สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 654 ขุนพลพยัคฆ์แห่งซีเซวียน
กู่เหลียงเตาทอดตามองกองทัพปิศาจขบวนหนึ่งที่แทบจะถูกกวาด ล้างจน
สิ้นซาก อดทอดถอนชมเชยไม่ได้ “กองทัพของพี่กงซุนช่างคมกล้า ไร้คู่
เปรียบโดยแท้!”
ขุนพลพยัคฆ์แห่งซีเซวียนผู้นี้ร่างสูงยิ่ง เค้าหน้าหยาบกร้าน ส้มเสียง ห้าว
หาญกึกก้องเหมือนเสียงกลองศึก ใบหน้าคร ่าโลกคล้ายผ่านพบคลื่น ลม
และความทุกข์ยากนานัปการ ไม่มีสิ่งใดคล้ายศิษย์เอกแห่งสี่มหาสำนัก ที่
มีความเป็นอยู่สุขสบายแม้แต่น้อย คำยกย่องชมเชยจากใจจริงของมัน
เรียกเสียงตอบรับอย่างเห็นพ้องจากเหล่าแม่ทัพนายกองที่รายล้อมรอบ
กายมัน ทุกผู้คนผงกศีรษะอย่างไม่มีผู้ใดเห็นค้าน แม่ทัพบัญชาการศึก
แห่ง ซีเซวียนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของกู่เหลียงเตา พวกมัน
ติดตาม ขุนพลพยัคฆ์ผู้นี้มานานปี ปกติมีดวงตาสูงส่งอยู่เหนือศีรษะ แต่
ยามนี้พวก มันมีแต่ความนิยมชมชื่นอย่างไม่ปิดบัง
กองทัพของกงซุนชาคู่ควรได้รับความชื่นชมเช่นนี้
กงซุนชาแย้มยิ้มเอียงอาย กล่าวว่า “พี่กู่ชมเชยเกินไปแล้ว หากมิใช่ ว่าพี่กู้
ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ พวกเราไม่แน่ว่าจะเดินทางมาถึงที่นี้ได้”
สุ่มเสียงของมันเต็มไปด้วยความจริงใจ
กองทัพของกงซุนชาและกองพันซีเซวียนภายใต้การนำของกู่เหลียง เตา
เผชิญพบกันที่อาณาจักรทุ่งโบราณจริงดังคาด ทั้งสองฝ่ายเริ่มเปิดศึก
สัประยุทธ์ในทันที ผู้คนไม่ต่อยตีที่ไม่รู้จัก กู่เหลียงเตาพอประมือกับ
กองทัพ ลึกลับนี้ ต้องตกตะลึงต่อพลังสู้รบอันกล้าแข็งของค่ายจูเซวี่ย มัน
รีบสั่งการ ให้ถอนทัพในบัดดล
แม้ว่าในกระบวนทัพของฝ่ายตรงข้ามจะมีไพร่พล ปิศาจปะปนอยู่ไม่น้อย
แต่แกนหลักของพวกมันเห็นได้ชัดว่าเป็นเหล่า เซียนกระบี่ กู่เหลียงเตา
เข้าใจว่านี่เป็นกองทัพหลักจากคุนหลุน หลังจากถอนทัพจึงส่งคนไป
สอบถามดู
แต่พอทราบว่าอีกฝ่ายไม่ใช่กองทัพจากคุนหลุน กู่เหลียงเตายิ่งตื่น ตะลึง
กว่าเดิม หากมีใช่มันประจักษ์แจ้งด้วยสองตาของตน มันจะไม่ ยินยอม
เชื่อเป็นอันขาด ว่านอกเหนือจากสี่มหาสำนักแล้วจะมีขุมกำลังใด
สามารถเพาะสร้างกองทัพอันแกร่งกล้าเกรียงไกรเช่นนี้ได้
อย่าได้เห็นว่ากู่เหลียงเตาผู้นี้มีสีหน้าท่าที่หยาบกระด้าง แต่แท้ที่จริง ขวัญ
กล้าจิตใจละเอียดอ่อน มันเริ่มเพาะสร้างไมตรีกับขุมกำลังที่ไม่มีผู้ใด รู้จัก
นี้ในทันที กองทัพอันกร้าวแกร่งขบวนหนึ่ง กับยอดแม่ทัพบัญชาการ ศึกที่
หาได้ด้อยกว่าสี่สำนักใหญ่อีกผู้หนึ่ง ไฉนจะไม่คู่ควรให้พวกมันเพาะ สร้าง
ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรด้วยเล่า
กองทัพภายใต้การนำของกู่เหลียงเตาปราบพิชิตอาณาจักรปิศาจมา
ตลอดทาง เพียงแค่ยกอาณาจักรทุ่งโบราณให้แก่กงซุนชาสักแห่งหนึ่ง
พวก มันย่อมไม่ขมวดคิ้วนิ่วหน้า
แต่รอจนล่วงรู้ว่ากงซุนชาที่กระทำทุกอย่างนี้ เพียงเพื่อไปพบกับคนผู้ หนึ่ง
กู่เหลียงเตานอกจากสะท้านใจแล้ว ยังเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้
กองทัพที่ทรงพลังอำนาจเช่นนี้ แม่ทัพบัญชาการศึกที่มีฝีมือกล้าแข็งถึง
เพียงนี้ ความเป็นมาของพวกมันเกรงว่าต้องไม่รวบรัดธรรมดา และเมื่อมัน
ฟังว่าพวกกงซุนชาที่ตรากตรำบุกฝ่าอาณาจักรมากมายเผชิญศึกหนักนับ
ครั้งไม่ถ้วน เพียงเพื่อเสาะหาศิษย์พี่ของตน กู่เหลียงเตาผู้มากน ้าใจไหน
เลยจะไม่สะเทือนใจได้
หลังจากขบคิดอยู่ชั่วครู่ มันก็ตัดสินใจช่วยเหลือกงซุนชา
กงซุนชาคาดคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะยินดีช่วยเหลือมัน เมื่อเห็นสีหน้า แน่ว
แน่และแววตาจริงใจของฝ่ายตรงข้าม กงซุนชาย่อมมิอาจหักใจ ปฏิเสธ
เมื่อมีกู่เหลียงเตาร่วมทาง ความเร็วในการรุดหน้าของพวกมันก็พุ่ง ทะยาน
ดุจติดปีก
สองกองทัพที่ทัดเทียมกัน ร่วมเดินทัพทางไกลไปด้วยกัน พวกมันยิ่ง ทำศึก
รุดหน้าไปตามเส้นทาง ก็ยิ่งนิยมชมชื่นในตัวอีกฝ่ายมากขึ้นทุกขณะ ศักดิ์
ฐานะของกู่เหลียงเตาไม่มีอันใดต้องเอ่ยถึง มันเป็นยอดแม่ทัพที่มีชื่อ เลื่อง
ลือที่สุดของซีเซวียน เป็นหนึ่งในยอดแม่ทัพชั้นสูงสุดแห่งภพซิวเจ่อ ฉายา
ขุนพลพยัคฆ์ของมันมิใช่ได้มาอย่างเลื่อนลอย แต่ที่มันคาดไม่ถึงก็คือ กง
ซุนชาผู้นี้กลับเป็นยอดแม่ทัพที่มีฝีมือทัดเทียมกับมันจริง ๆ
แบบฉบับของกงซุนชาลี้ลับพิสดาร ยากจะคาดเดาอย่างแท้จริง
หลังจากใช้เวลาอยู่ร่วมกันกับกงซุนชา กู่เหลียงเตาค่อยๆ รู้จักคนผู้นี้ ดีขึ้น
เป็นลำดับ ความนับถือเลื่อมใสก่อตัวขึ้นในใจ กู่เหลียงเตาเป็นบุคคล อัน
โอ่อ่าผ่าเผยและมากน ้าใจไมตรีผู้หนึ่ง มันแม้มาจากซีเซวียน แต่แท้ที่ จริง
กลับมิใช่หนึ่งในบรรดาศิษย์เอก ศักดิ์ฐานะในทุกวันนี้ของมันล้วนได้มา
จากผลงานการสู้รบอันระบือลือลั่น กงซุนชาเองก็ไม่คาดฝัน ว่าขุนพล
พยัคฆ์แห่งซีเซวียนผู้ระบือนามกลับมิได้เป็นแม้แต่ศิษย์ฝ่ายใน
เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้เหล่าแม่ทัพนายกองใต้ร่มธงของกู่เหลียงเตาล้วน มีสี
หน้าโกรธแค้น
กงซุนชารู้สึกยากจะเชื่อจริง ๆ ขุนพลพยัคฆ์ผู้มีชื่อกระเดื่องดังที่สุด แห่งซี
เซวียน ทางสำนักกลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนผู้นี้ เหล่าระดับสูง ของซี
เซวียนใช่ตาบอดหรือไม่?
หลังจากนั้นมันค่อยได้ทราบเหตุผลเบื้องหลัง ครั้งหนึ่งสหายรักของ กู่เหลี
ยงเตาตกตายอย่างอนาถภายใต้เงื้อมมือบุตรชายของคนบุญหนักศักดิ์
ใหญ่ในสำนักผู้หนึ่ง กู่เหลียงเตาเฝ้ารอโอกาสชำระแค้น เล่นงานศิษย์ร่วม
สำนักผู้นั้นจนปางตาย หากมิใช่ว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายอุบัติขึ้นพอดี
เหล่าคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ในสำนักคงไม่ปล่อยให้กู่เหลียงเตามีชีวิตรอด
มา จนถึงทุกวันนี้แล้ว ทว่ามันแม้ยังคงรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แต่ก็ล่วงเกิน
เหล่า คนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ในสำนักแทบทั้งหมด นี่หมายความว่าใน
สำนักไม่มี สถานที่ปลอดภัยสำหรับมันอีก ดังนั้นมันถูกส่งไปยังมหานคร
นภาโลหิต
ในสมรภูมิที่ใหญ่โตที่สุดในสามภพแห่งนั้น มันผ่านการสู้รบน้อยใหญ่ นับ
ไม่ถ้วน ในขณะที่บรรดาศิษย์เอกจ้องทำร้ายมัน แต่มันยังคงเอาชีวิต รอด
ได้ทุกครั้งครา ทั้งยังสั่งสมผลงานอันระบือลือลั่น ชัยชนะอันหมดจด ของ
มันหมายความว่าในที่แจ้ง ทางสำนักต้องปูนบำเหน็จรางวัลแก่มัน อย่าง
เหมาะสม แต่ในที่ลับพวกมันลอบสมคบคิดวางแผนร้ายไม่หยุดหย่อน
เห็นได้จากการที่พวกมันส่งกู่เหลียงเตาไปทำภารกิจที่สุ่มเสี่ยง อันตราย
มากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่กู่เหลียงเตากลับรอดชีวิตมาได้ทุกครั้งดุจปาฏิหาริย์ และยิ่งเติบโต กล้า
แข็งขึ้นเป็นลำดับ เนื่องเพราะนิสัยใจคอที่โอ่อ่าผ่าเผย มากน้ำใจไมตรี
และให้ความสำคัญกับสหายของมันนี้เอง คนกลุ่มหนึ่งค่อย ๆ รวมตัวกัน
รอบกายมัน ผู้คนที่ถูกดึงดูดเข้าหามัน ล้วนเป็นศิษย์ชั้นต ่าหรือเหล่าตัว
ปัญหาที่ทางสำนักไม่เคยเห็นค่า แต่คนเหล่านี้ล้วนมีพรสวรรค์และมาก
ฝีมือ
กงซุนชาพอฟังเรื่องราวเหล่านี้ ถึงกับปากอ้าตาค้างไปครึ่งค่อนวัน ผู้ใดจะ
คาดคิดว่าขุนพลพยัคฆ์แห่งซีเซวียน ผู้ที่ฉากหน้ามีเกียรติภูมิเกริก ไกรไป
ทั่วทั้งสามภพ เบื้องหลังจะถูกบีบบังคับให้ต้องทนทุกข์ทรมานกับ
สถานการณ์อันเลวร้ายถึงเพียงนี้
แต่ตัวกู่เหลียงเตาเองคล้ายไม่แยแสสนใจกับเรื่องราวเหล่านี้ เพียงปัด
พวกมันออกไปพ้นตัวอย่างยิ้มแย้ม ในขณะที่ความสัมพันธ์ของมันกับ
เหล่า คนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ในสำนักเลวร้ายยิ่ง แต่มันผู้นี้โออ่าผ่าเผย มาก
น้ำใจ ไมตรี ยินดีช่วยเหลือทุกผู้คนโดยไม่เคยขมวดคิ้วนิ่วหน้า นำมาซึ่ง
สหายน ้า มิตรมากมายจนนับไม่ไหว
กงซุนชาลอบสงสัยใจอยู่บ้างว่าเมื่อต้องทนอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ กู่เหลี
ยงเตาไฉนไม่ผละจากซีเซวียนเสียเลย? ด้วยความสามารถของมัน ไม่ ว่า
ไปยังที่ใดล้วนได้รับการต้อนรับอย่างดีที่สุด แต่กงซุนชาไม่ได้เอ่ยปากถาม
ทุกผู้คนล้วนมีเหตุผลของตน มีหลักการและความเชื่อที่พวกมันเฝ้า รักษา
เมื่อมีสองกองทัพอันทรงพลังและสองยอดแม่ทัพชั้นแนวหน้าเป็น ผู้นำ
เส้นทางรุดหน้าของพวกมันก็ราบรื่นสะดวกดาย แต่รอจนพวกมัน พวกมัน
เพิ่งจะบรรลุถึงละแวกใกล้ ๆ กับนครมหาสันติ กลับเผชิญเข้ากับ กองทัพ
ปิศาจจำนวนมากอย่างกะทันหัน กองทัพปีศาจเหล่านี้มาจากต่าง ตระกูล
แต่พากันจับกลุ่มถือศาสตรามารอย่างกระเหี้ยนกระหือรือเพียง มองปราด
เดียวก็ทราบว่ากำลังลอบวางแผน คิดทำเรื่องชั่วร้ายบาง ประการ
ทันทีที่การศึกเปิดฉากขึ้น กู่เหลียงเตาคล้ายเปลี่ยนเป็นคนละคน อย่าง
สิ้นเชิง
กองทัพปิศาจเหล่านั้นยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง มันก็สั่งการให้ บุก
จู่โจมทันที ทั้งความเฉียบขาดและไม่รีรอลังเล เป็นที่นับถือเลื่อมใสแก่ กง
ซุนชานัก!
ค่ายจูเซวี่ยไม่ยินยอมถูกทิ้งล้าหลัง กระโจนเข้าสู่สนามรบในบัดดล
แต่เรียกว่าการต่อสู้คงไม่ถูกต้องนัก นี่เป็นเพียงการเข่นฆ่าสังหารฝ่าย
เดียว ไม่ต่างอันใดกับเปี๋ยหานและกองพันบาปเคราะห์ที่กำลังไล่ล่าสังหาร
อย่างชุ่มมือที่อีกฝั่งของเมือง
กู่เหลียงเตากับกงซุนชาถึงกับมีเวลาให้สนทนาสัพเพเหระกันด้วยซ ้า
การต่อสู้สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว แต่ระหว่างการสะสางสนามรบและ
สอบสวนเชลย กงซุนชาพอได้ยินประโยคจำพวก “นครมหาสันติ” “เซี่ยว
ม่อเกอ” “หอสมบัติมหาสันติ” จากปากคำของเชลยศึกที่คร่ากุมได้ พลันสี
หน้าแปรเปลี่ยนในบัดดล
โดยเฉพาะเมื่อพวกมันฟังว่า กององครักษ์หยาดพิรุณของอวไสวได้
เดินทางมาถึงแล้ว กงซุนชาถึงกับหน้าเผือดขาวราวกระดาษ คราวนี้
กระทั่งกู่เหลียงเตายังมีสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังกว่าเดิม
จอมปิศาจด้านไสว้
กู่เหลียงเตานับตั้งแต่อยู่ในมหานครนภาโลหิต ก็เคยขับเคี่ยวกับเผ่า ปิศาจ
มานักต่อนัก มันทราบดีว่าตัวตนระดับจอมปิศาจด้านไสว หมายความว่า
อย่างไร
แต่มันยังคงติดตามกงซุนชา มุ่งหน้าสู่นครมหาสันติโดยไม่รีรอลังแล!
กงซุนชาร้อนใจดั่งไฟสุม รีบมุ่งตรงดิ่งไปยังนครมหาสันติด้วย ความเร็ว
สูงสุด
แต่รอจนพวกมันเข้าไปในเมืองมหาสันติ กลับพบเห็นเปี๋ยหานกำลัง ไล่เข่น
ฆ่าสังหารกององครักษ์หยาดพิรุณดุจพยัคฆ์ร้ายคลุ้มคลั่ง!
เมื่อเห็นกลุ่มจุดดำเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าอีกคำรบ สีหน้าที่เพิ่ง จะ
สงบลงของบรรดาชาวเมืองมหาสันติล้วนกลับกลายเป็นอัปลักษณ์ขัด ตา
ทันที
เปี๋ยหานผู้กำลังเข่นฆ่าอย่างหนำใจ พลันสงบใจลงทันควัน มันสะกด กลั้น
ความคิดฆ่าฟัน หยุดการไล่ล่าสังหาร และล่าถอยกลับไปยังข้างกายจั่วมอ
อย่างระมัดระวัง พลางหยีตามองกองทัพที่พุ่งทะยานเข้ามาด้วย ระดับ
ความเร็วอันน่าตระหนก สายตาของมันก็แยกแยะได้ทันที
สองกองทัพ!
มันมีสายตาแหลมคม พลันตระหนักในทันทีว่าสองกระบวนทัพที่ กำลัง
ตรงเข้าหาพวกมันเป็นสองกองพันชั้นยอด อาจบางที่เหนือกว่า กอง
องครักษ์หยาดพิรุณเสียด้วยซ ้า
มันรู้สึกใจสั่นสะท้าน
อย่าได้เห็นว่าเมื่อครู่มันเข่นฆ่าอย่างสนุกสนาน แต่อันที่จริงในการ กำราบ
กององครักษ์หยาดพิรุณจนอยู่หมัด ยังต้องสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงกำลัง ไปไม่
น้อย
หากเกิดการปะทะกับสองกองทัพที่มาใหม่ เกรงว่าคงไม่จบลง โดยง่าย
กงซุนชากับกู่เหลียงเตาล้วนถูกแบบฉบับการต่อสู้ถึงคลุ้มคลั่งของ เปี๋ย
หานดึงดูดความสนใจทั้งหมด ทั้งคู่ต่างประหลาดใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า กัน
แต่กงซุนชารอจนเห็นเปี๋ยหานล่าถอยไปถึงข้างกายจั่วม่อ และก่อตั้ง
กระบวนทัพเตรียมรับศึก พลันเข้าใจในบัดดล
สมแล้วที่เป็นศิษย์พี่!
กงซุนชาลอบนับถือเลื่อมใสสุดหัวใจ เมื่อเห็นจั่วม่ออยู่รอดปลอดภัยดี
ค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นกลายเป็นลิงโลดยินดี หลังจาก
เดินทางเป็นระยะทางไกลยิ่ง มันในที่สุดก็ตามหาศิษย์พี่จนพบ!
ชาวค่ายจูเซวี่ยเมื่อเห็นจั่วม่อ พวกมันอดไม่ได้ ต้องไชโยโห่ร้องอย่าง
ปลาบปลื้มปิติ จนถึงยามนี้ เส้นประสาทเขม็งตึงเครียดของทุกผู้คนค่อย
ผ่อนคลาย
ที่แท้พวกเหล่านี้เป็นคนของเซี่ยวม่อเกอ
แต่เสียกงจู่กับพวกทั้งหลายยังคงมีสีหน้าตื่นตะลึงระคนประหลาดใจ พวก
มันเดิมที่ยังไม่ทันจะหายตื่นตระหนกต่อกองพันบาปเคราะห์ของเปี๋ยหาน
แต่ยามนี้ ลับมีอีกสองกองทัพที่ทัดเทียมกับกองพันบาปเคราะห์ ปรากฏ
ขึ้นด้วย!
เซี่ยวม่อเกอผู้นี้ ที่แท้มีความเป็นมาอย่างไรกันแน่?
อย่างไรก็ตาม รอจนพวกมันพบว่าไพร่พลส่วนใหญ่ของสองกองทัพ ที่มา
ใหม่ ล้วนแล้วแต่เป็นซิวเจอฝูงชนก็ส่งเสียงเซ็งแซ่อีกครั้ง หรือว่า… เซี่ยว
ม่อเกอก็เป็นซิวเจ่อด้วย?
ศึกสงครามระหว่างซิวเจ่อกับอสูรปิศาจดำเนินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เผ่า
ปิศาจเคียดแค้นชิงชังซิวเจ่ออย่างลึกล ้า หากมิใช่ว่าสองกองทัพนี้แกร่ง
กล้าเกรียงไกรจนพวกมันระย่นย่อ หลายคนอาจโถมเข้าเสี่ยงชีวิตแล้ว
จูเข่อกับบรรดายอดยุทธ์เมื่อมองดูจั่วม่อ สีหน้าของพวกมันทอแวว
ซับซ้อน
มีเพียงเสียกงจู่ หลังจากตะลึงลานไปชั่วครู่ สีหน้าก็กลับคืนเป็นปกติ อย่าง
รวดเร็ว
การมาถึงของกงซุนชากับค่ายจูเซวี่ย ทำให้ซู่หลงกับพวกค่อยสิ้น กังวลลง
อย่างสมบูรณ์ ความเหนื่อยล้าที่พากเพียรสะกดเอาไว้แล่นเข้าจู่ โจมทุก
คนราวกับคลื่นซัดโหม พวกมันได้แต่ยินยอมให้ร่างกายเป็นฝ่ายมี ชัยต่อ
พวกมันในที่สุด
ภายใต้การแนะนำของกงซุนชา จั่วม่อกับกู่เหลียงเตาทำความรู้จักกัน
อย่างกลมเกลียว ทั้งยังขอบคุณอีกฝ่ายที่เหนื่อยยากมาช่วยเหลือ
กู่เหลียงเตาเพ่งพินิจจั่วมอในใจเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง มันไม่เคย
คาดคิดว่าจั่วม่อจะยังอ่อนเยาว์ถึงเพียงนี้ เมื่อครู่รอจนมันได้ยินชาวค่ายจู
เชวี่ยโห่ร้องอย่างลิงโลดยินดี มันก็ทราบว่าวม่อเป็นที่รักใคร่ของคน เหล่านี้
เป็นอย่างยิ่ง ความสำเร็จเช่นนี้หาใช่เรื่องง่ายดายไม่ระหว่างทางที่ ร่วม
ทางมากับค่ายจูเซวี่ย มันทราบดีว่ากองทัพนี้ทระนงถือดีถึงเพียงไหน
ผู้ที่ได้รับความรักเทิดทูนจากค่ายจูเซวี่ย ย่อมต้องเป็นบุคคลอันน่า
ประทับใจผู้หนึ่ง!
จากนั้นสายตาของกู่เหลียงเตาเปลี่ยนไปมองเปี๋ยหาน เปี๋ยหานในยามนี้
ดุจกระบี่ที่กลับเข้าไปในผัก ไม่หลงเหลือความแหลมคมอันใด ซึ่ง ตรงกัน
ข้ามกับสภาพดุร้ายกระหายเลือดเมื่อครู่ราวกับคนละคน เมื่อพบว่า กู่เหลี
ยงเตามองดูตนเปี๋ยหานกระทั่งตายังไม่กะพริบ เพียงยืนนิ่งเงียบงัน อยู่
ด้านข้าง แผนผังปิศาจสีฟ้าเยือกเย็น ทำให้รูปโฉมของมันดูคล้ายผลึก
น้ำแข็งที่แผ่ซ่านความเย็นออกมา
ทันใดนั้นกู่เหลียงเตาเอ่ยถามอย่างกะทันหัน “เจ้าใช่เปี๋ยหานแห่งกอง พัน
บาปเคราะห์หรือไม่?”
เปี๋ยหานงงงันวูบ คิดไม่ถึงว่าผู้อื่นจะรู้จักมันด้วย แต่ยังคงพยักหน้ารับ
“เป็นข้าเอง”
กู่เหลียงเตาดวงตาเป็นประกาย แย้มยิ้มพลางกล่าวอย่าง ตรงไปตรงมา
“มีคำร่ำลือมากมายเกี่ยวกับแม่ทัพที่มีความสำเร็จสูงสุดของ วัดเสวียนคง
เจียงเจื้อยืดหยุ่นรอบคอบ เปี๋ยหานเหี้ยมหาญดุดัน ได้ยินชื่อม สู้พบพาน
วันนี้ได้พบเห็นเจ้า นับว่าคำเล่าลือหาได้กล่าวเกินจริงไปไม่”
เปี๋ยหานขมวดคิ้ว “ข้าไม่ใช่คนของวัดเสวียนคง”
กู่เหลียงเตาไม่มีทีท่าแปลกใจแม้แต่น้อย มันกล่าวว่า “เรื่องของพี่เบี๋ย ข้า
เคยได้ยินมาบ้าง” กล่าวถึงตอนนี้อดเหลือบมองจั่วม่อไม่ได้ ข่าวเรื่อง เปี๋ย
หานหลบหนีออกจากวัดเสวียนคง ไม่ใช่ความลับในหมู่ชนชั้นสูงในภพ ซิว
เจ่อ ข่าวคราวเรื่องนี้แพร่กระจายไปไกล กองพันบาปเคราะห์เป็นหนึ่ง ใน
กองทัพหลักของวัดเสวียนคงมาโดยตลอด การทรยศของแม่ทัพ
บัญชาการ ทั้งยังเป็นหนึ่งในกองทัพหลักแห่งสี่มหาสำนัก ไม่เคยเกิดขึ้นมา
ก่อนในประวัติศาสตร์
สิ่งที่มันยังคาดไม่ถึง ก็คือเปี๋ยหานผู้มีชื่อกระฉ่อนไปทั่วสี่มหาสำนักนี้ กลับ
ยินยอมสวามิภักดิ์ต่อเซี่ยวม่อเกอที่ไม่เคยมีใครรู้จัก
“เจ้าเป็นใคร?” เปี๋ยหานไม่คาดฝันว่าอีกฝ่ายจะล่วงรู้เรื่องราวของมัน
มากมายถึงเพียงนี้ อดประหลาดใจอยู่บ้างไม่ได้ เมื่อครั้งที่มันอยู่ในวัด
เสวียนคง ไม่เคยลงจากภูเขามาก่อน คนที่ล่วงรู้เรื่องราวของมันโดย
ละเอียดมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ทว่าอีกฝ่ายกลับสามารถระบุตัวตนของมัน
ได้อย่างง่ายดาย
“กู่เหลียงเตาแห่งซีเซวียน” กู่เหลียงเตาตอบอย่างยิ้มแย้ม
“อา ข้าก็เคยได้ยินเรื่องของเจ้ามาเช่นกัน” เปี๋ยหานผงกศีรษะอย่าง สิ้น
กังขา ไม่ต้องแปลกใจที่ผู้อื่นรู้จักมัน คนผู้นี้เป็นศิษย์ของสี่มหาสำนัก
นั่นเอง ระหว่างสี่มหาสำนักประชันขันแข่งกันมานานนับพัน ๆ ปี แต่ละ
สำนักล้วนกระจ่างแจ้งในบรรดาคู่แข่งของพวกมันไม่มากก็น้อย
“วันคืนของเจ้าก็มิใช่ว่าจะสุขสบายอันใด ไฉนไม่มาเข้าร่วมกับเรา เสีย
เล่า?” เปี๋ยหานตรงไปตรงมาเป็นขวานผ่าซาก
กู่เหลียงเตารอยยิ้มถึงกับแข็งค้างอยู่บนใบหน้า