สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 612 อาคันตุกะปิศาจหุ่นโคลน
คนผู้นี้ไฉนซุ่มโจมตีมัน?
ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจจั่วม่อวูบหนึ่ง ก่อนจะเลือนหายไปทันควัน มัน
เพ่งตามองบรรดาหุ่นโคลนที่ผุดขึ้นจากบึงโคลน สังหรณ์อันตรายอย่างแรง
กล้าทำเอามันถึงกับขนลุกชี้ชันไปทั้งร่าง
เขตแดนของศัตรูลึกลับผู้นี้ แม้ไม่สดใสมากสีสันเช่นเขตแดนเนตร
นกยูงของเสิ่นอวี้ แต่จั่วม่อบังเกิดความรู้สึกว่าเขตแดนของผู้อื่นมีความ
สมบูรณ์มากกว่าเสิ่นอวี้
ศัตรูผู้นี้ยังคร่าโลกกว่าเสิ่นอวี้มาก มีความสันทัดจัดเจนกว่าอย่าง
เทียบกันไม่ติด นับตั้งแต่เปิดฉากลอบทำร้ายจนกระทั่งถึงยามนี้ ฝีมือของ
มันทั้งไม่ชักช้าและไม่รีบร้อน ควบคุมจังหวะของการต่อสู้ไว้ในกำมืออย่าง
สมบูรณ์
นี่จึงเป็นจุดที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงที่สุด!
ยอดฝีมือ! ยอดฝีมือที่แท้จริง!
กงล้อดาราจักรหมุนคว้างกลับคืนสู่มือของจั่วม่อ แรงดึงดูดอันกล้า
แข็งคอยฉุดดึงจากใต้ฝ่าเท้า มุ่งมั่นรบกวนสมาธิของจั่วม่ออยู่ตลอดเวลา
ในบึงโคลนไม่มีพื้นที่ให้หยั่งเท้า ไม่ว่าจั่วม่อจะมีพลังดุดันถึงเพียงไหน
ก็ไม่อาจใช้กำลังได้ เขตแดนบึงโคลนของผู้ลอบทำร้ายนับเป็นดาวข่มของ
Page 1 of 11
จั่วม่ออย่างสมบูรณ์ นี่เป็นการลอบทำร้ายที่วางแผนไว้เป็นเวลานาน ศัตรู
ศึกษาจุดอ่อนของมันมาเป็นอย่างดี
หลังจากเผชิญหน้ากันช่วงสั้น ๆ จั่วม่อพลันตระหนักแน่แก่ใจ มันตก
ลงไปในตาข่ายดักที่มีการเตรียมการอย่างเพียบพร้อม
อย่างไรก็ตาม เซี่ยวม่อเกอเป็นคนที่สามารถถูกผู้อื่นเขมือบกลืนลงไป
ได้โดยง่ายหรือ?
กงล้อดาราจักรพอหวนกลับมาอยู่ในมือ พลันระเบิดคลื่นความร้อน
เป็นชั้น ๆ บรรดาน้าโคลนที่พวยพุ่งโจมตีเข้ามาล้วนถูกสกัดกั้นเอาไว้
จุดประกายไฟทุกดวงในกงล้อดาราจักรล้วนแล้วแต่ก่อตัวขึ้นจาก
พลังเทพสุริยัน!
ฝ่ายตรงข้ามแน่นอนว่าไม่ล่วงรู้ความจริงอันน่าแตกตื่นสะท้านโลก
ข้อนี้
นี่เป็นความผิดพลาดร้ายแรงของพวกมัน จั่วม่อแค่นยิ้มอย่างเย็นชา
มือขวาที่มีกงล้อดาราจักรทิ่มพรวดลงไปในบึงโคลนใต้ฝ่าเท้าของมันใน
บัดดล!
ตูม!
บึงโคลนใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ตามมาด้วยเสียงกรีดร้อง
แหลมแทบหูดับ ไอน้ากลุ่มแล้วกลุ่มเล่าพลุ่งขึ้นไม่ขาดสาย ในสายตาของ
จั่วม่อปกคลุมด้วยหมอกไอน้าขาวมัวไปหมด
พลังที่น่าเกรงขามที่สุดของบึงโคลนคือความหยุ่นเยือก นี่เป็น
คุณสมบัติที่เกิดจากน้า
Page 2 of 11
น้าเป็นดาวข่มที่ร้ายกาจที่สุดสำหรับเปลวไฟ แต่ยังมีความจริงอีก
ประการหนึ่งที่ตรงข้ามกัน นั่นคือหากเปลวไฟกล้าแข็งพอ จะกลับเป็นฝ่าย
กำราบน้าเสียเอง! กงล้อดาราจักรของจั่วม่อถือกำเนิดขึ้นจากพลังเทพ
สุริยัน เปี่ยมล้นไปด้วยพลังธาตุไฟที่ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน ในอดีตไม่รู้
ว่ามีวีรบุรุษผู้กล้าแห่งชนเผ่ามากมายเท่าใด ที่ต้องถูกเผาผลาญเป็นเถ้าธุลี
ภายใต้พลังเทพสุริยัน!
รอจนประกายไฟดาราจักรบุกเข้าไปในบึงโคลน พลังธาตุไฟสุด
อหังการแห่งพลังเทพสุริยัน ก็ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์
ภายในชั่วพริบตา ประกายไฟทุกจุดขยายตัวพรวดพราด กลับ
กลายเป็นลูกไฟมากมายสุดคณานับ ประดุจทะเลเพลิงกัลป์สุดหฤโหด กง
ล้อดาราจักรอาละวาดอยู่ใต้บึงโคลนอย่างเกรี้ยวกราด ไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด
ความชุ่มชื้นในบึงโคลนล้วนระเหยแห้งไป เมื่อพื้นโคลนที่แห้งเหือด
เหล่านั้นถูกคลื่นเปลวไฟกวาดผ่าน พลันหลอมละลาย แล้วจับตัวกลายเป็น
ผลึกแก้วกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
หากมีคนมองลงมาจากบนท้องฟ้า จะเห็นคลื่นความร้อนกวาดวาบ
ออกทุกทิศทางอย่างเร่งร้อน โดยยึดถือจั่วม่อเป็นจุดศูนย์กลาง ทุกที่ที่
กวาดผ่าน หุ่นโคลนคล้ายกลับกลายเป็นอัมพาต ยืนตัวแข็งทื่อเป็นแท่งดิน
โคลนแห้ง ๆ สูญเสียความชุ่มชื้นทุกหยาดหยดไปจนหมดสิ้น
หุ่นโคลนตกตะลึงพรึงเพริด คิดหลบลี้หนีหน้าในบัดดล แต่พลังเทพ
สุริยันไหนเคยเคยอนุญาตให้ศัตรูหลบหนี ก่อนที่หุ่นโคลนจะทันได้ดีดกาย
ออกจากบึงโคลน พลังเทพสุริยันสุดแกร่งกร้าวพลันกวาดวาบมาถึงตัวมัน
Page 3 of 11
ต่อหน้าต่อตาจั่วม่อ หุ่นโคลนแห้งเหือดลงด้วยระดับความเร็วที่
มองเห็นได้ชัดตา กลายเป็นรูปปั้นดินที่มีสารรูปทุเรศทุรังตัวหนึ่ง
จากนั้นรูปปั้นดินเริ่มแตกสลาย ราวกับว่าผุกร่อนกลายเป็นเม็ดทราย
เศษชิ้นส่วนรูปปั้นกะเทาะร่วงลงบนพื้น แล้วแหลกลาญเป็นฝุ่นธุลี ระดับ
ความเร็วของการแตกสลายเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ท้ายที่สุดมันก็ไม่อาจแบก
รับน้าหนักของตนได้อีก ทรุดฮวบลงกลายเป็นฝุ่นดินกองหนึ่ง
ตูม!
บนบึงโคลนแห้งผาก หุ่นโคลนมากมายนับไม่ถ้วนคล้ายได้รับ
สัญญาณ ยุบตัวลงป่นสลายอย่างพร้อมเพรียง
ภาพเหตุการณ์นี้ตระการตาน่าดูชมยิ่ง
เสี่ยวกั่วกับหลี่อิงฟ่งที่อยู่บนหลังจั่วม่อ พากันเบิกตามองอย่างโง่งม
ศิษย์พี่จั่วม่อ… … มีพลังฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้… …
เห็นกงล้อดาราจักรระเบิดออกมาจากบึงโคลนแห้งๆ หวนคืนสู่ข้อมือ
ของจั่วม่ออีกครั้ง ทันทีที่กำไลข้อมือชิ้นนี้กลับมา จั่วม่อพบว่าสีสันของกง
ล้อดาราจักรหม่นหมองลงกว่าเดิมมาก
ภาพรอบข้างกลับคืนสู่สภาพปกติ
ท้องถนนยังคงคึกคักจอแจดุจเดิม ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาไม่ได้
รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย ว่าเมื่อครู่เพิ่งเกิดการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยความเป็น
ความตายอุบัติขึ้นใกล้ ๆ พวกมัน
มีเพียงเศษโคลนหย่อมหนึ่งที่เปื้อนอยู่บนพื้นตรงหน้าจั่วม่อเท่านั้น
เป็นเครื่องยืนยันถึงการต่อสู้อันดุเดือดที่เกิดขึ้น ทันใดนั้นสายลมกระโชก
Page 4 of 11
ผ่านมาโดยบังเอิญ พัดพาเอาฝุ่นผงฟุ้งกระจายขึ้น แล้วหายลับไปใน
อากาศ
จั่วม่อไม่ได้มีสีหน้าภาคภูมิใจ เพียงกวาดตาสำรวจรอบข้างอย่าง
ระมัดระวัง จากนั้นไม่เอ่ยคำที่สอง เริ่มโถมทะยานหายลับไปในบัดดล
ชั่วอึดใจให้หลัง เงาร่างสองสายพลันปรากฏขึ้นตรงตำแหน่งที่จั่วม่อ
ถูกลอบทำร้าย
“เราประเมินมันต่าเกินไป”
“ถูกต้อง นึกไม่ถึงว่ากระทั่งอาคันตุกะปิศาจหุ่นโคลนก็ไม่ใช่คู่มือของ
มัน แต่ท่าทีของชีเตียวอวี่ช่วยยืนยันการคาดเดาของเรา เซี่ยวม่อเกอคือ
กุญแจสำคัญดอกนั้นไม่ผิดแน่”
“หนานเหมินเสวี่ยถูกเปิดเผยเสียแล้ว”
“เดิมทีมันก็ถูกใช้เป็นหมากเปิดเผยของเราอยู่แล้ว เมื่อพวกเราลอบ
เคลื่อนไหว สามารถใช้มันช่วยดึงดูดความสนใจของผู้คน”
“เช่นนั้นเราจะทำอย่างไรต่อไป?”
“อย่าเพิ่งใจร้อน เมื่อเราโยนหินถามทาง ก้อนหินพอถูกโยนออกไป
แน่นอนว่าต้องมีคนไม่เต็มใจที่จะอยู่โดดเดี่ยว”
“อา”
จั่วม่อเร่งฝีเท้ากลับถึงที่พำนักโดยไม่เผชิญพบปัญหาอื่นอีก
Page 5 of 11
รอจนมันเข้าสู่เคหะสถาน เห็นซู่หลงกับพวกทั้งหลาย ในที่สุดค่อย
ระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ทุกผู้คนมองดูเสี่ยวกั่วกับหลี่อิงฟ่งที่จั่วม่อ
แบกมาด้วย แต่ล้วนรู้ความเป็นอย่างดี ไม่มีผู้ใดปริปากถามอันใด
เมื่อพวกมันเข้าไปถึงด้านในของคฤหาสน์ จั่วม่อค่อยคลายใจลงอย่าง
สมบูรณ์
เสี่ยวกั่วเอ่ยปากอย่างขลาดเขลา “ศิษย์พี่… …”
จั่วม่อก้มลงมองนาง แย้มยิ้มให้เสี่ยวกั่วอย่างอ่อนโยน “เจ้าหวาดกลัว
หรือไม่?”
“หวาดกลัวอยู่บ้าง” เสี่ยวกั่วพยักหน้าอย่างขลาดอาย นางคล้าย
ย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่อยู่บนภูเขาสุญตา ศิษย์พี่ผู้เฝ้าปกป้องคุ้มครอง
นางได้หวนกลับมาอยู่ข้างกายนางแล้ว นางแทบไม่แน่ใจว่าเป็นความจริง
หรือความฝัน ไม่ทราบเพราะเหตุใด นางเริ่มขอบตาแดงระเรื่อ สุ้มเสียง
แหบพร่าสั่นสะท้าน “ศิษย์พี่ …พลังฝีมือกล้าแข็งยิ่ง… …”
หลี่อิงฟ่งก็ดวงตาแดงระเรื่อเช่นกัน หลังจากที่พวกอาจารย์ทั้งสี่ถูก
คุนหลุนบังคับจากไป สิ่งที่พวกนางเผชิญประดุจฝันร้ายที่ยังติดตามหลอก
หลอนไม่คลาย อย่างไรก็ตาม นางพยายามฝืนทำใจให้เข้มแข็ง กล่าวว่า
“ศิษย์พี่ หากท่านมีเรื่องวุ่นวายต้องจัดการก็ไม่จำเป็นต้องห่วงกังวลกับ
พวกเรา ไปกระทำเรื่องสำคัญของท่านก่อนเถอะ”
นางเห็นผู้คนในลานบ้านพากันคารวะจั่วม่ออย่างพร้อมหน้า ไม่เว้น
แม้แต่คนเดียว แม้ว่านางจะตื่นตะลึงจนสุดระงับ แต่ก็เข้าใจทันทีว่าจั่วม่อ
Page 6 of 11
เป็นผู้นำของกองกำลังนี้ การลอบทำร้ายบนท้องถนนเมื่อสักครู่ไม่ใช่เรื่อง
ปกติ ศิษย์พี่จั่วม่อแน่นอนว่ามีเรื่องจะต้องจัดการ
“เช่นนั้นพวกเจ้าพักผ่อนสักครู่ วางใจเถอะ มีข้าอยู่ที่นี่ไม่มีใครทำร้าย
พวกเจ้าได้อีกแล้ว อีกประการหนึ่ง พวกเจ้าควรเตรียมตัวให้พร้อม พวก
เราอาจจะไปจากสถานที่แห่งนี้ในทันที” จั่วม่อกล่าวเสียงหนักอึ้งเคร่งขรึม
จากนั้นหมุนตัวเดินออกไปทางด้านนอก
ซู่หลงพอเห็นจั่วม่อกลับเข้ามาในลาน รีบตรงเข้ารับหน้า “ต้าเหริน!”
จั่วม่อถามอย่างไม่อ้อมค้อม “ทุกคนอยู่กันครบหรือไม่?”
ซู่หลงงงงันวูบ แต่แล้วพลันตระหนักในทันที ต้องเกิดเรื่องขึ้นเป็นแน่
หลังจากขบคิดอยู่ชั่วอึดใจ ค่อยตอบว่า “อาเหวิน หนานเยว่ คังเจ๋อ หมิง
เจวี๋ยจื่อ เจ้าควันดำและอสูรผมส้มล้วนพากันไปยังหลักศิลาทักษะปิศาจ”
“ส่งคนไปตามพวกมันกลับมาทันที” จั่วม่อกล่าวอย่างเคร่งเครียด “ให้ทุก
คนเตรียมตัวเก็บข้าวของ เมื่อพวกมันกลับมา เราจะไปจากที่นี่ในบัดดล!”
“ขอรับ!” ซู่หลงฟังออกถึงความร้อนรุ่มในคำสั่งเหล่านี้ โดยไม่
เสียเวลาเอ่ยคำที่สอง มันหมุนตัวออกไปดำเนินการทันที
จั่วม่อสีหน้าดำทะมึน มันบังเกิดความรู้สึกว่าวังวนมหึมาที่มันไม่อาจ
มองเห็นได้ กำลังคุกคามใกล้เข้ามาทุกขณะ… …
บางทีอาจใกล้ยิ่งกว่าที่มันคิด!
อสูรควันดำศึกษาเคล็ดความบนแท่นหินเบื้องหน้าอย่างเลื่อมใส
ศรัทธา มันผู้นี้แม้พลังฝีมือไม่โดดเด่น แต่มีความจำดีเยี่ยม ไม่เคยลืมเลือน
Page 7 of 11
สิ่งที่ผ่านตา หลายวันมานี้มันเอาแต่วนเวียนไปตามหลักศิลาทักษะปิศาจ
แทบทุกต้น
แต่ว่า… …
สายตาของมันมองไปยังอาเหวินกับต้าเฉิง (เจ้าส้มใหญ่) อาเหวินไม่
แยแสสนใจสภาพรอบข้างแม้แต่น้อย มือไม้กรีดวาดไปตามจิตใต้สำนึก
ภายใต้กระบวนท่าราบเรียบธรรมดาเหล่านี้ กระทั่งอสูรควันดำยังสามารถ
มองเห็นถึงร่องรอยความลึกซึ้งที่แฝงเร้นอยู่ภายใน ส่วนต้าเฉิงกลับผิดแผก
แตกต่างไปคนละทาง เห็นมันเดินพล่านอยู่หน้าแท่นหินประดุจมดบน
กระทะร้อน บางทีจิกทึ้งผมเผ้าของตน บางคราแหงนหน้าพึมพำกับ
ท้องฟ้า เรือนผมสีส้มของมันยามนี้ดูคล้ายรังนกอันยุ่งเหยิง ดูเหมือนว่ามัน
ไม่อาจนั่งนิ่ง ๆ ได้แม้สักชั่วครู่ชั่วยาม ดู ๆ ไปคล้ายใกล้จะเสียสติอยู่รอมร่อ
สายฟ้าเอย เศษน้าแข็งเอย เปลวไฟเอย พากันปะทุออกมารอบกายมัน
เป็นระยะ น่าสะพรึงกลัวยิ่ง บันดาลให้หลักศิลาทักษะปิศาจรอบตัวมันว่าง
เปล่าอย่างสิ้นเชิง ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปใกล้
สองคนนี้เป็นตัวประหลาดคู่หนึ่ง!
อสูรควันดำรู้สึกอิจฉาเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง สองคนนี้มีพรสวรรค์มาก
ที่สุดในกลุ่ม
มันยังไม่รู้จักคุ้นเคยกับอาเหวินสักเท่าใด แต่สำหรับต้าเฉิง เจ้าคนที่
สมองผิดปกติผู้นี้กลับมีพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ จะไม่ให้มันอิจฉาเลื่อมใส
อย่างสุดซึ้งได้อย่างไร แต่อิจฉาเลื่อมใสก็ส่วนอิจฉาเลื่อมใส ใน
ขณะเดียวกันมันก็ยินดีไปกับต้าเฉิงด้วย ซึ่งความจริงนับตั้งแต่ครั้งที่มัน
Page 8 of 11
แรกพบบันทึกเคล็ดวิชา มันก็ล่วงรู้แล้วว่าต้าเฉิงมีพรสวรรค์เหนือล้ากว่า
มันมาก นี่เป็นเหตุผลว่ามันไฉนเพียรพยายามฉุดลากต้าเฉิงเดินทางมายัง
เมืองมหาสันติกับมันด้วย
อย่างไรก็ตาม อสูรควันดำยังค้นพบว่าหลักศิลาทักษะปิศาจทุกต้น
ล้วนสลักลึกอยู่ในใจมัน มันสังเกตเห็นสิ่งที่ผู้อื่นพากันมองข้ามอย่าง
รวดเร็ว นั่นคือบนหลักศิลาบางต้น บางครั้งจะปรากฏประโยคบรรยายใน
เรื่องราวบางประการ ประโยคเหล่านี้ไม่ยาวนัก ดูเหมือนประโยคปกติ
ทั่วไป บ้างเกี่ยวข้องกับปรัชญา บ้างก็ยากที่จะเข้าใจ
แต่อสูรควันดำเป็นบุคคลที่มีจิตใจละเอียดอ่อนยิ่ง มันเมื่อค้นพบ
ประโยคเหล่านี้ พลันฉุกคิดถึงบันทึกที่มันพบโดยบังเอิญเมื่อครั้งกระโน้น
ประโยคที่คลับคล้ายกันนี้ก็เคยปรากฏขึ้นในบันทึกด้วย บันทึกยัง
กล่าวว่าซือจื่อหมิงติดตามค้นหาบางสิ่งมาโดยตลอด ท่านเดินทางไปทั่วทั้ง
แดนอสูร ภพปิศาจและโลกแห่งซิวเจ่อเพื่อค้นหาของสิ่งนี้ ผู้ติดตามแม้ไม่
ล่วงรู้ว่าซือจื่อหมิงกำลังค้นหาสิ่งใด แต่ยังเฝ้าคัดลอกสิ่งที่ซือจื่อหมิงเคย
กล่าวลงไปในบันทึกอย่างสัตย์ซื่อ
ถ้อยคำและประโยคที่ปรากฏอยู่บนหลักศิลา มีแบบฉบับที่คล้าย
เหมือนกับสิ่งที่อยู่ในบันทึก
หรือว่ามีความลับซ่อนอยู่ในถ้อยคำเหล่านี้?
นี่คือความคิดประการแรกที่ผุดขึ้นในใจของอสูรควันดำ ความคิดนี้ทำ
ให้มันลิงโลดยินดีสุดระงับ คนผู้นี้แม้พลังฝึกปรือไม่เลอเลิศเท่าอสูรผมสีส้ม
แต่สติปัญญาของมันเด่นล้าเหนือผู้ใด
Page 9 of 11
ประโยคเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่บนหลักศิลา ไม่เคยดึงดูดความ
สนใจของผู้คน ประดุจความลับที่ยังไม่เคยมีใครล่วงรู้ ดึงดูดสมาธิจิตใจ
ของมันอย่างลึกล้า
มันรีบจัดเรียงหลักศิลาทั้งหมดอยู่ในจิตใจ เวลานี้ความจำอันล้าเลิศ
ของมันมีบทบาทเป็นอย่างยิ่ง ในไม่ช้า มันก็ค่อยๆ เลือกเฟ้นประโยคที่ไม่
เกี่ยวข้องกับวิธีฝึกฝีมือทั้งหมดออกมาจากเคล็ดความบนหลักศิลา
ดังนั้นเอง มันก็ค้นพบอย่างรวดเร็ว ประโยคเหล่านี้มีอยู่หลายประโยค
ที่ปรากฏอยู่ในบันทึกฉบับนั้นเช่นกัน
ผลลัพธ์ที่ได้ยิ่งทำให้อสูรควันดำตื่นเต้นยินดีกว่าเดิม ช่วงเวลาของ
บันทึกฉบับนั้น สมควรเป็นช่วงเวลาที่ซือจื่อหมิงสัญจรไปทั่วทั้งสามภพ
ซือจื่อหมิงเคยกล่าวประโยคที่ไม่เกี่ยวข้องเหล่านี้ระหว่างที่เดินทางท่อง
โลก และหลังจากนั้นหลายปี ซือจื่อหมิงจึงค่อยสร้างนครมหาสันติขึ้น ทั้ง
ยังสลักประโยคเดียวกันเหล่านี้ แทรกเอาไว้ในเคล็ดคามบนหลักศิลาทักษะ
ปิศาจ
นี่ย่อมมิใช่เหตุบังเอิญ!
ภายในประโยคเหล่านี้ แน่นอนว่าต้องแฝงความหมายอันลึกล้าที่ไม่
เคยมีผู้ใดล่วงรู้เอาไว้!
หวนคิดถึงหอสมบัติมหาสันติที่กำลังเป็นที่โจษจันของผู้คน อสูรควัน
ดำหัวใจกระตุกวูบ หรือว่า…ประโยคเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหอสมบัติ
มหาสันติ?
Page 10 of 11
เมื่อมันได้ยินข่าวลือนี้เป็นครั้งแรก มันก็เริ่มสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับหอ
สมบัติมหาสันติ ว่ากันว่าในนครมหาสันติยุคแรกเริ่ม หอสมบัติหลังนี้ยังมี
ตัวตนอยู่จริง แต่ท้ายที่สุดซือจื่อหมิงได้ปิดผนึกมันเอาไว้ จึงค่อยๆ เลือน
หายไปจากความทรงจำของผู้คน
ซือจื่อหมิงไฉนต้องปิดผนึกหอสมบัติมหาสันติเอาไว้? ภายในมีสมบัติ
อยู่จริงหรือไม่?
นี่คือปริศนาที่ไม่เคยมีผู้ใดขบคิดออก
อสูรควันดำเมื่อค่อย ๆ ขบคิดตีความประโยคที่มันค้นพบจากหลัก
ศิลาอย่างถี่ถ้วน มันคล้ายพบเห็นเบาะแสเงื่อนงำ ที่เชื่อมโยงถึงกันด้วยเส้น
ความสัมพันธ์ที่แทบจะมองไม่เห็น
Page 11 of 11