สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 617 เจ้ามือน้อย
ตำหนักมหาสันติ
ซือเยวี่ยอี้สีหน้าขรึมเคร่ง ยากนักที่จะได้เห็นสีหน้าเช่นนี้บนใบหน้า
ของเฉิงจู่ ผู้ซึ่งปกติอ่อนโยนเยือกเย็น บรรยากาศภายในห้องเขม็งตึง
เครียด
“ข้าทราบว่าหลายท่านมาเพื่อหอสมบัติมหาสันติ และข้าไม่สนใจว่า
สมบัติวิเศษจะตกไปอยู่ในมือของท่านใด เหล่าซือของข้าเคยกล่าวไว้ว่าทุก
สิ่งขึ้นอยู่กับโชควาสนา แต่ทว่าข้าไม่เคยคาดคิด ว่ากระทั่งเซียนกระบี่แห่ง
คุนหลุนยังแฝงตัวเข้ามาในนครมหาสันติด้วย นี่ทำให้ข้าตื่นตกใจไม่น้อย”
สุ้มเสียงของซือเยวี่ยอี้ก้องกังวานไปทั่วห้องโถงอันกว้างใหญ่ ทุกผู้คน
ที่เข้าร่วมตั้งใจรับฟังอย่างจดจ่อ หลายคนยังมีสีหน้าตื่นตะลึงอยู่บ้าง ซือ
เยวี่ยอี้เป็นศิษย์ของซือจื่อหมิง เป็นผู้สืบทอดโดยชอบธรรมของหอสมบัติ
มหาสันติ ดังนั้นพอฟังว่ามันไม่แยแสสนใจว่าสมบัติวิเศษจะตกอยู่ในมือ
ผู้ใด จึงอดแตกตื่นประหลาดใจไม่ได้
“หอสมบัติมหาสันติ ถือเป็นผลงานแห่งความพากเพียรพยายามชั่ว
ชีวิตของเหล่าซือของข้า ข้าเชื่อว่าไม่มีผู้ใดยินยอมเห็นมันไปจบลงในมือ
ของซิวเจ่อได้ วันนี้ข้าเชื้อเชิญทุกท่านมารวมตัวกัน ก็เพื่อหารือแผนการที่
จะกำจัดเหล่าซิวเจ่อที่ลอบเข้ามาในนครมหาสันติ บัดนี้ข้าต้องเรียนบอก
Page 146 of 937
กับทุกท่านตามตรง ว่าไม่ใช่แค่เพียงคุนหลุนเท่านั้นที่แทรกซึมเข้ามาใน
นครมหาสันติแล้ว แต่สี่มหาสำนักซิวเจ่อ ล้วนมากันพร้อมหน้าพร้อมตา!”
“นครมหาสันติเป็นของใคร? นครมหาสันติเป็นของพวกเราเผ่า
ปิศาจ! แล้วหอสมบัติมหาสันติเป็นของผู้ใดเล่า? หอสมบัติมหาสันติย่อม
ต้องเป็นของพวกเราเผ่าปิศาจ!”
ถ้อยคำของซือเยวี่ยอี้แกร่งกร้าวแน่วแน่ดุจเหล็กกล้า
ผู้คนล้วนเห็นพ้องต้องกัน ฝูงชนเต็มไปด้วยความเดือดดาล
การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็ว พวกมันก่อตั้งกองกำลังยอดฝีมือ
กลุ่มใหญ่ขึ้นมาขบวนหนึ่ง เพื่อจัดการกับเหล่าซิวเจ่อที่นำโดยคุนหลุน ผู้
บัญชาการกองกำลังยอดฝีมือนี้มอบให้เป็นหน้าที่ของเสียกงจู่
ซือเยวี่ยอี้เป็นผู้เสนอชื่อของนาง และนางได้รับการสนับสนุนอย่าง
ท่วมท้นจากทุกผู้คน เสียกงจู่รอบรู้ทรงภูมิปัญญา ทั้งยังกลอกกลิ้งมากเล่ห์
มิหนำซ้านางเองก็เป็นตัวแทนของตระกูลอานเหวย นับเป็นผู้บัญชาการที่
เหมาะสมมากที่สุด
แผนการที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ เปิดฉากขึ้นอย่างเงียบ
เชียบ
พวกมันยังคงไม่ทราบข่าวคราวของพวกอาเหวิน นี่ทำให้จั่วม่อกลัด
กลุ้มรุ่มร้อนเป็นอันมาก
“ต้าเหริน ชีเตียวอวี่ขอเข้าพบ!” องครักษ์ผู้หนึ่งเข้ามารายงาน
จั่วม่องงงันวูบ ชีเตียวอวี่? คนผู้นี้มาเยือนมันด้วยเรื่องอันใด?
Page 147 of 937
มันหันไปมองเขิงเหลียนเอ๋อร์ตามสัญชาตญาณ แต่เขิงเหลียนเอ๋อร์
สั่นศีรษะ “ข้าก็ไม่รู้”
มันขบคิดแวบหนึ่ง จากนั้นร้องบอก “เชิญมันเข้ามา”
ฉวยโอกาสนี้ จั่วม่อถามผูเยาในทะเลแห่งจิตสำนึก “ผู เจ้าผู้นี้มาทำ
อะไร?”
“สมควรมาเสาะหาผู้ร่วมมือ” ผูเยากล่าวเสียงขรึมเคร่ง “แต่ไม่ว่ามัน
จะมาทำอะไร เจ้าก็ไม่เห็นว่ามีสิ่งใดให้ต้องกังวล”
จั่วม่อลองขบคิดดู พบว่าคำพูดนี้กล่าวไม่ผิด ต่อให้ชีเตียวอวี่คิดใช้
กำลัง แต่หากเป็นในเคหะสถานแห่งนี้ จั่วม่อย่อมสามารถสยบอีกฝ่ายได้
อย่างราบคาบ อาศัยอากุ่ยกับเขิงเหลียนเอ๋อร์สองผู้ช่วยชั้นเลิศที่สุด รวม
กับตัวมันเอง ฝ่ายมันก็มีกันตั้งสามคน จั่วม่อจึงไม่เชื่อว่าพวกมันไม่
สามารถทุบตีชีเตียวอวี่จนบี้แบนติดพื้นได้
มันเหลือบมองเว่ยแวบหนึ่ง เว่ยนับตั้งแต่พบเห็นชุดเกราะป้ายศิลา
สุสานเมื่อคราวที่แล้ว ก็เอาแต่จมอยู่ในความเงียบ จั่วม่อคาดเดาว่าเว่ย
อาจกำลังหวนรำลึกถึงอดีตที่ผ่านเลย หรือบางทีหลังจากพบเจอตัวตน
ประเภทเดียวกันกับมัน ใช่กระทบอารมณ์ความรู้สึกอย่างรุนแรงหรือไม่?
จั่วม่อไม่ทราบจะปลอบโยนเว่ยอย่างไร
สำหรับเรื่องนี้มันเห็นว่าผูเยากล่าวถูกต้อง ตัวมันเองไม่มีความสนใจ
ในชุดเกราะป้ายศิลาแม้แต่น้อย มันแม้ไม่ทราบแน่ชัด ว่ามีข้อจำกัดใดบ้าง
ที่ชุดเกราะป้ายศิลาสุสานจะผูกมัดไว้บนร่างและวิญญาณของมัน แต่เป็น
ที่แน่ใจได้ว่าต้องมีข้อผูกมัดมากมายหลายประการ
Page 148 of 937
มันไม่ชมชอบข้อผูกมัด
แม้ว่าชุดเกราะจะสามารถมอบพลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลให้แก่มัน มันก็
ไม่คิดเหลือบแล
ในไม่ช้ามันก็เห็นชีเตียวอวี่ กล่าวได้ว่าชีเตียวอวี่ผู้นี้มีรูปโฉมที่ยากจะ
หาผู้ใดทัดเทียมจริง ๆ ภายใต้ชุดยาวสีขาวราวหิมะ คนหล่อเหลาสูงสง่า
เป็นพิเศษ ให้ความรู้สึกชวนตะลึงลานประการหนึ่ง
“พี่ชียังคงหล่อเหลาน่าดูดุจเดิม!” จั่วม่อเอ่ยทักทายอย่างเสแสร้ง
“ข้าต้องการทำข้อตกลง” ชีเตียวอวี่ไม่กล่าวมากความ ตรงเข้า
ประเด็นในทันที
“ข้อตกลงอันใด?” จั่วม่อก็คร้านจะเสแสร้งแกล้งดัดอีก ย้อนถามตรง
ๆ เช่นกัน
ชีเตียวอวี่จ้องมองจั่วม่อด้วยดวงตากระจ่างดั่งดวงดาว กล่าวอย่างไม่
รีรอว่า “ข้าจะช่วยเจ้า ส่วนเจ้ามอบต้องเคล็ดความบนหลักศิลาภายในหอ
สมบัติฉบับคัดลอกให้แก่ข้า”
คราวนี้ถึงรอบให้จั่วม่อประหลาดใจเล็กน้อย มันมองหน้าอีกฝ่าย ถาม
อย่างขบขันว่า “แล้วเจ้าจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าข้าสามารถเข้าสู่หอสมบัติ
มหาสันติ”
“ไม่ใช่ว่าเจ้าสามารถ แต่เจ้าเป็นคนที่มีโอกาสมากที่สุด” ชีเตียวอวี่
อธิบาย
จั่วม่อพอเข้าใจอยู่บ้าง มันแย้มยิ้มพลางกล่าว “เช่นนั้นเจ้าสามารถ
ช่วยเหลือข้าอย่างไร?”
Page 149 of 937
“ข้าสามารถคุ้มครองชีวิตเจ้า” ชีเตียวอวี่กล่าว
จั่วม่อจ้องมองชีเตียวอวี่อยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นแหงนหน้าหัวร่อดังสนั่น
“เจ้าใช่ล้อเล่นหรือไม่? คุ้มครองข้า? เจ้าสามารถโค่นนางลงหรือไม่?” มัน
ชี้ไปทางเขิงเหลียนเอ๋อร์ผู้กำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์อยู่ด้านข้าง
เขิงเหลียนเอ๋อร์เพียงสนใจแต่ถ้วยชาในมือนาง กระทั่งตายังไม่กะพริบ
ราวกับว่าตรงหน้านางร้างไร้ผู้คน มีเพียงอากาศธาตุอันน่ารื่นรมย์เท่านั้น
ชีเตียวอวี่เหลือบมองเขิงเหลียนเอ๋อร์ “พวกเรามีฝีมือคู่คี่ก้ากึ่งกัน”
จากนั้นจั่วม่อชี้ไปที่อากุ่ย “แล้วนางเล่า?”
อากุ่ยไม่มีปฏิกิริยาใด ส่วนที่ด้านข้างนาง เป็นเจ้าจอมตะกละทหาร
ยันต์ทองคำดำ มันลืมตากวาดมองชีเตียวอวี่อย่างเกียจคร้านแวบหนึ่ง
จากนั้นหลับตาลงตามเดิม สีหน้าผ่อนคลายสบายอารมณ์
ชีเตียวอวี่ก็กวาดตามองทหารยันต์ทองคำดำแวบหนึ่งเช่นกัน พอเห็น
ท่าทางถือดีของอีกฝ่าย ต้องหนังตากระตุกวูบ “สมควรมีฝีมือคู่คี่ก้ากึ่งกัน”
“นั่นปะไร หากเจ้ามีพลังฝีมือสูงล้าหาผู้ใดเทียบได้ ข้าทำข้อตกลงกับ
เจ้าย่อมเป็นเรื่องอันประเสริฐ แต่เจ้ากระทั่งความมั่นใจในการเอาชนะ
พวกนางสักคนยังไม่มี แม้ว่าข้าอยากตกลงการค้ากับเจ้า แต่ดูเหมือนไม่
อาจได้ราคาที่สมน้าสมเนื้อ” จั่วม่อกล่าวด้วยสีหน้าเสียอกเสียใจ “ข้าเมื่อมี
ยอดฝีมือสองคนอยู่ข้างกายตั้งแต่แรก แม้ว่าเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง อาจ
สามารถช่วยเพิ่มขุมกำลังของข้า แต่ก็ไม่ถึงกับก้าวขึ้นสู่ระดับชั้นใหม่ ยิ่งไป
กว่านั้น อย่าลืมว่าข้ายากจะไว้ใจเจ้าได้ เจ้าเรียกร้องมากเกินไป แต่จ่าย
ออกมาน้อยเกินไป ข้าเซี่ยวม่อเกอไม่เคยทำการค้าขาดทุนมาก่อน”
Page 150 of 937
“ข้ามีข่าวสาร” ชีเตียวอวี่ฝืนระงับใจให้สงบเยือกเย็น
จั่วม่อกลับทำท่าแบสองมือ “แต่เจ้าไม่ใช่คนเดียวที่มีข่าวสาร ขณะที่
ตัวข้ามีเพียงคนเดียว”
ประโยคสุดท้ายของจั่วม่อกล่าวแฝงความนัยอันลึกล้า แรกเริ่มเดิมที
มันเพียงต้องการพาตัวออกห่างจากมรสุมอันสับสนยุ่งเหยิงโดยเร็วที่สุด
เท่าที่จะทำได้ นึกไม่ถึงว่าพวกอาเหวินกลับหายสาบสูญไป บีบบังคับให้มัน
ต้องจำยอมนั่งอยู่ท่ามกลางพายุ และนับตั้งแต่มันตระหนักว่าตัวมันเอง
กลับกลายเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าสู่หอสมบัติมหาสันติ มันก็เข้าใจ
อย่างแจ่มแจ้งทันที ว่านี่เป็นโอกาสทำกำไรก้อนโต!
ธุรกิจการค้าประเภทใดทำกำไรได้ง่ายดายที่สุด? แน่นอนว่าต้องเป็น
ธุรกิจการค้าที่ท่านผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว!
ซึ่งความจริงกล่าวถึงหอสมบัติมหาสันติ จั่วม่อไม่มีความ
ทะเยอทะยานอันใดแม้แต่น้อย มันทราบแน่แก่ใจ ว่าด้วยหูตามากมาย
คอยจับจ้องมองดูตาเป็นมัน ไม่ว่าผู้ใดได้รับสมบัติวิเศษไป เกรงว่าไม่อาจมี
ชีวิตรอดได้เกินรุ่งเช้าของอีกวัน
แต่มันย่อมไม่พลาดโอกาสกอบโกยกำไรก้อนโต สำหรับตระกูลใหญ่
เหล่านั้น เรียกให้พวกมันจ่ายค่าตอบแทนจำนวนหนึ่งเพื่อช่วงชิงความ
ได้เปรียบในการต่อสู้ พวกมันย่อมไม่ขมวดคิ้วนิ่วหน้า
ดังนั้นจั่วม่อปฏิเสธข้อเสนอแรกของชีเตียวอวี่อย่างไม่รีรอลังเล
นี่ล้อข้าเล่นหรือไร!
Page 151 of 937
หากการค้าครั้งแรกเปิดด้วยราคาต่าเตี้ยเรี่ยดินถึงเพียงนี้ แล้วลูกค้า
รายต่อไปของมัน ผู้ใดจะยินยอมเสนอราคาสูงออกมากันเล่า?
จั่วม่อดูเหมือนว่าความลุ่มหลงงมงายต่อการทำกำไรของมัน จะ
กลายเป็นสัญชาตญาณชนิดหนึ่งไปแล้ว
ชีเตียวอวี่นิ่งเงียบงันไป เหตุที่วันนี้มันมาพบจั่วม่อ ก็เนื่องเพราะมัน
ค่อยๆ ตระหนักว่ามรสุมครานี้ยิ่งมายิ่งดุเดือดรุนแรง ตัวมันมีเพียงหัวเดียว
กระเทียมลีบ ไม่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพการณ์โดยรวม ดังนั้นมันคิด
แสวงหาความร่วมมือจากจั่วม่อ แต่คิดไม่ถึงว่าจั่วม่อยังกลอกกลิ้ง
ประเปรียวยิ่งกว่าที่มันคาดเอาไว้มาก
จั่วม่อบนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเป็นกันเองและไม่มีพิษมีภัย
“หากเจ้ามีข้อเสนอที่ดีกว่านี้ สามารถมาหาข้าได้ทุกเมื่อ”
ชีเตียวอวี่เหลือบมองจั่วม่อแวบหนึ่ง แล้วหมุนตัวจากไปโดยไม่ร่าลา
จั่วม่อแย้มยิ้ม มองดูชีเตียวอวี่หายลับไปจากห้อง
มันทราบว่าข่าวที่ชีเตียวอวี่มาที่นี่ จะแพร่สะพัดไปทั่วนครมหาสันติ
อย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงเวลานั้น ลูกค้ามากมายจะเยือนถึงหน้าประตู พากันแย่งเสนอ
ราคาให้แก่เจ้ามือน้อย ๆ เช่นมัน
จั่วม่อแทบอดใจรอไม่ไหวแล้ว
จั่วม่อเหม่อมองเสียกงจู่ผู้งามสะคราญที่เบื้องหน้า สีหน้าเต็มไปด้วย
ความขื่นขมระทมทุกข์ “ไฉนเป็นเจ้ามาแล้ว?”
Page 152 of 937
“เป็นไร? เป็นข้าแล้วจะมีปัญหาใด?” เสียกงจู่เหลือกตา ประกาย
หยาดเยิ้มที่แผ่ซ่านออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจแทบบันดาลให้ผู้คนหัวใจเต้นไม่
เป็นระส่า
จั่วม่อแม้ทางหนึ่งพยายามต้านทานเวทวิชาลวงตา อีกทางหนึ่งก็ยังตี
หน้าเจื่อนขมพลางกล่าว “ข้ากำลังรอให้ผู้อื่นมา … จะได้ขูดรีดพวกมัน
หนัก ๆ สักครา… ไฉนเป็นเจ้ามาก่อนเล่า”
ฮ่าฮ่า เสียกงจู่หัวร่องอหาย นางชี้หน้าจั่วม่อ หัวร่อพลางร้องว่า “เจ้า
เลวร้ายยิ่ง… …เลวร้ายเหลือทนจริง ๆ!”
จั่วม่อกลับกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “โอกาสที่ดีงามถึงเพียงนี้
หากข้าไม่ฉวยโอกาสขูดรีดสักครา สวรรค์จะต้องส่งทัณฑ์สายฟ้าฟาดมาลง
ทัณฑ์ข้าเป็นแน่!”
เสียกงจู่หัวร่อเสียจนเรือนผมที่ตกแต่งไว้เป็นอย่างดีถึงกับหลุดลุ่ยลง
มา นางหอบหายใจน้อย ๆ ด้วยจริตมารยาของโฉมงามที่เติบโตเต็มสาว
พลางยกมือปัดแต่งเส้นผมที่หลุดลุ่ยระหน้าผาก จากนั้นค่อยถามด้วย
รอยยิ้มจาง ๆ “แล้วเจ้าไม่มีความคิดหวังต่อหอสมบัติมหาสันติเลยรึ?”
“นั่นเป็นเรื่องของบรรดาเจ้ามือใหญ่ เจ้ามือน้อย ๆ อย่างข้าไม่มี
ปัญญาร่วมเล่นด้วยได้” จั่วม่อกล่าวเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา “หากต้อง
เอาชีวิตน้อย ๆ ของข้าเข้าไปเสี่ยงก็ไม่คุ้มค่าแล้ว”
เสียกงจู่ดวงตาทอแววประหลาด “เจ้าเห็นซึ้งกระจ่างยิ่ง”
จั่วม่อกล่าวอย่างภาคภูมิลำพอง “ย่อมแน่นอน ดังนั้นหากไม่ฉวย
โอกาสทำกำไรสักครา ก็เรียกได้ว่าขาดทุนย่อยยับ” แต่กล่าวถึงตรงนี้ สี
Page 153 of 937
หน้าพลันละห้อยหดหู่ลง “ทว่าเจ้าเมื่อมาแล้ว ข้าก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ข้า
ยังเป็นหนี้เจ้าหนหนึ่ง ไหนเลยจะหักใจขูดรีดเจ้าได้”
เสียกงจู่พลันแย้มยิ้มอย่างซุกซน “ข้าก็ไม่อาจหักใจนำหนี้ก้อนโตนั้น
มาใช้กับเรื่องเพียงเท่านี้ได้” จากนั้นลอกเลียนสุ้มเสียงของจั่วม่อกล่าวว่า
“ไม่อย่างนั้น มันจะเรียกได้ว่าขาดทุนย่อยยับ!”
จั่วม่อหัวร่อ
ทั้งคู่หัวร่ออย่างรู้ใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียกงจู่พลันถามไปอีกเรื่องหนึ่ง
อย่างกะทันหัน “เจ้าไฉนผลักดันข้าออกมา?”
“ผลักดันเจ้าออกมา?” จั่วม่องงงันวูบ
“ไม่ต้องแสร้งทำเป็นโง่แล้ว” เสียกงจู่กล่าวอย่างเท่าทัน “เฉิงจู่บอก
ข้าว่าเจ้าเป็นผู้แนะนำข้าให้แก่มัน เพื่อให้ข้าเป็นผู้บัญชาการแผนกำจัด
เซียน”
“อ้อ เรื่องนั้นเอง!” จั่วม่อค่อยเข้าใจ “แปลกอันใด ก็เนื่องเพราะเจ้ามี
ฝีมือร้ายกาจยิ่ง!”
มันลอบเสริมในใจ…โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสตร์วิชาลวงตา… …
“ร้ายกาจ?” เสียกงจู่แย้มยิ้ม “ในใจเจ้าเห็นว่าจิตใจของข้าคดเคี้ยว
มากกระมัง?”
จั่วม่อเกาศีรษะแกรก ๆ “ข้าเพียงรู้สึกว่าเจ้าชาญฉลาดยิ่ง” จากนั้น
อดกระตุ้นเตือนไม่ได้ “เจ้าต้องจัดการกับพวกคนของคุนหลุนให้อยู่หมัด
อย่าปล่อยให้พวกมันหลุดรอดไปได้”
Page 154 of 937
“ด้วยนิสัยใจคอของเจ้า ย่อมไม่ติดใจไล่ล่าพวกมันถึงเพียงนี้ ดู
เหมือนว่าพวกมันไม่เพียงแค่รุกรานเจ้าหนเดียวกระมัง เกรงว่าต้องมีลับ
ลมคมในมากกว่านี้” เสียกงจู่จับจ้องมองดูจั่วม่ออย่างยิ้มแย้ม
จั่วม่อสะท้านใจวูบ สตรีนางนี้ฉลาดล้าเกินไปจริง ๆ มันต้อง
ระมัดระวังให้มากกว่านี้!
มันได้แต่แสร้างทำเป็นไขสือ
สองหนุ่มสาวยังสนทนาถึงเรื่องราวมากหลายอย่างออกรส เสียกงจู่
ทรงภูมิปัญญา รอบรู้ทุกเรื่องราวเป็นพิเศษ นอกเหนือจากศาสตร์วิชาลวง
ตาที่แผลงฤทธิ์ด้วยตัวเองเป็นครั้งคราวซึ่งจะยากรับมืออยู่บ้าง การ
สนทนากับนางก็นับเป็นความสำราญใจประการหนึ่ง จั่วม่อชมชอบไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเช่นนี้จั่วม่อยังไม่กล้าดื่มสุรา
“ตระกูลอานเหวยสนใจในตัวเจ้ามาก” กล่าวจบคำ นางนำศาสตรา
มารเล่มหนึ่งออกมาวางไว้ตรงหน้าจั่วม่อ
ศาสตรามารเล่มนี้เป็นอาวุธเกอด้ามสั้นเล่มหนึ่ง ทั้งเล่มเป็นสีแดงสด
ที่กึ่งกลางใบมีดมีดวงตาสีดำดวงหนึ่ง บันดาลให้ศาสตราทั้งเล่มดูน่า
สะพรึงกลัวเป็นพิเศษ
“นี่คืออาวุธเกอเนตรอีกา หลอมสร้างขึ้นจากจะงอยปากปิศาจอีกา
เพลิงกาฬ ใช้เวลาขัดเกลานับร้อย ๆ ปี มีพลังอำนาจมากล้น นับเป็นยอด
ศาสตรามารเล่มหนึ่ง ทักษะปิศาจของเจ้าเน้นหนักไปทางธาตุไฟ ของสิ่งนี้
เหมาะสมกับเจ้าเป็นที่สุด เป็นอย่างไร เพียงพอสำหรับการขูดรีดของเจ้า
หรือไม่?”
Page 155 of 937
จั่วม่อคว้าอาวุธเกอเนตรอีกาขึ้นดู ทันใดนั้นกลิ่นอายไพศาลและดุดัน
อำมหิตชนิดหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจากอาวุธเกอ แทรกผ่านเข้ามาในฝ่ามือ
ของมัน อดร้องชมเชยไม่ได้ “ศาสตรามารอันยอดเยี่ยม!”
“นี่เป็นของขวัญแรกพบหน้าจากตระกูลอานเหวย เจ้าไม่จำเป็นต้อง
คืน” เสียกงจู่ขยิบตาให้จั่วม่ออย่างน่ารัก พลางหัวร่อคิกคัก “เมื่อเริ่มต้น
ด้วยดีถึงเพียงนี้ การค้ารายต่อไปเมื่อเจ้าต่อรองราคาก็ไม่ต้องยั้งมือไว้
ไมตรีแล้ว”
กล่าวจบคำนางก็โบกมืออำลาไปอย่างชื่นมื่น
จั่วม่อไร้วาจาจะกล่าว
Page 156 of 937
修真世界 W o r l d o f C u l t i v a t i o n มหาศึกสามภพ