สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 626 หนึ่งฟาดฟัน หนึ่งสกัดกั้น
ผู้กล่าววาจาย่อมต้องเป็นจั่วม่อ
มือข้างหนึ่งของมันถือสายใยสามพันอาวรณ์ ทิ้งร่างห้อยลงมาจาก กรง
เล็บพิฆาตมังกรที่ตั้งตระหง่านดุจขุนเขา แต่ในสายตาของผู้คนทั้งหมด
ท่วงท่าของมันแปลกประหลาดยิ่งเนื่องเพราะไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็น
สายใยสามพันอาวรณ์ที่อยู่ในมือของมัน
ทุกผู้คนในลานต่อสู้ ล้วนหันมามองจั่วม่อเป็นตาเดียว
กระทั่งจูเข่อกับพวกทั้งสามที่กำลังต่อสู้กับกงล้อกระบี่ ยังอดชะงักมือ
ไม่ได้
แต่ผู้ที่ตื่นตะลึงมากที่สุดไม่มีผู้ใดเกินหลินเชียน มันถึงกับใจกระตุก วูบ
หรือว่าเซี่ยวม่อเกอปราบพิชิตกรงเล็บพิฆาตมังกรสำเร็จแล้ว?
นี่เป็นไปไม่ได้
ศาสตรามารชั้นนภาเช่นกรงเล็บพิฆาตมังกร หาใช่สิ่งที่ปิศาจด่าน เจียงจะ
สามารถปราบพิชิตได้ไม่ แต่ทว่าไฉนกรงเล็บพิฆาตมังกรไม่มีปฏิกิริยาใด
กรงเล็บพิฆาตมังกรที่เลื่องชื่อในด้านความโหดเหี้ยมดุดัน ไฉนยินยอมให้
คนผู้หนึ่งเข้าใกล้ชิดกับมันถึงเพียงนี้?
หลินเชียนแม้สีหน้าไม่เปิดเผยสิ่งใดออกมา แต่ในใจลอบตื่นตระหนก
ตั้งแต่ทีแรกมันก็บังเกิดความคิดฆ่าฟันต่อเซี่ยวม่อเกออย่างรุนแรง เรื่องนี้
แม้ทำให้มันสงสัยใจ แต่ยังฝืนระงับความคิดฆ่าฟันเอาไว้ก่อน เรื่องหลัก
ศิลาต้องมาเป็นลำดับแรก มิหนำซํ้ามันยังเข้าใจว่าเซี่ยวม่อเกอจะต้อง
กลายเป็นเถ้าธุลีภายใต้การตอบโต้ของกรงเล็บพิฆาตมังกร
แต่เซี่ยวม่อเกอกลับไม่มีริ้วรอยแม้แต่น้อย!
สำหรับหลินเชียน นี่เรียกได้ว่าเหนือความคาดหมายนัก ทันใดนั้นมัน
พบว่าภารกิจของมันในวันนี้ มีแต่เรื่องเหนือความคาดหมายเกิดขึ้น
มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มปิศาจอสูรที่จู่ๆ ก็โผล่ออกมาจากใต้กองหิน
อย่าง เหนือความคาดหมาย อีกทั้งสตรีสองนางผู้ปรึกปรือพลังเทพ นี้ก็
เหนือความคาดหมาย
เรื่องที่เหนือความคาดหมายแทบทั้งหมด ล้วนเกี่ยวข้องกับเซี่ยวม่อเกอ
หวนนึกถึงความคิดฆ่าฟันที่มีต่อเซี่ยวม่อเกอ หลินเชียนต้องฝืนยิ้ม เจื่อน
ขม หรือว่านี่เป็นลิขิตสวรรค์?
ความคิดนี้พอผุดขึ้นในใจ หลินเชียนดวงตาสาดประกายเจิดจ้าขึ้นอีก
กระบี่ไท่อาที่หม่นประกาย เริ่มเปล่งแสงเป็นคำรบสองนัยน์ตาหนึ่ง แดง
หนึ่งนํ้าเงินของหลินเชียนลึกลํ้าสุดจะหยั่งถึง สถานการณ์ยามนี้ไม่เป็น
ผลดีต่อมัน กระทั่งสตรีสองนางที่เบื้องหน้า มันยังไม่มีความเชื่อมั่นเอาชัย
อย่าว่าแต่ยามนี้ยังเพิ่มเซี่ยวม่อเกอเข้ามาอีกคน!
กงล้อกระบี่จะคงสภาพไว้ได้อีกไม่นาน มันมีเวลาเหลือไม่มากแล้ว
หลินเชียนสูดลมหายใจลึก เรื่องราวเมื่อล่วงเลยมาถึงขั้นนี้ ไม่ว่ากล่าว คำ
ใดล้วนมากความ ถ้อยคำที่สามารถปลุกเร้าจิตวิญญาณการต่อสู้และ
ความฮึกหาญของมัน มีเพียงสองคำเท่านั้น!
“คุนหลุน!”
วาจาแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ คล้ายดังกึกก้อง ในใจ
ผู้คน
เซียนกระบี่คุนหลุนคนอื่น ๆ สีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย ศิษย์พี่ใหญ่ จะ
ลงมืออย่างสุดกำลังแล้ว!
กระบี่ไทอาที่ไร้ประกายพลันสั่นไหววูบ จากนั้นระเบิดประกายเจิดจ้า
ร้อนแรงออกมา กระบี่พอเคลื่อนไหวประกายไฟก็แตกปะทุไม่ขาดสาย
หลินเชียนร่างตั้งตรงดุจกระบี่ หว่างคิ้วที่สุภาพอ่อนโยนยามนี้ทอแวว เด็ด
เดี่ยวดุดัน จนแทบจะกลายเป็นเกรี้ยวกราด ใบหน้าขาวเผือดอย่างน่า
ประหลาด
คนคล้ายกระบี่วิเศษที่หลุดออกจากฝักเล่มหนึ่ง!
พื้นพสุธาสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไม่หยุดยั้ง เจตจำนงกระบี่อันไพศาล ประดุจ
ก้อนเมฆตะกั่วกดทับใส่ผู้คน พื้นดินใต้ฝ่าเท้าหลินเชียนแตกร้าว แล้วถล่ม
ยุบหายไป กลายเป็นหลุมกลมอันเพียบพร้อมสมบูรณ์หลุมหนึ่ง ขอบหลุม
กลมขยายตัวออกไปอย่างเร่งร้อน อัดแน่นไปด้วยพลังสภาวะที่ไทอาจ
หยุดยั้งได้!
ในเวลาเดียวกัน กระบี่ไทอาลุกโชนเจิดจรัสดั่งดอกไม้ไฟ ตัวกระบี่ หลอม
ละลายอย่างต่อเนื่อง แผดเสียงคำรามกระหมที่แฝงไว้ด้วยความเศร้าโศก
คับแค้นใจ ใบหน้าขาวเผือดของหลินเชียนทอแววโศกสลดวูบ แต่ ท่า
กระบี่ของมันไม่ชะงักสั่นไหวแม้แต่น้อย สะบัดฟันลงสุดกำลังอย่าง เฉียบ
ขาดดุดัน!
เสียงแผดคำรามอย่างโศกเศร้าคับแค้นของกระบี่ไทอาดังสะท้านไป ทั่ว
นครมหาสันติ
แสงสว่างเจิดจ้าระเบิดวูบ เจตจำนงกระบี่สะท้านขวัญสั่นวิญญาณ พลัน
ครอบคลุมทั่วนครมหาสันติในบัดดล!
ประดุจดวงตะวันผุดขึ้นกลางนครมหาสันติก็มิปาน! คว้าก!
เสียงคำรามโหดเหี้ยมดิบเถื่อนดังกึกก้องกัมปนาทดุจฟ้าคำรน พื้นดิน
สั่นสะเทือนราวกับถูกค้อนยักษ์หวดฟาดใส่ ทั่วทั้งเมืองมหาสันติสั่นไหว
อย่างรุนแรง คลื่นกระแทกอันไพศาลและแกร่งกร้าวปานกำแพงเหล็ก
กวาดวาบออกทุกทิศทาง ผู้ที่พลังฝึกปรืออ่อนด้อยถึงกับปลิวลิ่วดุจว่าว
สายป่านขาด ไม่ต่างจากถูกสัตว์ยักษ์พุ่งชนใส่! กระทั่งพวกจูเข่อสามยอด
ฝีมือยังแทบไทอาจยืนหยัดมั่น ทุกผู้คนเหยียบยํ่าหนัก ๆ ถอยหลังไปหลาย
ก้าว ต้องเร่งเร้าพลังทั่วร่างถ่วงรั้งตัวเองเอาไว้ แต่ละคนหน้าซีดเผือด
ปราศจากสีเลือด
ต่อหน้าเจตจำนงกระบี่อันน่าประหวั่นพรั่นพรึงถึงเพียงนี้ แม้แต่พวก มันยัง
อดสยิวกายอย่างหนาวเหน็บไม่ได้
คลื่นกระแทกอันน่าหวาดหวั่นดุจกำแพงเหล็ก ม้วนกวาดทั่วนครมหา สันติ
ในชั่ววูบเดียว
รอจนแสงเจิดจ้าบาดตาจางหายไป มองเห็นภาพที่เผยออกมาต่อหน้า ต่อ
ตาของพวกมัน คนทั้งหมดล้วนหน้าเผือดสี เห็นสิ่งปลูกสร้างในนครมหา
สันติที่สูงชันอยู่บ้างมากกว่าครึ่ง ล้วนถูกฟันขาดเป็นทางยาวสุดลูกหู ลูก
ตา
แต่รอจนพวกมันฟื้นตื่นจากความตะลึงลาน ก็พากันหันขวับกลับมา มอง
บริเวณป่าศิลา เห็นหลินเชียนยืนหยัดอย่างทระนงดุจกระบี่เล่มหนึ่ง
เซี่ยวม่อเกอยืนเผชิญหน้ากับหลินเชียนอย่างไม่ครั่นคร้ามยำเกรง ระหว่าง
เซี่ยวม่อเกอกับหลินเชียน เป็นกรงเล็บพิฆาตมังกรตั้งตระหง่าน ขวางอยู่
เบื้องหน้า พื้นดินโดยรอบคนทั้งสองสูญสลายไปสิ้น มีเพียงพื้นดิน บริเวณ
ที่เซี่ยวม่อเกอยืนหยัด ยังคงอยู่ในสภาพเดิม มองผ่าน ๆ เหมือนชิ้น ขนม
เปี๊ยะที่ถูกผ่าแยกจากแผ่นดินออกมาเสี้ยวหนึ่ง และแผ่กว้างออกไป
ด้านหลังเซี่ยวม่อเกอ
ที่แท้ภายใต้กระบวนท่ากระบี่สะท้านฟ้าดินของหลินเชียน จั่วมอใช้ กรง
เล็บพิฆาตมังกรเข้าต้านรับ
ในชั่วเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นตาย มันเร่งโคจรพลังผ่านสายใยสาม พัน
อาวรณ์ กระชากกรงเล็บพิฆาตมังกรมาบดบังอยู่เบื้องหน้า ปิดสกัดท่า
กระบี่ของหลินเชียนเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที!
กรงเล็บพิฆาตมังกรหลังจากต้านทานพลังกระบี่อันแกร่งกร้าวเกรียง ไกรก็
หดตัวลงอย่างมาก ยามนี้สูงเท่าศีรษะของจั่วม่อเท่านั้น
จูเข่อกับพวกทั้งสามถลึงตากลมกว้าง เหม่อมองจั่วมออย่างเหลือเชื่อ ต่อ
หน้าพลังกระบี่สะท้านฟ้าดินนี้ กระทั่งพวกมันยังไม่กล้าสัมผัสถูก แต่ เซี่ยว
ม่อเกอกลับหยุดยั้งเอาไว้ได้อย่างซึ่ง ๆ หน้า!
เซี่ยวม่อเกอพิชิตกรงเล็บพิฆาตมังกรได้แล้วจริง ๆ
พวกมันไร้ข้อกังขาอีกต่อไป หากมิใช่เช่นนั้นลำพังพลังฝีมือของมัน เพียงผู้
เดียว เซี่ยวม่อเกอย่อมไม่มีทางหยุดยั้งพลังกระบี่อันน่าสยดสยองสายนี้
ได้!
พลังฝีมืออันกล้าแข็งของหลินเชียนสะท้านใจพวกมันมากพอแล้ว แต่
ผลงานของเซี่ยวม่อเกอกลับเหนือความคาดหมายมากยิ่งกว่า
ปิศาจด่านเจียงสามารถปราบพิชิตกรงเล็บพิฆาตมังกร เรื่องเหลวไหล
เช่นนี้ไม่มีใครเคยได้ยินได้ฟังมาก่อน แต่กลับบังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อหน้า
พวกมัน
นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่เซี่ยวม่อเกอปรากฏตัวในนครมหาสันติ เหตุการณ์ สุด
เหลือเชื่อก็บังเกิดขึ้นติดต่อตามกันไม่ได้ขาด เริ่มจากนิมิตแห่งฟ้าดินหมู่
ดาวประทานพร การทำลายสถิติของซีเตียวอวี่ สังหารเสิ่นอวี่ผู้สำเร็จวิชา
ขนราชานกยูงกลางลานประลอง ชักนำหอสมบัติมหาสันติกลับคืนสู่โลก
หล้าอีกครั้ง จนกระทั่งตอนนี้ยังปราบพิชิตกรงเล็บพิฆาตมังกร และหยุดยั้ง
ท่ากระบี่อันน่าแตกตื่นสะท้านโลกของหลินเชียน
แต่ละเรื่องราวดูคล้ายเป็นไม่ได้ทั้งสิ้น แต่มันกลับทำสำเร็จทุกครั้งไป
เซี่ยวม่อเกอคล้ายจะเป็นตัวประหลาดผู้หนึ่ง มิหนำซ้ำดูเหมือนผู้คน รอบ
กายมันก็ล้วนแล้วแต่เป็นตัวประหลาดทั้งสิ้น
คนผู้นี้………
แต่ผู้ที่ตกตะลึงพรึงเพริดที่สุด ย่อมไม่มีผู้ใดเกินหลินเชียน มันสีหน้า ซีด
ขาวราวกับคนตาย
ต่อให้ร้อยคิดพันคำนวณ มันยังคงคาดไม่ถึงว่าเซี่ยวม่อเกอจะ สามารถ
หยุดยั้งท่ากระบี่ที่รวมรั้งพลังฝีมือชั่วชีวิตของมันเอาไว้ได้
กระบี่นี้มันเดิมพันด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่มี ต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วย การรับ
บาดเจ็บภายใน มิหนำซํ้ายังสังเวยด้วยกระบี่ไทอาอันลํ้าค่า มัน ถึงกับใช้
เคล็ดวิชาลับเพิ่มพูนพลังบำเพ็ญเพียรชั่วขณะ ทั้งหมดเพียงเพื่อ ใช้
กระบวนท่าอันเกรี้ยวกราดที่สุดนี้สังหารเซี่ยวม่อเกอให้จงได้
ชั่วชีวิตของมัน ไม่เคยต้องลงมืออย่างยากลำบากถึงเพียงนี้มาก่อน ไม่เคย
เลยแม้สักครั้ง
ในการต่อสู้ที่ผ่านมา มันแทบไม่เคยได้รับบาดเจ็บเลย ล้วนสามารถ สยบคู่
ต่อสู้อย่างปลอดโปร่ง ไม่เคยปราชัยมาก่อน เพราะสร้างเป็นความ เชื่อมั่น
ในตัวเองอย่างเปี่ยมล้น เป็นเวลานานมากแล้วที่มันไม่ต้องลดตัวลง ไป
ประมือกับบรรดาศิษย์รุ่นที่สามด้วยกันอีก เนื่องเพราะพลังฝีมือของมัน
เหนือล่ายิ่งกว่าบรรดาผู้อาวุโสส่วนใหญ่ในสำนักไปนานแล้ว
หากมองจากด้วยวัยของมัน หลินเชียนนับว่ายืนอยู่ในลำดับแรกของ
บรรดายอดอัจฉริยะทั้งมวลในประวัติศาสตร์คุนหลุน
กล่าวตามความสัตย์ กระทั่งล่วงลึกเข้ามาถึงใจกลางแดนปิศาจ มันยัง ไม่
หวาดหวั่นพรั่นพรึง มันมีความเชื่อมั่นในตัวเองถึงที่สุด
ท่านเจ้าสำนักเองก็เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในภารกิจของพวกมัน ทุก คน
เชื่อมั่นจนแทบกลายเป็นเลื่อมใสศรัทธาว่าภายใต้ด่านไสว้ หลินเชียน ไร้
คู่มือเปรียบติด
ทว่าความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้ามันในยามนี้ช่วยทำให้หลินเชียนตา สว่าง
ค่อยค้นพบว่าความทระนงถือดีของมันน่าหัวร่อเพียงใด
บุรุษหนุ่มด่านเจียงที่อายุเยาว์เสียยิ่งกว่ามัน กลับสามารถหยุดยังท่า
กระบี่ที่ทุ่มเทจนสุดชีวิตของมันได้อย่างสะดวกดาย
กรงเล็บพิฆาตมังกร!
มองดูกรงเล็บมังกรที่ดูเกือบจะมีชีวิตจริง ๆ ชั่วพริบตานั้น หลินเชียน เหม่อ
มองอย่างซึมเซา
นี่คือพลังของศาสตรามารหรือ?
เมื่อเทียบกับกรงเล็บพิฆาตมังกร กระบี่ไทอานับว่าอ่อนด้อยกว่ามาก เรื่อง
นี้มันย่อมทรานกระจ่างแก่ใจ นี่มิใช่ว่าคุนหลุนไม่มีกระบี่บินที่เลิศลํ้า กว่า
กระบี่ไก่อาเพียงแต่ว่ากระบี่ไทอาเป็นกระบี่บินที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่ มันจะ
สามารถควบคุมบังคับได้ดั่งใจปรารถนา สำหรับบรรดากระบี่บิน เล่าแต่
โบราณและยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่ถูกผนึกไว้ในหอกระบี่วิเศษ มันไม่มี พลัง
พอจะควบคุมบังคับใช้
พลังฝึกปรือเพียงด่านเจียงกลับประสบความสำเร็จใน การสยบกรงเล็บ
พิฆาตมังกร
นี่ทำให้โลกดั้งเดิมที่มันรู้จัก ต้องพลิกควํ่าลงอย่างสมบูรณ์
ไม่น่าแปลกใจที่มันบังเกิดความคิดฆ่าฟันต่อคนผู้นี้อย่างแรงกล้า นี่ คง
เป็นศัตรูแห่งโชคชะตาของมันกระมัง?
หลินเชียนพอได้ข้อสรุปพลันแย้มยิ้มออกมา มันมิใช่บุคคลสามัญ ธรรมดา
ดังนั้นสงบใจลงอย่างรวดเร็ว ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในชั่วพริบตาเดียว แต่มัน
ทราบว่ามันไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงจะต่อสู้อีกแล้ว ภารกิจครั้งนี้ นับว่า
ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
มันรีบฟื้นฟูสมาธิจิตใจและความเชื่อมั่น ประกายสีนํ้าเงินและสีแดง ฉาน
เลือนหายไปจากนัยน์ตาของมัน หลินเชียนจ้องมองจั่วม่อ แล้วพลัน กล่าว
ด้วยเสียงดังฟังชัด “ผู้น้อยศิษย์ลำดับหนึ่งแห่งคุนหลุน หลินเชียน เซี่ยวม่อ
เกอ หากมีวาสนาได้พบพานกันอีกครั้ง ถึงยามนั้นค่อยพิสูจน์ผล แพ้ชนะ
เถอะ!”
กล่าวจบคำ หลินเชียนก็สะบัดหน้าหมุนตัวจากไปอย่างสง่าผ่าเผย
พร้อมกันกันท่ามกลางเสียงแตกระเบิดเบา ๆ เพียะ หลักศิลาใน ตำนานที่
ด้านหลังจั่วม่อปนสลายกลายเป็นฝุ่น
ทว่าในวลานี้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปาก ทุกผู้คนล้วนประทับตรึงตราเงา ร่าง
ของเทพกระบี่หนุ่มเอาไว้อย่างลึกลํ้า หลายคนยังเผยสีหน้าว่าที่แท้เป็น
เช่นนี้ เป็นศิษย์ลำดับแรกแห่งคุนหลุน! ไม่ต้องแปลกใจที่ประเสริฐเลิศลํ้า
ถึงเพียงนี้
ไม่มีผู้ใดอาจหาญพอจะขวางทางมัน
เซียนกระบี่คุนหลุนที่ยังเหลือรอดติดตามอยู่ข้างกายหลินเชียนอย่าง เงียบ
งัน ก่อเกิดเป็นรูปขบวนคุ้มกันศิษย์พี่ใหญ่ของพวกมันอย่างแน่นหนา
บรรดาปิศาจแห่งนครมหาสันติ ไม่ว่าผู้ใดก็ย่อมต้องจดจำนามหลิน เชียน
ไปชั่วชีวิตของพวกมัน
แต่จากนั้นทุกผู้คนค่อยหันไปมองจั่วม่อ หากมิใช่เพราะเซี่ยวม่อเกอ ยอด
ฝีมือเผ่าปิศาจทุกตนสมควรเพลี่ยงพลํ้าภายใต้เงื้อมมือของหลินเชียน ไป
แล้ว หลักศิลาทักษะปิศาจต้นสุดท้ายในตำนานเมื่อแหลกลาญเป็น ผุยผง
หลายคนแม้รู้สึกเสียดายไม่น้อย แต่หากเทียบกับการที่ต้องถูกหลิน เชียน
ช่วงชิงไป ผลลัพธ์เช่นนี้ถือเป็นที่ยอมรับได้มากกว่า
การศึกครั้งนี้ย่อมต้องโด่งดังสะท้านทั่วแดนปีศาจ สำหรับผลงานของ พวก
มันในศึกนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นความอับอายขายหน้า
ในสายตาของชนชาวโลก เซี่ยวม่อเกอผู้หยุดยั้งหลินเชียนเอาไว้ได้จึง เป็น
วีรบุรุษที่แท้จริงแห่งแดนปิศาจ
บุรุษหนุ่มผู้ที่ไม่ทราบว่าจู่ ๆ ผุดขึ้นจากที่ใด ทั้งยังไม่มีใครล่วงรู้ชาติ
กำเนิดของมัน อาศัยการศึกครั้งสำคัญอย่างยิ่งยวดนี้ นามของมันจะโด่ง
ดังสะท้าน ทั่วแดนปิศาจ!
ทว่าในยามตื่นเต้นยินดี ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ว่าภยันตรายที่ร้ายแรงยิ่ง กว่า
กำลังคุกคามเข้าใกล้พวกมันอย่างเงียบเชียบ
จั่วม่อหมดสิ้นเรี่ยวแรงอย่างสมบูรณ์ กระทั่งจะขยับตัวยังแทบไม่มี
ปัญญา ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและหวาดหวั่นพรั่นพรึง
ท่ากระบี่สะท้านฟ้าของหลินเชียนบีบบังคับมันหลุดออกจากสภาวะ ใจ
นํ้าแข็ง หากมิใช่ว่าในเสี้ยวพริบตาแห่งความเป็นตาย มันใช้สายใยสาม
พันอาวรณ์กระชากดึงกรงเล็บพิฆาตมังกรมาป้องกันเบื้องหน้าได้ทันท่วงที
เกรงว่ากระทั่งเส้นผมสักเส้นของมันก็คงไม่เหลือ
ช่างเป็นพลังที่น่าพรั่นพรึงและยากจะหาผู้ใดเทียบเทียม!
กระทั่งจั่วม่อผู้มีหนี้แค้นลึกลํ้ากับคุนหลุน ยังอดประหวั่นพรั่นพรึงต่อ พลัง
ฝีมือของหลินเชียนไม่ได้ มันแทบไม่อาจจินตนาการได้ว่าคนผู้นี้ฝึก ฝีมือ
มาอย่างไร
มันไม่เคยดูแคลนพลังของคุนหลุนเลยสักครั้ง แต่รอจนประมือกับ ยอด
ฝีมือที่แท้จริงแห่งคุนหลุน มันค่อยพบว่าพลังอำนาจของคุนหลุนยัง แกร่ง
กล้าเกรียงไกรยิ่งกว่าที่มันคาดคิดเอาไว้มาก!
เพียงแค่หลินเชียนคนเดียวยังร้ายกาจถึงเพียงนี้
มันแทบไม่อาจนึกภาพขุมกำลังที่แท้จริงของคุนหลุนได้!
จั่วมอหัวร่อเยาะหยันตัวเอง ความตั้งใจของมันที่คิดเสาะหาคุนหลุน เพื่อ
ชำระหนี้แค้นเป็นความไร้เดียงสาที่น่าหัวร่อถึงเพียงไหน มิหนำซํ้ายัง
ห่างไกลความเป็นจริงปานใด
แต่ไม่ว่าจะน่าหัวร่อหรือห่างไกลสักเท่าใด แล้วจะเป็นไรไป? ผู้ใดใช้ให้
พวกมันมีหนี้แค้นลึกลํ้าดั่งห้วงสมุทรกันเล่า?
จั่วมอในดวงตาทอประกายด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้ ขวัญกำลังใจลุก
โชนขึ้นอีกครั้ง! แต่แล้วมันหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย ร้องครวญครางว่า “โอย
อายุ่ย อากุ่ย ช่วยข้าด้วย ข้าแข้งขาสั้นพับ ๆ ไปหมดแล้ว ลุกขึ้นยืนไม่ไหว
ข้าลุกขึ้นยืนไม่ไหว!”
แต่แล้วเมื่อมันบังเอิญกวาดตาผ่านท้องฟ้า พลันชะงักลึก ร่างแข็งที่อ
เห็นจุดสีดำเป็นแผ่นผืนแน่นขนัด ประหนึ่งเมฆดำหนาทึบมุ่งตรงเข้า มา
อย่างเร็วรี่
จั่วม่อมีดวงตาแหลมคม ต้องสีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลายอย่างรุนแรง มัน
เห็นชัดตาว่านั่นเป็นกระบวนทัพบุกจู่โจม!
ทันใดนั้นมันผนึกกำลังทั่วร่าง ร้องตะโกนสุดเสียง “ซู่หลง!”
คฤหาสน์ที่พวกซู่หลงรั้งอยู่ไม่ได้รอดพ้นจากกระบวนท่ากระบี่ของ หลิน
เชียน ถึงกับพังทลายลงมาอย่างยับเยิน แต่เนื่องเพราะพวกมัน
เตรียมพร้อมสำหรับการออกเดินทางตั้งแต่แรก ดังนั้นไม่มีผู้ใดเป็น
อันตรายร้ายแรง
เมื่อจั่วม่อกู้ก้องเรียกหาพวกมัน บรรดาไพร่พกค่ายเว่ยพลันดีดร่าง ทะยาน
ลิ่วดุจสายธนูดีดสะท้อน เพียงกระโดดขึ้นลงไม่กี่ครา พวกมันพลัน ปรากฏ
ขึ้นข้างกายจั่วม่อ
ขณะที่เร่งรุดมาอย่างเร็ว พวกมันก็จัดกระบวนทัพเสร็จสิ้นในชั่ว พริบตา
รอจนค่ายเล่อบรรลุถึงข้างกายจั่วม่อก็ล้อมรอบราชันของพวกมัน ไว้ตรงใจ
กลาง การเคลื่อนไหวอันหมดจดละลานตาของพวกมัน ทำให้ผู้ที่
สังเกตเห็นล้วนมีสีหน้าแปลกประหลาด
ตอนทีÉ 627 กองโจรตระกูลหมิง
“ค้นหาอาเหวินกับคนอื่น ๆ!” จั่วม่อสั่งการเสียงหนัก จากนั้นถามว่า “ทุก
คนมากันพร้อมหน้าแล้วหรือไม่?”
“ทุกคนล้วนอยู่ที่นี่แล้วขอรับ!” ซู่หลงผงกศีรษะอย่างหนักแน่น เงา ร่าง
หลายสายที่ด้านหลังของมันพุ่งวาบออกไปในบัดดล แยกย้ายกัน เสาะหา
พวกอาเหวินที่นอนสิ้นสติอยู่ในกองหิน
จั่วม่อยังเห็นเกี่ยวกั่วกับหลี่อิงฟงรวมอยู่ในกลุ่มพวกมันด้วย หลี่อิงฟัง
แบกหลัวหลีอยู่บนหลังของนาง เส้นประสาทที่ตึงเครียดของมันค่อยผ่อน
คลายลง รอจนมันเห็นเปี๋ยหานกับกองพันบาปเคราะห์ สีหน้ามันก็ยิ่งเบา
ใจลงกว่าเดิม แต่แล้วไม่นาน มันก็ต้องขมวดคิ้วนิ้วหน้าอีกครั้ง
กลุ่มจุดสีดำบนท้องฟ้าเริ่มเห็นซัดถนัดตากว่าเดิม กองทัพที่มุ่งตรง มายัง
พวกมันใหญ่โตอย่างน่าตระหนก ดูจากขนาดของกระบวนทัพ สมควรมีไม่
ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นคน!
“เปี๋ยหาน เตรียมรับศึก” จั่วม่อยามนี้ไม่มัวมาเกรงอกเกรงใจอีก ออก
คำสั่งทันควัน
ใบหน้าเย็นชาของเปี๋ยหานยังคงไร้อารมณ์ เพียงผงกศีรษะรับคำ แล้ว
หมุนตัวจากไป
“คุณหนูเขิง! โปรดมอบให้ข้าบัญชาการหน่วยองครักษ์ดาวสวรรค์ ของเจ้า
ด้วย!” จั่วม่อกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
เขิงเหลียนเอ๋อร์ไม่เปลืองว่าจามากความ เพียงตวาดอย่างเฉียบขาด “โซ่ว
ผิง”
“ผู้น้อยอยู่!” โซวผิงก้าวออกมาจากแถวทัพในบัดดล การต่อสู้ของ คุณหน
เมื่อสักครู่ขวัญมันจนแทบขวัญฝ่อตาย มิหนำซํ้าพลังฝีมือที่ คุณหนูสำแดง
ออกมายังทำให้มันตื่นตะลึงจนพูดไม่ออก
ที่แท้คุณหนูบรรลุถึงระดับชั้นอันร้ายกาจถึงเพียงนี้แล้ว
“นับแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าจะอยู่ภายใต้การบัญชาการของเซี่ยวม่อ เกอต้าเห
ริน มันผู้ใดไม่เชื่อฟัง ล้วนประหารฆ่าโดยไม่ละเว้น!” เขิงเหลียนเอ๋อร์กวาด
มองโซ่วผิงแวบหนึ่ง ถ้อยคำอันเหี้ยมเกรียมเหล่านี้เอ่ยออกมา ด้วยสุ่ม
เสียงอ่อนเบาตามปกติ
โซ่วผิงใจสั่นสะท้าน รีบตอบรับอย่างนอบน้อม “ขอรับ!”
“กองโจรตระกูลหมิง! กองโจรตระกูลหมิงบุกโจมตีแล้ว!” บนท้องฟ้า ฝูงชน
เผ่าปิศาจหลายตนพุ่งลงมาล้มลุกคลุกคลาน พวกมันใบหน้าซีดขาว
เหมือนคนตาย เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง
“กองโจรตระกูลหมิง!” นครมหาสันติเดือดพล่านในบัดดล กระทั่งจูเข่อกับ
พวกทั้งสามที่เป็นยอดฝีมือ ยังสีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย
จั่วม่อมองดูเถาซึ่งที่ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากสั่นระริก เห็นได้ชัดเจนว่า
หวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ต้องขมวดคิ้วถามว่า “กองโจรตระกูลหมิงเป็นตัว
อะไร?”
เถาชิงลำคอแห้งผาก สีหน้าเปลี่ยนเป็นสีเทาจนไม่อาจเทาไปกว่านี้ อีก
คราวนี้พวกเราต้องตายแน่แล้ว! กองโจรตระกูลหมิง… พวกมันเป็น กลุ่ม
โจรร้ายที่ไร้เมตตาปราณี ”
“กลุ่มโจรร้ายที่ไร้เมตตา?” จั่วม่องงงันวูบ บรรดาไพร่พลค่ายเว่ยที่
ด้านข้าง บางคนเผยสีหน้ารังเกียจเหยียดหยาม พวกมันระหว่างการ
เดินทางไปหาต้าเหรินเคยเข่นฆ่าสังหารโจรร้ายจนกระทั้งซากศพกองสุม
ซ้อนเป็นภูเขาเลากา
“เป็นกองโจรที่เข้มแข็งที่สุด!” ผู้ที่ช่วยอธิบายเป็นถังเฟย โฉมงามรัด ผม
หางม้าที่ทะมัดทะแมงนางนี้ ยามนี้บนใบหน้าฉายแววพรั่นพรึง “พวก มัน
ไปมาดุจสายลม เข่นฆ่าสังหารผู้คนเหมือนผักปลา โหดเหี้ยมอำมหิตไร้ ที่
เปรียบผู้นำของพวกมันเรียกว่าหมิงฮุย คนผู้นี้นับเป็นอัจฉริยบุรุษที่เด่น ลํ้า
ผู้หนึ่ง อย่าได้เห็นว่ามันยังอายุไม่มาก แต่ระดับพลังฝึกปรือของมันห่าง
จากด่านไสว้อีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น ใต้ร่มธงของมันยังเต็มไปด้วยยอด
ฝีมือคับคั่ง คนเหล่านี้ล้วนเป็นยอดฝีมือจากกองโจรอื่น ๆ ที่ถูกหมิงฮุย
ปราบพิชิตและผนวกรวมเข้ามา คนผู้นี้ขวัญกล้าบังอาจ มีความ
ทะเยอทะยานสูงยิ่ง เจ้าเล่ห์มากอุบายราวกับสุนัขป่า มันเป็นหนึ่งใน
บุคคล ที่ไม่มีผู้ใดคิดตอแย!”
จั่วมอค่อยเข้าใจขึ้นมาบ้าง หลังจากขบคิดอยู่ชั่วอึดใจ มันกล่าวต่อ ถังเฟย
“นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าบัญชาการกองพันของเจ้าด้วย!”
ถังเฟยอ้าปากค้าง แต่ไม่ได้เอ่ยปากรับคำ เถาชิงที่ฟังอยู่ด้วยเผยสี หน้า
เบาใจลงเล็กน้อย มันพยักหน้ารัว ๆ รีบกล่าวว่า “ประเสริฐ ประเสริฐ
ประเสริฐยิ่งเสี่ยวถังตั้งใจปฏิบัติตามคำสั่งของต้าเหรินให้ดี!”
ถังแฟยก้มศีรษะ รับคำอย่างเคร่งขรึม “น้อมรับคำสั่ง!”
ในเวลาเช่นนี้จั่วมอจึงไม่สนใจว่าถังเฟยยินยอมพร้อมใจหรือไม่ กองโจร
ตระกูลหมิงตรงดิ่งเข้ามารวดเร็วยิ่ง พวกมันไม่อาจหลีกเลี่ยงจาก การต่อสู้
อันดุเดือดรุนแรงไปได้
ยามนี้ไม่ว่าสิ่งใดที่พอใช้การได้อยู่บ้าง มันต้องกะเกณฑ์มาให้หมด
“กองโจรตระกูลหมิง!” หญิงรับใช้วัยกลางคนสีหน้าแปรเปลี่ยน เล็กน้อย
นางแหงนหน้าขึ้นมองกลุ่มเมฆดำบนฟากฟ้าที่ม้วนกวาดเข้ามา อย่างเร่ง
ร้อน ต้องขบกรามแน่น กล่าวว่า “ข้าจะนำเจ้าบุกฝ่าออกไป”
“ท่านไปเถอะ ด้วยพลังฝีมือของท่าน สมควรสามารถบุกฝ่าวงล้อม ออกไป
ได้ แต่ก็เพียงแค่ท่านคนเดียว หากท่านนำข้าไปด้วย พวกเราทั้งสอง ล้วน
ไม่มีผู้ใดหลุดรอดไปได้” เสี่ยกงจู่กล่าวพลางเหลือบมองนาง
หญิงรับใช้วัยกลางคนกล่าวเสียงแผ่วเบาแทบเป็นกระซิบ “พวกเรา เป็น
นายบ่าวกันมานานปี เมื่อตอนเริ่มแรกข้ามีจุดมุ่งหมายของข้าเอง แต่ ข้า
เฝ้าดูเจ้าเติบใหญ่จนเป็นหญิงสาวนางหนึ่ง ไม่ว่าจะอย่างไรข้าไม่อาจละ
ทิ้งเจ้าไป”
นางจ้องมองเสียกงจู่อย่างลึกซึ้ง กล่าวเสียงอ่อนเบาว่า “เจ้ากระทำ เพื่อ
ตระกูลอานเหวยมามากพอแล้ว ไม่ได้ติดค้างอันใดพวกมันอีก หากเจ้า
คิดฉวยโอกาสซ่อนตัวจากตระกูล นี้อาจเป็นโอกาสอันดีงามที่สุด”
เสียกงคู่ควงตาทอแววอบอุ่นวาบ ยกมือขึ้นเสยผมเล็กน้อยอย่างเกียจ
คร้าน “ท่านยินยอมรามือแล้ว”
“นี้อาจเป็นชะตากรรม” หญิงรับใช้วัยกลางคนยอมรับเสียงแผ่ว อย่างไรก็
ตาม สีหน้านางกลับคล้ายปลดเปลื้องจากภาระหนักที่แบกรับมา นานปี
“ท่านอาจยินยอมรับชะตากรรม แต่ข้าไม่คิดยอมจำนนต่อโชคชะตา เพียง
เท่านี้” เสี่ยกงจู่แย้มยิ้มอย่างเฉิดฉัน ดวงตาคู่งามทอแววที่ผิดแผกไปจาก
เดิม
หญิงรับใช้วัยกลางคนเผยสีหน้าตะลึงงัน
“การหลงลืมเรื่องที่ไม่อยากลืม เป็นสิ่งที่โหดร้ายทารุณอย่างสุดแสน เมื่อ
เทียบกับมันแล้ว ข้ายังโชคดีกว่ามาก” เสี่ยกงจู่เงยหน้าขึ้น ดวงตา เลือน
รางดุจเคลือบคลุมด้วยม่านหมอกชั้นหนึ่ง นางกล่าวแผ่วเบาคล้าย รำพึง
กับตัวเอง
“หลายปีมานี้ ข้าเรียกได้ว่าเลอะ ๆ เลือน ๆ มานานนักได้ แต่ยอมรับการ
จัดการของตระกูล แท้ที่จริงมิใช่เพื่อตระกูลอานเหวย แต่ เพื่อท่านพ่อของ
ข้า ทุกครั้งคราที่ข้าหวนนึกถึงว่าตระกูดอานเหายคือเลือด เนื้อและนํ้าตา
ของบิดาข้า ข้าก็มิอาจปฏิเสธข้อร้องขอของพวกมันได้ บัดนี้ ข้าคิดตกแล้ว
ในเมื่อข้าไม่ต้องการลืมเลือน เช่นนั้นก็อย่าได้ลืมเลือนแล้ว ที่ ผ่านมาข้า
เพียงจมปลักอยู่ในความทรงจำ เพียงกระทำตามความต้องการ ของผู้อื่น
เหมือนหุ่นเชิด เมื่อมาย้อนคิดทบทวนดู ข้านับว่าเลอะเลือนงม งายจริง ๆ”
ใบหน้างดงามของเสียกงจู่ค่อย ๆ เปล่งรัศมีประกายอันน่าดู นาง เพ่งมอง
ท้องฟ้า กล่าวราวรำพึงรำพัน “ข้าต้องอาจหาญกว่านี้ ตระกูลอาน เหวย
เป็นผลงานชั่วชีวิตของบิดาข้า วิธีการที่ดีที่สุดในการแสดงความ เคารพรัก
ที่ข้ามีต่อท่านพ่อก็คือสืบทอดความปรารถนาสุดท้ายของท่าน พ่อ สร้าง
ความรุ่งโรจน์ให้แก่ตระกูลอานเหวย ข้าจะต้องยืนหยัดขึ้น ไม่ ยอมอ่อนข้อ
อีกต่อไป ข้าจะไม่เป็นเพียงหุ่นเชิดอีกแล้ว แต่ข้าจะต้องเป็นจู่เหรินที่แท้จริง
ของตระกูลอานเหวย!”
T
หญิงรับใช้วัยกลางคนหลังจากตะลึงลาน ดวงตาค่อย ๆ กลายเป็น
นุ่มนวลลง หลังจากที่บิดาของเสียกงจู่ล่วงลับไป สภาพหดหูท้อแท้ของ
โฉม สะคราญนางนี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ดีไปกว่านางอีก
นางเงียบงันไปชั่วอึดใจ ก่อนจะกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ข้าจะนำเจ้าฝ่า
ออกไปให้จงได้! “
สุ่มเสียงของนางเต็มไปด้วยความแน่วแน่เด็ดเดี่ยวที่ยากจะพบพาน
เสียกงจู่หันไปมองเงาร่างของบุรุษผู้มอบความกล้าหาญให้แก่นาง พลัน
แย้มยิ้มอย่างซุกซน “ข้ามีหนทาง”
“เจ้ามีหนทาง?” หญิงรับใช้วัยกลางคนงงงันวูบ
“พวกมันล้อมเราไว้แล้ว” เหมียวจุนสีหน้าหนักอึ้งเคร่งเครียด
มันในฐานะแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองย่อมมีสายตากว้างไกลกว่า
ผู้อื่น มันสังเกตเห็นอย่างรวดเร็ว กองโจรตระกูลหมิงไม่เพียงมาจากทาง
ด้านหน้า แต่ทั้งด้านหลังและสองฟากข้างล้วนปรากฏขบวนทัพขึ้นพร้อม
กัน เห็นได้ว่าฝ่ายตรงข้ามตั้งใจจะไม่ปล่อยให้ผู้ใดหลุดรอดไปได้
นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้พบเห็นกองโจรตระกูลหนึ่งในคำร่ำลืออารมณ์ ของ
มันยามนี้มีคมนพอ ๆ กับสีหน้า มันเพียงมองปราดเดียวก็พบเห็น เรื่องราว
มากหลาย กองโจรตระกูลหมิงสมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นกองโจรที่ร้าย กาจที่สุด
นับตั้งแต่แรกเริ่มปรากฏตัว จนถึงยามตีวงล้อมกักพวกมัน การ แปร
กระบวนทัพหมดจดงดงามดุจเมฆล่องนํ้าริน ราบรื่นเสียจนน่า ตระหนก
กองกำลังของพวกมันดูผิวเผินไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่เจตนาฆ่าฟันที่
สั่งสมจากการกรำศึกอย่างโชกโชน ทำเอากระทั่งเหมียวจุน ยังต้องสะท้าน
ใจ
ได้ยินชื่อยากสู้พบพานด้วยตัวเอง เหมียวจุนรอจนได้ประจักษ์แจ้งแก่
สายตา ในที่สุดค่อยเข้าใจว่าไฉนไม่มีขุมกำลังใดคิดตอแยกองโจรตระกูล
หมิง
จั่วม่อฝืนยิ้มอย่างขมขื่น สิ่งที่เหมียวจุนมองออกมันก็สามารถมอง ออกได้
เช่นเดียวกัน แต่มันในยามนี้หมดเรี่ยวสิ้นแรงอย่างสิ้นเชิง ยังไม่ทัน ได้
ฟื้นฟูกำลัง ยังจะเอาอันใดไปสู้กับเหล่าโจรนับหมื่น ๆ คน มันกวาดตา
มองพวกซู่หลงแวบหนึ่ง เห็นได้ว่าพวกมันแม้มีสีหน้าราบเรียบเฉยชา แต่
ทุกผู้คนล้วนได้รับผลกระทบจากท่ากระบี่สะท้านฟ้าของหลินเชียนที่ฟาด
ฟันใส่นครมหาสันติไม่มากก็น้อย ส่งผลต่อความสามารถในการต่อสู้ของ
พวกมันด้วย พวกมันด้วย
กองโจรตระกูลหมิงแทนที่จะก่อตัวเป็นกำแพงมนุษย์ล้อมรักพวกมัน
เอาไว้ กลับกระจายตัวออกยึดครองจุดยุทธศาสต์สำคัญทุกแห่ง แต่ละ
กอง รักษาระยะงอันเหมาะเจาะพอดี ไม่มีช่องว่างรอยโหว่แม้แต่น้อย
เห็นเช่นนี้ จั่วมือก็ตระหนักในบัดดล ศัตรูเป็นกองกำลังชั้นยอด!
อย่างไรก็ตาม กองโจรตระกูลหมิงกลับไม่เหลือบแลกลุ่มของหลิน เชียนแม้
สักแวบ ปล่อยให้ขบวนของยอดฝีมือคุนหลุนเคลื่อนผ่านไปราว กับมองไม่
เห็น
ตัวอุบาทว์บัดซบเหล่านี้ รู้จักแต่ข่มเหงรังแกเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่า เท่านั้น!
จั่วม่อก่นด่าบรรพบุรุษพวกมันสิบแปดรุ่น พลางโยนโอสถปราณใส่ ปาก
อย่างรีบร้อน พร้อมทั้งสั่งให้พวกซู่หลงฉวยโอกาสที่ยังมีเวลา รีบโคจร พลัง
ฟื้นฟูสภาพ ตระเตรียมรับศึกอันยากลำบากที่กำลังใกล้เข้ามา
ทันใดนั้นเอง จั่วมอสังเกตเห็นเสียกงจู่นำขบวนของตนเข้ามาสมทบ
“ข้ารู้ว่าเจ้ามีหนทาง ดังนั้นขอร่วมวงกับเจ้าด้วยก็แล้วกัน” เสียกง กล่าว
ด้วยรอยยิ้มซุกซน
จั่วม่อฝืนยิ้มเจื่อนขม “ข้าจะมีปัญญาทำอะไรได้?”
“เช่นนั้นขาสมควรทำอย่างไรดี?” เสียกงหน้านิ่วคิ้วขมวด ทอดสายตา
วิงวอนมองดูจั่วม่ออย่างอ้อยอิ่ง
“ต่อให้เจ้าจ้องมองข้าจนดวงตาหลุดออกจากเบ้า ข้าก็ไม่อาจหา หนทาง
ใดได้” จั่วมอสีหน้าอับจนปัญญา แต่ถ้อยคำถัดมาที่กล่าวออกจาก ปาก
กลับเปลี่ยนเป็นตรงกันข้าม อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีหนทาง เราก็
มีแต่ต้องต่อสู้กับพากมันเท่านั้น”
สุ่มเสียงของมันไม่ได้เด็ดเดี่ยว ไม่ได้ปลุกปลอบขวัญกำลังใจ แต่กลับ
กอรปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อันกร้าวแกร่งอย่างน่าตระหนก
ไม่ทราบเพราะเหตุใด เสียกงจู่รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาทันที นางแย้มยิ้มอย่าง
อ่อนหวาน “ข้าจะมอบให้เจ้าบัญชาการกององครักษ์ของข้าด้วย หากวันนี้
ต้องตายอยู่ที่นี่จริง ๆ ข้าก็ไม่เสียใจ พวกเราหากอยู่ก็อยู่ด้วยกัน หากต้อง
ตายก็ขอตายด้วยกัน!”
“แค่ก แค่ก แค่ก!” เหมียวจุนที่ด้านข้างพอฟังถึงกับสำลักกระอัก กระไอ
เสียกงจู่เป็นโฉมสะคราญล่มเมือง เสน่ห์รัดรึงใจของนางในชั่วขณะ นี้
กระทั่งยอดฝีมือที่ชืดชาเช่นมันยังรู้สึกทนทานรับไม่ได้อยู่บ้าง
แต่จั่วมอในยามนี้ไม่ได้รับผลกระทบจาก “วิชาลวงตา” ของนางในใจ มัน
กำลังครุ่นคิดถึงสารพัดวิธีที่จะใช้บุกฝ่าเอาชีวิตรอด
มันย่อมไม่ปฏิเสธการเข้าร่วมของเสียกงจู่ในใจมันเสียกงจู่เป็นสหาย ของ
มัน มิหนำซํ้ามันยังติดหนี้บุญคุณนาง ไหนเลยจะทนดูนางถูกฝูงโจรรม ฉีก
ทิ้งได้ มันขบคิดแวบหนึ่งจากนั้นกล่าว “องครักษ์ของเจ้ามีมากน้อย
เท่าใด?”
“ราวสามร้อยคน”
“ให้ข้าสั่งการพวกมัน” จั่วม่อไม่เปลืองวาจามากความ
“เช่นนั้นก็ประเสริฐ” เสียกงจู่มีความตั้งใจเช่นนี้อยู่แล้ว
จั่วม่อทอดตาแววชื่นชมวูบหนึ่ง เสียกงจู่ช่างตัดสินใจได้รวบรัด หมดจดนัก
ทหารองครักษ์ของเสียกงจู่รวมตัวกันอย่างรวดเร็ว พวกมันเมื่อถูกวาง ลง
ในมือของจั่วม่อ จั่วม่อก็เรียกให้พวกมันไปอยู่ภายใต้การนำของเหมียวจุน
ทันที
ในเมื่อมีแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองอยู่ผู้หนึ่ง ย่อมมิอาจปล่อยให้ อยู่
ว่างได้
เรื่องราวที่ตามมาหลังจากนั้น กลับอยู่นอกเหนือจากความคาดหมาย ของ
จิ๋วต่อไปมาก อาจเป็นเพราะกองพันบาปเคราะห์ของเปี๋ยหานมีจำนวน
มากกว่าขุมกำลังใดในเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือต่อจากเสียกงจู่ยังมี ผู้คน
จำนวนมากมาขอเข้าร่วมกับมันเช่นกัน
เมื่อสองพี่น้องตระกูลหลันมาหามัน ด้วยไมตรีคบหาระหว่างพวกมัน
จั่วม่อย่อมสามารถเข้าใจได้ แต่หลังจากนั้นไฉนซินกงจู่กับหว่านกงจู่ก็มา
ด้วย จั่วม่อไม่อาจเข้าใจได้จริง ๆ
แต่ยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ยิ่งมีกำลังพลมากเท่าไรก็ยิ่งดี ดังนั้น มันไม่
ปฏิเสธผู้ใด มันร้องขอด้วยเงื่อนไขเดียวกันทั้งหมด นั่นคือให้มอบกอง
องครักษ์ของพวกมันให้แก่ตนเอง ผู้คน สถานการณ์ ต่างให้ความร่วมมือ
เป็นอย่างดี และจั่วมอยกให้เหมียวจุนบัญชาการกององครักษ์เหล่านี้
ทั้งหมด
ในเวลานี้เอง กองโจรตระกูลหมิงก็ก่อตั้งวงล้อมแล้วเสร็จ ล้อมรัก พวกมัน
เอาไว้อย่างแน่นหนา ต่อให้เป็นจอมปีศาจด่านเจียงเช่นชางเยวียน
ฮ่าวหรือซีเตียวอวี่ หากคิดบุกผ่าออกไปจะต้องถูกรุมสับสังหารอยู่ที่ตรง
นั้นเอง
แรงกดดันที่บังเกิดขึ้นจากการถูกกองทัพล้อมเมือง บันดาลให้ผู้คน หายใจ
ติดขัด
จั๋วม่อยิ่งร้อนรนกว่าเดิม ยามนี้หากกองโจรตระกูลหมิงบุกจู่โจมเข้า มาใน
บัดดล พวกมันยังคงไม่มีเรี่ยวแรงจะต้านทานได้ สิ่งที่น่าไว้วางใจที่สุด มี
เพียงกองพันบาปเคราะห์ของเปี๋ยหานเท่านั้น สำหรับค่ายเว่ย จำนวน
สมาชิกที่อยู่ที่นี่มีจำนวนน้อยเกินไป อาเหวินกับพวกยังได้รับบาดเจ็บไม่
น้อย พลังฝีมือเสื่อมถอยลงชั่วคราว
เวลา! พวกมันต้องการเวลามากกว่านี้
ชั่วพริบตาที่จั่วม่อกำลังภาวนาว่ากองโจรตระกูลหมิงจะไม่บุกตีเมือง
ในทันที ว้ม กองโจรตระกูลหมิงบดขยี้ความหวังของมันอย่างไร้ปราณี
กองทัพโจรผลักดันรุดหน้าเข้ามาอย่างแช่มช้าแต่เหี้ยมเกรียม
รังสีฆ่าฟันที่เข้มข้นจนแทบจับต้องได้ทะลักทลายในอากาศ ก่อเกิด เป็น
คลื่นกดดันกวาดซัดใส่ชาวเมืองมหาสันติ ทุกผู้คนสีหน้าขาวเผือด!
พวกมันกำลังจะลงมือแล้ว? ในเวลานี้เอง เหตุเปลี่ยนแปลงพลันอุบัติขึ้น
อย่างกะทันหัน!