สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 731 ลงมือ
ราตรีนั้นมืดมิดดุจหมึก เมฆหนาบดบังจันทรา ผู้คนแม้กางมืออยู่เบื้อง
หน้ายังมองไม่เห็นนิ้วมือตัวเอง
ที่จุดสูงสุดบนยอดเขาหลักของวัดเสวียนคง มีเงาร่างพร่ามัวสายหนึ่ง
ยืนทอดตามองเบื้องล่างอย่างเงียบงัน
ลมยอดเขากระโชกแรง เป่าจนผ้าคลุมของเปี๋ยหานโบกสะบัดเป็น
เสียงดังในกระแสลม ใบหน้ายะเยียบเย็นชาของมันยามนี้ทอแววซับซ้อน
ด้วยอารมณ์ความรู้สึก ต้นไม้ใบหญ้าทุกต้นบนยอดเขาแห่งนี้มันล้วน
คุ้นเคยเป็นอย่างดี เป็นสถานที่แห่งนี้ที่มันเติบใหญ่ ร่าเรียนฝึกฝนเพื่อที่จะ
เป็นแม่ทัพบัญชาการศึก ถูกกักตัวเป็นเชลยและถูกหยามอัปยศ ในใจอัด
แน่นไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังต่อสถานที่นี้ ในยามหลับฝันนับครั้งไม่
ถ้วน เป็นมันจุดไฟกองใหญ่ด้วยมือตัวเอง เผาผลาญสถานที่ผีสางนี้จน
มอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน
แต่เมื่อวันนี้มาถึงเข้าจริง ๆ เมื่อมันย่าเท้าลงบนยอดเขาหลักของวัด
เสวียนคงอีกหน เมื่อภาพที่มันฝันถึงมาชั่วชีวิตกลับกลายเป็นจริง การแก้
แค้นของมันกลับไม่ได้ทำให้มันรู้สึกพึงพอใจอย่างที่คิด แต่ยามเมื่อทอดตา
มองสถานที่อันคุ้นเคยภายใต้ม่านรัตตากาลมืดมิดสนิทใจ กลับเป็นอารมณ์
ที่ผสมปนเปจนไม่อาจบ่งบอกบรรยายได้ชนิดหนึ่ง
ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเหลือวัดเสวียนคงได้อีก ต่อให้เจียงเจ๋อฟื้น
กลับมาจากความตาย ก็ไม่มีปัญญาพลิกฟื้นความล่มสลายของวัดเสวียน
คง
เปี๋ยหานและกงซุนชาเชื่อว่าคุนหลุนจะลงมือโดยเร็ว ดังนั้นเกิด
ความคิดอันอุกอาจและบ้าบิ่นประการหนึ่ง ความแหลมคม หมดจดและบ้า
คลั่งของกงซุนชาผสานรวมกับพิชัยยุทธ์อันดุร้ายรุนแรงของเปี๋ยหาน ทำ
ให้แผนการที่แทบจะเรียกได้ว่าบ้าระห่านี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่
พอสถานการณ์สุกงอม เปี๋ยหานก็นำกองพันบาปเคราะห์ลอบ
เดินทางยามค่าคืน เร้นกายเข้าใกล้ยอดเขาหลักโดยไม่มีผู้ใดพบเห็น กอง
กำลังแทบทั้งหมดของวัดเสวียนคงล้วนตั้งทัพอยู่บริเวณชายแดนเพื่อ
ต้านทานการบุกรุกของขุมกำลังฝ่ายอื่น จุดศูนย์กลางของพวกมันแทบถูก
ทิ้งร้าง เกือบจะไม่มีการป้องกันอันใด เนื่องเพราะพวกมันไม่หลงเหลือ
กำลังมากพอที่จะป้องกันภายในบ้านของตน และไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะมี
คนบุกรุกเข้ามาถึงใจกลางของพวกมันได้อย่างลอยนวล
สำหรับเปี๋ยหานผู้ใช้ชีวิตอยู่ในวัดเสวียนคงมาตั้งแต่วัยเยาว์ นี่เท่ากับ
ไม่มีการป้องกันแม้แต่น้อย
ทันทีที่คุนหลุนกระโจนเข้าร่วมศึก วัดเสวียนคงทั้งเบื้องสูงเบื้องต่า
ล้วนอกสั่นขวัญแขน ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นช่วงเวลาที่การป้องกันบน
ยอดเขาหลักแห่งวัดเสวียนคงจะอ่อนแอที่สุด เปี๋ยหานที่กบดานอยู่ใน
ละแวกใกล้เคียงพลันสยายคมเขี้ยวของตนโดยไม่รั้งรอ!
เปี๋ยหานผู้สนิทสนมคุ้นเคยกับต้นไม้ทุกต้นใบหญ้าทุกใบ ไม่แม้แต่จะ
เปิดโอกาสให้ศิษย์วัดเสวียนคงได้มีโอกาสส่งข่าวออกไป มันพอลงมือก็ยึด
ครองยอดเขาหลักของวัดเสวียนคงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ยอดเขาหลักแห่งวัดเสวียนคงที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรมานานนับพันปี
ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือ
จากความมึนงงซึมเซา เปี๋ยหานดวงตากลับคืนสู่ความกระจ่างแจ้ง
แผ่ซ่านกลิ่นอายยะเยียบเย็นชาออกมาอีกครั้ง มันเงยหน้ามองท้องฟ้า
ทราบดีว่ามันไม่อาจชักช้าเสียเวลา ผู้ที่เร้นกายอยู่ในเงามืดเกรงว่าไม่ได้มี
แต่มันผู้เดียว
หอพระสูตรและหอสมบัติพุทธะแห่งยอดเขาหลักวัดเสวียนคงเก็บ
รักษาสมบัติล้าค่าที่วัดเสวียนคงสั่งสมมานานนับพัน ๆ ปี นับเป็นส่วนที่
เลิศรสและดึงดูดใจที่สุดของงานเลี้ยงฉลองนี้! พัฒนาการของเรื่องราว
เรียกได้ว่ารวดเร็วเกินไปมาก จนวัดเสวียนคงไม่มีเวลาพอที่จะโยกย้าย
ความมั่งคั่งส่วนนี้ออกไป ทุกสำนักที่มุ่งหน้ามาอย่างไม่คิดชีวิตล้วนหมาย
ตาเนื้อติดมันชิ้นโตนี้
ในบรรดาศิษย์วัดเสวียนคงที่มันเพิ่งจะกวาดล้างไปนั้น มีอยู่หกคนที่
เป็นสายลับจากขุมกำลังฝ่ายอื่น
ในไม่ช้ายอดยุทธ์ระดับสูงของฝ่ายอื่น ๆ จะมาถึง ถึงยามนั้นคิดจาก
ไปคงไม่ง่ายดายแล้ว
เปี๋ยหานเพ่งมองลานพุทธะศักดิ์สิทธิ์ซึ่งยืนยงมานานหลายพันปี
อย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง ในมือปรากฏกล่องหยกที่สลักเสลาลวดลายค่ายกล
ยันต์แน่นขนัด จากนั้นมันซัดกล่องหยกลงไปอย่างไม่ลังเล
กล่องหยกวาดเป็นเส้นโค้งอันงดงามบนฟากฟ้ายามวิกาล ปัง กล่อง
หยกร่วงกระทบพื้นบริเวณช่วงกึ่งกลางความสูงของยอดเขา
กล่องหยกแตกร้าวทันที
เปลวไฟจุดหนึ่งปะทุออกมาจากกล่องหยก ชั่วพริบตานั้นเปลวเพลิง
ลุกลามไปรอบ ๆ ด้วยความเร็วดุจคลุ้มคลั่ง เพียงชั่วอึดใจเดียว ช่วงกลาง
ภูเขาเสวียนคงก็ตกอยู่ในกองเพลิงรุนแรงท่วมฟ้า
เปลวไฟสีแดงฉานเต้นเร่าอย่างเกรี้ยวกราด กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างลง
ไปในพริบตา
นี่เป็นผลงานของสองปรมาจารย์ค่ายจินวู ‘กล่องเพลิงไฟสมาธิ’
เปลวไฟระดับหกนี้ถือครองพลังอันน่าตระหนก การเก็บเกี่ยวเพลิงไฟ
ชั้นสูงด้วยค่ายกลเพลิงเป็นหนึ่งในความถนัดจัดเจนของค่ายจินวู บรรดา
สมาชิกแกนหลักของค่ายจินวูล้วนเปลี่ยนเพลิงไฟของตนเป็นเพลิงไฟ
ระดับสูงตั้งแต่แรก ไฟอีกาทองคำระดับสี่ไม่เพียงพอต่อความต้องการใน
ปัจจุบันของพวกมันอีก
หลายสำนักมีไฟสมาธิอยู่ในครอบครอง การใช้ไฟสมาธิที่นี่จะไม่ทิ้ง
เบาะแสซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดเผยตัวตนของพวกมันในภายหลัง
เพียงชั่วไม่กี่อึดใจเพลิงไฟก็กลืนกินยอดเขาทั้งลูกลงไป ทำลายล้าง
ความยิ่งใหญ่เกรียงไกรหลายพันปีอย่างไร้หัวใจ เปลวไฟสีแดงฉานลุกโชน
ท่วมฟ้า ท้องนภาอันมืดมิดถูกย้อมด้วยสีแดงก่า กระทั่งหมู่เมฆยังไม่อาจ
ปิดกั้นเปลวไฟที่พุ่งทะลุขึ้นไปถึงชั้นฟ้า ปลดปล่อยกระแสลมร้อนกวาดซัด
ไปทั่วทุกแห่ง
ท่ามกลางแสงสีของเพลิงไฟ เปี๋ยหานนำทัพกองพันบาปเคราะห์ที่
สงบนิ่งไร้อารมณ์ดุจหุ่นเชิดจากไปโดยไร้เสียง
หนี้แค้นของพวกมันถูกชำระแล้ว
พลังหยินใต้พื้นพิภพหนาแน่นยิ่งกว่าเดิม เห็นทางเดินสายหนึ่งยืด
ขยายไปด้านหน้า ความเข้มข้นของพลังหยินภายในถ้าลึกแห่งนี้มากกว่า
เบื้องบนหลายเท่า คลื่นแรงสั่นสะเทือนของพลังหยินสาดซัดออกมาจาก
ถ้าลึกด้านใน
ทหารยันต์ทองคำดำดวงตาสาดประกายน่าขนพองสยองเกล้า มันตบ
อกแรง ๆ พลางปลอบโยนอากุ่ยด้วยการยกหางตัวเองอย่างไร้ยางอาย
“อากุ่ยเจี่ยเจียไม่ต้องห่วง ตอนนี้เสี่ยวเฮยแข็งแกร่งมากแล้ว สามารถ
จัดการแม่ทัพภูตผีเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย… …”
“ฮะ” มันชะงักกึก ดวงตาลุกวาบ
อากุ่ยชะงักเท้าอย่างเงียบ ๆ
ทันใดนั้นทหารยันต์ทองคำดำแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ ร่างโถมไปทางขวา
กระแทกชนโดยไม่ออมรั้งยั้งมือ
ปัง!
ท่าพุ่งชนนี้ดุดันยิ่ง เจ้าสิ่งที่ถูกกระแทกใส่ปลิวลิ่วไปทันที!
ทหารยันต์ทองคำดำย่อกายลงสู่พื้น สองมือสองเท้ายึดแน่นกับพื้นดุจ
สัตว์ร้าย จากนั้นร่างดีดพุ่งออกไปดุจลูกธนูหลุดจากแล่ง ยืดคอยาว ใบหน้า
บิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด ตะเบ็งเสียงดังสนั่น “หิว หิว หิว โก่งคอร้องเพลงให้ดัง
ไปถึงสวรรค์… …”
ท่าร่างของมันรวดเร็วยิ่ง เร็วยิ่งกว่าสายฟ้าฟาด ไม่ทิ้งร่องรอยแม้แต่
ภาพตกค้างที่กลางอากาศ
วู้ม ทหารยันต์ทองคำดำจู่ ๆ ปรากฏกายดักอยู่ด้านหลังของเจ้าสิ่งนั้น
ปัง ขาขวาราวกับแส้เหล็กหวดฟาดเงาร่างสีเทาสายนั้นอย่างดุดัน แรงเตะ
มหาศาลฟาดเงาร่างสีเทาปลิวขึ้นไปในอากาศ
ทหารยันต์ทองคำดำดวงตาสาดประกายเจิดจ้า ดีดพุ่งขึ้นจากพื้นเป็น
หนที่สอง
มันปรากฏกายขึ้นกลางอากาศอย่างฉับพลัน พอดีดักอยู่เบื้องบนเงา
ร่างสีเทาที่กำลังลอยขึ้นมา กระหน่าย่าลงไปสุดแรง
ปัง ปัง ปัง!
สุ้มเสียงหนักหน่วงปานฉีกเนื้อหักกระดูก ชวนให้ผู้คนหนังศีรษะ
ศีรษะชาซ่าน
ทันใดนั้น ทหารยันต์ทองคำดำร่างหายวับไปอีกหน แล้วปรากฏขึ้น
ข้าง ๆ เงาร่างสีเทาสายนั้น แขนขวาราวกับก้ามปูเหล็กอันแข็งกระด้าง
ตวัดรัดรอบลำคอของเจ้าสิ่งนั้นอย่างแน่นหนา
ท่าโหมจู่โจมติดต่อตามกันรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ทหารยันต์ทองคำ
ดำขยุ้มลำคอของฝ่ายตรงข้าม ลากมาอยู่เบื้องหน้ามัน หลังจากเพ่งพิศอยู่
ชั่วครู่ ค่อยร้องอุทานอย่างงุนงงเล็กน้อย “นี่คือแม่ทัพภูตผี?”
แม่ทัพภูตผีเปลวไฟในดวงตาหม่นสลัว ราวกับว่าสะบักสะบอมอย่าง
รุนแรงจากการโจมตีเป็นจักรผันเมื่อครู่ จนถึงบัดนี้ยังไม่ฟื้นคืนสภาพ รอย
แตกร้าวปรากฏขึ้นทั่วร่างโครงกระดูกของมัน ลมหายใจรวยริน
ทหารยันต์ทองคำดำพลันทำท่าสูดจมูก ดวงตาเป็นประกาย “พลัง
เทพ!”
แต่แล้วใบหน้ามันกลายเป็นสลดหดหู่ จำใจลากแม่ทัพภูตผีที่ใกล้ตาย
ไปถึงเบื้องหน้าอากุ่ย กล่าวอย่างไม่ยินยอมว่า “อากุ่ยเจี่ยเจีย นี่ของท่าน”
อากุ่ยดูดกลืนพลังเทพจากร่างของแม่ทัพภูตผีอย่างรวดเร็ว
หลังจากกลืนกินสองตัวอ่อนศาสตรามารปฐพีที่จั่วม่อกำลังหลอม
สร้างในครั้งนั้น พลังฝีมือของทหารยันต์ทองคำดำก็รุดหน้าอย่างก้าว
กระโดด มันยามนี้เข่นฆ่าอาละวาดไปทั่วโถงถ้าใต้พิภพ แม่ทัพภูตผีทุกตน
ที่พบเจอระหว่างทางไม่มีปัญญาตอบโต้ ได้แต่ถูกจับกินเป็นอาหารแต่ฝ่าย
เดียว คนทั้งสองบุกตะลุยไปกว่าสิบลี้ สังหารแม่ทัพภูตผีหกตน
อากุ่ยดูดกลืนพลังเทพเข้าไปสามสาย ทหารยันต์ทองคำดำกลืนกิน
อีกสาม
หลังจากดูดกลืนพลังเทพทั้งสามสายจากแม่ทัพภูตผีสามตน พลัง
ฝีมือของทหารยันต์ทองคำดำยิ่งกล้าแข็งกว่าเดิม มันยังสามารถดูดรับ
พลังหยินจากรอบข้างโดยไม่ต้องควบคุมบังคับ และสามารถซ่อนตัวอยู่ใน
หมอกพลังหยินอย่างสมบูรณ์แบบ
ส่วนอากุ่ยหลังจากดูดกลืนพลังเทพ ไฟสีม่วงในดวงตานางยิ่งสุกสว่าง
กว่าเดิม พลังหยินรอบข้างหลั่งไหลเข้าไปในกายนางไม่ขาดสาย จากนั้น
ไหลกลับออกมาจากภายในร่างของนาง พลังหยินแต่ละเส้นสายที่
ย้อนกลับออกมานำพาพลังงานสีดำสายหนึ่งติดมาด้วย
ทหารยันต์ทองคำดำมองดูนาง แล้วจู่ ๆ ร้องอุทานอย่างตื่นตะลึง
“อากุ่ยเจี่ยเจีย ท่าน…ท่านไฉนกลายเป็นงดงามกว่าเดิม! นี่ประเสริฐยิ่ง! ข้า
ต้องขอให้พี่ใหญ่ตบรางวัลแก่ข้าแล้ว! เรื่องดีงามถึงปานนี้หากไม่ได้รับ
รางวัล ก็นับว่าเสียชื่อข้าจริง ๆ… …”
รอยแผลเป็นบนใบหน้าของอากุ่ยจางลงมาก ผิวหน้าของนางกลับ
กลายเป็นเรียบเนียนกว่าเดิม
สิ่งที่ดึงดูดใจยิ่งกว่ายังคงเป็นคู่เท้าอันสมบูรณ์พร้อมของนาง เท้า
เปล่าของนางในยามนี้เพิ่มความแวววามอีกชั้นหนึ่ง คล้ายหยกเนื้อดีหรื
กระเบื้องเคลือบชั้นเลิศก็มิปาน สองเท้าแม้เหยียบย่าอยู่บนพื้น แต่ไม่แปด
เปื้อนฝุ่นธุลีแม้แต่น้อย
ทหารยันต์ทองคำดำอดไม่ได้ต้องลูบคลำใบหน้าของตน จากนั้นคลำ
ไปทั่วศีรษะ รำพึงรำพันว่า “ไฉนข้าไม่หล่อเหลาขึ้นบ้าง? นี่ไม่เป็นธรรม
เลย ช่างไม่เป็นธรรมโดยแท้! อาอาอา ข้าอยากหล่อเหลากว่านี้บ้าง! ข้า
อยากเป็นทหารยันต์ที่หล่อเหลาที่สุดในใต้หล้า จากนั้นไล่ล่าสัตว์ร้ายที่
อัปลักษณ์ที่สุด… …”
เสียงคร่าครวญของทหารยันต์ทองคำดำดังสะท้อนสะท้านในถ้าใต้
พิภพ
ความร้อนอันรุนแรงของไฟสีม่วงในดวงตาของอากุ่ยคล้ายบรรเทา
เบาบางลง กลายเป็นนุ่มนวลกว่าเดิม
“ขาดทุน ขาดทุนครั้งใหญ่! ไม่ได้การ ข้าต้องให้พี่ใหญ่จ่าย
ค่าตอบแทนสักเล็กน้อย จะได้ปลอบประโลมดวงวิญญาณที่เจ็บช้าของข้า
บ้าง!” ทหารยันต์ทองคำดำยังพล่ามไม่หยุด แต่แล้วทันใดนั้น สายตาของ
มันพลันพบเห็นสิ่งประหลาดบนมือของตนเอง ต้องงงงันวูบ “อา?”
เห็นลวดลายบนมือของมันกลับกลายเป็นกระจ่างชัดสุดเปรียบปาน
ลวดลายนี้ทรงพลังยิ่ง แต่นี่ไม่ใช่ลวดลายของค่ายกลยันต์ และไม่ใช่
แผนผังปิศาจ มันดูเก่าแก่กว่านั้นมาก กระทั่งพี่ใหญ่ยังไม่อาจบอกได้ว่าสิ่ง
นี้คืออะไรกันแน่ ที่ผ่านมาลวดลายนี้เลือนรางยิ่ง แต่บัดนี้กลับชัดเจนเป็น
ที่สุด แต่ละเส้นสายล้วนคมชัดกระจ่างแจ้ง
อย่างไรก็ตาม… …
มันจดจำได้แม่นยำ ลวดลายนี้แต่เดิมไม่มีส่วนที่เป็นสีดำ!
เส้นสายหนึ่งในลวดลายบนมือของมันเปลี่ยนเป็นสีดำ เฮยจินเพ่งมอง
อยู่หลายครั้งยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ได้แต่ยอมเลิกราแต่โดยดี ทว่าใน
ขณะเดียวกัน มันกลายเป็นลิงโลดยินดีสุดระงับ ลวดลายบนหมัดเป็นท่า
สังหารที่ร้ายกาจที่สุดของมันเสมอ มันแม้ไม่เข้าใจว่าลวดลายนี้คือสิ่งใด
แต่สามารถรู้สึกได้ชัดเจนถึงพลังอันกล้าแกร่งเกรียงไกรที่แฝงเร้นอยู่
ภายในลวดลายประหลาดชุดนี้
ผู้ใดเก่งกล้าไสหัวเข้ามา! ผู้ใดเก่งกล้าไสหัวเข้ามา!
ให้เกอได้ลองทดสอบมือคู่นี้ดูเสียหน่อย!
ทหารยันต์ทองคำดำโหยหาคู่มืออันร้ายกาจสักคน
ในเวลานี้เอง ในส่วนลึกของโถงถ้า เสียงคำรามแหบลึกดังกึกก้อง
พลังหยินภายในถ้ากลับกลายเป็นเดือดพล่านเกรี้ยวกราดอย่าง
ฉับพลัน กระแสพลังหยินม้วนตัวถาโถมเข้าหาคนทั้งคู่ในบัดดล
ทหารยันต์ทองคำดำซึ่งกำลังกลัวว่าจะไม่มีคู่ต่อสู้พลันเบิกบานใจ
ขึ้นมาทันที มันทะยานฝ่าคลื่นพลังหยินอันคลุ้มคลั่ง ดุจลูกธนูคมกล้าหลุด
จากคันธนูแกร่ง ทะลวงตรงดิ่งไปเบื้องหน้าอย่างไม่ครั่นคร้าม! อากุ่ยเปลว
ไฟสีม่วงในดวงตาเปล่งประกายวาบ กระแสพลังหยินพัดหอบทรายและ
เศษหินปลิวเวียนว่อน แต่อากุ่ยไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
เท้าเปล่าของอากุ่ยสะกิดเบา ๆ บนพื้น จากนั้นร่างนางหายวับไป
ปัง ปัง ปัง!
เสียงปะทะดังสะเทือนเลื่อนลั่นในโสตประสาทของอากุ่ย เมื่อนาง
บรรลุถึงตำแหน่งนั้น เพียงเห็นทหารยันต์ทองคำดำกำลังต่อสู้กับโครง
กระดูกที่ปกคลุมด้วยเปลวไฟอย่างดุเดือด
กระแสอากาศสั่นไหวไม่หยุดยั้ง ฝั่งหนึ่งเป็นเสียงตวาดอย่างดุดันของ
ทหารยันต์ทองคำดำ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นเสียงคำรามด้วยโทสะของโครง
กระดูกเพลิง
หากจั่วม่ออยู่ที่นี่จะต้องมองออกในทันที สมรภูมิที่ทหารยันต์ทองคำ
ดำกับโครงกระดูกไฟกำลังห้าหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ถึงกับเป็นแท่น
เซ่นสรวงบูชายัญแท่นหนึ่ง ริมขอบของแท่นบูชาเป็นเสาสัญลักษณ์ศึกสิบ
ต้น แกะสลักไว้ด้วยรูปภูตผีและสัตว์ประหลาดอันพิสดารหลากหลาย
รูปแบบ เสาสัญลักษณ์ศึกทั้งสิบนี้พ่นพลังหยินอันหนาแน่นและบริสุทธิ์
ออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง
พลังหยินไหลไปตามเส้นทางของแท่นบูชา ไปรวมตัวกันที่บริเวณยก
สูงตรงใจกลาง ไต่ขึ้นไปตามขั้นบันไดทีละขั้น ๆ
มีรูปปั้นหินที่ทำเป็นใบหน้าภูตผีสี่ตนแสยะยิ้มแยกเขี้ยว ยืนอารักขาสี่
มุมของแท่นสูง รูปปั้นหินทางทิศตะวันตกถูกทำลายเสียหาย ทิ้งไว้เพียง
เศษหินกองหนึ่ง ดูจากเศษซากที่หลงเหลือสามารถเห็นได้ชัดเจน นี่สมควร
เป็นรูปปั้นโครงกระดูกตนหนึ่ง
ที่กึ่งกลางของรูปปั้นทั้งสองเป็นตำแหน่งที่พลังหยินมารวมตัวกัน
เห็นชุดเกราะสีเทาชุดหนึ่งยืนนิ่งอย่างเงียบงัน สองเท้าของชุดเกราะ
ดูดกลืนพลังหยินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากนั้นพลังหยินคล้ายพวยพุ่ง
ออกมาจากส่วนปากของมันเป็นจังหวะ
พลังหยินทั้งมวลในถ้าใต้พิภพล้วนมาจากที่นี่
ชุดเกราะกระดูกแวววาวประดุจหยก หลังจากซึมซับพลังหยินมานาน
นับปีไม่ถ้วน พื้นผิวสัมผัสของมันเต็มไปด้วยรายละเอียดอันน่าตื่นตาตื่นใจ
กระดูกชิ้นเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนทับซ้อนเรียงรายทีละชั้น ๆ กลายเป็นความ
งดงามที่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนชนิดหนึ่ง
ดวงตาอันว่างเปล่าของชุดเกราะกระดูกที่แฝงเร้นไว้ด้วยน้าหนักของ
กาลเวลานับอสงไขย กำลังจ้องมองอากุ่ยอย่างเงียบเชียบ