สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 625 กลืนกิน
หลินเชียนอดประหลาดใจอยู่บ้างไม่ได้
การโจมตีเหล่านี้ไม่ได้มีพลังมากพอที่จะคุกคามมันได้ แต่สิ่งที่ทำให้ มัน
แปลกใจก็คือ ทักษะปิศาจและศาสตร์อสูรที่คนเหล่านี้ฝึกปรือล้วน แล้วแต่
ไม่รวบรัดธรรมดา!
เพียงเพราะคนเหล่านี้ยังไม่มีพลังมากพอ ไม่อาจสำแดงพลังของ ทักษะ
ปิศาจและศาสตร์อสูรออกมาได้ถึงขีดสุด จึงทำให้มันสามารถรับมือ ได้
โดยง่าย
คนเหล่านี้เป็นใคร?
หลินเชียนประหลาดใจเล็กน้อย แต่หลักศิลาอยู่ตรงหน้า มันย่อมไม่ คิด
เสียเวลากับปัญหาเหล่านี้
กระบี่ไทอาไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย แทงตรงเข้าปะทะอย่างดุดัน!
ไม่ว่าพลังหอกสีดำ พลังเกาทัณฑ์สีม่วงหรือคลื่นหมอกสีเขียวอมเทา
ทั้งหมดคล้ายจมลงไปในบึงโคลน จู่ ๆ ก็เชื่องช้าลงทันควัน กระบี่ไม่อายัง
สั่นไหววูบหนึ่ง
เพียะ!
เสียงปะทะดังแหลมใส ประกายไฟแตกระเบิด อาเหวินกับพวกปลิว ลิ่วดุจ
ว่าวสายป่านขาด ประหนึ่งถูกหวดฟาดด้วยค้อนยักษ์!
หลินเชียนร่างส่ายโงน
มันสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ชั่วพริบตาที่กระบี่ไทอาปะทะกับพลัง
ทั้งหมดของฝ่ายตรงข้าม มันค่อยพบว่ามีชั้นพลังอันแปลกประหลาดแต่
เบาบาง ห่อหุ้มพลังเหล่านั้นเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังมีความ
มั่นใจว่าสามารถจัดการพวกมันในคราวเดียว แต่ไม่คาดฝันว่าพลังขุมที่มา
จากใต้ฝ่าเท้าซึ่งรัดพันมันเอาไว้จะกลับกลายเป็นพลังโจมตี ซัดติดต่อตาม
กันเข้ามา ก่อเกิดเป็นการโจมตีสามระลอก!
ด้วยการรบกวนจากการโจมตีสองระลอกที่เปิดเผย การโจมตีระลอก ที่
สามจากใต้ฝ่าเท้าถึงกับทำให้มันเพลี่ยงพลํ้าเล็กน้อย
หลินเชียนใจสั่นสะท้าน ค่อยตระหนักว่ามันดูแคลนคนเหล่านี้มาก เกินไป
อสูรปิศาจห้าหกตนนี้แม้ไม่มีพลังกล้าแข็ง แต่การร่วมมือ ประสานงานเป็น
เลิศ ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากการต่อสู้อย่างหนักหน่วงเมื่อครู่ เป็นเหตุให้มัน
ลดการระวังป้องกันลงโดยไม่รู้ตัว
บัดซบ!
การตอบโต้ของหลินเซียนแฝงไว้ด้วยโทสะวูบหนึ่ง จึงดุเดือดรุนแรง ผิด
ธรรมดา คนทั้งหกรวมทั้งอสูรควันดำล้วนถูกซัดปลิวลิ่วไปราวกับถูก สัตว์
ร้ายมหายักษ์พุ่งชนใส่อย่างถนัดถนี่
ท่วงท่าระเบิดพลังโจมตีด้วยโทสะของหลินเชียนเรียกได้ว่าว่าแยบ คายยิ่ง
กำจัดเหล่าตัวขัดขวางออกไปพ้นทางในคราวเดียว การฆ่าพวกมัน ไม่
สำคัญเท่ากับการหยิบฉวยหลักศิลา!
แต่เมื่อเงาร่างสองสายจู่ ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้ามัน หลินเชียนม่านตา หด
แคบลงทันควัน!
ไม่ทราบเพราะเหตุใด มันหยุดยั้งลงเป็นครั้งแรก
พลังจิตสำนึกและพลังปราณภายในร่างของจั่วม่อทันใดนั้นก่อเกิด แรง
ดึงดูดอันกล้าแข็ง เหล่าเส้นใยเรียวยาวถูกดึงขึ้นมาในร่างมันทันที โดย ไม่
มีเค้าลางล่วงหน้า
ในจิตใจอันเย็นยะเยือกของมันไม่แตกตื่นลนลาน ราวกับหุ่นกลไก จั่วม่อ
เริ่มควบคุมร่างกายของตนทันที ว่ากันว่าภายในหอสมบัติมหาสันติมี
สมบัติวิเศษอยู่สามชิ้น
นับตั้งแต่ที่จั่วม่อพบเห็นเส้นใยเรียวบางเหล่านี้สะกดตรึงกรงเล็บ พิฆาต
มังกรเอาไว้อย่างแน่นหนา มันก็ตระหนักในทันที ที่แท้เส้นใยเรียว บางที่ใช้
คุมขังกรงเล็บพิฆาตมังกรนี้ ก็คือสมบัติวิเศษชิ้นที่สาม!
ภายใต้สภาวะใจนํ้าแข็ง ความรู้สึกของจั่วม่อเฉียบไวเป็นพิเศษ
ทีแรกเป็นเคล็ดความบนหลักศิลาสะกิดเตือนมันให้มันเข้าใจว่าจะ
สามารถค้นพบ “โลก ก็เฉพาะในสภาวะใจนํ้าแข็งนี้เท่านั้น รอจนมันแน่ใจ
ว่ากลุ่มเส้นใยเรียวบางเป็นสมบัติชิ้นที่สาม พลันฉุกใจคิด กลวิธีที่จะ
ครอบครองเส้นใยเหล่านี้ สมควรเกี่ยวพันกับสภาวะใจนํ้าแข็งของมันนี่เอง
สภาวะใจนํ้าแข็งของมัน ก่อเกิดขึ้นจากการที่พลังจิตสำนึกและพลัง
ปราณของมันแทรกซึมผสานเข้าไปในสังขารร่างกายอย่างต่อเนื่อง เส้นใย
เรียวบางเหล่านี้ดูเหมือนจะมีส่วนเชื่อมโยงกับพลังจิตสำนึกและพลัง
ปราณ
เส้นใยเรียวยาวยังคงทะลวงเข้าไปในร่างของจั่วม่ออย่างไม่ขาดสาย แต่
มันสงบเยือกเย็นยิ่ง
ความบ้าบินของจั่วม่อยังเหนือกว่าที่ฝูเยากับเว่ยคาดคิดเสียอีก พวก มัน
ปากอ้าตาค้าง เหม่อมองพฤติการณ์บ้าระห่ำของจั่วม่อจนตาแทบถลน แต่
ละคนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง จั่วม่อเป็นตัวประหลาดน้อยตัวหนึ่งไม่ ผิด
แน่ แต่ปกติมันรักตัวกลัวตายยิ่งยากนักที่จะเห็นมันกระทำการบ้าระห่ำ ที่
เสี่ยงต่อชีวิตตัวเองเช่นนี้
หรือว่านี่เกิดจากอิทธิพลครอบงำของสภาวะที่มันเป็นอยู่ในยามนี้? สอง
เฒ่าพันปีไม่อาจทราบได้ แต่พวกมันหัวใจแทบลุกขึ้นมาถึงคอหอย
“เจ้าเด็กน้อยเสียสติไปแล้ว!” ฝูเยาส้มเสียงสั่นสะท้าน มันในฐานะ อสูรฟ้า
มิใช่ว่าไม่เคยพบเห็นสมบัติวิเศษมาก่อน กลับเป็นตรงกันข้าม เนื่องเพราะ
มันเคยพบเห็นสมบัติวิเศษมานักต่อนัก จึงกล่าวได้ว่าจั่วม่อ ในตอนนี้เสีย
สติไปแล้ว!
สมบัติวิเศษยิ่งมีพลังอำนาจมากเท่าใด นอกเหนือจากโชควาสนาที่จะ ได้
พบพานแล้ว ผู้ที่คิดครอบครองยังต้องมีขีดความสามารถและพลังฝีมือ
กล้าแข็งมากพอ สมบัติวิเศษชั้นยอดล้วนมีสติปัญญาและจะเลือกนาย
ของ พวกมันเอง ผู้ที่ไม่มีพลังมากพอย่อมไม่อาจทนต่อพลังอำนาจของ
สมบัติ วิเศษ มีแต่หนทางตายสถานเดียว ทั้งยังตายอย่างรวดเร็วและ
อเนจอนาถ
พอเห็นสมบัติวิเศษอยู่ตรงหน้าก็โถมเข้าคว้าโดยไม่สนใจหน้าอินทร์ หน้า
พรหม นับเป็นการแส่หาที่ตายที่รวดเร็วและน่าอเนจอนาถที่สุด
นึกถึงว่าจั่วม่อในยามนี้ยังมีระดับพลังเพียงแค่ด่านเจียง จะไม่ให้ฝูเยา ใจ
สั่นสะท้านแทบเป็นลมล้มพับได้อย่างไรกัน
“เจ้าเดรัจฉานน้อยนี้ละโมบโลภมากจนเข้ากระดูกดำ! มันไม่คิด เสียดาย
ชีวิตแล้ว!” ฝูเยาขบกรามกรอด แค่นเสียงอย่างเดือดดาล ควร ทราบว่าทั้ง
มันและเว่ยผูกติดกับทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อ หากจั่วม่อตกตาย พวก
มันก็มิอาจรอด ได้แต่ร่วมสลายกลายเป็นฝุ่นไปพร้อมกับจั่วม่อ
เว่ยนิ่งเงียบงันไปชั่วอึดใจ จากนั้นยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้าไม่เห็นว่ามัน มี
ท่วงท่าคลับคล้ายกับจู่เหรินหรอก”
ฝูเยางุ่นงงวูบวงหน้าที่เฝ้าถวิลหาปรากฏขึ้นตรงหน้าสายตา มัน กะพริบ
ตาเร็วๆ ร่องรอยปวดร้าวในใจสลายคลาย จากนั้นแค่นเสียงโต้แย้ง อย่าง
เย็นชา “นางเป็นจอมปีศาจด่านไสว้”
“กรงเล็บพิฆาตมังกรไม่สมควรตกอยู่ในมือของผู้อื่น” เว่ยเงยหน้าขึ้น
ทอดตามองกรงเล็บพิฆาตมังกรอันใหญ่โตดุจขุนเขา กล่าวออกมาด้วยลุ้ม
เสียงดุจกระซิบ
ถ้อยคำนี้กล่าวแทนสิ่งที่อยู่ในใจฝูเยาด้วยเช่นกัน มันถึงกับนิ่งเงียบงัน ไป
นาน
“ปิศาจด่านเจียงคิดสยบกรงเล็บพิฆาตมังกร เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่าง
แน่นอน” เว่ยเอ่ยออกมาตรง ๆ “เมื่อครั้งที่จู่เหรินปราบพิชิตกรงเล็บพิฆาต
มังกร ข้าเฝ้าดูตั้งแต่ต้นจนจบ ด้วยพลังฝึกปรือด่านไสวของนางยัง แทบ
เอาชีวิตไม่รอด แต่ยามนี้สถานการณ์กลับแตกต่างอยู่บ้าง คิดปราบ พิชิต
กรงเล็บพิฆาตมังกรอาจบางทีกุญแจสำคัญอยู่ที่สายใยสามพัน อาวรณ์!”
ฝูเยายังคงนิ่งเงียบ
เว่ยจ้องมองกรงเล็บพิฆาตมังกรเขม็งนิ่ง กล่าวว่า “ซื่อจื่อหมิงนับเป็น ยอด
อัจฉริยะที่แท้จริง ถึงกับสามารถเสาะพบสิ่งที่สามารถสะกดข่มกรง เล็บ
พิฆาตมังกรได้ สายใยสามพันอาวรณ์ ช่างสมดังนามโดยแท้ กระทั่ง พลัง
อันดุดันอำมหิตที่สุด ยังไม่อาจต้านทานสายใยแห่งความหวนหา
อาวรณ์!”
ฝูเยาพลันเอ่ยปากอย่างเคร่งขรึม “เกี่ยวกับสายใยสามพันอาวรณ์ ข้า ไม่
ล่วงรู้อันใดมากนัก เพียงทราบว่ามันเป็นหนึ่งในแกนดาวอสูรที่ลี้ลับที่สุด
ในประวัติศาสตร์เผ่าอสูร มีตำนานเล่าขานที่หาได้ยากเพียงไม่กี่เรื่องที่
กล่าวถึง ว่ากันว่ามีเพียงอสูรที่ฝึกปรือทั้งพลังจิตสำนึกและพลังปราณ
เท่านั้นจึงสามารถมองเห็นได้”
เว่ยผงกศีรษะ “เช่นนั้นกลวิธีของอาจั่วคล้ายจะไม่ผิดพลาด”
“เจ้าเด็กน้อยนี้มักมีโชคอันแปลกประหลาด” สุ่มเสียงของฝูเยา กลับมา
เป็นปกติ หลังจากขบคิดครู่หนึ่ง มันพลันกล่าวอย่างไม่มีต้นสาย ปลาย
เหตุว่า “มีวิธีการอันที่อด้านที่จะพิชิตแกนดาวอสูรอยู่วิธีหนึ่ง นั่นคือ กลืน
กินมันเสียเลย”
วาจาของฝูเยาเพิ่งจะกล่าวออกมา ในดวงตาเย็นยะเยียบของจั่วม่อ พลัน
ทอประกายวูบ
กลืนกิน!
ในเวลาเดียวกัน เส้นใยนับไม่ถ้วนมุ่งตรงเข้าสู่ส่วนลึกในร่างกายของ มัน
พวกมันเป็นเหมือนพลังจิตสำนึกและพลังปราณของจั่วม่อเอง บุก ทะลวง
ไปทั่วร่างอย่างอิสระ เมื่อเพ่งจิตไล่ย้อนทวนเส้นใยเหล่านี้ขึ้นไป จั่วม่อ
พลันรู้สึกได้ถึงร่องรอยความคิดอันขลาดเขลาเล็กน้อยสายหนึ่ง
แกนดาวอสูร!
จั่วม่อไม่รีรอลังเล แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นภายในร่างพุ่งเร็วรี่ไป ตาม
ท่อนแขนของจั่วม่อ ประดุจมัจฉาอันประเปรียวตรงเข้าหาแกนดาว อสูรใน
มือข้างซ้ายของจั่วม่อ
แกนดาวอสูรคล้ายตัวแข็งที่อในบัดดล!
สายใยสามพันอาวรณ์จู่ ๆ เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ราว กับ
เด็กน้อยที่หวาดกลัวจนตัวแข็งที่อ ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย กระทั่งเส้นใย
เรียวบางที่รุกล้ำเข้ามาในร่างกายของจั่วม่อยังชะงักค้างไปด้วย
แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นจัดแจงฉุดลากแกนดาวอสูรเข้ามาในฝ่ามือ ข้าง
ซ้ายของจั่วม่ออย่างช้า ๆ
“แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น…” เว่ยเหม่อมองภาพตรงหน้าอย่าง ซึมเซา
แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นเป็นมรดกที่ติดตัวมันมานานนับพันนับ หมื่นปี
แต่มันไม่เคยเข้าใจสมบัติในมือตน ไม่เคยล่วงรู้ว่าเจ้าสิ่งนี้มี อานุภาพถึง
เพียงนี้
ฝูเยาก็ได้แต่เบิกตามองอย่างโง่งม
กระทั่งสายใยสามพันอาวรณ์ในตำนานของเผ่าอสูร ต่อหน้ามรดกตก
ทอดจากชนเผ่าโบราณ ได้แต่เชื่องเชื่อราวกับเด็กน้อยอันเรียบ ๆ ร้อย ๆ ผู้
หนึ่ง!
แกนดาวอสูรผสานรวมเข้าสู่มือซ้ายของจั่วม่อ
รอจนแกนดาวอสูรผสานรวมเข้ากับฝ่ามือของจั่วมออย่างสมบูรณ์ จั่วม่อ
พลันรู้สึกว่าแรงกดดันที่สะกดตรึงร่างของมันเอาไว้หายวับไปทันที กลุ่ม
เส้นด้ายเรียวยาวออกมาจากมือซ้ายของมัน ผูกรัดกรงเล็บพิฆาต มังกร
เอาไว้
ใจกลางแผนผังปิศาจรูปดวงอาทิตย์บนฝ่ามือซ้ายของจั่วม่อยามนี้ ปรากฏ
ดวงดาวเล็ก ๆ ดวงหนึ่ง หากไม่ได้เพ่งมองโดยละเอียด ยากจะ สังเกตเห็น
ได้
จั่วม่อยังไม่พึงใจเพียงเท่านี้ ฉวยโอกาสนี้แหงนเงยขึ้น ดวงตาเย็น เยือก
กวาดมองกรงเล็บพิฆาตมังกรที่ใหญ่โตเท่าภูเขาเลากา
กรงเล็บพิฆาตมังกรสะท้านเฮือก!
จั่วม่อรับข้อเสนอของเสียกงจู่ที่หยิบยืมสามองครักษ์กงจู่มาคุ้มครอง มัน
แต่เพื่อความมั่นใจ มันยังคงตัดสินใจนำอากุยกับเขิงเหลียนเอ๋อร์ร่วม ทาง
มาด้วย
ในช่วงเวลาคับขันอันตรายที่สุด หนึ่งสะคราญหนึ่งอัปลักษณ์คู่นี้พลัน
ปรากฏกาย ขวางรั้งอยู่เบื้องหน้าหลินเชียน
เขิงเหลียนเอ๋อร์ในชุดสีดำยืนชดช้อยราวกับมิอาจต้านแรงลม ดวงตา
เลือนรางดุจปกคลุมด้วยม่านหมอกชั้นหนึ่ง นางเอ่ยปากเสียงอ่อนโยนว่า
“เซียนกระบี่คุนหลุน ไยมาก่อกวนปล้นชิงสมบัติของเราถึงในแดนปิศาจ
เรา? “
อากู้ยไม่กล่าววาจา เพียงจ้องมองหลินเชียนด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
ความรู้สึก
หลินเซียนสีหน้าหนักอึ้งเคร่งขรึม มันคล้ายไม่ได้ยินคำถากถางของ เขิง
เหลียนเอ๋อร์เร่งเร้าพลังปราณทั่วร่างอย่างบ้าคลั่งกระบี่ไท่อายกขวาง อยู่
เบื้องหน้า นัยน์ตาสีแดงข้างขวาพลันปรากฏประกายแสงสีนํ้าเงิน ส่วน
ดวงตาสีนํ้าเงินข้างซ้ายลุกวาบด้วยประกายไฟ สีหน้ามันเปี่ยมล้นไปด้วย
ความเลื่อมใสศรัทธา
“คุนหลุน!”
ราวกับว่ามันแผดเสียงออกมาด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดภายในร่าง สุ้มเสียง
ตวาดดังก้องออกจากทรวงอก ทั้งเปี่ยมพลังและห้าวหาญรันทด
ดวงตาดำขลับดุจนิลของเข็งเหลียนเอ๋อร์ทันใดนั้นเปล่งประกายเจิด จรัส
ดุจดวงดาว สุ่มเสียงอ่อนโยนของนางคล้ายมีคล้ายไม่มี “เซียนกระบี่ คุน
หลุน ไฉนโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ หรือเจ้าไม่กลัวกรรมสนอง?”
นางคล้ายโบกสะบัดแขนเสื้อเข้าใส่หลินเชียนเบา ๆ
ชั่วพริบตาที่เขิงเหลียนเอ๋อร์พลันลงมือ อากุ่ยในดวงตาสาดประกายสี ม่วง
วาบ สะบัดมือตบฟาดใส่หลินเชียนแต่ไกล
รอจนสองสตรีลงมืออย่างพร้อมเพรียง จูเข่อกับหญิงรับใช้วัยกลางคน
ภายใต้กงล้อกระบี่พลันสีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย เซี่ยร่างสะท้านขึ้นวูบ
หนึ่ง ในหมู่พวกมันไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าสองสตรีข้างกายเชี่ยวม่อเกอจะมี
พลังฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกมันรู้สึกหวาดระแวงต่อเซี่ยวม่อเกอ บุรุษหนุ่มนี้ที่ แท้มี
ความเป็นมาเช่นไร?
หลินเชียนเพิกเฉยต่อการโจมตีของสตรีทั้งสองสายตาของมันจับนิ่ง อยู่แต่
กระบี่ไทอาในมือ กระบี่ตวัดฟันขวางออกไปอย่างปราศจากความ ลังเล
ใจ!
ภายใต้กระบวนท่าฟันขวางอันเรียบง่ายนี้ อากาศในรัศมีสิบล็คล้าย ผนึก
แข็งตัวทันควัน!
ดุจดั่งใต้หล้านี้ มีเพียงกระบี่ไทอาเท่านั้น! พลังทั้งสามขุมกระแทกปะทะ
กันอย่างซึ่งหน้า
ตูม!
เสียงระเบิดหนักทึบกระแทกใส่จิตใจผู้คน
ชั่วพริบตานี้ ทุกผู้คนคล้ายไม่อาจควบคุมร่างกายของตน เลือดเนื้อ สั้น
สะท้านไม่หยุด รอจนสุ่มเสียงจางหายไปพวกมันค่อยได้สติ สีหน้า
แปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
เห็นกลางวงต่อสู้ เขิงเหลียนเอ๋อร์แขนเสื้อระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ขึ้น
มาถึงข้อศอก ส่วนอากุ่ยภายใต้ร่างนาง ปรากฏหลุมใหญ่โตกว่าห้าสิบ
จิ้งหลุมหนึ่ง นอกเหนือจากหลักศิลาแผ่นสุดท้าย ทุกสิ่งทุกอย่างล้วน
แหลกลาญเป็นผุยผง!
หลินเชียนมุมปากปรากฏโลหิตไหลซึมลงมา ดวงตาหนึ่งแดงหนึ่งนํ้า เงิน
ถลึงจ้องสองสตรีเขม็งนิ่ง
มันยกมือปาดเช็ดเลือดที่มุมปาก มือขวาถือกระบี่ไท่อาที่สูญเสีย ประกาย
กล่าวด้วยซุ้มเสียงเย็นเยียบ “นึกไม่ถึงว่ามาเยือนภพปีศาจคราวนี้ จะได้
พบพานสองยอดฝีมือที่ฝึกปรือพลังเทพ!”
ประโยคนี้พอกล่าวออกมา ผู้คนทั้งหมดล้วนตกตะลึงพรึงเพริด พลังเทพ!
สตรีสองนางนี้ฝึกปรือพลังเทพ!
เขิงเหลียนเอ๋อร์หวาดวิตกสุดระงับ หลินเซียนเมื่อกล่าวเปิดโปงว่า พวก
นางฝึกปรือพลังเทพย่อมไม่มีเจตนาดี มันต้องการเบี่ยงเบนหัวหอกมา
ทางพวกนางแทน หากปิศาจอื่น ๆ ไม่อาจต้านทานแรงปรารถนา บังเกิด
จิตคิดร้ายขึ้นมา สถานการณ์จะตกลงสู่ความสับสนวุ่นวายอีกครั้ง
นางรู้สึกว่าสายตาทุกคู่ล้วนหันมาเพ่งมองที่พวกนางสายตาเหล่านั้น มีทั้ง
ที่ยังกังขา มีทั้งผู้ที่เริ่มลังเลใจ
บุรุษจากคุนหลุนนี้ไม่เพียงพลังฝีมือร้ายกาจ ทั้งยังกลอกกลิ้งมากเล่ห์ ยิ่ง!
นางทราบดีว่ายามนี้ไม่ว่านางกล่าวอันใด ล้วนไม่มีส่วนช่วยต่อ เรื่องราว
เมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวงเมื่อถูกหว่านลงไป ก็ไม่มีทางขุด รากถอน
โคนออกมาได้อีก
“ที่แท้เซียนกระบี่คุนหลุนฝีปากคมกล้ายิ่งกว่าฝีมือ!” เขิงเหลียนเอ๋อร์ แค่น
เสียงเย็นเยียบ สองมือยกขึ้นกรีดวาดด้วยท่วงท่าอันแปลกประหลาด
พลังสีม่วงในดวงตาอากุ่ยทวีพลังขึ้นไม่หยุดยั้ง
หลินเชียนไม่กลัวเกรงพวกนาง กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “พวกเจ้าแม้ ฝึกปรือ
พลังเทพ แต่น่าเสียดายนัก คนหนึ่งเพิ่งจะเริ่มฝึกปรือ อีกคนหนึ่ง ดวง
วิญญาณกร่อนสลาย พวกเจ้าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะหยุดข้า”
ในเวลานี้เอง สุ่มเสียงเย็นเยียบสายหนึ่งดังกังวานลงมาจากฟากฟ้า
“คุณสมบัติ? คิดฆ่าคนของคุนหลุนยังต้องมีคุณสมบัติอันใด?”