สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 730 มาถึงอย่างเงียบเชียบ
ทันใดนั้น มันสะท้านขึ้นด้วยความหนาวเหน็บสายหนึ่ง
นี่…อากาศคล้ายเริ่มเย็นยะเยือกอยู่บ้าง
ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยนี้ทำเอามันงงงันไปชั่ววูบ อึดใจใหญ่ค่อยได้สติ
ซึ่งความจริงมันบาดเจ็บสาหัส สังขารปิศาจอยู่ในช่วงอ่อนแอถึงที่สุด
มันอดกวาดตามองไปด้านหลังไม่ได้ ดวงตาพลันเบิกกว้างขึ้น
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด หิมะกลับเริ่มตกลงมาจริง ๆ เกล็ดหิมะสีเทาแปลก
ประหลาดโปรยปรายพร่างฟ้า โลกหล้ากลายเป็นสีเทาอย่างสมบูรณ์
นี่มัน… …
มันแบมือยื่นไปข้างหน้า เกล็ดหิมะสีเทาตกลงบนฝ่ามือ ความรู้สึก
เย็นเยียบเสียดกระดูกแล่นเข้าสู่ร่างจนมันสะท้านขึ้นเบา ๆ เกล็ดหิมะสีเทา
หลอมละลายอย่างรวดเร็วบนฝ่ามือของมัน พลังหยินบริสุทธิ์สายหนึ่ง
กระจายไปในอากาศ
พลังหยิน!
สายตาหวาดหวั่นพนั่นพรึงของไคว่อานพลันหันไปจับจ้องเงาร่างที่
กลางเวหา เงาร่างโดดเดี่ยวทระนงที่จมอยู่ใน ‘โลก’ ของตนอย่างสมบูรณ์
คนผู้นี้… …คนผู้นี้ถึงกับสามารถเปลี่ยนพลังหยินกลายเป็นเกล็ดหิมะ
ที่มีตัวตน!
ไคว่อานพยายามสงบใจลงอย่างรวดเร็ว ความงุนงงสงสัยยิ่งทวีขึ้น
เพ่งมองหิมะภายในรัศมีห้าสิบลี้โดยไม่ละสายตา แผ่นฟ้าผืนปฐพีอัน
ไพศาลปกคลุมด้วยเกล็ดหิมะสีเทาชิ้นใหญ่ที่ค่อย ๆ พร่างพรมลงมา
เกล็ดหิมะเหล่านี้… …ที่แท้ใช้ทำอะไร?
ขณะที่คนทั้งสามกำลังประหลาดใจกับพฤติการณ์อันพิสดารของ
จั่วม่อ ไม่มีผู้ใดทันได้ฉุกใจคิดว่าอากุ่ยหายตัวไป
อากุ่ยเวลานี้ยืนตระหง่านอยู่เหนือปากทางลงสู่หลุมลึกที่เต็มไปด้วย
พลังหยิน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แม่ทัพภูตผีปรากฏตัวออกมา ข้างกายนางเป็น
ทหารยันต์ทองคำดำซึ่งไม่ทราบโผล่ออกมาตั้งแต่เมื่อใด มันกำลังใช้หมัด
เหล็กตบอกเหล็กของตนพลางกล่าวด้วยท่วงท่าองอาจห้าวหาญ
“อากุ่ยวางใจ แม่ทัพภูตผีเป็นตัวอะไร มาหนึ่งตนฆ่าหนึ่งตน ฆ่าหนึ่ง
ตนรับประทานหนึ่งตน!”
สังเกตเห็นอากุ่ยหันมามองมันด้วยสายตาว่างเปล่า ทหารยันต์ทองคำ
ดำสันหลังเย็นวาบ สุ้มเสียงเปลี่ยนไปทันที รีบกล่าวประจบประแจง “ข้า
หมายถึงว่าข้าฆ่าหนึ่งตน ให้อากุ่ยรับประทานหนึ่งตน! รอให้อากุ่ยอิ่มหนำ
สำราญแล้ว ข้าค่อยลองลิ้มลองบ้างสักเล็กน้อย” พอกล่าวจบคำ มันทำท่า
กุมท้อง สีหน้าหดหู่ ชม้ายมองอากุ่ยอย่างน่าสงสาร เอ่ยรำพันด้วยน้าตา
คลอหน่วย “อากุ่ยเจี่ยเจีย เสี่ยวเฮยหิวเหลือเกิน… …”
อากุ่ยหันกลับด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เมินเฉยต่อมันอย่างสิ้นเชิง
เห็นว่าการแสร้งทำตัวน่าสงสารไม่ได้ผล ทหารยันต์ทองคำดำได้แต่
หันไปมองปากทางลงสู่หลุมลึก สีหน้าทอแววฆ่าฟันและหิวกระหาย “ขี้
ขลาดหิวตาย กล้าหาญอิ่มตาย จะอย่างไรต้องตาย ขอรับประทานจนอิ่ม
ตาย… …”
ยังไม่ทันจะกล่าวจนจบประโยค เปรี้ยง เท้าเปล่าอันงดงามข้างหนึ่ง
ถีบยันใส่กลางหลังมัน ทหารยันต์ทองคำไม่ทันระวัง หน้าทิ่มคะมำลงไปใน
หลุมลึกทันที เสียงกรีดร้องโหยหวนดังแว่วมาตามโถงถ้า
จากนั้นอากุ่ยกระโดดตามลงไป
ในหมู่เมฆด้านนอกเนินสุสานภูต ยอดฝีมือชุมนุมกันพร้อมหน้า
ตี๋ไสว้จ้องมองเนินสุสานภูตที่อยู่ห่างไกล กล่าวปนทอดถอน”เซี่ยวม่อ
เกอผู้นี้เป็นบุคคลอันร้ายกาจโดยแท้ ไม่ว่าไปยังที่ใดล้วนก่อมรสุมลูกใหญ่”
ฉินหมิงพยักหน้าพลางกล่าว “มิผิด แต่การทำตัวให้ตกเป็นเป้าหมาย
ของทุกผู้คนไม่ใช่เรื่องชาญฉลาด วีรบุรุษไม่ยืนใต้กำแพงหักพัง
สถานการณ์เบื้องหน้าแม้ยังไม่ถึงกับจบสิ้น แต่เกรงว่าเป็นจุดอับ ยากจะ
พลิกผันกลับกลาย”
ทังเฉินพอฟังต้องฝืนยิ้ม “พวกท่านช่างกล่าวอย่างสบายอกสบายใจ
นัก ก่อนอื่นเราสมควรคิดหาหนทางหยิบฉวยมรดกเคล็ดวิชาพลังเทพจะ
ดีกว่ากระมัง”
คนอื่น ๆ รอยยิ้มบนใบหน้าสลายไปทันที สีหน้าของพวกมัน
เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง
พวกมันเพิ่งได้รับข่าวว่าเทพปิศาจแห่งวิหารเทพปิศาจอีกสองตน
กำลังเร่งรุดมาด้วยความเร็วสูงสุด อย่างเร็วที่สุดสมควรบรรลุถึงในวันพรุ่ง
ส่วนสภาผู้อาวุโสแห่งภพอสูรก็เป็นขุนเขาอีกลูกหนึ่งที่ตั้งขวางอยู่เบื้อง
หน้าพวกมน มิหนำซ้าขุนเขาลูกนี้ยังใหญ่โตกว่าวิหารเทพปิศาจอีก
พวกมันมองดูเหล่าผู้อาวุโสเผ่าอสูร เห็นแต่ละคนจ้องมองเส้นเปลว
ไฟตรงแน่วเส้นนั้นอย่างไม่ยินยอมละสายตา หมิงเยวี่ยเยี่ยยังประกาศ
อย่างเป็นทางการ เผยจุดมุ่งหมายที่จะช่วงชิงมรดกเคล็ดวิชาพลังเทพของ
เซี่ยวม่อเกอออกมาอย่างชัดแจ้ง
“เซี่ยวม่อเกอเข้าไปในเนินสุสานภูตทำอะไร?”
ฉินหมิงสีหน้าครุ่นคิด “ใช่ มันที่แท้กำลังทำอันใดอยู่ข้างในนั้น เหล่า
เฉิน เจ้าคงล่วงรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเนินสุสานภูตกระมัง?”
น่าแปลกที่ทังเฉินกลัยสั่นศีรษะ “รู้ไม่มากนัก”
ฉินหมิงประหลาดใจอยู่บ้าง ทุกคนเมื่อครั้งกระโน้นเคยร่วมบุกบั่นฝ่า
อันตรายมาด้วยกัน สนิทสนมคุ้นเคยกับนิสัยใจคอของแต่ละคนเป็นอย่างดี
แม้ด้วยเหตุผลทางครอบครัว ทังเฉินต้องออกจากกลุ่มหวนคืนสู่ตระกูล แต่
ฉินหมิงทราบดีว่าทังเฉินขวัญกล้าจิตใจละเอียดอ่อน เป็นบุคคลอัน
ระมัดระวังผู้หนึ่ง เนินสุสานภูตนี้ห่างจากเมืองปู้โจวแค่ไม่กี่ร้อยลี้ ใกล้มาก
เสียจนมันพอฟังว่าทังเฉินไม่ล่วงรู้ปรุโปร่งในสถานที่นี้ ต้องตกตะลึงจากใจ
จริง!
ทังเฉินฝืนยิ้มขมขื่น “นี่ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากรู้ แต่สถานที่นี้แปลกพิกล
อยู่บ้าง”
“แปลกพิกล?”
ยิ่งเข้มข้นขึ้นมาก จนจู่ ๆ ก็เดือดพล่านขึ้นมา หากไม่ได้พบเห็นด้วยสายตา
ตนเอง ยากจะจินตนาการถึงภาพอันแปลกพิสดารนั้นได้ พลังหยินใน
บริเวณนั้นทั้งหมดพลันเดือดพล่านขึ้นมาพร้อมกัน หากเจ้าใช้พลังปิศาจ
แม้แต่น้อยนิด อาจเป็นเหตุให้พลังหยินเกิดระเบิดขึ้นมา ครั้งนั้นข้าแทบไม่
อาจเอาชีวิตรอดออกมาได้”.
ทังเฉินพอกล่าวถึงตรงนี้ สีหน้ายังทอแววหวาดหวั่นไม่คลาย
ทุกผู้คนหันมามองหน้ากัน สีหน้าตะลึงลาน
“หรือว่ามียอดยุทธ์อันร้ายกาจเร้นกายอยู่ภายใน?”
ทุกผู้คนในใจหนาวสะท้านอย่างที่ยากจะบ่งบอกบรรยาย
ยอดเขาหลักของวัดเสวียนคงยังดูปกติธรรมดาเหมือนแต่ก่อน ทว่า
ท่าทีตื่นกลัวดุจนกหวาดเกาทัณฑ์ของบรรดาศิษย์ไม่อาจปกปิดซ่อนเร้นได้
กองกำลังผู้อาวุโสถูกฆ่าล้างขบวน ในเวลาเช่นนี้นับเป็นความเสียหาย
ร้ายแรงที่วัดเสวียนคงไม่อาจแบกรับได้
หากมิได้อยู่ในกลียุคซึ่งศึกสงครามปะทุขึ้นทุกแห่งหน พวกมัน
สามารถประกาศตัดขาดจากโลกภายนอก ปิดตัวเองเป็นเวลาหลายสิบปี
บางทีวัดเสวียนคงอาจพลิกฟื้นได้อีกครั้ง แต่บัดนี้ใต้หล้าตกอยู่ในความ
อลหม่าน สมดุลแห่งขั้วอำนาจกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลง ผู้คนไหนเลย
จะยอมละเว้นวัดเสวียนคงที่บาดเจ็บและอ่อนแอ ตามแนวชายแดนของวัด
เสวียนคงเกิดการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ความขัดแย้งทุกชนิดทวีความ
รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขุมกำลังเหล่านั้นประหนึ่งฝูงสุนัขป่าเจ้าเล่ห์ รุมฉีกทึ้ง
เลือดเนื้อคำโตจากร่างมหึมาของวัดเสวียนคงทีละคำ ๆ
เหล่าศิษย์วัดเสวียนคงทุกรูปทุกนามล้วนตระหนักแน่แก่ใจ สำนักของ
พวกมันกำลังตกอยู่ในห้วงความเป็นความตาย!
“คุนหลุนเข้าร่วมศึกแล้ว!”
ข่าวร้ายนี้พอส่งกลับมา ทุกผู้คนล้วนหน้าซีดขาวราวกับคนตาย พวก
มันล้วนทราบว่านี่หมายความว่าอย่างไร คุนหลุนเมื่อกระโจนลงมาร่วม
ด้วย ก็ไม่ต่างจากฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อูฐหลังหัก อย่าว่าแต่ในความเป็น
ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย กองพันมากมายของวัดเสวียน
คงต่อสู้จนสองตาแดงฉาน เข่นฆ่าจนบ้าดีเดือด พากันบังเกิดความคิดหยก
ศิลาล้วนแหลกลาญ พวกมันเมื่อมิอาจรอด เช่นนั้นก็จะลากศัตรูลงนรกไป
ด้วย การต่อสู้แลกชีวิตอุบัติขึ้นทุกหนแห่ง ศิษย์วัดเสวียนคงระเบิดการ
ตอบโต้อย่างบ้าคลั่งและสิ้นหวังของพวกมันออกมา นี่แสดงให้เห็นถึง
รากฐานและความเหี้ยมหาญนับพัน ๆ ปีของวัดเสวียนคง แต่ใน
ขณะเดียวกัน ก็ยังบ่งบอกถึงความอ่อนแอและจุดจบของพวกมันด้วย
การดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของยักษ์ใหญ่ที่ใกล้ตาย เป็นโศกนาฏกรรมอัน
โหดร้ายทารุณแต่โศกซึ้งฉากหนึ่ง
บนยอดเขาหลักวัดเสวียนคง ที่หลงเหลืออยู่ในยามนี้มีเพียงศิษย์ที่
รับผิดชอบหน้าที่ด้านความเป็นอยู่ทั่วไป ส่วนศิษย์ที่มีความสามารถในการ
ต่อสู้อยู่บ้าง ล้วนถูกส่งไปยังแนวหน้าเพื่อต้านทานการบุกโจมตีของศัตรู
ผู้คนล้วนหวาดหวั่นพรั่นพรึง ศิษย์ที่มีความรู้อยู่บ้างล้วนทราบดี
สถานการณ์ของวัดเสวียนคงในยามนี้แม้ว่าจะมียอดคนด่านฝ่านซูอีก
จำนวนหนึ่ง ก็ยากจะแก้ไขกลับกลายอีก
เมื่อทั่วทั้งโลกแห่กันมาตัดแบ่งวัดเสวียนคง ก็เท่ากับกำหนดชะตา
กรรมของมหาสำนักที่มีประวัติหลายพันปีให้ต้องสูญสิ้น
ไม่มีผู้ใดสามารถขวางรั้งกำลังของทั้งโลกได้ กระทั่งคุนหลุนก็ไม่
สามารถ
ทันทีที่สภาพการณ์บังเกิดขึ้นชัดเจน ก็จะผลักดันชะตาชีวิตของพวก
มันไปจนกว่าจะจบสิ้น!
การเข้าร่วมวงของคุนหลุนและเทียนหวน ดับความหวังเสี้ยวสุดท้าย
ในใจของเหล่าศิษย์วัดเสวียนคง สิ่งที่ร้ายกาจที่สุดก็คือ พวกมันนึกไม่ถึง
ว่าคุนหลุนกับเทียนหวนจะใจร้อนถึงเพียงนี้!
มีดปังตอคร่าชีวิตสองเล่มนี้ ถึงกับมาเร็วยิ่ง!
หมิงซิ่งอยู่ในอารมณ์ย่าแย่ยิ่ง มันย่อมไม่คิดตกตายไปพร้อมกับสำนัก
ทางเลือกที่ดีคือสุดคือผันตัวไปติดตามผู้ยิ่งใหญ่ท่านอื่น นอกเหนือจากวัด
เสวียนคงแล้ว ในดินแดนเสวียนคงยังมีวัดใหญ่อีกเก้าแห่ง ไม่ว่าวัดใดใน
เก้ามหานิกายพุทธที่เหลือก็ล้วนแล้วแต่เป็นตัวเลือกอันประเสริฐ
อย่างไรก็ตาม ในเวลาเช่นนี้คิดฝากตัวเข้ากับสำนักอื่น เป็นไปไม่ได้ที่
จะไปโดยไม่มีของติดไม้ติดมือไปด้วย
มันนึกถึงหอพระสูตรและหอสมบัติพุทธะ ความคิดอันอุกอาจไม่อาจ
สะกดกลั้นได้อีก ดวงตาทอประกายดุร้าย มันต้องลงมือโดยไว ผู้ที่มี
ความคิดเช่นเดียวกันกับมันอาจมีอยู่หลายคน หากมันสามารถหยิบฉวย
สมบัติวิเศษสักชิ้นสองชิ้น ต่อไปย่อมต้องมีสถานที่ฝากกายอย่างแน่นอน
หลังจากตัดสินใจเด็ดขาด หมิงซิ่งก็ไม่รีรอลังเล ฉวยโอกาสที่ยังมืด
ลอบเร้นกายไปยังหอพระสูตร
วันนี้หอพระสูตรเงียบสงัดผิดธรรมดา
ในใจหมิงซิ่งเกิดความหวั่นวิตกวูบหนึ่ง แต่มันกัดฟันย่องเข้าไปโดยไร้
เสียง ปกติแล้วจะมีอาจารย์อาคอยเฝ้าคุ้มกันสถานที่นี้ แต่อาจารย์อา
เหล่านั้นล้วนถูกเรียกออกไปทั้งหมด เหลือเพียงอาคมหวงห้ามอันร้ายกาจ
หลายชุด แต่มันพอดีคุ้นเคยกับอาคมหวงห้ามเหล่านี้ไม่น้อย
หมิงซิ่งหลบเลี่ยงอาคมหวงห้ามอย่างระมัดระวัง เล็ดลอดผ่านเข้าไป
อย่างไม่เร็วไม่ช้า ในที่สุดก็สามารถเข้าสู่หอพระสูตรอย่างปลอดภัย อด
ลิงโลดยินดีสุดระงับไม่ได้
แต่รอจนมันมองเห็นภาพเบื้องหน้า ราวกับอัสนีบาตฟาดใส่กลาง
ศีรษะ ได้แต่เบิกตามองอย่างโง่งม