สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 677 เมล็ดพันธุ์แห่งการสมคบคิด
สุ่ยเยวี่ยกังวลใจอยู่บ้าง
มันแม้เข้าป่าล่าสัตว์ร้ายหาเลี้ยงชีพตั้งแต่ยังเยาว์วัย จิตใจถูกขัดเกลา
มาเป็นอย่างดี แต่ในชั่วขณะนี้ยังอดหัวใจเต้นระทึกไม่ได้
แม้ว่ามันมีพลังฝีมือสูงล้ากว่าเดิมหลายเท่าตัว แต่นี่ไม่ได้ช่วยให้มันมี
ความมั่นใจใด ๆ เนื่องเพราะสิ่งที่มันกำลังเผชิญคืออำนาจอิทธิพล มองไม่
เห็น จับต้องไม่ได้ แต่ทรงอานุภาพยิ่ง!
“เจ้าเป็นใคร?” ยามหน้าประตูเพ่งมองมันอย่างหวาดระแวง ยามเฝ้า
ประตูอีกผู้หนึ่งกางมือเล็งตรงมา หากสุ่ยเยวี่ยมีท่าทีผิดสังเกตแม้แต่น้อย
จะถูกรุมสังหารคาที่ในบัดดล
ยามนี้ประสบการณ์อันโชกโชนของสุ่ยเยวี่ยค่อยสำแดงออกมาอย่าง
เต็มที่ หัวใจที่เต้นอย่างบ้าคลั่งสงบลงทันควัน สีหน้ามันทั้งเยือกเย็นทั้ง
ปลอดโปร่ง ยื่นมือแสดงสิ่งของชิ้นหนึ่ง “ข้ามาจากถ้าพฤกษาเงิน นี่เป็น
ตราสัญลักษณ์ รบกวนท่านช่วยรายงานขึ้นไป”
ยามเฝ้าประตูเพ่งพิศสุ่ยเยวี่ยด้วยสายตากังขา แต่ไม่ว่าจะมอง
อย่างไร บนใบหน้าสงบเยือกเย็นและอ่อนละมุนของสุ่ยเยวี่ยก็ไม่มีร่องรอย
โป้ปดมดเท็จให้ตรวจพบแม้แต่น้อย มันยื่นมือรับตราสัญลักษณ์ไปตรวจดู
เมื่อไม่เห็นมีสิ่งใดผิดปกติหรือเป็นอันตราย ค่อยพยักหน้าให้สุ่ยเยวี่ย “รอ
อยู่ตรงนี้สักครู่”
กล่าวจบคำ ยามเฝ้าประตูผู้นั้นหันไปมองสหายแวบหนึ่ง จากนั้นหมุน
ตัวเข้าไปยังห้องด้านใน
สุ่ยเยวี่ยในใจลอบตึงเครียดแทบตาย มันรู้แน่แก่ใจว่าสิ่งที่เรียกว่าตรา
สัญลักษณ์ถ้าพฤกษาเงินอะไรนั่น แท้ที่จริงเป็นเพียงของปลอมที่ทำขึ้นมา
จากเศษไม้ด้ายเงินชิ้นหนึ่ง แผนการของต้าเหรินแม้ละเอียดซับซ้อนอย่าง
น่าอัศจรรย์ แต่มีอยู่หลายแห่งที่เหลือเชื่อมากเกินไป
สุ่ยเยวี่ยย่อมไม่มีข้อกังขาในตัวต้าเหริน พันธสัญญาเพรียกโลหิต
สามารถอธิบายทุกสิ่งได้มากเกินพอ กระทั่งตัวมันเองยังเป็นส่วนหนึ่งของ
ความเหลือเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังอันไพศาลที่ไหลเวียนอยู่ในกาย
และทะเลแห่งภูมิความรู้ที่ท่วมท้นอยู่ในใจมัน เป็นสรรพความรู้ที่
กว้างขวางและหลากหลาย ครอบคลุมสารพัดสาขาวิชา รวมถึงศาสตร์ลับ
โบราณหลายชนิด อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ล้วนเป็นศาสตร์วิชาใน
การจัดการกับผู้คน
นี่คือขุมสมบัติซึ่งบรรพชนของมันเคยสูญเสียไป
พันธสัญญาเพรียกโลหิตเกี่ยวเนื่องถึงแผนการอันใหญ่โตแผนหนึ่ง
แผนการนี้ใหญ่โตมโหฬารและล้าลึกเสียจนกระทั่งตัวมัน ผู้มีพลังฝีมือ
รุดหน้าก้าวไกลทั้งยังสืบทอดภูมิความรู้มหาศาล ยังต้องใช้เวลาทำความ
เข้าใจอยู่นานมาก
เมื่อมันอ่านแผนการทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ต้องยอมศิโรราบอย่าง
สมบูรณ์ต่อแผนการที่ทั้งแหกคอกและขวัญกล้าบังอาจเทียมฟ้านี้
ทักษะวิชาสำหรับการวางแผนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในใจมัน แต่
เมื่อเทียบกับแผนการที่วางอยู่ตรงหน้ามัน มหากาพย์แห่งการสมคบคิดอัน
น่าพรั่นพรึงฉบับนี้ อื่นใดล้วนไม่ควรค่าต่อการเอ่ยถึง
ปรมาจารย์แห่งการวางแผน!
นี่เป็นแผนการที่รังสรรค์ขึ้นจากน้ามือของปรมาจารย์แห่งการ
วางแผนชัด ๆ!
แผนการใหญ่นี้ เผยให้เห็นถึงความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ของต้า
เหรินอย่างชัดแจ้ง จู่ ๆ มันก็ฉุกคิดถึงถ้อยคำที่ปู่ของมันเคยพร่าบอก
‘ความรุ่งโรจน์ในอดีตของตระกูล’ บางทีความปรารถนาของปู่อาจจะ
ได้รับการเติมเต็มก็เป็นได้
ความคิดนี้วาบผ่านในใจของสุ่ยเยวี่ย
ด้วยความเยือกเย็นแต่กำเนิด สุ่ยเยวี่ยเริ่มขบคิดใคร่ครวญแผนการ
อย่างละเอียดถี่ถ้วนกว่าเดิม ยิ่งศึกษามากเท่าใด ยิ่งรู้สึกว่าจอมวางแผนผู้
ยิ่งใหญ่ในเงามืดนั้นไม่อาจหยั่งคำนวณได้ มันยังพบว่าหลายส่วนของ
แผนการเกี่ยวเนื่องถึงภูมิความรู้ที่มันได้รับสืบทอดมา ปรมาจารย์จอม
วางแผนผู้นั้นเห็นได้ชัดว่าคิดคำนวณถึงทุกแง่มุมเอาไว้แต่แรก
มันเฝ้าใคร่ครวญรายละเอียดทุกอย่างในแผนซ้าแล้วซ้าเล่า ทั้งยัง
คาดคำนวณเหตุบังเอิญและความเป็นไปได้ทั้งมวลซึ่งอาจเกิดขึ้น ทบทวน
กลวิธีรับมือที่มันสมควรใช้ในแต่ละปัญหาเหล่านั้น
สุ่ยเยวี่ยหลับตารอคอยเงียบ ๆ พยายามลบความตึงเครียดกังวลในใจ
มันพร่าบอกกับตัวเองว่าต่อให้เกิดปัญหาขึ้นจริง อาศัยพลังฝีมือของมันใน
ยามนี้ สามารถเข่นฆ่าเปิดทางออกไปได้อย่างไม่ยากเย็น
รอจนมันลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของมันกลายเป็นสงบนิ่งเยือกเย็น
อย่างสมบูรณ์
ชั่วครู่ต่อมา ยามเฝ้าประตูเร่งรุดกลับมาด้วยสีหน้าเคารพนบนอบ
กว่าเดิม “โปรดตามข้ามา ต้าเหรินรอท่านอยู่ที่หอหลัก!”
หอหลัก หมายถึงการต้อนรับอย่างทรงเกียรติที่สุด
สุ่ยเยวี่ยพยักหน้ารับรู้อย่างสุภาพอ่อนโยน ติดตามยามเฝ้าประตูผู้นั้น
ไปยังหอหลัก
ดูท่าปิศาจด่านเจียงผู้นี้จะมีส่วนเกี่ยวโยงกับถ้าพฤกษาเงินจริง ๆ มิ
เช่นนั้นจะไม่ร้อนรนถึงเพียงนี้ ถ้าพฤกษาเงินเป็นดินแดนแห่งมรดกโบราณ
แห่งหนึ่ง แต่เมื่อผ่านไปนานเข้า น้อยคนนักที่จะล่วงรู้เรื่องนี้
สุ่ยเยวี่ยเคยทำการสืบเสาะเกี่ยวกับแม่ทัพปิศาจด่านเจียงผู้นี้อย่างลับ
ๆ ทว่าข้อมูลข่าวสารที่มันรวบรวมมาได้ไม่กระจ่างชัด แต่ในแผนการ
ของต้าเหริน กลับบรรยายเคล็ดทักษะปิศาจที่แม่ทัพปิศาจด่านเจียงผู้นี้
ฝึกปรือเอาไว้อย่างละเอียด กระทั่งกิจวัตรประจำวันของมันยังถูกแจกแจง
อย่างละเอียดยิบ
สุ่ยเยวี่ยยิ่งมายิ่งรู้สึกว่าต้าเหรินผู้อยู่เบื้องหลังมันทรงพลังอำนาจ
อย่างล้นเหลือ หากมิใช่มีอำนาจอิทธิพลมากมายถึงเพียงนั้น ไหนเลยจะ
กระทำเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ทั้งหมดนี้ได้?
… …
“สืบเสาะเรื่องของคนผู้นี้ด้วย” เว่ยผู้กำลังทำงานอย่างคร่าเคร่ง โยน
นามหนึ่งให้แก่ผูเยา
ผูเยากลับไม่อิดออดหรือต่อปากต่อคำเหมือนเช่นปกติ เพียงเหลือบ
มองนามนั้นแวบหนึ่ง จากนั้นหมุนตัวหายวับเข้าสู่คุกสิบนิ้ว
ทันทีที่เข้าสู่คุกสิบนิ้ว ผูเยาผู้มีทีท่าคุ้นเคยดุจสวนหลังบ้านของตน
เพียงกระโดดขึ้นลงไม่กี่ครั้งก็บรรลุถึงคุกชั้นที่สิบ หัวใจหลักของคุกสิบนิ้ว
อันเป็นระดับชั้นสูงสุด แดนห้วงห้ามของเหล่าสภาผู้อาวุโส!
นี่เป็นพื้นที่หวงห้ามสำหรับผู้อาวุโสแห่งสภาผู้อาวุโสภพอสูร บรรดาผู้
อาวุโสเหล่านี้กระจายตัวอยู่ตามอาณาจักรสำคัญของภพอสูร ดังนั้นใช้
สถานที่แห่งนี้เป็นที่ประจำสำหรับการพบปะหารือสะสางปัญหาต่าง ๆ
คำสั่งการที่จะกำหนดชะตากรรมของทั่วทั้งแดนอสูร มักจะตัดสินกันในที่
แห่งนี้เอง จากนั้นค่อยส่งออกไปตามอาณาจักรอสูรหลักต่าง ๆ
ผูเยาคล้ายมองไม่เห็นอาคมหวงห้ามมากมายมหาศาล เพียงล่องลอย
ผ่านพวกมันไปราวกับควันบางเบาสายหนึ่ง
มันเข้าสู่พื้นที่หวงห้ามสีดำอย่างรวดเร็ว
พื้นที่หวงห้ามสีดำห้อมล้อมไปด้วยอาคมหวงห้ามอันน่าสะพรึงกลัว
นี่เป็นที่ตั้งของหน่วยสืบข่าวที่ลี้ลับที่สุดของภพอสูร หอเงาทมิฬ ซึ่ง
อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของสภาผู้อาวุโสโดยตรง ที่แห่งนี้รวบรวมไว้ด้วย
รายงานข่าวสารจำนวนมหาศาลอย่างน่าตระหนก ในแต่ละวันสมาชิกของ
หอเงาทมิฬที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งสามภพจะส่งข่าวสารที่พวกมันคิด
ว่าสำคัญมายังที่แห่งนี้ ข่าวสารเหล่านั้นจะถูกคัดแยกจัดหมวดหมู่ เก็บ
รักษาไว้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ผูเยาท่องทะยานผ่านเส้นทางหวงห้าม ราวกับเดินทอดน่องชม
ทิวทัศน์ในสวนหลังบ้านของตน
ในไม่ช้ามันลอบเร้นเข้าไปในส่วนเก็บข้อมูล หลังจากกวาดตามอง
ไม่กี่หน ก็ค้นพบรายงานข่าวสารที่มันต้องการอย่างรวดเร็ว
หอเงาทมิฬมีหูตาอยู่ทุกแห่งหน ข่าวสารที่รวบรวมไว้ในที่แห่งนี้ไม่ได้
มีเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเผ่าอสูรเท่านั้น แต่ยังมีรายงานเกี่ยวกับเผ่าปิศาจ
และซิวเจ่ออีกมากมายไม่น้อยหน้ากัน บุคคลที่มีชื่อเลื่องลือจากทั้งสาม
เผ่าพันธุ์ ล้วนถูกเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้ที่นี่
โดยแทบไม่ต้องออกแรงใด ๆ ผูเยาเสาะพบข่าวสารที่มันต้องการ
แล้วหายวับไปทันที
หวนกลับไปยังทะเลแห่งจิตสำนึก มันมอบข่าวสารที่หามาได้ให้แก่
เว่ย
จากนั้นทั้งสองกึ่งหารือกึ่งถกเถียงกันอย่างดุเดือด
“นี่ใช่สุ่มเสียงอันตรายเกินไปหรือไม่… …”
“แต่หากเราวางเดิมพันถูกข้าง ผลกำไรที่ได้รับอาจเหนือคาดหมาย…
ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับจอมวางแผนของสุ่ยเยวี่ยนั้น โดยทั่วไปนับว่า
ถูกต้องไม่น้อย แต่สิ่งเดียวที่มันคาดเดาผิดพลาด นั่นคือแผนการอันขวัญ
กล้าบังอาจเทียมฟ้าชุดนี้ไม่ได้เกิดจากมันสมองของคนคนเดียว แต่เป็น
ปรมาจารย์จอมวางแผนถึงสองคนผนึกกำลังกัน!
… …
เฟ่ยเหลยเดินทางข้ามขุนเขาแม่น้า ใบหน้ากร้านกรำอิดโรยเล็กน้อย
ด้านหลังมันติดตามมาด้วยบุรุษสตรีอายุเยาว์มากกว่าหนึ่งร้อยคน สวมใส่
เสื้อผ้าแตกต่างหลายหลาย
เมื่อเทียบกับอีกสองคนแล้ว ภารกิจของมันเรียบง่ายกว่ามาก มัน
ได้รับรายชื่อตระกูลบางส่วน รวมถึงภูมิลำเนาที่พวกมันอาศัยอยู่โดยคร่าว
ๆ
ภารกิจที่เจ้าของพันธสัญญาเพรียกโลหิตมอบให้แก่มันนั้นรวบรัดยิ่ง
มันจะต้องเสาะหาตระกูลในรายชื่อเหล่านี้ เกลี้ยกล่อมพวกมันเข้าร่วมและ
เพาะสร้างกองพันขึ้นมา เป็นกองทัพที่จะได้รับการขนานนามว่า แตรศึก
แห่งราชัน!
นามของกองพันนี้บันดาลให้เฟ่ยเหลยหัวใจเต้นระทึก ต้าเหรินผู้เรียก
หาพันธสัญญาเพรียกโลหิต ใช่เป็นจอมราชันผู้หนึ่งหรือไม่?
แตรศึกแห่งราชัน!
เฟ่ยเหลยแม้ไม่ฉลาดปราดเปรียวเท่าสุ่ยเยวี่ย แต่เป็นบุคคลอันหนัก
แน่นมั่นคงแต่กำเนิด มรดกที่มันได้รับครอบคลุมถึงทักษะปิศาจและภูมิ
ความรู้ของแม่ทัพบัญชาการศึก ที่ผ่านมามันเองก็เคยมีประสบการณ์ใน
การฝึกอบรมกองทัพมาแล้ว นี่เป็นเหตุผลที่ผูเยามอบภารกิจนี้ให้แก่มัน
เฟ่ยเหลยเสาะหาโดยอ้างอิงไปตามรายชื่อที่รับได้ ยิ่งมายิ่งอัศจรรย์
ใจขึ้นทุกขณะ
มันไม่ทราบว่าต้าเหรินที่หลังฉากของมันค้นพบตระกูลเหล่านี้ได้
อย่างไร ตระกูลในรายชื่อล้วนมีสภาพความเป็นอยู่ลำบากยากแค้น บาง
ตระกูลหลงเหลือผู้คนไม่ถึงยี่สิบสามสิบคนเท่านั้น รอจนเข้าพบปะสนทนา
กับพวกมัน เฟ่ยเหลยยิ่งมายิ่งไม่อาจระงับความประหลาดใจได้ ตระกูล
เหล่านี้ล้วนแล้วแต่สืบทอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งครั้งหนึ่งเคย
รุ่งโรจน์เกริกไกรในยุคสมัยนั้น
เฟ่ยเหลยทราบดีว่าเรื่องนี้หมายความว่าอย่างไร
สายเลือดปิศาจสูงศักดิ์!
ตระกูลเหล่านี้แม้เสื่อมทรุดลงเนื่องจากการสูญเสียมรดกเคล็ดวิชา
ทักษะประจำตระกูล แต่สายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกายพวกมันไม่เคย
แปรเปลี่ยน หากพวกมันสามารถเสาะพบมรดกเคล็ดวิชาประจำตระกูล
พวกมันอาจสามารถหวนกลับมาผงาดขึ้นในใต้หล้าอีกครั้ง
นึกถึงเรื่องนี้ เฟ่ยเหลยหัวใจโลดขึ้นเป็นรอบที่เท่าใดไม่ทราบ เนื่อง
เพราะภูมิความรู้ที่ได้รับมาจากการสืบทอดพันธสัญญาเพรียกโลหิต มรดก
เคล็ดวิชาทักษะปิศาจที่หายสาบสูญนับไม่ถ้วนล้วนอัดแน่นอยู่ภายในจิตใจ
ของมันนี้เอง!
แตรศึกแห่งราชัน!
เฟ่ยเหลยหันกลับไปมองเหล่าบุรุษสตรีเยาว์วัยซึ่งสวมใส่เสื้อผ้าผิด
แผกแตกต่าง บางคนถึงกับมีสารรูปคล้ายยาจกเข็ญใจ มันจู่ ๆ บังเกิดความ
คาดหวังอย่างเปี่ยมล้น
ภายใต้ใบหน้าอ่อนเยาว์ สารรูปสกปรกมอมแมมเหล่านั้น การตื่นขึ้น
ของสายเลือดปิศาจสูงศักดิ์กำลังจะมาถึงในไม่ช้า… …
แตรศึกแห่งราชันจะพัดกวาดเศษฝุ่นของกาลเวลาให้สลายไป ความ
รุ่งโรจน์แห่งสายเลือดสูงศักดิ์เมื่อครั้งอดีต จักหวนคืนมาอีกครา!
“ว่ากระไร? เจ้าใช่เสียสติไปแล้วหรือไม่!” ใบหน้าพยศดื้อดึงของ
โหยวฉินเลี่ยเต็มไปด้วยความเดือดดาล มันชี้หน้าผูเยาพลางสบถด่ารัวเร็ว
“เหยียเพิ่งจะหลบหนีออกมาจากคุก ยามนี้เจ้าบอกให้เหยียกลับเข้าคุก?
เหยียขอบอกต่อเจ้าไว้ตรงนี้ เหยียจะไม่มีวันกลับไปอีก!”
ยังไม่ทันจะกล่าวจบประโยค โหยวฉินเลี่ยพลันตัวแข็งทื่อ ไม่อาจ
กระดิกได้แม้แต่ปลายนิ้ว
โหยวฉินเลี่ยเกร็งคอเชิดหน้าขึ้น ยังคงก่นด่าดังลั่น “หากเจ้ามีฝีมือก็
ฆ่าเหยียเสียเถอะ! อย่าได้ฝันหวานว่าเหยียจะยอมหวนกลับไปเข้าคุก
บัดซบนั่นอีก!”
“ฆ่าเจ้า?” นัยน์ตาสีโลหิตของผูเยาเปล่งประกายน่าขนลุก ริมฝีปาก
บางเฉียบเหมือนคมมีดหยักยิ้มเล็กน้อย “ข้าไหนเลยจะให้ความสะดวก
ดายแก่เจ้าถึงเพียงนั้น? เจ้าทราบหรือไม่ ข้ามีวิธีการมากมายที่สามารถทำ
ให้เจ้ามีสภาพจะเป็นก็ไม่เป็น จะตายก็ไม่อาจตายได้”
โหยวฉินเลี่ยหุบปากทันที
มันย่อมล่วงรู้ดี
มันรับสืบทอดศาสตร์อสูรอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง เกี่ยวกับการปกปิด
ซ่อนเร้นและการลอบสังหารทุกชนิด ท่ามกลางศาสตร์อสูรเหล่านี้มีเคล็ด
ลับการลงทัณฑ์ทรมานมากมายที่สามารถทำให้ผู้คนวิงวอนร้องขอความ
ตาย กระทั่งมันเองในยามนี้ยังสามารถกระทำได้เช่นกัน
ผูเยามองเหยียดมันอย่างเย็นชา “อันที่จริงด้วยนิสัยใจคอของเจ้า ไม่
เหมาะสมต่อการเคลื่อนไหวในเงามืด แต่น่าเสียดายที่ในฝ่ายอสูรหลงเหลือ
แต่เจ้าเพียงผู้เดียว ดังนั้นจึงต้องปล่อยให้เจ้าได้กำไรไป เรื่องนี้ข้าจะไม่ถือ
สา แต่หากเจ้าทำให้แผนการของข้าพังพินาศ ข้าจะริบสิ่งที่มอบให้แก่เจ้า
กลับคืนมาทั้งหมด พร้อมด้วยดอกเบี้ยอย่างสาสม”
ถ้อยคำอันเย็นเยียบของผูเยาบันดาลให้โหยวฉินเลี่ยถึงกับตัวสั่น
ระริก มันทราบดีว่าดอกเบี้ยคือสิ่งใด …ชีวิตของมันเอง
เมื่อได้รับสืบทอดมรดกเคล็ดวิชา มันย่อมทราบดีว่าเหล่าผู้คนที่
เคลื่อนไหวอยู่ในมืดโหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงไหน
“กลับไปยังคุกอันบัดซบนั่นจะมีประโยชน์อันใด?” โหยวฉินเลี่ยถาม
เสียงแหบแห้ง มันในที่สุดก็ยอมถอย
“จุ๊จุ๊ เจ้าต้องเปลี่ยนวิธีคิดเสียก่อน” ดวงตาสีเลือดของผูเยาลึกล้าดุจ
ไร้ก้นบึ้ง กล่าวด้วยน้าเสียงเย้ยหยันเล็กน้อย “สำหรับจอมบงการในโลกมืด
คุกเป็นสถานที่ซึ่งยอดอัจฉริยะในสารพัดสาขามารวมตัวกัน ทั้งขุนโจร
จอมวางแผน คนดุร้าย จอมหลอกลวง จอมคดโกง แต่ละคนล้วนแล้วแต่มี
พรสวรรค์อันยิ่งใหญ่!”
“ตัวบัดซบเหล่านั้นล้วนเป็นคนชั่วร้าย!” โหยวฉินเลี่ยอดโต้แย้งไม่ได้
“แล้วเจ้าเป็นคนดีเช่นนั้นรึ? คนดีเยี่ยงเจ้าไฉนอยู่ในคุกด้วยเล่า? พวก
มันจะเป็นคนดีหรือคนชั่วหาได้สลักสำคัญไม่ สิ่งที่สำคัญก็คือ พวกมันล้วน
แล้วแต่เป็นศัตรูของสภาผู้อาวุโส” ผูเยาสุ้มเสียงเย็นยะเยือก ”เจ้ามิสู้ทำ
ความคุ้นเคยกับกฏเกณฑ์แห่งความมืดโดยเร็วที่สุด สิ่งที่ข้าต้องการคือจอม
บงการในโลกมืดผู้หนึ่ง หากเจ้าไม่มีปัญญากระทำได้ ข้าจะเปลี่ยนให้ผู้อื่น
กระทำแทน แล้วอย่าได้มาสำนึกเสียใจในภายหลัง ข้าผู้นี้ไม่มีความอดทน
นัก”
“เจ้าอยากให้ข้าเกลี้ยกล่อมพวกมันเข้าร่วม?” โหยวฉินเลี่ยไม่ใช่ตัวโง่
งม เพียงเท่านี้ก็เข้าใจเรื่องราว
“เกลี้ยกล่อมเข้าร่วม? ฮ่าฮ่า!” ผูเยาคล้ายได้ฟังเรื่องชวนขบขันที่สุด
ถึงกับหัวร่อออกมาดังลั่น
“มีอันใดน่าหัวร่อ?” โหยวฉินเลี่ยทั้งเดือดดาลทั้งอับอายขายหน้า
“คนเหล่านั้นเจ้าไม่สามารถเกลี้ยกล่อมเข้าร่วมได้” ผูเยาหรี่นัยน์ตาสี
เลือด เพ่งมองโหยวฉินเลี่ยอยู่ชั่วครู่ จากนั้นกล่าวแฝงความนัย “นี่ถือเป็น
บททดสอบสำหรับเจ้าเถอะ ขอให้โชคดี!””
ยังไม่ทันจะขาดเสียง โหยวฉินเลี่ยรู้สึกเบื้องหน้าสายตามืดทะมึน มัน
ถูกบังคับออกจากคุกสิบนิ้ว
มันเพิ่งคิดอยากร้องด่าดัง ๆ สักคำ แต่แล้วประตูกลับถูกกระแทกเปิด
ออกอย่างกะทันหัน คนกลุ่มหนึ่งกรูเข้ามาอย่างรวดเร็ว จับมันกดลงกับพื้น
“อย่าขยับ! เจ้าถูกจับแล้ว!”
ในทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อ ผูเยาสีหน้าขุ่นเคืองใจ บ่นพึมพำกับ
ตัวเอง “ต่อหน้าข้ายังกล้าเรียกตัวเองเป็นเหยีย (นายท่าน) เจ้าใช่รำคาญ
ชีวิตแล้วหรือไม่!”
มันอดไม่ได้ ต้องหวนคิดถึงอีกคนที่กระทำเช่นเดียวกันนี้อยู่บ่อยครั้ง
แต่มันพานไม่มีปัญญาทำอะไรเจ้าผู้นั้นได้ ความขุ่นเคืองของมันทวีขึ้น
ทันที ตกลงใจเพิ่มหน้าที่ในภารกิจของโหยวฉินเลี่ยให้หนักหนากว่าเดิม