สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 613 สมรู้ร่วมคิด
ทอดตามองดูกองทัพศัตรูแตกพ่ายถล่มทลายอยู่ต่อหน้า กงซุนชาสี
หน้าสงบราบเรียบตามปกติ ไม่มีร่องรอยการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
อาซาเก๋อที่อยู่ด้านข้าง ดวงตาทอแววครั่นคร้ามยำเกรงสุดระงับ
กองทัพที่กำลังแตกพ่ายอยู่ตรงหน้าพวกมันในยามนี้ นับเป็นกองกำลังที่
เก้าที่พวกมันปราบพิชิต
แม่นางน้อยต้าเหรินฝีมือร้ายกาจมากเกินไปจริง ๆ! ความเลื่อมใส
เทิดทูนที่มีต่อแม่นางน้อยต้าเหริน แทบไม่อาจบ่งบอกบรรยายออกมาเป็น
ถ้อยวาจาได้ อาซาเก๋อเป็นหนึ่งในสามยอดแม่ทัพแห่งตระกูลซิงหลัว มี
ความทระนงตนอย่างสูง แต่หลังจากได้ประจักษ์ถึงฝีมือควบคุมสนามรบ
อันน่าสะพรึงกลัวของแม่นางน้อยต้าเหรินด้วยสายตาตัวเอง มันก็
หลงเหลือแต่ความเคารพยำเกรงอย่างลึกล้า มันไม่เคยเชื่อมาก่อนเลย ว่า
แม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่งจะร้ายกาจได้ถึงเพียงนี้!
ปราบพิชิตโดยราบคาบทุกศึก ด้วยการโจมตีอันไร้ผู้ต้านติด!
ทั้งเก้ากองทัพที่อาจหาญมาขวางทาง ล้วนถูกบดขยี้อย่างยับเยินใน
การเผชิญหน้าเพียงรอบเดียว!
ค่ายจูเชวี่ยประดุจดาบคมกล้าไร้ที่เปรียบเล่มหนึ่ง บุกทะลวงรุดหน้า
โดยไม่มีสิ่งใดมาหยุดยั้งได้
Page 1 of 11
เมื่ออยู่ในที่แห่งนี้ด้วยฐานะแม่ทัพผู้ยอมสวามิภักดิ์ อาซาเก๋อทราบดี
หากมันต้องการตำแหน่งแห่งที่อันมั่นคงในขุมกำลังนี้ มีแต่ต้องออกแรง
แข็งขันมากกว่าผู้อื่น ถึงตอนนี้มันเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในขุมกำลังที่มัน
สังกัด เชื่อมั่นในพลังอำนาจและความมีชีวิตชีวาอย่างเปี่ยมล้น ฝีมือที่กอง
พันของพวกมันแสดงออกมา จะเป็นสิ่งที่กำหนดผลประโยชน์ของตระกูล
ของมันโดยตรง ดังนั้นทั้งอาซาเก๋อและกองทัพของมันล้วนสู้ตายถวาย
ชีวิต
อย่างไรก็ตาม ในไม่ช้าอาซาเก๋อก็ค้นพบว่า แม่นางน้อยต้าเหรินมิได้
เห็นพวกมันเป็นอาหารสัตว์กระสุนปืนใหญ่แม้แต่น้อย เมื่อใดที่พวกมัน
เผชิญพบกับกองทัพอันทรงพลัง ค่ายจูเชวี่ยจะบุกทะลวงอยู่ข้างหน้าพวก
มันเสมอ
อาซาเก๋อได้แต่สำนึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง
ในแดนปิศาจ เข้มแข็งกลืนกินอ่อนแอเป็นเรื่องธรรมชาติ กองทัพที่
ยอมจำนนเช่นพวกมัน โดยทั่วไปมักถูกใช้ให้ออกรบที่แนวหน้า ต้องดิ้นรน
เอาชีวิตรอดอยู่ในตำแหน่งที่อันตรายที่สุด อัตราการเสียชีวิตสูงยิ่ง ทั้งยัง
ได้รับเสบียงและยุทโธปกรณ์ที่ย่าแย่ที่สุด ไม่มีผู้ใดแยแสสนใจความเป็น
ความตายของพวกมัน
แต่ที่นี่ แม่นางน้อยต้าเหรินไม่เคยมีอคติต่อพวกมัน บ่อยครั้งที่มักจะ
ดูแลและชี้แนะสั่งสอนพวกมัน พวกมันไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะต้องถูกใช้
เป็นอาหารสัตว์กระสุนปืนใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่มีผู้ใดชิงชังรังเกียจพวก
มันเพียงเพราะว่าพวกมันเป็นเผ่าปิศาจ
Page 2 of 11
ทุกคนจารึกหนี้บุญคุณและความตื้นตันนี้ไว้ในหัวใจของพวกมัน
อาซาเก๋อจดจำ เหล่าไพร่พลของมันก็จดจำเอาไว้เช่นกัน สิ่งที่พวกมัน
จะสามารถตอบแทนพระคุณนี้ได้ ก็มีแต่การสู้ตายถวายชีวิตเท่านั้น
แต่แม้ว่าค่ายจูเชวี่ยจะบุกนำไปข้างหน้าในการรบส่วนใหญ่ ทว่ากอง
พันอาซาเก๋อเองก็ต้องเผชิญศึกหนักหลายครั้งหลายหน ในขณะที่
สภาพการณ์ในภพปิศาจทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กองทัพในแต่ละ
พื้นที่ที่ยังเหลือรอดมาได้ ก็ย่อมต้องมีพลังฝีมือกล้าแข็งขึ้นเป็นลำดับ ผู้นำ
ของขุมกำลังแต่ละฝ่ายล้วนทราบกระจ่าง หากไม่มีกองทัพที่กล้าแข็ง ใน
กลียุคเช่นนี้พวกมันไม่มีทางเอาชีวิตรอดไปได้
การศึกเก้าครั้งที่พวกมันเผชิญไม่ใช่เรื่องง่ายดาย เทียบกับค่ายจูเชวี่ย
ที่แกร่งกล้าเกรียงไกรแล้ว กองพันอาซาเก๋อมีช่วงเวลาที่ยากลำบากกว่า
มาก ไพร่พลในกองทัพล้มตายไปมากกว่าหนึ่งในหก
แต่พลังโดยรวมของกองทัพที่หลงเหลือ ก็ทวีความกล้าแข็งขึ้นอย่าง
รวดเร็ว
กองทัพชั้นยอดทุกทัพ ล้วนเพาะสร้างขึ้นจากการต่อสู้อันยากลำบาก
นับครั้งไม่ถ้วน นี่ไม่ใช่คำลวง หลังจากการศึกอันดุเดือดหลายครั้งหลายหน
ในที่สุดกองพันอาซาเก๋อค่อยเพาะสร้างกำลังขวัญของกองทัพชั้นยอด
ขึ้นมา ไพร่พลทุกนายมีท่วงท่าสภาวะอันหนักแน่นมั่นคง ความสามารถใน
การร่วมมือประสานงานของพวกมันดีขึ้นมาก อัตราการบาดเจ็บเจ็บล้ม
ตายก็ลดน้อยลงไปมาก ในการศึกครั้งล่าสุดมีไพร่พลเสียชีวิตเพียงเก้าคน
เท่านั้น
Page 3 of 11
แม้ว่าพวกมันเพิ่งจะเดินทางผ่านมาไม่ถึงหนึ่งในสี่ของระยะทาง
ทั้งหมด แต่ทุกผู้คนเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น
“ทุกคนตั้งค่าย พักผ่อนหนึ่งคืน รุ่งเช้าเราจะออกเดินทางต่อ”
ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง คำสั่งของแม่นางน้อยดังกังวานไปทั่ว
สมรภูมิอันเงียบสงัด
“ว่ากระไร?” เสียงคำรามของเจี้ยจู่แห่งอาณาจักรสำเนียงโรยดังสนั่น
ลั่นห้อง ต่อให้อยู่ห่างไกลยังได้ยินชัดเจน
“ต้าเหริน! นี่เป็นเรื่องจริง! กองพันตงหลู่แห่งอาณาจักรตงหลู่ เพียง
ต้านรับได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยามเท่านั้น!” ผู้ใต้บังคับบัญชาสุ้มเสียงสั่นระริก
“ผู้น้อยเห็นกับตา! นี่เป็นความสัตย์จริง!”
“ครึ่งชั่วยาม?” เจี้ยจู่สีหน้าแข็งทื่อ
ชั่วอึดใจให้หลัง มันค่อยพึมพำออกมาอย่างเหลือเชื่อ “จะเป็นไปได้
อย่างไร? ด้วยพลังอันเข้มแข็งของกองพันตงหลู่ ไฉน… …”
มันทราบกระจ่างใจเป็นอย่างดี กองพันตงหลู่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับ
กองพันที่เข้มแข็งที่สุดภายใต้ร่มธงของมัน กองพันตงหลู่นั้นถึงกับพินาศ
สิ้นภายในครึ่งชั่วยาม! กองทัพที่จู่ ๆ ก็ผุดออกมาจากที่ใดไม่ทราบนี้ ที่แท้
แข็งแกร่งถึงระดับใด?
“ต้าเหริน! ยังมีอีก…” ผู้ใต้บังคับบัญชานั้นรีบกล่าวเร็วปรื๋อ “กองทัพ
ที่ไม่ทราบที่มานี้ ไม่ได้ยึดครองอาณาจักรตงหลู่!”
Page 4 of 11
“ไม่ได้ยึดครองอาณาจักรตงหลู่?” เจี้ยจู่ค่อยได้สติ ทวนคำอย่างไม่
เชื่อหู แล้วถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “พวกมันไฉนไม่ยึดครองอาณาจักรตง
หลู่?”
“ผู้น้อยก็ขบคิดไม่เข้าใจเช่นกัน ตามที่ผู้น้อยได้ยินมา พวกมันแม้บุก
ทะลวงผ่านหลายอาณาจักรโดยไร้ผู้ต้านติด แต่กลับไม่ได้ยึดครอง
อาณาจักรใดตามรายทาง ผู้น้อยจึงคาดเดาว่า…พวกมันใช่กำลังเร่งรุด
เดินทางหรือไม่! ผู้น้อยยังจับตัวผู้เหลือรอดจากกองพันตงหลู่มาได้
หลังจากสอบสวนก็พบว่า เดิมทีกองทัพนี้ร้องขอต่อกองพันตงหลู่เพื่อขอ
ผ่านทางไป แต่กองพันตงหลู่ไม่ยินยอม จากนั้นพวกมันก็โจมตีกองพันตง
หลู่ในบัดดล!”
“พวกมันเพียงแค่ขอผ่านทาง?” เจี้ยจู่รู้สึกราวกับว่าได้ฟังเรื่องล้อเล่น
“ผู้น้อยก็เชื่อเช่นนั้น”
“ข้าไม่อาจเชื่อได้ลง… …”
“ต้าเหริน! กองทัพมัจจุราชนี้ระหว่างทางพิชิตเก้าทัพอย่างราบคาบ!
พวกมันแข็งแกร่งเสียจนสามารถจัดอยู่ในห้าสิบลำดับแรกของทำเนียบ
กองพันแห่งดินแดนร้อยเถื่อน! หากพวกมันต้องการโจมตีอาณาจักร
สำเนียงโรยของเราจริง ผู้น้อยเกรงว่า… …” บริวารผู้นั้นไม่กล้ากล่าวสืบต่อ
แต่วาจานี้แท้ที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวแล้ว
เจี้ยจู่ลังเลใจอยู่เป็นนาน ก่อนจะกัดฟันออกคำสั่งว่า “ปล่อยให้พวก
มันผ่านไป ตระเตรียมกองทัพของเราให้พร้อมในกรณีที่เจ้าคาดเดาผิด แต่
อย่าได้ลงมือขัดขวางพวกมันก่อนเป็นอันขาด!”
Page 5 of 11
… …
จั่วม่อสีหน้าย่าแย่ยิ่ง
อาเหวินกับพวกทั้งหกหายตัวไปอย่างกะทันหัน คนของค่ายเว่ยค้นหา
ทั่วป่าศิลาทุกซอกทุกมุม แต่ไม่พบร่องรอยของพวกอาเหวินแม้แต่เงา เมื่อ
เพิ่งเผชิญกับการลอบทำร้ายมาหมาด ๆ ปฏิกิริยาแรกและข้อสรุปที่จั่วม่อ
คิดได้ก็คือ ใช่มีคนลอบทำร้ายพวกมันหรือไม่?
แต่ในไม่ช้ามันก็สั่นศีรษะ พวกอาเหวินมีกันอยู่ตั้งหกคน หากพวกมัน
ถูกจู่โจมทำร้าย ย่อมไม่มีทางที่จะไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ค่ายเว่ยเที่ยวค้นหา
พวกมันไปทั่ว ทั้งยังสอบผู้คนในป่าศิลามากมาย คนเหล่านั้นล้วนผงก
ศีรษะ บอกว่าพวกอาเหวินอยู่ที่นั่นตั้งแต่แรก อสูรผมสีส้มยังโดดเด่นสะดุด
ตายิ่ง ผู้คนจดจำได้ไม่ลืมเลือน
แต่กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าพวกมันจู่ ๆ หายสาบสูญไปได้อย่างไร
หากมีคนต้องการลักพาตัวคนทั้งหกโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดเอาไว้ มี
ความเป็นไปได้เพียงประการเดียว นั่นคือผู้ลอบโจมตีล้วนเป็นชนชั้นยอด
ฝีมือ ชิงลงมือก่อนที่พวกมันจะทันได้ตอบสนอง มิหนำซ้าฝ่ายลอบโจมตี
ยังต้องมีจำนวนคนไม่น้อยกว่าพวกอาเหวินทั้งหกด้วย ซึ่งฟังดูแล้วเป็นไป
ได้ค่อนข้างยาก
กระทั่งในคุกสิบนิ้วก็ไม่มีร่องรอยของหนานเยว่กับพวกทั้งสาม
“มีคนมุ่งเป้ามาที่เจ้า” ผูเยากล่าวอย่างเย็นชา
“เริ่มต้นจากหนานเหมินเสวี่ย เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นติดต่อตามกันเป็น
ชุด นับว่าไม่ถูกต้องจริง ๆ” เว่ยกล่าวเสริมมาจากทางด้านข้าง
Page 6 of 11
“ข้าจะไปหาหนานเหมินเสวี่ย!” จั่วม่อขบคิดชั่ววูบ แล้วกล่าวอย่าง
ร้อนรุ่ม
“ไม่มีประโยชน์อันใด” ผูเยาสั่นศีรษะ “หนานเหมินเสวี่ย เห็นได้ชัด
ว่าเป็นตัวหมากที่โยนออกมาเพื่อก่อกวนเรื่องราวให้สับสน มันอาจจะ
กระทำไปด้วยข้อตกลงประการหนึ่งเท่านั้น อาจไม่ล่วงรู้อันใดเลยด้วยซ้า”
“แล้วเจ้ามีวิธีการใด?” จั่วม่อระงับความคิดฆ่าฟันที่อัดแน่นอยู่ในอก
หันไปขอความเห็นจากผูเยา
ผูเยากล่าวว่า “วิธีที่ดีที่สุดคือไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงรักษาความ
สงบเอาไว้ก็พอ”
เว่ยช่วยแยกแยะว่า “หากพวกอาเหวินถูกคนลักพาตัวไปจริง ๆ
เป้าหมายของศัตรูก็คือเจ้า ไม่ว่าพวกมันมีข้อเรียกร้องใดพวกมันก็ต้องมา
หาเจ้า เจ้าเพียงแค่สงบใจรอคอยเท่านั้น”
จั่วม่อขบคิดชั่วครู่ จากนั้นยอมรับว่าทั้งสองคนกล่าวไม่ผิด จึงฝืนสงบ
ใจลง
มันพลันรู้สึกว่ามันไฉนโง่งมถึงเพียงนี้ ในแง่ของการวางแผนร้ายยัง
จะมีใครหน้าไหนสันทัดจัดเจนไปกว่าโจรเฒ่าทั้งสองนี้อีกเล่า มันไยต้องมา
เสียเวลาครุ่นคิดด้วยตัวเอง?
“เจ้าบอกว่าพวกมันมุ่งเป้าที่มาข้า? เพราะเหตุใดกัน?” จั่วม่อ
ตัดสินใจโยนปัญหาไปให้แก่สองโจรเฒ่า
ดวงตาสีเลือดของผูเยาสาดประกายโลหิตเต้นระริก มันคล้ายมีสีหน้า
ตื่นเต้นเร้าใจเล็กน้อย นานมากแล้วที่ไม่ได้พบเจอเรื่องน่าตื่นเต้นเร้าใจ
Page 7 of 11
เช่นนี้ ในใจครุ่นคิดเร็วรี่ จากนั้นแยกแยะว่า “ประการแรก แน่นอนว่าไม่ใช่
ทำไปเพราะหนี้แค้น การลอบทำร้ายในวันนี้ แท้ที่จริงไม่ได้พยายามลอบ
สังหารเจ้า พวกมันต้องการจับเป็นเจ้าต่างหาก”
จั่วม่อหวนคิดทบทวนดู พลันพบว่ามีเหตุผล “มิผิด เจ้าเมื่อกล่าว
เช่นนี้ ข้าก็นึกออกแล้ว มันไม่ได้ใช้กระบวนท่าสังหารแม้แต่ท่าเดียว”
“มันต้องการคร่ากุมเจ้า แต่ไม่ได้คิดฆ่าฟัน ดังนั้นโอกาสที่เรื่องจะจาก
เกิดจากหนี้แค้นก็มีไม่มากนัก เช่นนั้นย่อมหลงเหลือเพียงประการเดียว นั่น
คือเจ้าต้องมีบางสิ่งที่พวกมันต้องการ หรือไม่ก็พวกมันต้องการให้เจ้า
กระทำบางสิ่งให้แก่พวกมัน”
สมกับที่เป็นโจรเฒ่าผู้อาละวาดมาหลายพันปี เพียงกล่าวไม่กี่คำ
จั่วม่อรู้สึกว่าความคิดกระจ่างชัดขึ้นมากในทันที
“สิ่งใดที่ข้ามี? ข้าสามารถกระทำเรื่องอันใด?”
“เจ้าย่อมมีหลายสิ่งที่ผู้คนปรารถนา อย่างเช่นพลังเทพ หรือเมล็ด
ผลึกสุริยัน ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกผู้คนไม่อาจปฏิเสธ” เว่ยตอบเสียงเนิบช้า
“ส่วนสิ่งที่เจ้าสามารถกระทำได้ก็มีไม่น้อย ยกตัวอย่างเช่น โน้มน้าวใจเสีย
กงจู่!”
“ฮ่าฮ่า!” ผูเยาหัวร่อดังสนั่นอย่างไร้ปราณี
จั่วม่อขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง “เวลาเช่นนี้เจ้ายังมีแก่ใจมาล้อเล่นอีกรึ?”
“สงบใจลงเสียบ้าง” เว่ยกล่าวด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ “ตอนนี้ยิ่งเจ้ามี
ท่าทีเป็นปกติมากเท่าใด ฝ่ายตรงข้ามยิ่งไม่อาจใจเย็นอยู่ได้มากเท่านั้น”
“ความหมายของเจ้าคือ?” จั่วม่อยังไม่อาจคิดตามทัน
Page 8 of 11
“ทำสิ่งที่เจ้าตั้งใจจะทำก่อนหน้านี้ อย่างเช่นเทียบเชิญสองใบที่กงจู่
อีกสองนางส่งมาให้ เจ้าไยไม่ไปเล่า? ลองไปรับฟังดูว่าพวกมันกล่าวอันใด
จะเป็นการดีสำหรับเจ้า!” เว่ยกระตุ้นเตือน “อย่าลืมว่าเจ้าไม่ใช่งูท้องถิ่น
เจ้าหาได้มีสายสืบแม้แต่คนเดียวไม่ หากเจ้าคิดล่อลวงให้พวกมันออกมา
เจ้าจะต้องทำตัวเป็นเหยื่อล่อด้วยตัวเอง เจ้ายิ่งติดต่อคบหากับผู้คน
มากมายเท่าใด ฝ่ายตรงข้ามก็ยิ่งตื่นตระหนกมากเท่านั้น เนื่องเพราะพวก
มันไม่อาจคาดคำนวณได้ว่าเจ้าคิดจะทำสิ่งใดต่อไป และไม่ล่วงรู้ว่าเจ้าวาง
แผนการใดเอาไว้”
ผูเยากล่าวตบท้ายด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก “สิ่งที่นักวางอุบาย
หวาดกลัวมากที่สุด ก็คือความไม่รู้นี้เอง”
เมื่อมีสองโจรเฒ่าช่วยค้ายันเรื่องราวแทนมัน จั่วม่อค่อยคลายใจลง
เรื่องที่คนของมันหายตัวไป จั่วม่อไม่ได้เอะอะใหญ่โตอันใด แต่ในไม่
ช้า มันกลับได้รับจดหมายจากหลันเทียนหลง เนื้อหาในจดหมายบอกว่า
พวกมันสองพี่น้องกำลังคิดหาวิธีช่วยจั่วม่อตามหาคนที่สูญหายไป บอกให้
มันระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองก่อน
จั่วม่อสะท้านใจวูบ ตระหนักในบัดดลว่าทั่วทั้งเมืองอาจล่วงรู้เรื่องที่
พวกอาเหวินหายสาบสูญไปแล้ว
ซึ่งความจริงนี่ไม่น่าประหลาดใจ เมื่อตอนที่ไพร่พลค่ายเว่ยติดตาม
ค้นหาและถามไถ่ผู้คน พวกมันไม่ได้ปิดบังตัวเอง ทั้งเรื่องราวยังไม่อาจ
ปิดบังได้ ดังนั้นข่าวสารย่อมไม่อาจปกปิดซ่อนเร้นเช่นกัน
Page 9 of 11
เสียกงจู่ยังส่งคนถือจดหมายมาทันทีเช่นกัน เนื้อความในจดหมาย
ส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน บอกว่านางจะช่วยสืบหาอีกแรง หากได้ข่าวอันใด
จะรีบบอกให้ทราบ
จดหมายของเสียกงจู่ ทำให้ผูเยากับเว่ยตื่นเต้นคึกคักขึ้นมาอีกรอบ
ทั้งสองกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเสียกงจู่ให้การเหลือบแลจั่วม่อ ทั้ง
ยังกระตุ้นเตือนจั่วม่อให้ออกแรงแข็งขันกว่านี้ เพื่อเด็ดบุปผางามอันเย้า
ยวนดอกนี้มาชมเชย
แต่จั่วม่อเชื่อว่าสองโจรเฒ่านี้เพียงคิดตอบโต้เสียกงจู่เท่านั้น ยิ่งไป
กว่านั้น ในใจมันเสียกงจู่ถือเป็นสหายของมัน อย่าว่าแต่มันยังติดหนี้
บุญคุณนาง แล้วจะให้มันทำร้ายนางได้อย่างไร? ดังนั้นแสร้งเมินเฉยต่อ
คำแนะนำอย่างกระตือรือร้นของสองโจรเฒ่าเจ้าเล่ห์
จากนั้นจดหมายจากตระกูลต่าง ๆ ติดตามมาอย่างรวดเร็ว เซี่ยวม่อ
เกอยามนี้ชื่อเสียงโด่งดังเป็นอันดับแรก อนาคตของมันยังไร้ขีดจำกัด ย่อม
มีผู้คนมากมายต้องการสานสัมพันธ์อันดีกับมัน
แต่ในบรรดาจดหมายกองพะเนินทั้งหมด ล้วนไม่มีเบาะแสร่องรอย
ของพวกอาเหวินแม้แต่น้อย ทางด้านคุกสิบนิ้วก็ยังคงไม่มีข่าวคราวใด
การคุ้มกันในเคหะสถานของจั่วม่อยิ่งแน่นหนากว่าเดิม
ระหว่างที่อดทนเฝ้ารอข่าว จั่วม่อฝึกฝีมือไปตามปกติ แต่แล้วทันใด
นั้นเอง มันรู้สึกถึงระลอกคลื่นแปลกประหลาดกระเพื่อมผ่านมาจากแหวน
มิติ
อืมม์? เกิดอะไรขึ้น?
Page 10 of 11
จั่วม่อเพ่งจิตเข้าไปมองทันที แล้วสีหน้าก็กลายเป็นปิติยินดีในบัดดล
Page 11 of 11