล้อดาราจักรเป็นกระบวนท่าสังหารท่าหนึ่ง
แต่ท่าสังหารกระบวนท่านี้มิใช่ว่าคนทั่วไปก็สามารถฝึกสำเร็จได้ มีเพียงผู้
ที่ถือครองสังขารปิศาจสายดวงดาวที่บรรลุถึงพลังเขตแดนเท่านั้น จึง
สามารถฝึกปรือสำเร็จ”
Page 3 of 11
“สังขารปิศาจสายดวงดาว?” จั่วม่อสั่นศีรษะระรัว “ข้าฝึกปรือ
อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาต่างหาก”
ซือเยวี่ยอี้ผงกศีรษะพลางกล่าว “นี่จึงเป็นจุดที่พิเศษของน้องชาย
เป็นความจริงที่น้องชายฝึกปรืออุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาซึ่งจัดอยู่ลำดับสาม
ในหมู่สังขารปิศาจด่านเจียง นอกจากนี้ข้ายังพบว่าน้องชายเริ่มจะเข้าใจ
พลังเขตแดน แม้ว่ายังไม่เป็นรูปเป็นร่างที่สมบูรณ์ก็ตาม เขตแดนนี้ก็เผย
สีสันสีแดงเข้มอย่างชัดเจน หากข้าคาดไม่ผิด น้องชายสมควรเหยียบถึง
ปากประตูเข้าสู่ ‘เขตแดนสวรรค์สิบอีกา’ เรียบร้อยแล้ว”
“ข้าเหยียบถึงปากประตูเข้าสู่เขตแดน?” คราวนี้จั่วม่อประหลาดใจ
อย่างแท้จริง มันเพ่งจิตวูบ บรรดาดวงอาทิตย์บนร่างพลันปลดปล่อยพลัง
ประหลาดออกมา วงแหวนแสงสีแดงเข้มวงหนึ่งปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของ
มัน
“เป็นเขตแดนสวรรค์สิบอีกาดังที่คาด!” อวี๋ซวงอดร้องออกมาไม่ได้
“สมกับที่เป็นเขตแดนอันดับหนึ่งหนึ่งแห่งด่านเจียง แม้ว่ายังไม่เป็นรูปเป็น
ร่าง แต่แกร่งกร้าวอหังการยิ่งนัก!”
สุ้มเสียงของมันเต็มไปด้วยความอิจฉาเลื่อมใส
จั่วม่อยิ่งสับสนงุนงงกว่าเดิม แต่มันทราบว่าอีกฝ่ายเมื่อมาหามัน ย่อม
ต้องมีคำอธิบายตามมา
เป็นไปตามที่มันคาดคิด ซือเยวี่ยอี้กล่าวสืบต่อ “สถานการณ์เช่น
น้องชายข้าก็เพิ่งจะเคยพบเห็นเป็นครั้งแรก น้องชาย เจ้าเห็นได้ชัดว่า
ฝึกปรือสังขารปิศาจอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา พลังเขตแดนที่เจ้าบรรลุก็เป็น
Page 4 of 11
เขตแดนสวรรค์สิบอีกาไม่ผิดแน่ ปัญหาก็คือ เจ้าไฉนสำเร็จกงล้อดาราจักร
ด้วย?”
“สังขารปิศาจสายดวงดาว? สังขารปิศาจของเจ้าก่อนหน้านี้เป็น
สังขารปิศาจใด?” อวี๋ซวงอดถามไม่ได้
“สังขารปิศาจมหาทิวา” จั่วม่อตอบตามตรง
“ลำดับที่สองในด่านเจี้ยว!” อวี๋ซวงพึมพำกับตัวเองอย่างช่วยไม่ได้
“เป็นสังขารปิศาจที่แข็งแกร่งมากเช่นกัน แล้วก่อนหน้านั้นเล่า?”
“ศีรษะเหล็กหยก”
คราวนี้กระทั่งซือเยวี่ยอี้ยังตื่นตะลึงอยู่บ้าง อวี๋ซวงมองดูจั่วม่อราวกับ
กำลังมองดูตัวประหลาด “ลำดับที่ห้าในด่านเว่ย นี่เจ้า…ใช่มาจากตระกูล
เก่าแก่หรือไม่?”
“ข้าไม่ทราบ” จั่วม่อฝืนยิ้มเจื่อนขม แฝงเค้าอับอายอยู่บ้าง “ข้าไม่
ล่วงรู้ชาติกำเนิดของตัวเอง”
ซือเยวี่ยอี้กับอวี๋ซวงล้วนเผยสีหน้าประหลาดใจ แต่เพียงแวบเดียวก็
หายวับไป
“ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้” ชางเยวียนฮ่าวผู้นิ่งเงียบงันแต่แรก
พลันเปรยออกมาจากภายในเงาดำ
อีกสามคนหันไปมองมันเป็นตาเดียว
“หากคนผู้หนึ่งฝึกปรือศาสตร์อสูรจนถึงระดับหนึ่ง พวกมันสามารถ
สำเร็จกงล้อดาราจักรเช่นกัน” ชางเยวียนฮ่าวกล่าวถ้อยคำที่น่าแปลกใจ
ออกมา
Page 5 of 11
อวี๋ซวงงงงันวูบ จากนั้นยกมือตบหน้าผากแปะ พลางร้องว่า “ข้า
หลงลืมไปได้อย่างไร? ดวงดาวกับอสูร พลังดวงดาวเป็นหนึ่งในพลังที่พวก
อสูรหลงใหลได้ปลื้มมากที่สุด ซึ่งความจริงจำนวนอสูรที่สำเร็จกงล้อดารา
จักร สมควรมีมากกว่าพวกเราเผ่าปิศาจมาก อ้อ ข้านึกออกแล้ว เจ้าดู
เหมือนจะล่วงรู้ศาสตร์อสูรด้วยกระมัง?”
“เพียงล่วงรู้อยู่บ้าง” จั่วม่อพยักหน้ารับ ตอนที่มันประลองกับเหมียว
จุนเคยใช้ศาสตร์อสูรต่อหน้าผู้คนมากมาย ดังนั้นยอมรับอย่าง
ตรงไปตรงมา
คนทั้งสามพากันมองดูมันด้วยสายตาแปลกพิกล
“ดูเหมือนว่าสาเหตุจะเป็นเรื่องนี้เอง” ซือเยวี่ยอี้ผงกศีรษะพลาง
กล่าว “ในอดีตมีคนเคยฝึกปรือวิถีปิศาจและวิถีอสูรพร้อมกัน แต่ผู้ที่
สามารถฝึกปรืออุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาพร้อมกับกงล้อดาราจักร ข้ากลับไม่
เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน สมกับที่เหล่าซือของข้ากำชับเอาไว้ ผู้ที่สามารถดื่ม
สุราปิศาจเมิ่งผอมากกว่าสิบเหยือก ล้วนเป็นบุคคลพิเศษทั้งหมด”
“เขตแดนศาสตร์อสูรของเจ้าคืออะไร?” อวี๋ซวงถามอย่างอยากรู้
อยากเห็น
“เขตแดนศาสตร์อสูร? ข้าไม่มีเขตแดนอสูร” จั่วม่อสั่นศีรษะ
“เจ้า…เจ้ายังไม่ได้ฝึกปรือศาสตร์อสูรจนบรรลุเขตแดน แต่กลับเข้าใจ
ท่าสังหารกระบวนท่านั้น นี่… …นี่มันเกินไปแล้ว… …” อวี๋ซวงถึงกับอับจน
ถ้อยคำ
Page 6 of 11
ซือเยวี่ยอี้เห็นว่ามันได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จึงปลอบโยนว่า
“หาก ‘เส้นใยหนึ่งพันขนด’ ของเจ้าสำเร็จสมบูรณ์ เจ้าจะต้องทะลวงฝ่าไป
ยังด่านไสว้อย่างแน่นอน”
อวี๋ซวงเหลือกตา กล่าวด้วยน้าเสียงมิสู้ดีว่า “เขตแดนสวรรค์สิบอีกา
เป็นดาวข่มของข้า”
“เขตแดนสวรรค์สิบอีกาเป็นดาวข่มของทุกผู้คน” ซือเยวี่ยอี้
ปลอบโยนอย่างชำนาญการ “ลองดูเยวียนฮ่าวเสียก่อน หากมันต้องเผชิญ
กับเขตแดนสวรรค์สิบอีกายังย่าแย่กว่าเจ้าอีก มันจะถูกสะกดข่มทุก
วิถีทาง”
เงาดำเมื่อได้ยินเช่นนี้ต้องนิ่งเงียบงันไป
อวี๋ซวงจากสีหน้าละห้อยหดหู่กลับเป็นแจ่มใสขึ้นทันตา มันปรบมือ
พลางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ฮ่าฮ่า! มิผิด ไม่ว่าผู้ใดหากต้องเผชิญกับเขตแดน
สวรรค์สิบอีกา ล้วนแล้วแต่ย่าแย่ทั้งสิ้น”
จั่วม่อเงี่ยหูรับฟังคำสนทนาของซือเยวี่ยอี้กับอวี๋ซวงอย่างอกสั่นขวัญ
แขวน หัวใจเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง มันหวาดวิตกว่าผู้อื่นใช่คิดตัดไฟเสียแต่
ต้นลมหรือไม่ ตกลงใจสังหารมันเสียตั้งแต่ตอนที่ยังไม่เติบโต เช่นนั้นมันก็
จบสิ้นกันคราวนี้เอง สองปิศาจเฒ่าคู่นี้มิใช่ผู้ที่คนระดับเสิ่นอวี้จะยกขึ้น
เทียบได้ ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือจนกระทั่งบัดนี้ตัวจั่วม่อเองยังไม่เข้าใจ
ด้วยซ้าว่ามันเอาชนะเสิ่นอวี้ได้อย่างไร
ซือเยวี่ยอี้มองเห็นความอกสั่นขวัญแขวนของจั่วม่อ อดหัวร่อดัง
กังวานไม่ได้ “ข้าเห็นว่าน้องชายคงไม่มีความคิดไม่คารวะพวกเจ้าถึงเพียง
Page 7 of 11
นั้น เอาเถอะ น้องชายเพิ่งจะพลังฝีมือรุดหน้ามาหมาด ๆ สมควรปรับ
สภาพและทำความเข้าใจให้ดี น้องชายหากมีเวลาว่าง อีกสักสองสามวัน
ค่อยมาร่วมสนทนากันใหม่”
ได้ยินเช่นนี้ จั่วม่อรีบคารวะอำลา เผ่นหนีไปทันทีราวกับได้รับการละ
เว้นโทษประหาร
รอจนเงาร่างของจั่วม่อลับหายไป ภายในห้องก็เงียบงันลงอีกครา
“ชาติกำเนิดของมันไม่สามัญธรรมดา” คนแรกที่เอ่ยปากถึงกับเป็น
ชางเยวียนฮ่าวผู้เงียบขรึม
“มันไม่เลว” อวี๋ซวงกล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ “เป็นเด็กที่ไม่เลวเลย
หวังว่าเสียกงจู่จะไม่ล่อลวงมันจนออกนอกลู่นอกทาง”
ซือเยวี่ยอี้สั่นศีรษะพลางกล่าว “คราครั้งนี้เสี่ยวเสียคงต้องคว้าน้า
เหลวแล้ว”
“เพราะเหตุใด? เด็กหนุ่มที่ยังอ่อนเยาว์ถึงเพียงนี้ ข้าว่ายากที่จะ
ต่อต้านเสน่ห์ของเสียกงจู่ได้” อวี๋ซวงกล่าวราวกับแม่บ้านร้านตลาดกำลัง
ซุบซิบนินทาเพื่อนบ้าน
“นับตั้งแต่อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาปรากฏขึ้นครั้งสุดท้าย เป็นเวลานาน
เท่าใดแล้ว?” ซือเยวี่ยอี้พลันถามอย่างกะทันหัน
“นานมากแล้วจริง ๆ” อวี๋ซวงไม่มั่นใจนัก หวนนึกถึงสิ่งที่เพิ่งรับรู้จาก
จั่วม่อ ยังรู้สึกตื่นตะลึงไม่คลาย “ศีรษะเหล็กหยก สังขารปิศาจมหาทิวา
อุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา นี่เป็นเส้นทางการพัฒนาที่ดีที่สุด! หากเรื่องนี้
เปิดเผยออกไปในฝูงชน ไม่ทราบมีคนมากมายเท่าใดต้องอิจฉาริษยาจนตา
Page 8 of 11
แดงฉาน! กระทั่งข้าเองพอฟังยังต้องอิจฉา พอนำตัวเองไปเปรียบกับมัน
ข้าก็เคียดแค้นตัวเองขึ้นมา!”
ซือเยวี่ยอี้เมินเฉยต่อคำพร่ารำพันของอวี๋ซวงโดยอัตโนมัติ มันมีสี
หน้าครุ่นคิดตรึกตรอง
“มีอันใดไม่ถูกต้องรึ?” ชางเยวียนฮ่าวถามทันที
ซือเยวี่ยอี้กล่าวอย่างแช่มช้า “ข้ากำลังครุ่นคิดถึงคำว่า ‘พิเศษ’ ที่
เหล่าซือของข้ากล่าวถึง ไม่ทราบว่าคำ ‘พิเศษ’ ใช่หมายถึงเรื่องนี้หรือไม่”
“แน่นอนว่าต้องหมายถึงเรื่องนี้เอง!” อวี๋ซวงสุ้มเสียงมั่นอกมั่นใจมาก
“หากกระทั่งเรื่องนี้ยังไม่นับว่าพิเศษ เช่นนั้นคงไม่มีสิ่งใดที่พิเศษอีกแล้ว
เด็กน้อยผู้นี้แน่นอนว่าเป็นตัวประหลาดในหมู่ตัวประหลาดทั้งหมด เป็นตัว
ประหลาดใหญ่ที่ประหลาดที่สุดในบรรดาตัวประหลาด!”
ซือเยวี่ยอี้กล่าวอย่างเคร่งขรึม “เนื่องเพราะถ้อยคำที่เหล่าซือของข้า
กล่าวเอาไว้ ข้าจึงยังคงยึดมั่นในการกลั่นสุราปิศาจเมิ่งผอมาโดยตลอด ใน
ความทรงจำของข้า เหล่าซือของข้าแทบไม่เคยใช้คำว่า ‘พิเศษ’ ในการเอ่ย
ถึงคนผู้หนึ่งมาก่อน เหล่าซือของข้าไม่ว่ากล่าวคำใด ล้วนเลือกเฟ้นอย่าง
รอบคอบระมัดระวัง มักจะแฝงความหมายลึกซึ้งในตัวเองเสมอ หลายปีมา
นี้ ข้าเฝ้าขบคิดใคร่ครวญมาโดยตลอดว่าคำ ‘พิเศษ’ ที่เหล่าซือกล่าวถึง
หมายถึงสิ่งใด”
ถ้อยคำของซือเยวี่ยอี้บันดาลให้อวี๋ซวงนิ่งงันไป สำหรับทุกผู้คนใน
นครมหาสันติ ซือจื่อหมิงประดุจเทพเทวาที่ทรงพลังอำนาจที่สุด
“ในเมื่อยังไม่ถึงเวลา เราสามารถเฝ้าดูไปก่อน” อวี๋ซวงกล่าว
Page 9 of 11
ซือเยวี่ยอี้ผงกศีรษะเห็นพ้อง จากนั้นทั้งสามคนก็จมอยู่ในภวังค์
ความคิดของตัวเอง
“ผู นี่คือกงล้อดาราจักรจริง ๆ หรือไม่?” ระหว่างทางมุ่งหน้ากลับ
คฤหาสน์ จั่วม่อถามผูเยาอย่างอดรนทนไม่ได้
“มิผิด เป็นกงล้อดาราจักรของแท้แน่นอน” ผูเยาสีหน้าเคร่งขรึมอยู่
บ้าง “แต่กงล้อดาราจักรของเจ้าผิดแผกแตกต่างจากกงล้อดาราจักรทั่วไป
กงล้อดาราจักรของเจ้าแฝงเร้นพลังเทพสุริยันอยู่ภายใน”
จากนั้นมันกระตุ้นเตือนว่า “เจ้าสมควรสละเวลาฝึกปรือศาสตร์อสูร
บ้าง หากไม่มีเขตแดนศาสตร์อสูร เจ้าจะไม่สามารถสำแดงพลังของกงล้อ
ดาราจักรออกมาได้ถึงขีดสูงสุด”
เว่ยพลันกล่าวอย่างแช่มช้า “อาจั่ว เจ้าเพิ่งบรรลุถึงปากประตูสู่เขต
แดนสวรรค์สิบอีกา มิอาจปล่อยปละละเลยได้ นี่คือเขตแดนอันดับหนึ่ง
แห่งด่านเจียง ไม่ใช่สิ่งที่กงล้อดาราจักรอะไรนั่นจะสามารถยกขึ้นเทียบ
ได้”
ผูเยาได้ยินเช่นนี้ ต้องแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า “เจ้าคนไม่รู้
ความ! หรือเจ้าคิดว่าเขตแดนสวรรค์สิบอีกาเลิศภพจบแดนจริง ๆ? กงล้อ
ดาราจักรพันเปลี่ยนหมื่นแปลง ทั้งยังแฝงไว้ด้วยพลังเทพ เขตแดนสวรรค์
สิบอีกาอาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน”
Page 10 of 11
เว่ยกลับไม่มีโทสะ เพียงกล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ว่า “เขตแดนสวรรค์
สิบอีกาแม้ไม่อาจเรียกได้ว่าเลิศภพจบแดน แต่ฉายานามเขตแดนอันดับ
หนึ่งแห่งด่านเจียง หาใช่ข้าเป็นคนตั้งเองไม่”
จั่วม่อมองดูสองเฒ่าไม่ยอมตายที่กำลังโต้เถียงกันอย่างดุเดือด ต้อง
กล่าวอย่างอับจนปัญญา “หรือพวกเจ้าไม่เห็นว่านี่มันแปลกประหลาดยิ่ง?
ข้าฝึกปรืออุปกรณ์สวรรค์สิบอีกาชัด ๆ แต่ไฉนพัฒนาท่าสังหารกงล้อดารา
จักรขึ้นมาเสียได้?”
“แปลกประหลาด? แปลกตรงที่ใด?” ผูเยากลับย้อนถามเสียอย่างนั้น
“ก็ดีแล้วนี่” เว่ยทำสีหน้าราวกับว่าสมควรเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว
จั่วม่อพูดไม่ออก
มันไหนเลยจะล่วงรู้ ผูเยากับเว่ยพบเห็นความแปลกประหลาดของ
มันเสียจนไม่รู้สึกแปลกอันใดอีกแล้ว!
Page 11 of 11
จั่วม่อไม่ล่วงรู้ว่าเหตุการณ์ในงานเลี้ยงค่าคืนนี้ส่งผลกระทบต่อนคร
มหาสันติทั้งเมือง มันพอกลับถึงที่พำนักก็นั่งลงทันควัน เริ่มพิจารณาเขต
แดนสวรรค์สิบอีกาและกงล้อดาราจักรของมัน
ถึงยามนี้ ดวงอาทิตย์ห้าในสิบดวงของสังขารปิศาจอุปกรณ์สวรรค์สิบ
อีกากลายเป็นสว่างสดใส กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ นี่หมายความว่าดวง
อาทิตย์จำนวนครึ่งหนึ่งถือจุติแล้ว นอกเหนือจากนี้ มันยังได้รับผลกำไรอีก
เรื่องหนึ่งอย่างไม่คาดฝัน นั่นคือการแปลงร่างที่สองของอุปกรณ์สวรรค์สิบ
อีกา ‘ค้อนสุริยัน’ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดึงดูดจั่วม่อมากที่สุดยังคงเป็นเขต
แดนสวรรค์สิบอีกาและกงล้อดาราจักร
เขตแดนสวรรค์สิบอีกาได้ชื่อว่าอันดับแรกแห่งด่านเจียง ด้านความ
แกร่งกล้าเกรียงไกรไร้ผู้ต้านติด หากมันฝึกปรือสำเร็จ ย่อมหมายความว่า
มันจะทะยานขึ้นสู่ลำดับสุดยอดฝีมือด่านเจียงในคราวเดียว แต่แล้วมันได้
ค้นพบอย่างรวดเร็ว นี่ดูเหมือนจะไม่ง่ายดายอย่างที่คิด ยามนี้มันเพิ่งจะ
บรรลุถึงปากประตูสู่เขตแดน เขตแดนของมันยังไม่ได้ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง
เสียด้วยซ้า
ยังคงมีเส้นทางอีกยาวไกลที่มันต้องเดิน แต่จั่วม่อมีเค้าโครงคร่าว ๆ
ในใจแล้วว่าเขตแดนของมันเป็นอย่างไร ระหว่างดวงอาทิตย์ทั้งห้าที่ถือจุติ