สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 682 กระบี่โลหิตประหารเทพ
เหวยเสิ้งเดินไปตามถนน ท่ามกลางสายตาครั่นคร้ามยำเกรงของผู้คน
รอบข้าง เหวยเสิ้งในยามนี้มีชื่อเสียงโด่งดังสะท้านแดนปิศาจ จวบกระทั่ง
ถึงตอนนี้มันยังไม่เคยพ่ายแพ้แม้แต่ครั้งเดียว
มียอดยุทธ์เผ่าปิศาจมากกว่ายี่สิบคนที่พ่ายแพ้ภายใต้คมกระบี่ของ
มัน
พวกมันหลายคนหากมิใช่มีชื่อเสียงเลื่องลือมานาน ก็เป็นเจ้าผู้ครอง
แว่นแคว้นแห่งหนึ่ง หลังจากได้ชัยติดต่อกันไม่หยุดยั้ง ชื่อเสียงของเหวย
เสิ้งก็กลายเป็นระบือลือลั่นไปทั่วแดนปิศาจ
มันเริ่มต้นจากการท้าประลองผู้อื่น แต่ยามนี้กลับกลายเป็นถูกผู้อื่น
มาท้าประลอง การเปลี่ยนแปลงนี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น
ซึ่งความจริงชาวเผ่าปิศาจมิได้มีความรู้สึกเลวร้ายต่อเหวยเสิ้งมากนัก
เซียนกระบี่หนุ่มผู้นี้ทั้งเงียบขรึม ไม่ชมชอบกล่าววาจา แต่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
อีกทั้งมันยังไม่อวดโอ่โอหัง ตรงกันข้ามกลับมัธยัสถ์และถ่อมเนื้อถ่อมตัว
เพียงหลงใหลอยู่ในการแสวงหาพลังความแข็งแกร่ง ความลุ่มหลงงมงาย
ในกระบี่ของมันเป็นสิ่งที่ควรค่าต่อการสรรเสริญ ที่สำคัญมันยังยั้งมือไว้
ไมตรี แม้จะปราบพิชิตยอดยุทธ์ปิศาจมากกว่ายี่สิบคน แต่น้อยคนนักที่จะ
ตกตายภายใต้คมกระบี่ของมันจริง ๆ
ในสายตาของชาวปิศาจที่เย่อหยิ่งถือดี เหวยเสิ้งแทบจะเปี่ยมไปด้วย
คุณสมบัติทั้งหมดที่ควรค่าแก่การเคารพบูชา
กระทั่งชาวปิศาจยังรู้สึกว่ายากที่จะเคียดแค้นชิงชังคนเช่นนี้ได้ ปิศาจ
มากมายยังพากันลอบทอดถอนใจ คนเช่นนี้หากเกิดมาเป็นปิศาจคงวิเศษ
แท้
มันยังมีฝีมือกล้าแข็งเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย!
หลังจากโค่นยอดยุทธ์ปิศาจยี่สิบกว่าคน ผู้คนเริ่มคาดเดาว่าผู้ที่อยู่ต่า
กว่าด่านไสว้จะไม่ใช่คู่มือของมันอีก
หรือจะต้องเรียกจอมปิศาจด่านไสว้ออกมาจริง ๆ จึงสามารถโค่นมัน
ลงได้?
อย่างไรก็ตาม หลายคนรู้สึกว่านี่ไม่ค่อยสนุกสนานน่าสนใจแล้ว จอม
ปิศาจด่านไสว้คนใดไม่มีอำนาจอิทธิพลอันยิ่งใหญ่? พวกมันแต่ละคนล้วน
ยุ่งอยู่กับการรบราฆ่าฟันขยายดินแดน ผู้ใดจะมีเวลาว่างมาเล่นเป็นเพื่อน
เซียนกระบี่น้อยผู้หนึ่ง?
อาจบางทีพลังฝีมือของเหวยเสิ้งแทบจะใกล้เคียงกับด่านไสว้ แต่
แม้ว่าจะยังห่างอีกเพียงเส้นสายใยเดียว นี่ก็เป็นความห่างชั้นที่ไม่อาจก้าว
ข้ามไปได้
สายตาของชนชั้นผู้นำส่วนใหญ่จับจ้องไปทางศึกระหว่างเจียงเจ๋อกับ
เซี่ยวม่อเกอมากกว่า ในสายตาของพวกมัน ยอดยุทธ์ผู้อาจหาญเช่นเหวย
เสิ้งแม้ควรค่าแก่การยกย่องชื่นชม แต่ตราบเท่าที่มันไม่ใช่ฝ่านซู ก็ไม่อาจ
ส่งผลกระทบที่แท้จริงต่อสถานการณ์โดยรวมได้ แตกต่างจากการศึก
ระหว่างเซี่ยวม่อเกอกับวัดเสวียนคง ซึ่งผลการต่อสู้ครั้งนี้จะส่งผลกระทบ
โดยตรงต่อสถานการณ์ของสามภพ
หากเซี่ยวม่อเกอเป็นผู้ชนะ ชื่อเสียงของมันจะเจิดจรัสยิ่งกว่าอาทิตย์
ยามเที่ยงวัน อีกทั้งมันยังจะทะยานขึ้นสู่ลำดับแรกในหมู่แม่ทัพปิศาจ
ปิศาจรุ่นใหม่อย่างไม่มีข้อกังขา นอกจากนี้ความเสื่อมทรุดของวัดเสวียน
คงจะเป็นเรื่องที่ไม่มีสิ่งใดสามารถเปลี่ยนแปลงได้
แต่หากวัดเสวียนคงได้ชัย เผ่าปิศาจจะต้องทนกล้ากลืนต่อการพ่าย
แพ้ในสนามรบอีกครั้ง ชื่อเสียงของเจียงเจ๋อจะไม่มีผู้ใดสามารถเทียบเคียง
ได้ วัดเสวียนคงจะยิ่งกลายเป็นกล้าแข็งขึ้นอีก และเซี่ยวม่อเกอจะไม่มี
แม้กระทั่งซอกรูให้มุดศีรษะหลบซ่อน
ไม่น่าแปลกใจที่ศึกนี้ได้รับความสนใจยิ่งกว่าการประลองของเหวย
เสิ้งมาก
แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่มีผลกระทบใดต่อเหวยเสิ้ง ปัจจัยภายนอก
เหล่านี้ไม่เคยอยู่ในความสนใจของมันเลย มันเพียงก้าวขึ้นสู่เวทีประลอง
เหมือนดังเช่นปกติ เฝ้ารอการมาของคู่ต่อสู้อย่างเงียบ ๆ
มันนั่งลงขัดสมาธิท่าดอกบัว กระบี่ดำล่องลอยอยู่ข้างกายไม่ห่าง
มันไม่ล่วงรู้แม้กระทั่งว่าคู่ต่อสู้ของมันวันนี้เป็นผู้ใด เหวยเสิ้งไม่เคย
สืบหาข้อมูลอันใดเกี่ยวกับคู่ต่อสู้ของมัน เรื่องเช่นนั้นไร้ความหมายสำหรับ
มัน มันเพียงพากเพียรขัดเกลาเจตจำนงกระบี่ของตน ไม่ได้ต่อสู้เพื่อช่วง
ชิงชัยชนะ ลำพังชัยชนะเพียงอย่างเดียวไม่มีคุณค่าความหมายสำหรับมัน
จิตใจของมันประดุจความเวิ้งว้างว่างเปล่าผืนหนึ่ง มีกระบี่สีดำเล่ม
น้อยลอยอยู่ภายใน หากมีคนเพ่งมองอย่างละเอียด จะพบว่ากระบี่สีดำเล่ม
น้อยนี้คล้ายจะเป็นแบบจำลองของกระบี่ดำคู่ใจของมันในฉบับย่อสว่น
อย่างไรก็ตาม ส่วนที่ผิดแผกแตกต่างจากกระบี่ดำของจริง คือกระบี่ดำเล่ม
น้อยไม่มีกลิ่นอายดุร้ายกระหายเลือดเฉกเช่นของต้นแบบ แต่แทนที่ด้วย
ความสูงสง่าอาจหาญประการหนึ่ง
กระบี่เล่มน้อยราวกับความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุด!
กว้างใหญ่ไพศาล ลึกล้าไร้ก้นบึ้ง!
นี่คือเจตจำนงกระบี่สุญตา!
เจตจำนงกระบี่สุญตาของมันได้เหนือล้ากว่ายอดคนรุ่นก่อนๆ ของ
สำนักกระบี่สุญตาแล้ว บรรลุถึงระดับสูงส่งสุดยอดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
เคล็ดวิชากระบี่ระดับหกเมื่ออยู่ในมือของมันถึงกับก้าวล้าไปอีกขั้น
ทันใดนั้นเอง กระบี่ดำเล่มน้อยจู่ ๆ ก็สั่นไหวเบา ๆ วูบหนึ่ง
โปร่งใสบางเบาจนแทบจะมองไม่เห็น เจตจำนงกระบี่สุญตาไหว
กระเพื่อมดุจระลอกคลื่น แผ่กว้างออกไป
ทุกสรรพสิ่งรอบข้างพลันปรากฏขึ้นในใจเหวยเสิ้ง
ท่ามกลางฝูงชนชาวปิศาจแน่นขนัด มีคนผู้หนึ่งเด่นชัดขึ้นมาในมโน
สำนึกของมัน
คนผู้นี้ลอบเพ่งพิศพิจารณามันอยู่ตลอดเวลา!
กระบี่ดำเล่มน้อยเชื่อมโยงกับจิตใจของเหวยเสิ้ง มันคล้ายสัมผัสได้ถึง
บางสิ่งบางอย่าง พลันสั่นไหวอย่างเร่งร้อน
เป็นเจตจำนงกระบี่!
คนผู้นี้ที่แท้เป็นเซียนกระบี่ ทั้งยังเป็นเซียนกระบี่แห่งคุนหลุน!
ในดวงตาของคนผู้นี้อัดแน่นไปด้วยความเป็นปฏิปักษ์ที่ยากจะ
สังเกตเห็น แต่สิ่งที่สร้างความตื่นตัวให้แก่กระบี่ดำเล่มน้อย ก็คือกลิ่นอาย
กระบี่แห่งคุนหลุนที่แฝงเร้นอยู่ในกายมัน นี่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
แต่ภายในห้วงความว่างเปล่าของกระบี่สุญตา กลิ่นอายกระบี่แห่งคุนหลุน
เด่นชัดสะดุดตายิ่ง
เหวยเสิ้งล่วงรู้ตั้งแต่แรกว่าคุนหลุนจะไม่ยอมเลิกรา
แต่คุนหลุนกลับคาดไม่ถึง ว่ามันเองก็ไม่ยินยอมเลิกราเช่นกัน
เหวยเสิ้งเปิดตาขึ้นในบัดดล ในดวงตาแน่วแน่ไม่แปรผันสาดประกาย
เจิดจ้าดุจสายฟ้า
พวกมันในเมื่อเสนอหน้ามา ก็อย่าหมายว่าจะได้หวนกลับไป!
เหวยเสิ้งยืนขึ้นช้า ๆ กระบี่ดำคล้ายสนองตอบต่อผู้เป็นนาย พุ่งวาบ
เข้าไปในมือของเหวยเสิ้งในบัดดล
ชาวปิศาจที่ด้านล่างเวทีพากันประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกมัน
เห็นเหวยเสิ้งมีปฏิกิริยาอื่นก่อนที่การต่อสู้จะเริ่มขึ้น ในการประลองที่ผ่าน
ๆ มา หากคู่ต่อสู้ยังไม่ขึ้นมาบนเวที เหวยเสิ้งจะเพียงแค่นั่งหลับตานิ่งงัน
เท่ากับศิลาก้อนหนึ่ง
ครั้งนี้มันคิดทำอะไร?
ชาวปิศาจล้วนเผยสีหน้างุนงงสงสัย
ในเวลานี้เอง พวกมันได้ยินเสียงตวาดสดใสกังวานของเหวยเสิ้งดัง
ก้องอยู่ในสองหู
“เซียนกระบี่คุนหลุน เจ้ากลายเป็นคนซุกหัวหดหางไปตั้งแต่เมื่อใด?”
กระบี่ดำของเหวยเสิ้งจ่อจี้ใส่เซียนกระบี่คุนหลุนในฝูงชน
เซียนกระบี่คุนหลุน!
บรรดาปิศาจบนที่นั่งผู้ชมพากันตะลึงงัน
คุนหลุน เพียงสองคำนี้ ตลอดหลายพันปีมานี้นำมาซึ่งความเจ็บปวด
ไม่มีที่สิ้นสุดสำหรับเผ่าปิศาจทั้งมวล
ในทิศทางที่กระบี่ของเหวยเสิ้งจ่อจี้ใส่ ฝูงชนชาวปิศาจแตกฮือออก
จากกันดุจดั่งสายน้าแหวกออกเป็นสองฝั่ง เผยให้เห็นเซียนกระบี่แห่งคุน
หลุนยืนอยู่ตามลำพังท่ามกลางกลุ่มคน
คนผู้นี้ร่างไม่สูงไม่ต่า รูปโฉมธรรมดาสามัญยิ่ง เทียบกับปิศาจทั่วไป
มันเทียบไม่มีข้อแตกต่างอันใด หากมันรวมเข้าไปในกลุ่มคนจะถูกหลอม
กลืนหายไปในทันที
เซียนกระบี่คุนหลุนไม่ขยับเคลื่อนไหว เจตจำนงกระบี่ของเหวยเสิ้ง
ล้อมกักมันเอาไว้อย่างแน่นหนา
“ข้าใคร่รู้ยิ่งนัก เจ้าค้นพบข้าได้อย่างไรกัน?”
สุ้มเสียงของมันแห้งผาก แหบพร่า ฟังระคายหูยิ่ง ทั้งยังปราศจาก
พลังสภาวะใด ประหนึ่งว่ามันเป็นเพียงคนธรรมดาผู้หนึ่งก็มิปาน แต่ทว่า
วาจาที่เอ่ยออกมา กลับช่วยยืนยันศักดิ์ฐานะของมันได้เป็นอย่างดี
“กระบี่ของข้ารู้จักเจ้า”
เหวยเสิ้งกล่าวอย่างเย็นชา
วาจายังไม่ทันจะขาดหู ช่องว่างระหว่างมันกับเซียนกระบี่คุนหลุนผู้
นั้น พลันแปรเปลี่ยนเป็นห้วงความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุดผืนหนึ่ง
“ว่ากันว่าสำนักกระบี่สุญตามีเพลงกระบี่ระดับหกวิชาหนึ่ง เรียกว่า
เคล็ดกระบี่สุญตา นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะสามารถยกระดับเพลงกระบี่นี้ขึ้นไป
จนเหนือล้ากว่าต้นกำเนิด หากเจ้าสำนักกับเหล่าอาจารย์อาอันเป็นที่รัก
ของเจ้าในหลุมศพได้ยินเรื่องนี้ พวกมันคงต้องปลาบปลื้มประโลมใจจน
หลั่งน้าตาเสียเป็นแน่แท้” เซียนกระบี่คุนหลุนแย้มยิ้มพลางกล่าวราวกับ
รำพึงกับตัวเอง
เหวยเสิ้งสะท้านขึ้นทั้งร่าง
สายตาแข็งกร้าวของมันค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเจ็บปวดรวดร้าว มือกำ
ด้ามกระบี่ดำแนบแน่น แน่นเสียจนข้อนิ้วขาวซีด ทั้งยังสั่นสะท้านเล็กน้อย
ห้วงความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุดไหวกระเพื่อม เผยให้เห็นเค้าลางของ
ความไม่มั่นคง
เซียนกระบี่คุนหลุนใบหน้าเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มจาง ๆ มันเดิน
ทอดน่องเข้าหาเหวยเสิ้งอย่างแช่มช้า ราวกับกำลังเดินเล่นท่องชมทิวทัศน์
ก็มิปาน
“ช่างน่าเสียดายที่เจ้ามิอาจพบหน้าพวกมันเป็นครั้งสุดท้าย กระทั่ง
บรรดาศิษย์น้องของเจ้ายังจบสิ้นลงในมือของพวกปิศาจ กลายเป็นทาส
ของพวกมัน สำนักกระบี่สุญตาที่คงอยู่มานานหลายร้อยปีถึงกับมีจุดจบ
เช่นนี้ ช่างบันดาลให้ผู้คนเศร้าเสียดายนัก”
เหวยเสิ้งนิ่งเงียบ แต่อีกฝ่ายยิ่งกล่าววาจา สีเลือดบนใบหน้ามันยิ่ง
เลือนหายไปเรื่อย ๆ
เซียนกระบี่คุนหลุนมองดูเหวยเสิ้ง คล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้ม ในรายงาน
ข้อมูลข่าวสารของทางสำนัก เหวยเสิ้งผู้คนแม้นิสัยใจคอแกร่งกร้าวเด็ด
เดี่ยว แต่มีน้าใจไมตรีต่อสำนักของตนมาก และนี่เป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรง
ที่สุดของมัน!
มีเพียงเจตจำนงกระบี่ที่เป็นนิรันดร์ สามารถคงอยู่ได้หลายพันชั่วอายุ
คน อารมณ์ความรู้สึกเป็นเพียงเรื่องของปุถุชน หากเจตจำนงกระบี่ของ
พวกมันติดข้องอยู่ในห้วงอารมณ์ความรู้สึก พวกมันจะไม่มีวันบรรลุถึง
จุดสูงสุดแห่งมรรคากระบี่ได้
ช่างน่าเสียดายแทนยอดบุรุษเหล็กผู้นี้นัก!
เซียนกระบี่คุนหลุนใบหน้ายังคงเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม แต่ดวงตาเต็มไป
ด้วยไอยะเยียบเย็นชา ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก
กระบี่เล่มน้อยโปร่งบางราวกับปีกจักจั่นปรากฏขึ้นในมือของมัน
แต่แล้วชั่วพริบตาที่มันจะลงมือ ทันใดนั้นมันกลายเป็นตื่นตัวขึ้นมา
ดวงตายะเยียบเย็นชาแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน
ต่อหน้าต่อตามันนี้เอง พลังสภาวะของเหวยเสิ้งจู่ ๆ ก็แปรเปลี่ยนไป
กลิ่นอายเก่าแก่และโดดเดี่ยวเดียวดายชนิดหนึ่ง ท่วมท้นไปด้วยความ
โศกศัลย์อันลึกล้า พลันถาโถมออกมาจากห้วงความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด
เปลี่ยนเป็นเส้นสายจมหายเข้าไปในกระบี่ดำในมือเหวยเสิ้งอย่างไม่หยุดยั้ง
กระบี่ดำพลันคำรามกระหึ่มก้อง!
ราวกับเสียงกู่คำรามของสัตว์ร้ายบรรพกาล กลิ่นอายดุร้ายอำมหิตอัด
แน่นอยู่ในอากาศ กลิ่นโลหิตฉุนกึกแผ่ออกมาจากกระบี่ดำ ผสานรวมเข้า
ไปในความว่างเปล่าสีดำทมิฬที่อยู่โดยรอบ
แทบจะชั่วพริบตาเดียว ความว่างเปล่าสีดำทมิฬกลับกลายเป็นย้อม
ด้วยสีแดงเข้มดั่งโลหิต
เหวยเสิ้งร่างสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ใบหน้าขาวเผือดราวกับว่าโลหิต
ทั้งหมดในกายถูกสูบออกไป แต่มือข้างที่ถือกระบี่ดำของมันหนักแน่น
มั่นคงดุจหินผา ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย
เซียนกระบี่คุนหลุนสะท้านใจ เงยหน้าขึ้นทันควัน เห็นกระบี่สีเลือด
ใหญ่โตมโหฬารปานขุนเขาลอยขึ้นจากด้านหลังของเหวยเสิ้ง
กระแสธารโลหิตหมุนคว้าง กลิ่นอายที่เต็มไปด้วยคาวโลหิตและความ
โหดเหี้ยมบันดาลให้ใจกระบี่ของมันถึงกับสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว
นี่มัน… …
ดวงตาแดงก่าเล็กน้อยของเหวยเสิ้งกลับกลายเป็นแดงเข้ม แดงเข้ม
จนแทบจะกลับกลายเป็นสีดำ
สีดำอันลึกล้าดุจเดียวกันกับห้วงความว่างเปล่าก่อนหน้านี้
เจตนาฆ่าฟันและกลิ่นคาวเลือดคล้ายเลือนหายไป กระบี่โลหิตเล่ม
มหึมาเบื้องหลังเหวยเสิ้งก็เลือนหายไปพร้อมกัน ราวกับว่าเป็นเพียงภาพ
ลวงตาฉากหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ห้วงความว่างเปล่าที่แต่งแต้มด้วยสีเลือดรอบด้าน เป็น
เครื่องยืนยันให้ผู้คนตระหนักว่าภาพเมื่อครู่หาใช่ภาพลวงตาไม่
เซียนกระบี่คุนหลุนปากอ้ากว้าง ถลึงตามองด้านหลังเหวยเสิ้งอย่าง
ไม่เชื่อสายตา ทำท่าราวกับพบพานผีสางกลางวันแสก ๆ
“กระบี่โลหิตประหารเทพ…. … เป็นไปไม่ได้… …”
มันรำพึงเสียงแทบเป็นกระซิบด้วยสีหน้าซีดเผือด
เหวยเสิ้งสีหน้ากลับเป็นปกติ กระบี่ดำเล่มน้อยในใจมันเปลี่ยนเป็นสี
แดงทั้งเล่ม ห้วงความว่างเปล่ารอบด้านก็ถูกย้อมด้วยสีแดงฉาน
เช่นเดียวกัน ในความว่างเปล่า มีทารกน้อยตัวเล็ก ๆ นั่งขัดสมาธิท่า
ดอกบัวอยู่บนกระบี่โลหิตเล่มน้อย รูปโฉมคลับคล้ายเหวยเสิ้งแทบไม่มี
ผิดเพี้ยน
หยวนอิง!
ชั่วพริบตานี้ มันบุกฝ่าไปยังด่านหยวนอิง!
ระดับของเจตจำนงกระบี่ของเหวยเสิ้งมักอยู่เหนือด่านพลังฝึกปรือ
ของมันเสมอ กระทั่งบรรดายอดยุทธ์ปิศาจที่มันโค่นลง ล้วนไม่เคยคาดคิด
ว่าผู้ที่เอาชนะพวกมันได้ จะเป็นเพียงเซียนกระบี่ด่านจินตันผู้หนึ่ง!
วันนี้เมื่อมันจู่ ๆ ก็ได้ยินข่าวร้ายของท่านเจ้าสำนักและเหล่าอาจารย์
อา มันทั้งคลั่งแค้นและโศกเศร้าเสียใจ อารมณ์ความรู้สึกทั้งมวลสะท้อน
ประสานกับกระบี่ดำในดวงวิญญาณของมัน เจตนาฆ่าฟันอันไพศาลที่แฝง
เร้นอยู่ในกระบี่ดำบุกเข้ามาทำลายกำแพงขวางกั้นในร่างของมันทันที
ก่อนหน้านี้มันแม้สังหรณ์ใจในทางร้ายเกี่ยวกับสำนัก แต่ยังไม่ยินยอม
เชื่อ เนื่องเพราะยังไม่ได้รับข่าวที่แท้จริงของท่านเจ้าสำนักกับพวก ดังนั้น
มันยังคงหลงเหลือความหวังสายหนึ่ง แต่บัดนี้คนตรงหน้าช่วยยืนยันข้อ
สงสัยของมันอย่างชัดแจ้ง ในความโศกศัลย์อันรุนแรง เหวยเสิ้งสูญเสีย
ความสามารถในการสงบระงับใจเพียงน้อยนิดที่ยังมี กำแพงสุดท้ายที่กั้น
ขวางระหว่างมันกับกระบี่ดำพังทลายลงในบัดดล
การสั่งสมอย่างยาวนาน รวมถึงความเข้าใจที่มันได้รับจากชายขอบ
ของความเป็นความตาย ช่วยให้มันฝ่าด่านสำเร็จอย่างไม่ลำบากยากเย็น
มือสังหารจากคุนหลุนผู้นี้ ความจริงคิดใช้เรื่องนี้ทำให้ใจกระบี่ของ
เหวยเสิ้งเผยจุดอ่อนออกมา แต่มันร้อยไม่คิดพันไม่คิด ไม่คิดว่าจะ
กลายเป็นหยิบยื่นโอกาสให้เหวยเสิ้งฝ่าด่านรุดหน้าไปสู่ด่านหยวนอิง
“กระบี่โลหิตประหารเทพ… ที่แท้เจ้าถูกเรียกเช่นนั้น…”
เหวยเสิ้งลูบกระบี่ดำในมือเบา ๆ พลางกล่าวคล้ายรำพึงกับตัวเอง
กระบี่ดำคล้ายรู้สึกถึงความโศกเศร้าในใจเหวยเสิ้ง เจตนาฆ่าฟันยิ่งแรง
กล้าขึ้นทุกขณะ ทั้งยังสั่นอย่างรุนแรง กระบี่ให้กำเนิดเส้นใยโลหิตที่แล่นไป
ตามใบกระบี่ เพียงไม่กี่อึดใจให้หลัง กระบี่ดำก็ถูกย้อมไปด้วยริ้วโลหิต
ลายโลหิตบนกระบี่คล้ายแผ่ซ่านกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ประการ
หนึ่ง
หากจั่วม่ออยู่ที่นี่ มันจะล่วงรู้ในบัดดลว่ากลิ่นอายนี้คือพลังเทพ! พลัง
เทพอันบริสุทธิ์ยิ่งชนิดหนึ่ง!
ริ้วโลหิตเหล่านี้คือโลหิตของเหล่านักรบสัญลักษณ์ศึกเมื่อครั้ง
กระโน้น โลหิตซึ่งกระบี่ดำได้ดูดกลืนเข้ามาเมื่อหลายหมื่นปีล่วงมาแล้ว!
เซียนกระบี่คุนหลุนในที่สุดก็ปลุกปลอบสมาธิจิตใจ ตั้งสติได้ทันควัน
แต่ใบหน้าของมันกลับยิ่งซีดขาวกว่าเดิม ใจกระบี่ของมันถูกเหวยเสิ้งสะกด
ข่มอย่างสิ้นเชิง!
ห้วงความว่างเปล่าสีแดงเข้มรอบด้านประดุจกรงเหล็กมหายักษ์ ล้อม
ตรึงมันเอาไว้อย่างแน่นหนา
เป็นไปไม่ได้!
ต่อให้เป็นกระบี่โลหิตประหารเทพ ก็ไม่สมควรร้ายกาจถึงปานนี้!
นี่มัน… …
ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวประการหนึ่งผุดขึ้นในใจมัน
ในเวลานี้เอง เหวยเสิ้งพลันเงยหน้าขึ้นมองตรงมายังมัน
ชั่วพริบตานี้ มือสังหารจากคุนหลุน เหวยเสิ้งและห้วงความว่างเปล่าสี
แดงโดยรอบคล้ายหลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน
เป็นไปตามคาด… …พลังฝีมือของมันรุดหน้าไปมาก!
“ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์อาทั้งหลายที่บนสวรรค์ ภายใต้เขตแดน
กระบี่สุญตาของข้า ศิษย์เหวยเสิ้ง… ขอเสนอโลหิตแห่งคุนหลุนเป็น
เครื่องเซ่นสังเวย!”
นี่เป็นคำพูดประโยคสุดท้ายที่เซียนกระบี่คุนหลุนได้สดับฟัง