สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 722 รุดหน้า
ส่วนลึกใต้พื้นพิภพ
เหวยเสิ้งดวงตาปิดสนิท ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ ทันใดนั้นโลหิต
สายหนึ่งพวยพุ่งออกจากคมกระบี่ของกระบี่โลหิตประหารเทพ กระแส
ธารโลหิตเพิ่มพูนขึ้นในชั่วอึดใจ โลหิตสายนี้แม้ไหลหลั่งออกมาจากตัว
กระบี่ แต่กลับคล้ายถูกสูบขึ้นมาจากบ่อเลือดอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์แห่งหนึ่ง
โลหิตหนืดข้นดุจดั่งมีชีวิต แล่นไปตามตัวกระบี่ ไต่ขึ้นสู่มือที่ถือกระบี่ของ
เหวยเสิ้ง ลุกลามขึ้นไปตามท่อนแขน
ธารโลหิตสายนี้ไหลหลั่งออกมาจากกระบี่โลหิตประหารเทพอย่างไม่
ขาดสาย จากนั้นเห็นได้ชัดว่าแทรกซึมหายเข้าไปในร่างกายของเหวยเสิ้ง
ใบหน้าขาวซีดของมันเริ่มฟื้นคืนสู่สีสันที่พึงมี
ภายใต้พื้นปฐพีที่ไม่ทราบว่าลึกเท่าใด เหวยเสิ้งนิ่งสงบประดุจก้อน
ศิลา ปราศจากกลิ่นอายสภาวะใด
ชิ้นส่วนวัตถุดิบนับเป็นพัน ๆ ชิ้นกองพะเนินดุจภูเขาเลากาอยู่ทั่ว
บริเวณโดยรอบของจั่วม่อ แต่ละชิ้นมีรูปร่างลักษณะแตกต่างหลากหลาย
มันไม่ได้ดื่มกินหรือหลับนอนตลอดห้าวันเต็ม วัตถุดิบชิ้นแล้วชิ้นเล่าไหล
ผ่านสองมือของมัน ก่อเกิดเป็นชิ้นส่วนแปลก ๆ อย่างรวดเร็ว จากนั้นถูก
โยนเข้าไปสุมรวมกันในกองชิ้นส่วนเท่าภูเขาย่อม ๆ ที่อยู่ไม่ห่างออกไปนัก
แม้กระทั่งด้วยสังขารปิศาจอันแกร่งกร้าวของจั่วม่อ ร่างกายของมัน
ยังเผยให้เห็นสัญญาณของความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าอย่างชัดเจน อย่างไร
ก็ตาม เพลิงเทพสุริยันเบื้องหน้ามันสงบและมั่นคงผิดธรรมดา ไม่สั่นไหว
แม้แต่น้อย ฝีมือหลอมสร้างอันน่าอัศจรรย์ของจั่วม่อสำแดงออกมาอย่าง
เต็มที่
ชิ้นส่วนวัตถุดิบสำเร็จเสร็จสิ้นไปอีกหนึ่งชิ้น มันค่อยหยุดมือชั่วคราว
โยนโอสถปราณทั้งกำมือใส่ปาก มันรู้สึกว่าพลังปราณกำลังไหลหลั่งเข้ามา
ภายในเส้นชีพจรปราณอันแห้งเหือดทีละเล็กทีละน้อย จริงอยู่ว่าเมล็ด
พันธุ์ดวงตะวันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการฟื้นฟูพลัง แต่จั่วม่อไม่อาจทนรับ
การสูญเสียเช่นนั้นได้ ในขณะที่ภายในแหวนมิติของมันมีโอสถปราณกอง
โต สามารถหมดเปลืองได้เท่าที่ต้องการ ส่วนเมล็ดพันธุ์ดวงตะวันใช้ไป
หนึ่งเม็ดก็หมดเปลืองไปเม็ดหนึ่ง เป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ได้แต่เก็บไว้
ใช้ในยามคับขันอันตราย
ฉวยโอกาสในยามที่พลังปราณกำลังฟื้นฟู มันตรวจดู ‘สวนสวรรค์
จักรพรรดิต้องห้าม’ อีกรอบหนึ่ง
ค่ายกลอาคมหวงห้ามซึ่งค่ายจินวูคิดค้นขึ้นมา ย่อมต้องโน้มเอียงไป
ทางค่ายกลยันต์เป็นหลัก แน่นอนว่า ‘สวนสวรรค์จักรพรรดิต้องห้าม’ ก็
ไม่ใช่ข้อยกเว้น แม้ว่าจะมีการนำแผนผังปิศาจเข้ามาเป็นส่วนประกอบ แต่
ส่วนใหญ่ยังคงเป็นค่ายกลยันต์ ภายในค่ายกลมหัศจรรย์ชุดนี้ประกอบไป
ค่ายกลยันต์เจ็ดส่วนและแผนผังปิศาจสามส่วน
ด้วยจำนวนการหลอมสร้างอันน่าตระหนก ผลที่ตามมาก็คือระดับ
ฝีมือเชิงเวทวิชาของจั่วม่อได้รับการขัดเกลาอย่างมาก ผนวกกับความ
ช่วยเหลือจากสัตย์สาบานของป้ายศิลาสุสาน ฝีมือทางเวทวิชาซึ่งเป็น
ทักษะฝีมือที่อ่อนด้อยที่สุดของจั่วม่อ ก็ถึงคราวรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด
ยามนี้บรรลุถึงชั้นที่สองเช่นเดียวกันกับฝีมือทางศาสตร์อสูรแล้ว
หลังจากปรับปรุงแก้ไขจุดอ่อนที่ใหญ่โตที่สุดเป็นผลสำเร็จ พลังฝีมือ
ของมันก็รุดหน้าอย่างรวดเร็ว
ตามระบบความคิดของผูเยา ระดับพลังเทพของจั่วม่อจัดอยู่ด่าน
ปฐพีขั้นกลางและทักษะวิชาเทพจัดอยู่ชั้นที่สอง ทว่ายังคงห่างไกลจาก
เทพปิศาจแรดผู้กร้าวแกร่งเกรียงไกรตนนั้น ระดับพลังเทพของเทพปิศาจ
แรดสมควรจัดอยู่ด่านปฐพีขั้นสุดท้าย ส่วนทักษะวิชาเทพนับเป็นชั้นที่
หนึ่ง
หากมิใช่ว่ามีถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อชิ้นหนึ่ง จั่วม่อก็ไม่มีความหวังจะ
เป็นคู่มือของเทพปิศาจแรดเสียด้วยซ้า
แต่หลังจากทักษะวิชาเทพของมันยกระดับขึ้นเป็นชั้นที่สอง ความเร็ว
ในการหลอมสร้างของจั่วม่อยิ่งรวดเร็วกว่าเดิม ฝีมือควบคุมเพลิงเทพ
สุริยันบรรลุถึงขั้นน่าแตกตื่นสะท้านโลก นี่หมายความว่ามันแทบไม่เคย
กระทำผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียว
ระดับคุณภาพของชิ้นส่วนที่หลอมสร้างด้วยเพลิงเทพสุริยัน เหนือล้า
กว่าระดับที่ค่ายจินวูกำหนดไว้ในการคิดค้นของพวกมันมาก
รวมทั้งหมดแล้วมีชิ้นส่วนวัตถุดิบมากกว่าหนึ่งหมื่นแปดพันชิ้น
ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นราวกับผลงานศิลปะชั้นเลิศ ผสานรวมค่ายกลยันต์
และแผนผังปิศาจเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อเกิดความงามอันเป็น
เอกลักษณ์ หลังจากหลอมสร้างชิ้นส่วนเหล่านี้ด้วยเพลิงเทพ จั่วม่อพบว่า
ผลกระทบของพลังเทพที่มีต่อการหลอมสร้างนั้นโดดเด่นเลิศล้ายิ่ง พลัง
เทพและเพลิงเทพสามารถชำระล้างสิ่งเจือปนในวัตถุดิบแทบทั้งหมดได้
อย่างสมบูรณ์ จากนั้นสลักเสลาค่ายกลยันต์และแผนผังปิศาจลงในชิ้น
วัตถุดิบ ร่องรอยสลักเหล่านี้แตกต่างจากที่เกิดจากพลังปราณโดยสิ้นเชิง
ใกล้เคียงกับลวดลายที่เกิดขึ้นจากการรังสรรค์ของธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากปริมาณการสิ้นเปลืองพลังเทพอันน่าหวั่นใจแล้ว จั่วม่อก็พึง
พอใจกับผลลัพธ์ทั้งหมด
จั่วม่อใช้กลวิธีหลอมสร้างแบบใหม่กับชิ้นส่วนสำคัญทั้งหมด มัน
ขนานนามว่ากลวิธีหลอมสร้างพลังเทพ
ในชิ้นส่วนจำนวนหนึ่งหมื่นแปดพันชิ้น มีเพียงแปดสิบเอ็ดชิ้นที่ต้อง
หลอมสร้างด้วยกลวิธีหลอมสร้างพลังเทพ สิ่งที่น่าประหลาดใจอันชวน
ปลาบปลื้มยินดีอีกประการหนึ่งก็คือ จั่วม่อพบว่ากลวิธีหลอมสร้างพลัง
เทพสามารถเพิ่มพูนระดับฝีมือทักษะวิชาเทพของมันด้วย
ระดับฝีมือทักษะวิชาเทพขึ้นอยู่กับระดับฝีมือในการควบคุมพลังเทพ
ก่อนหน้านี้จั่วม่อหากคิดเพิ่มพูนพลังฝีมือทักษะวิชาเทพของตน ได้
แต่กระทำผ่านการฝึกปรือทักษะวิชาของพลังทั้งสาม แต่ยามนี้ด้วยกลวิธี
หลอมสร้างพลังเทพ มันสามารถยกระดับพลังฝีมือทักษะวิชาเทพและการ
ควบคุมพลังเทพของตนได้อย่างก้าวกระโดด
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อได้ทำการทดสอบดูแล้ว มิใช่ว่าวัตถุดิบทุกชนิดจะ
สามารถหลอมสร้างด้วยวิธีหลอมสร้างพลังเทพ
หากใช้กลวิธีหลอมสร้างพลังเทพ วัตถุดิบต่ากว่าระดับหกจะแตก
สลายเป็นผุยผงทันที
จากใบไม้ทองคำที่หยิบฉวยมาจากวิหารเทพสุริยัน จั่วม่อค้นพบ
ลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์หลายชนิด พวกมันส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับ
แผนผังปิศาจและค่ายกลยันต์ จั่วม่อเรียกพวกมันว่ายันต์เทพยดา สิ่งที่มัน
ใช้ในตอนหลอมสร้าง ‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ ก็เป็นหนึ่งในยันต์เทพยดา
เหล่านี้เอง ทั้งยังเป็นยันต์เทพยดาชุดที่เรียบง่ายที่สุด จนบัดนี้จั่วม่อเพิ่งจะ
เชี่ยวชาญยันต์เทพยดาเพียงสองชุด นอกจากชุดที่เคยใช้กับ ‘อาภรณ์ทูต
สวรรค์’ แล้ว มันยังมียันต์เทพยดาอีกชุดหนึ่งที่ใช้การได้
วัตถุดิบที่สามารถรองรับยันต์เทพยดา อย่างน้อยต้องเป็นวัตุดิบระดับ
แปด!
เหตุที่ต้องบอกว่า ‘อย่างน้อย’ ก็เนื่องเพราะจั่วม่อเคยทดลองกับ
วัตถถุดิบระดับเจ็ด จากนั้นได้แต่เบิกตามองวัตถุดิบล้าค่าชิ้นนั้นกลายเป็น
ขี้เถ้ากองหนึ่ง มันมีวัตถุดิบระดับแปดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจหักใจนำมา
ทดสอบได้
ถึงยามนี้จั่วม่อค่อยตื่นตะลึงต่อระดับที่แท้จริงของตัวอ่อนศาสตรา
มารซึ่งมันหลอมสร้างขึ้นจากศาสตร์งานฝีมือศาสตราทบซ้อน พวกมัน
สามารถทนต่อยันต์เทพยดาได้ ไยมิใช่หมายความว่าตัวอ่อนศาสตรามาร
เหล่านั้นอย่างน้อยต้องเป็นวัตถุดิบระดับแปด?
นี่เป็นเหตุให้จั่วม่อยิ่งทวีความสนใจต่อศาสตร์งานฝีมือศาสตราทบ
ซ้อน
แม้ว่าศาสตรามารด่านเจียงจะมีราคาแพงระยับ แต่ตราบเท่าที่ไม่ใช่
ศาสตรามารปฐพี ยังคงสามารถซื้อหาได้ แต่วัตถุดิบระดับแปดไม่ใช่สิ่งที่
เพียงแค่มีม๋อเป้ยก็สามารถซื้อหาได้
หากสามารถใช้ศาสตรามารด่านเจียงเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบระดับแปด
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นการค้าที่ทำกำไรอย่างมหาศาล!
เสี่ยวม่อเกอระงับแรงปรารถนาที่มีต่อการแสวงหาผลกำไร มัน
สามารถรู้สึกได้ถึงพลังปราณที่ฟื้นคืนมา สลับสับเปลี่ยนเป็นพลังทั้งสาม
จากนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นพลังเทพ มันหันกลับไปเริ่มหลอมสร้างอีกครั้ง
หลอมสร้างคราวนี้ถึงกับหลอมสร้างเป็นเวลาสิบวันเต็ม
รอจนชิ้นส่วนสุดท้ายหลอมสร้างเสร็จสิ้น จั่วม่อมองดูชิ้นส่วนวัตถุดิบ
กองพะเนินอยู่ตรงหน้า ในใจรู้สึกถึงความสำเร็จ
หนึ่งหมื่นแปดพันชิ้น!
มันทำสำเร็จเสร็จสิ้นในสิบวัน!
แม้ว่ามันจะหลอมสร้างชิ้นส่วนที่จำเป็นสำเร็จครบถ้วน แต่ไม่ได้ลง
มือก่อตั้งค่ายกลในทันที แต่รีบยัดโอสถปราณปริมาณมากใส่ปาก ทรุดกาย
ลงนั่ง เข้าสู่ห้วงฌาณสมาธิในบัดดล
ผู้ที่กล้ารับประทานโอสถปราณมากมายถึงเพียงนี้ในคราวเดียว เกรง
ว่าจะมีแต่มันผู้เดียวเท่านั้น หากเป็นซิวเจ่อทั่วไป เส้นชีพจรปราณของ
พวกมันอาจแตกระเบิดในทันที สังขารปิศาจของจั่วม่อเข้มแข็งทรงพลัง
เส้นชีพจรแข็งแกร่งทนทานกว่าซิวเจ่อทั่วไปมาก พลังปราณของมันยัง
สามารถสลับเปลี่ยนเป็นพลังชนิดอื่น ช่วยลดภาระที่เส้นชีพจรของมันต้อง
แบกรับลงไปอีกมาก
สามวันให้หลัง มันค่อยลืมตาขึ้นอีกครั้ง แผนผังปิศาจสุริยันเลือนราง
ทอแสงอยู่ในดวงตา แผ่ซ่านรัศมีกลิ่นอายที่ยากจะบ่งบอกบรรยายออกมา
เรี่ยวแรงกำลังทั้งหมดฟื้นฟูเต็มเปี่ยม ความเหนื่อยล้าสลายคลาย
สมาธิจิตใจกลับสู่จุดสูงสุด!
เมื่อลุกขึ้นยืน มันโบกมือเบา ๆ คราหนึ่ง ชิ้นส่วนกองพะเนินที่อยู่
ตรงหน้าพลันหายวับไปในอากาศธาตุ
อี้อันพอฟังว่าปรมาจารย์เมื่อออกจากการปิดด่านกักตนก็เรียกหามัน
ทันที ต้องปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง นี่แสดงชัดเจนว่าปรมาจารย์ไว้วางใจมัน แต่
รอจนทราบว่าปรมาจารย์เซียวไม่ได้หลอมสร้างศาสตรามารปฐพีอย่างที่
คิด พ่อบ้านปิศาจแห่งศาลาสมบัติหายากผู้นี้อดผิดหวังอยู่บ้างไม่ได้ หาก
ปรมาจารย์ทำการหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีชุดใหม่ มันจะสามารถ
เลือกได้สองชิ้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ในขณะเดียวกันมันก็รู้สึกโล่งใจ
มากกว่า ขอเพียงไม่มีศาสตรามารปฐพีเพิ่มมากขึ้น สถานการณ์ที่ตึง
เครียดจนแทบระเบิดได้ทุกเมื่อ สมควรไม่ทวีความรุนแรงขึ้นมากกว่านี้
สถานการณ์ที่ทั้งเปราะบางทั้งอันตรายสุดขีดของเมืองปู้โจวในเวลานี้
กระทั่งอี้อันผู้กุมบังเหียนศาลาสมบัติหายากมานานยังต้องหวาดหวั่นไม่
คลาย
ทว่าวาจาถัดมาของปรมาจารย์เซียวกลับทำให้มันแตกตื่นจนขวัญหนี
ดีฝ่อแล้ว
“ท่านปรมาจารย์! ทำไม่ได้! เมืองปู้โจวในเวลานี้ไม่ต่างจากถังดิน
ระเบิด หากขยับเคลื่อนไหวอาจจุดปะทุได้ทุกเมื่อ! หากท่านออกจากเมือง
ตอนนี้ เกรงว่า… …”
อี้อันมิอาจไม่เกลี้ยกล่อมจั่วม่อ ความคิดนี้น่ากลัวเกินไปจริง ๆ
จั่วม่อย่อมทราบว่ามันหวาดวิตกอันใด จึงปลอบโยนว่า “ไม่เป็นไร ไม่
เป็นไร พวกเราระมัดระวังให้มากไว้ สมควรไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เจ้าคุ้นเคยกับ
พื้นที่แถบนี้ ทราบหรือไม่ว่าสถานที่ใดในละแวกนี้ที่มีแม่น้า ภูเขาและเพลิง
พิภพ?”
อี้อันสีหน้าขัดแย้ง เต็มไปด้วยความห่วงกังวล อ้าปากคิดกล่าววาจา
แต่จั่วม่อดูจากสีหน้ามัน ชิงโบกมือตัดบท กล่าวว่า “ไม่ต้องเกลี้ยกล่อมข้า
แล้ว ข้าไหนเลยจะไม่ล่วงรู้ว่าภายนอกนั้นไม่ปลอดภัย ทว่าต่อให้อยู่ใน
เมือง หากเกิดเรื่องขึ้น หรือว่าเจ้าช่วยปกป้องข้าได้?”
“ที่นี่ค่อนข้างปลอดภัย… …” อี้อันตะกุกตะกัก
“ค่อนข้างปลอดภัย?” จั่วม่อหัวร่ออย่างเย็นชา “หากจอมปิศาจด่าน
ไสว้มาถึง ยังจะปลอดภัยอยู่หรือไม่? แล้วหากเป็นจอมปิศาจด่านไสว้สอง
คนเล่า? หรือสาม? รู้หรือไม่ในเมืองเวลานี้มีจอมปิศาจด่านไสว้อย่างน้อย
ห้าคน!”
อี้อันหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ ไม่นึกถึงการโต้แย้งใดๆ อีก
จั่วม่อโบกมือ กล่าวเบา ๆ ว่า “นี่ไม่ได้จะตำหนิเจ้า เพียงแต่ข้าต้อง
พิจารณาในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ละแวกนี้มีสถานที่ที่ตรงกับความต้องการ
ของข้าหรือไม่?”
อี้อันไม่โต้แย้งอันใดอีก ปรมาจารย์ในเมื่อล่วงรู้ดีอยู่แล้ว แสดงว่า
จะต้องมีไพ่ตายที่อี้อันไม่ทราบซ่อนเอาไว้อย่างแน่นอน มันขบคิดชั่วครู่
จากนั้นดวงตาเป็นประกาย “ห่างจากเมืองปู้โจวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ
ราวเจ็ดร้อยลี้ มีสถานที่แห่งหนึ่งเรียกว่าเนินสุสานภูต มีแม่น้า ภูเขาและไฟ
พิภพ แต่ว่าสถานที่นั้นอัดแน่นไปด้วยพลังหยิน มักมีวิญญาณภูตปรากฏ
ขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เป็นสถานที่รกร้างที่ไม่มีผู้ใดอยากย่างกรายเข้าไป”
จั่วม่อพอฟังก็ไม่รีรอลังเล “เช่นนั้นเราจะไปที่เนินสุสานภูต!”
อี้อันกัดฟันพยักหน้ารับ “ท่านปรมาจารย์โปรดรอสักครู่”
เพียงชั่วเวลาไม่นานหลังจากนั้น เหล่าผู้คุ้มกันยอดฝีมือแห่งศาลา
สมบัติหายากก็มารวมตัวกันพร้อมหน้า จั่วม่อกวาดตามองผู้คุ้มกันเจ็ดสิบ
คนที่อยู่เบื้องหน้า ลอบผงกศีรษะชมเชย ศาลาสมบัติหายากสมแล้วที่เป็น
ขุมกำลังเก่าแก่ซึ่งมีประวัติยาวนาน ลำพังผู้คนทั้งเจ็ดสิบนี้ก็สามารถบ่ง
บอกถึงขุมกำลังอันกล้าแกร่งที่พวกมันถือครอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวหน้าผู้คุ้มกันซึ่งมีสีหน้าราบเรียบเฉยชา คนผู้นี้
เป็นจอมปิศาจด่านไสว้!
จอมปิศาจด่านไสว้ผู้หนึ่งกลับลดตัวมาเป็นหัวหน้าผู้คุ้มกันของกิจการ
ร้านค้า จั่วม่อแทบนึกภาพไม่ออกเลยจริง ๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าศาลา
สมบัติหายากไฉนมีความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น พวกมันเมื่อมียอดยุทธ์
ระดับนี้อยู่ใต้ร่มธง ย่อมไม่เกรงกลัวผู้ใด
สายตาของจั่วม่อกวาดมองไปรอบ ๆ อากุ่ย เขิงเหลียนเอ๋อร์และเจ้า
ถั่วงอก ล้วนอยู่กันพร้อมหน้า มีเพียงชิงฮวาเสวี่ยที่หายไป
แม่นางน้อยผู้นั้นที่แท้กำลังทำอะไร?
จั่วม่อสงสัยใจอยู่บ้าง ขณะที่กำลังจะถามผูเยา ในสายตาพลันพร่า
เลือนวูบ เห็นชิงฮวาเสวี่ยปรากฏขึ้นพลางย่อกายคารวะ “ขออภัยที่ทำ
ให้ต้าเหรินต้องรอ!”
ชั่วพริบตาที่ชิงฮวาเสวี่ยปรากฏตัว หัวหน้าผู้คุ้มกันสีหน้าแปรเปลี่ยน
ไปชั่ววูบ ม่านตาหดแคบลงทันควัน!
จั่วม่อเพ่งพิศชิงฮวาเสวี่ย มันแม้ยังมีสีหน้าเป็นปกติ แต่ในใจลอบตื่น
ตะลึง
“ผู เจ้าทำอะไรกับนาง?” จั่วม่อลอบสอบถามผูเยาในใจทันที มันจำ
ได้ว่าผูเยาเรียกให้ชิงฮวาเสวี่ยไปพบที่คุกสิบนิ้ว เป็นไปได้มากว่าจะส่งมอบ
สิ่งใดให้แก่นาง
อย่างไรก็ตาม พลังฝีมือของนางกลับรุดหน้าไปก้าวใหญ่ ถึงกับน่า
สะพรึงกลัวอยู่บ้าง!
ผูเยาตอบเสียงเกียจคร้าน “ไม่มีใด เพียงแต่ในมือข้าบังเอิญมี
‘ศาสตร์บุปผาฟ้าคราม’ ฉบับสมบูรณ์อยู่ชุดหนึ่ง ดังนั้นแค่มอบต่อให้แก่
นางเท่านั้น”
“เพียงนี้จริง ๆ?” จั่วม่อเชื่อไม่ลง
ผูเยากล่าวอย่างขบขัน “ตระกูลชิงฮวานับเป็นตัวโง่งมทั้งตระกูล
เมล็ดพันธุ์อันดีงามถึงเพียงนี้กลับไม่รู้จักถนอมรักษา ความสงบเยือกเย็น
ของนางน่าประหลาดใจนัก นางอาจเป็นคนที่สงบเยือกเย็นที่สุดเท่าที่ข้า
เคยพบเห็นมา นางเกิดมาเพื่อฝึกปรือ ‘ศาสตร์บุปผาฟ้าคราม’ โดยแท้
พลังฝึกปรือที่นางสั่งสมมาเรียกได้ว่ายอดเยี่ยมเสียจนเจ้านึกไม่ถึงทีเดียว
อย่างไรก็ตาม นางกลับไม่มีเคล็ดวิชาส่วนที่เหลือ ดังนั้นได้แต่ติดค้างอยู่ที่
ระดับชั้นเดิมมาเป็นเวลานานมาก เจ้าลองนึกดู นางในตอนนี้กับนางเมื่อ
อายุสิบสามปี เทียบกันแล้วแทบไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปเลย เจ้าพวก
ตระกูลชิงฮวาช่างมีตาแต่ไร้แววนัก! แต่หากมิใช่ว่านางสงบเยือกเย็นถึง
เพียงนี้ หลังจากติดค้างอยู่ที่เดิมมานานปี เกรงว่าคงอัดอั้นตันใจจนระเบิด
ตายไปนานแล้ว”
“นี่… …นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว”
มองดูชิงฮวาเสวี่ย จั่วม่อยังอัศจรรย์ใจไม่คลาย
ในโลกถึงกับมีตัวประหลาดเช่นนี้ด้วย… …