สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 653 จุดจบของอวี่ไสว้
เขตแดนหยาดพิรุณไม่หวนคืน!
เขตแดนหยาดพิรุณไม่หวนคืนหดตัวแคบลง มีรัศมีเพียงสามสิบยั้ง มิได้
ครอบคลุมพื้นที่ใหญ่โตมโหฬารเหมือนที่เคยเป็นมา ทว่าในอาณาเขต
สามสิบยั้งที่มันครอบคลุมอัดแน่นไปด้วยสนามพลังประหลาดและแกร่ง
กร้าวชนิดหนึ่ง พลังประหลาดนี้แม้ครอบคลุมเพียงพื้นที่เล็ก ๆ แต่
อานุภาพอย่างน่าตระหนก จั่วมอไม่เคยคาดคิดว่าแม้มันจะชิงจู่โจมอย่าง
รวดเร็วถึงเพียงนี้ ยังถึงกับถูกพลังประหลาดบีบบังคับให้พลาดเป้า
เขตแดนหยาดพิรุณไม่หวนคืนกลับสามารถใช้ออกเช่นนี้ มันอด ประหลาด
ใจไม่ได้
ช่างอัศจรรย์พันลึกโดยแท้
มันที่เลือกเข้าปะทะหักหาญในระยะประชิด ก็ด้วยเหตุผลในการ
หลีกเลี่ยงจากอานุภาพของเขตแดนหยาดพิรุณไม่หวนคืน ผู้ใดจะคาดคิด
ว่าต้องมาลงเอยที่การประลองกำลังกับเขตแดนหยาดพิรุณไม่หวนคืน
อย่างซึ่งหน้า! มันไม่เคยคาดฝันว่าอวี่ไสว้จะสามารถแปรเปลี่ยนเขตแดน
หยาดพิรุณไม่หวนคืนให้เหมาะสมกับการต่อสู้ในระยะประชิดตัวด้วย
จั่วม่อรวดเร็วเกินไป รอจนมันถูกสนามพลังประหลาดกระชากดึงไป ทาง
หนึ่ง ยามกะทันหันถึงกับไม่ทันมีปฏิกิริยาตอบสนอง ได้แต่มองดูตัวมัน
เองไถลผ่านข้างกายอวี่ไสว้โดยไม่มีปัญญาพลิกผันกลับกลาย อวี่ไสว้
เตรียมพร้อมอยู่แล้ว ฝ่ามือทำท่ากรงเล็บ ตะกุยใส่จั่วม่อเบา ๆ
อย่าได้เห็นว่ามันเพียงทำท่าตะกุยเบาๆ กรงเล็บนี้หากกระทบถูก จั่วม่อ
หากไม่ดับดิ้นสิ้นชีพคาพลังกรงเล็บ ก็ต้องรับบาดเจ็บสาหัสปางตาย!
กระบวนท่าของชนชั้นจอมปิศาจด้านไสวแม้ดูเรียบง่ายสามัญ แต่ย่อม
ต้อง แฝงเร้นไปด้วยพลานุภาพอันกร้าวแกร่งเกรียงไกรสุดต้านทาน ขอ
เพียง กระทบถูกเล็กน้อย ผลที่ตามมาจะเลวร้ายสุดคาดคิด
ชั่วพริบตาแห่งความเป็นความตาย ปฏิกิริยาตอบโต้ของจั่วม่อรวดเร็ว ผิด
ธรรมดา
วู้ม พื้นที่รอบกายมันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานในบัดดล คลื่นความร้อน ม้วน
กวาดออกรอบข้างอย่างฉับพลันทันใด
เขตแดนสวรรค์สิบอีกา!
จั่วม่อนำสิ่งที่มันเพิ่งจะเรียนรู้ออกมาใช้ในทันที เร่งเร้าพลังเขตแดน
สวรรค์สิบอีกาอย่างสุดกำลัง!
อวี่ไสว้แค่นหัวร่ออย่างเย็นชา มือของมันทั้งไม่สะดุดชะงักและไม่
แปรเปลี่ยนท่วงท่าแม้แต่น้อย
มือที่ทำท่าเป็นกรงเล็บนั้นเพียงตะกุยใส่เบา ๆ แต่จั่วม่อรู้ว่าลมหายใจ
แทบจะขาดห้วง เสี่ยวม่อเกอสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง เขตแดน
สวรรค์สิบอีกาของมันแม้เร่งเร้าพลังจนถึงขอบเขตสูงสุด แต่มันไม่มีความ
เชื่อมั่นแม้แต่น้อยว่าจะหยุดยั้งท่าสังหารนี้ได้
ชั่วพริบตานี้ ร่างหนึ่งโถมเข้าชนใส่อวี่ไสว้อย่างหักโหม
เปรี้ยง!
เสียงปะทะดังสดใส ก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ร่างที่เพิ่งจะโถมเข้าต่อสู้
ปลิวลิวไปด้านหลังดุจว่าวสายป่านขาด
แต่กรงเล็บของอวี่ไสว้เองก็ถูกการจู่โจมของร่างนั้นกระแทกใส่จนปัด เฉไป
เล็กน้อย กระแสอากาศหนักหน่วงเฉียดผ่านร่างของจั่วม่อไปเพียง องคุลี จู่
โจมใส่พื้นที่ว่างเปล่าด้านหลังชั่วต่อ ระเบิดเป็นหลุมลึกกว่ายี่สิบจั้ง บนพื้น
เงาร่างที่ปลิวลิ่วไปด้านหลังคือทหารยันต์ทองคำดำ มันแยกเขี้ยวสูด ปาก
ดัง ๆ สีหน้าบ่งบอกถึงความเจ็บปวดที่ประดังอยู่ภายใน ลวดลาย อักขระ
บนร่างมืดมัวลงไปมาก
จั่วม่อสงบใจลงทันควัน มันพบว่าแม้เขตแดนสวรรค์สิบอีกาของมัน จะถูก
เขตแดนหยาดพิรุณไม่หวนคืนของอวใสวัสะกดข่มเอาไว้ แต่อย่าง น้อยยัง
สามารถลบล้างสนามพลังประหลาดที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของ มัน
ออกไปได้ ชั่วพริบตาที่อวี่ไสว้ลงมือจู่โจมท่าสังหารออกมา ก็เห็นได้ชัด ว่า
ไม่ถนัดการต่อสู้สัประยุทธ์ด้วยกระบวนท่าประชิดตัว
มันยังมีโอกาส!
จั่วม่อบิดกายวูบ ประดุจมัจฉาอันไหลลื่นปราดเปรียว แหวกทุ่งย้อน ทวน
ไปตามเส้นทางที่สนามพลังประหลาดเข้าจู่โจมมัน ชั่วพริบตาเดียวก็
ปรากฏขึ้นทางด้านขวาของอวี่ไสว้
หมัดขวาเกร็งกำลังผนึกแน่น แสงสีทองบาดตาระเบิดวาบในบัดดล เปลว
ไฟสีทองลุกโหมอย่างเกรี้ยวกราด
หมัดเพลิงแกนฟ้าลำดับที่หนึ่ง!
หนึ่งในสิบร่างแปลงแห่งอุปกรณ์สวรรค์สิบอีกา อันดับแรกในด้าน ความ
อหังการ ปฐมเพลิงแห่งแกนฟ้า!
อวี่ไสว้แค่นเสียงอย่างเย็นชา มือซ้ายยกขึ้นนิ้วทั้งห้าจี้ตดรรชนี้ใส่จั่วม่อ
ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!
ประหนึ่งหวดฟาดกลองศึกอย่างหนักหน่วงกระแสอากาศอันน่า
สะพรึงกลัวห้าสายโหมซัดใส่หมัดเพลิงแกนฟ้าลำดับที่หนึ่งของจั่วมือแทบ
เป็นเสียงเดียวกัน!
จั่วม่อถูกหวดฟาดอย่างหนักหน่วงห้าครั้งคราในคราวเดียว ร่าง สะท้านขึ้น
เป็นระลอก เปลวเพลิงที่ลุกโหมบนหมัดขวาดับสลายอย่าง สิ้นเชิง ที่น่า
ประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งไปกว่า คือกระแสพลังห้าสายเมื่อจู่โจมถูก หมัดของ
มัน ร่างกายครึ่งหนึ่งของมันถึงกับชาด้าน ไม่อาจขยับเคลื่อนไหว
ชั่วพริบตานี้เอง โซ่สีดำนับไม่ถ้วนพลันปรากฏออกมาจากอากาศธาตุ
ทะลวงเข้าไปในเขตแดนหยาดพิรุณไม่หวนคืนอย่างหักโหม
หว่อหลีลงมือได้อย่างเหมาะเจาะพอดีเป็นที่สุด!
สายโซ่อันพิสดารเหล่านี้แฝงเร้นด้วยความคมกล้าสุดเปรียบปานแห่ง
เจตจำนงกระบี่ เพียงชั่วกะพริบตาครั้งเดียว พวกมันก็พากันเจาะทะลวง
เข้าไปในเขตแดนหยาดพิรุณไม่หวนคืน
เขตแดนหยาดพิรุณไม่หวนคืนแม้กางสนามพลังประหลาดครอบคลุม รัศมี
สามสิบยั้ง แต่นี่เป็นอาณาบริเวณที่เล็กเกินไป แม้สามารถสกัดกั้นสาย
โซ่ดำส่วนใหญ่เอาไว้ แต่ก็มิใช่ทั้งหมดยังคงมีอีกสองเส้นที่ทะลวงผ่านเข้า
ไปได้สำเร็จ!
ภายใต้เขตแดนหยาดพิรุณไม่หวนคืน สายโซ่สองเส้นพลันบิดตัวด้วย
ตำแหน่งแง่มุมอันแปลกพิสดาร!
อวี่ไสว้ที่รับมืออย่างเยือกเย็นมาโดยตลอด พลันหน้าเปลี่ยนสีในเวลานี้
เอง!
สายโซ่สองเส้นที่บิดตัวเป็นเกลียวถึงกับทำให้สนามพลังไร้ตัวตนหาย วับ
ไปวูบหนึ่ง
ชั่วพริบตาที่สนามพลังหายไปเงาร่างดุจภูตพรายสายหนึ่งเหินร่อน มาตาม
เส้นโซ่ บุกผ่านสนามพลังเข้ามาโดยสะดวกดาย ปรากฏขึ้น ด้านหลังอวี่
ไสว้อย่างเงียบเชียบ
อากกุ่ย!
ดวงตาของนางอัดแน่นไปด้วยพลังงานสีม่วง มือเรียวงามยกขึ้น ประทับ
ใส่อากาศธาตุ ห่างจากแผ่นหลังของอวี่ไสว้สามชุ่น!
ไม่มีแม้กระทั่งสุ่มเสียง! อวี่ไสว้ร่างสะท้านขึ้นสุดตัว ยอดคนแห่งด่านไส
ยามนี้ใบหน้าแข็งที่อ ดวงตาทอแววเหลือเชื่อ ไฉนเป็นเช่นนี้?
ไฉน…เป็นเช่นนี้ไปได้…… มันร่างแข็งที่อเหมือนท่อนไม้
มันคิดหันกลับไปมอง แต่ไม่ว่าจะดิ้นรนสักเท่าใด ร่างกายของมันกลับ ไม่
ฟังคำสั่งของมันอีกแล้ว
ประกายในดวงตาเลือนหายอย่างเร็วเหมือนคลื่นน้ำลดเพียงชั่ว กะพริบ
ตาเดียว ประกายชีวิตก็อันตรธานหายไปชั่วนิรันดร์
กององครักษ์หยาดพิรุณประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง!
กองพันบาปเคราะห์ภายใต้การนำของเปียหานกำลังไล่ล่าคร่าชีวิต คนดุจ
เก็บผักเกี่ยวหญ้า พวกมันไม่มีความเวทนา ไม่เมตตาปราณี ทั้งยังไม่ รู้จัก
เหน็ดเหนื่อย! พวกมันบุกเข่นฆ่าในกระบวนทัพกององครักษ์หยาด พิรุณ
อย่างไม่หยุดยั้ง แม้ว่าพวกมันมีคนน้อยกว่า แต่กลับช่วงชิงเป็นฝ่ายมี
เปรียบ
พวกมันแกร่งกร้าวอำมหิต แม้พวกมันมีจำนวนคนน้อยกว่าแต่ก็ไม่ เคย
หวั่นเกรงการปะทะหักหาญ พวกมันเปลี่ยนตำแหน่งแปรกระบวนทัพ
อย่างต่อเนื่อง แต่ละกลยุทธ์ล้วนลี้ลับสุดคาดคิด นับตั้งแต่ครั้งแรกที่บุก
ทะลวงเข้ามา พวกมันก็ช่วงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบอยู่ตลอดเวลา
กององครักษ์หยาดพิรุณประสบช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัส เหน็ดเหนื่อยจน
แทบขาดใจตาย พวกมันไม่มีแม่ทัพบัญชาการศึกที่มีฝีมือพอจะ นำทัพ
พวกมัน
ในสายตาของเปี๋ยหาน กองทัพเช่นนี้ต่อให้มีจำนวนมากกว่านี้ ยังเต็ม ไป
ด้วยช่องว่างรอยโหว่ให้มันใช้ประโยชน์
หากมิใช่ว่ากองครักษ์หยาดพิรุณที่กรำศึกอย่างโชกโชนมีความ เหนียว
แน่นเกินกองทัพทั่วไป เกรงว่าพวกมันคงแตกทัพล่มสลายไปเสีย นานแล้ว
แต่หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป การพ่ายแพ้ของกององครักษ์หยาด พิรุณก็เพียง
ขึ้นอยู่กับช้าหรือเร็วเท่านั้น
“แม่ทัพผู้นี้ฝีมือร้ายกาจยิ่ง!” หมิงอวี่เวยแตกตื่นตะลึงลานจนแทบ พูดไม่
ออก
มิใช่เพียงนางผู้เดียว ไม่ว่าหมิงฮุยหรือกองโจรตระกูลหมิงคนใดล้วน นิ่งจึง
ตะลึงงันอยู่กับที่ ถึงยามนี้ในที่สุดพวกมันค่อยเข้าใจกระจ่างว่าแม่ทัพ
บัญชาการศึกที่พวกมันเคยประมือด้วย เป็นยอดแม่ทัพที่ร้ายกาจถึงเพียง
ไหน!
เดิมทีพวกมันคิดฉวยโอกาสในความสับสนวุ่นวายลอบจู่โจมกองพัน บาป
เคราะห์จากทางด้านหลัง
แต่หลังจากชมดูการต่อสู้ทั้งหมดแต่ไกล พวกมันถึงกับริมฝีปากสั่น ระริก
มือเท้าเย็นเฉียบ ต่อให้เพิ่มกำลังขวัญให้แก่พวกมันอีกสิบดวงก็ไม่มี ผู้ใด
กล้ามีความคิดที่จะลอบจู่โจมอีกต่อไป พวกมันล้วนประจักษ์ชัดด้วย สอง
ตาของพวกมัน ว่ากององครักษ์หยาดพิรุณถูกกองพันบาปเคราะห์เช่น ฆ่า
สังหารราวกับผักปลาอย่างไร การตอบสนองที่ค่อนข้างเชื่องช้าของกอง
องครักษ์หยาดพิรุณ ย่อมไม่อาจหยุดยั้งการบุกจู่โจมอันเกรี้ยวกราดสุด
เปรียบปานของกองพันบาปเคราะห์ได้แม้แต่ชั่ววูบ
กองพันประหลาดนี้ บางครั้งกลอกกลิ้งราวสุนัขป่า บางคราอาจหาญ ดุดัน
ตุจพยัคฆ์ร้าย
แม่ทัพบัญชาการกองพันบาปเคราะห์มีฝีมือร้ายกาจอย่างไม่น่าเชื่อ ฝีมือ
ควบคุมสนามรบของมันบรรลุถึงระดับชั้นอันน่าแตกตื่นสะท้านโลก
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนตื่นตกใจมากที่สุด คือแบบฉบับการต่อสู้อันดุดัน
อำมหิตของเปี๋ยหาน
พวกมันจะมุ่งจู่โจมจุดอ่อนของศัตรูด้วยการโจมตีอันแกร่งกร้าว รุนแรง
จุดอ่อนเล็ก ๆ จะขยายกว้างอย่างรวดเร็ว จากนั้นจุดอ่อนนี้จะกลับ
กลายเป็นทวีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งส่งผลกระทบต่อการศึก
โดยรวม กลายเป็นเครื่องชี้เป็นชี้ตายสำหรับฝ่ายศัตรู!
และหากศัตรูสามารถล้อมรักพวกมันเอาไว้ได้ พวกมันก็จะเสาะหา
ช่องว่างรอยโหวได้อย่างเหมาะเจาะพอดีเป็นที่สุด แล้วเข่นฆ่าเปิดทาง
ออกมา ก่อนจะหันกลับไปไล่ล่าสังหารบรรดาผู้ที่ไล่ติดตามถลำลึกเข้ามา
ทั้งสองฝ่ายปะทะหักหาญเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่กององครักษ์หยาด พิรุณ
ถึงกับประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง
กองพันประหลาดยิ่งทวีความได้เปรียบมากขึ้นเป็นลำดับ เนื่องเพราะ
ภายใต้การบุกทะลวงซํ้าแล้วซํ้าเล่าของพวกมัน กระบวนทัพค่ายกลของ
กององครักษ์หยาดพิรุณก็ยิ่งถูกบดขยี้ทำลายจนรวมกันไม่ติด!
หากพวกมันสามารถบ่อนทำลายกระบวนทัพของกององครักษ์หยาด พิรุณ
ได้อย่างสมบูรณ์ จากนั้นต่อให้กององครักษ์หยาดพิรุณมีจำนวนคน
มากกว่านี้ ยังเป็นเพียงฝูงแพะแกะที่ได้แต่รอรับการเชือดเฉือนแต่
ถ่ายเดียว!
นี่มันช่าง แกร่งกร้าวเกรียงไกรโดยแท้
หมิงฮุยกับพวกยอมรับความพ่ายแพ้จากก้นบึงหัวใจ ที่พวกมันพ่าย แพ้
นับว่าสมเหตุสมผลจนไม่อาจสมเหตุสมผลไปกว่านี้อีก
การตายของอวี่ไสว้เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อูฐหลังหัก
บรรดาไพร่พลกององครักษ์หยาดพิรุณที่กำลังต่อสู้อย่างยากลำบาก จู่ ๆ
เห็นร่างของจอมคนผู้เกรียงไกร นายเหนือของพวกมันล่วงลิ่วลงมา จาก
ฟากฟ้า ถึงกับตะลึงมองอย่างโง่งม บางคนเริ่มกรีดร้องคร่ำครวญอย่าง
หวนโหย
ความสิ้นหวังและหวาดกลัวลุกลามไปทั่วสนามรบอย่างรวดเร็ว
กององครักษ์หยาดพิรุณที่เผชิญกับการบุกทะลวงสุดหฤโหดจากกอง พัน
บาปเคราะห์จนแทบหมดสิ้นขวัญกำลังใจอยู่แล้ว ยามนี้พังทลายลง อย่าง
สมบูรณ์
กองพันบาปเคราะห์ไม่ว่าเคลื่อนผ่านไปยังที่ใด เลือดเนื้อกระเซ็น ซ่าน
แขนขาอวัยวะสาดประจายไปทั่วเปี่ยหานราวกับดาบกระหายเลือด เล่ม
หนึ่ง บัญชาการกองพันบาปเคราะห์ฆ่าฟันอย่างชุ่มมือ
การศึกคราวนี้รู้ผลแน่ชัดแล้ว แต่เปี่ยหานไม่ได้มือไม้อ่อนลงแม้แต่ น้อย
ยังคงไล่ล่าสังหารกององครักษ์หยาดพิรุณอย่างไร้ปราณี!
มันประหนึ่งโม่หินบดเนื้อที่เดินเครื่องอย่างเต็มกำลัง
เครื่องจักรสังหาร!
อารมณ์ความรู้สึกของทุกผู้คนในยามนี้ ไม่มีสิ่งใดสามารถบ่งบอก
บรรยายได้
พวกมันได้ประจักษ์การสิ้นชีพของอวี่ไสว้ด้วยสองตาของพวกมันเอง ใน
รอบหลายร้อยปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่จอมปิศาจด่านไสว้ตกตายด้วย
สาเหตุที่มิใช่การสิ้นอายุขัยตามธรรมชาติ!
ในแดนปิศาจมีคำกล่าวอยู่ประโยคหนึ่ง ผู้ที่สามารถสังหารจอมปีศาจ
ด่านไสว้มีเพียงจอมปิศาจด่านไสว้ด้วยกันเท่านั้น อย่างไรก็ตาม พวกมัน
กลับเห็นจอมปีศาจด่านไสว้ผู้หนึ่งดับดิ้นสิ้นชีพด้วยนํ้ามือของคนไร้
ชื่อเสียงเรียงนามในบรรดาพวกมัน ผู้ที่พอจะมีชื่อเสียงมากที่สุดคือเซี่ยว
ม่อเกอ แต่นั่นก็เป็นเพียงชื่อเสียงในนครมหาสันติเท่านั้น หากทอดตามอง
ทั่วทั้งร้อยเถื่อนแดนทมิฬ เทียบกับอวี่ไสว้ผู้มีชื่อระบือลือไกลมานานหลาย
สิบปีแล้ว มันไม่อาจนับเป็นตัวอะไรได้
สิ่งที่ยากจะยอมรับยิ่งกว่า คือในหมู่พวกมันไม่มีชนชั้นจอมปีศาจด่าน ไสว
แม้แต่คนเดียว!
ทุกผู้คนแม้ไม่กล่าวจากปาก แต่ในใจล้วนเชื่อมั่นว่าท้ายที่สุดแล้วอวี่ไสว้
จะเป็นผู้กำชัย แม้กระทั่งในยามที่กรงเล็บพิฆาตมังกรอาละวาดถล่มฟ้า
ทลายดิน ยังคงไม่มีผู้ใดคิดว่าอวี่ไสว้จะตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
แต่อวี่ไสว้ตายแล้ว ตายภายใต้เงื้อมมือของสตรีไร้ชื่อเสียงเรียงนามผู้หนึ่ง
สตรีนางนั้นคล้ายเป็นเพียงหญิงรับใช้ข้างกายเซี่ยวม่อเกอ กระทั่ง นาม
ของนางยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้
อวี่ไสว้ผู้ยิ่งใหญ่ ถึงกับตกตายด้วยนํ้ามือของสตรีเยี่ยงนี้
หากมิใช่ว่าพวกมันชมดูด้วยสายตาตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบ ย่อมไม่มี ผู้ใด
ยินยอมเชื่อ
จนกระทั่งถึงยามนี้ พวกมันยังไม่อาจเข้าใจว่าอวี่ไสว้ตายอย่างไร
จั่วม่อหอบหายใจอย่างหนักหน่วง มันปะทะหักหาญกับอวี่ไสว้เพียง ชั่ว
ระยะเวลาสั้น ๆ แต่ไม่ต่างจากการหยอกล้อกับพญามัจจุราช
การที่อากุ่ยสังหารอวี่ไสว้ในฝ่ามือเดียว กระทั่งจั่วม่อเองยังประหลาด ใจ
เป็นล้นพ้น
แต่รอจนมันเห็นพลังงานสีม่วงลุกโชติช่วงในดวงตาของอาปุย พลัน เข้าใจ
ในบัดดลว่านางไฉนลงมือสำเร็จ ต้องสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
มันไม่รู้สึกปิติยินดีแม้แต่น้อย ร่างหายวับ แล้วปรากฏขึ้นข้างกาย อากุ่ย
คว้ามือของนางขึ้นมา
สิ่งที่มันไม่ทันสังเกตเห็นก็คือ ชั่วขณะที่มันเกาะกุมมือของนางใน ดวงตาที่
ทอแสงสีม่วงของอาปุย ทอประกายอบอุ่นอ่อนโยนวูบหนึ่ง
จั่วม่อหัวใจยิ่งวูบ
พลังงานสีม่วงในร่างกายของอากุ่ย ถึงกับกล้าแข็งขึ้นกว่าเดิม
หลายเท่าตัว!
นี่ไม่ใช่เรื่องดี!
พลังงานสีม่วงเป็นพลังงานที่ลี้ลับชั่วร้ายยิ่ง มันอาจทำให้อากุ่ยมีพลัง
ฝีมือสูงเยี่ยม แต่ในเวลาเดียวกันก็กัดกินร่างกายและดวงวิญญาณของ
นาง ด้วย คอยบ่อนทำลายชีวิตของนาง ปิดผนึกอายตนะทั้งหกของนาง
โดย สิ้นเชิง
จั่วมอตระหนักทันทีว่าเพื่อแลกกับชัยชนะในครั้งนี้ อากุ่ยแน่นอนว่า ต้อง
รับบาดเจ็บสาหัสปางตาย!
พลังงานสีม่วงมีความพิเศษเฉพาะประการหนึ่ง หลังจากได้รับ บาดเจ็บจะ
กลายเป็นแข็งแกร่งขึ้น แต่กระนั้นก็ไม่ได้แข็งแกร่งพอ! นิ้วมือ มองดูอาตุ่ย
มันทราบว่าเมื่อครู่มีบางอย่างเกิดขึ้นกับนาง
ยามนี้ชัยชนะกลับไม่ได้ทำให้จั่วม่อปิติยินดี
พลังงานสีม่วงในร่างอากุ่ยเวลานี้กล้าแข็งยิ่ง สภาพของนางจะยิ่ง เลวร้าย
ลงอย่างรวดเร็ว การเชื่อมต่อกับโลกภายนอกของนางจะถูกสะบั้นขาด ถูก
ผนึกไว้ภายในอย่างสมบูรณ์
บัดซบ! จั่วมอสีหน้ามืดมน
ขณะที่มันกุมมือนาง อากุ่ยยืนอยู่ข้างกายมันเงียบ ๆ ดวงตาที่เต็มไป ด้วย
พลังสีม่วงของนางทอแววนุ่มนวล
กวาดตามองรอบด้าน จั่วม่อค่อยยินยอมเชื่อในที่สุด เชื่อว่าพวกมันชนะ
แล้ว!
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มันไม่ล่วงรู้ก็คือ มีการต่อสู้อันดุเดือดรุนแรง
เช่นเดียวกันเกิดขึ้นในสถานที่อีกแห่งหนึ่งไม่ไกลออกไปนัก