สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 734 สมบัติโบราณ
จั่วม่อกระทำการรวดเร็วยิ่ง
มันเพิ่งบรรลุความเข้าใจอันลึกล้าบางประการผ่านการต่อสู้ภายใน
‘สวนสวรรค์จักพรรดิต้องห้าม’ เมื่อครู่ จั่วม่อจู่โจมท่าสังหารอย่างฉับพลัน
ฝ่ามือบังเกิดประกายแสงสีทองกลุ่มหนึ่งสาดส่องออกมา มันทำท่าตบฟาด
เบา ๆ ประทับฝ่ามือใส่สัตว์ประหลาดหัววัวแต่ไกล
พลังฝ่ามือสีทองพุ่งวาบออกจากฝ่ามือ
หากเทพปิศาจแรดเห็นฝ่ามือนี้ รับรองว่าต้องตกตะลึงจนตาแทบ
ถลนออกจากเบ้าด้วยความอัศจรรย์ใจ เพียงแค่ว่าฝ่ามือนี้เป็นแสงสีทอง
หาใช่แสงสีแดงดุจเลือดไม่ นอกจากนั้นแล้วแทบจะคล้ายเหมือนกระบวน
ท่าของมันทั้งหมด
หัตถ์เทพปิศาจหฤโหด!
ทั้งผู้นำเทพปิศาจหรือเทพปิศาจแรดไม่ว่าผู้ใดก็คาดไม่ถึง แท้ที่จริง
แล้วแก่นแท้ของ ‘สวนสวรรค์จักรพรรดิต้องห้าม’ ซึ่งเป็นส่วนที่แข็งแกร่ง
ที่สุด หาใช่คำ ‘ต้องห้าม’ อันมีพลังในการสะกดตรึงผู้คนไม่ แต่เป็นคำ
‘จักรพรรดิ’ ต่างหาก ภายในอาคมหวงห้าม จั่วม่อเป็น ‘จักรพรรดิ’ ของ
ขบวนค่ายกลทั้งหมด มันคือส่วนที่ทรงพลังอำนาจมากที่สุด และเป็น
แกนกลางของอาคมหวงห้ามทั้งขบวน
ทุกการเปลี่ยนแปลงของอาคมหวงห้าม ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลง
หรือการเคลื่อนไหวเล็กน้อยเพียงใด หรือลึกล้าสีกปานใด ล้วนผ่านเข้ามา
ในจิตใจของมันทั้งสิ้น
สำหรับ ‘หัตถ์เทพปิศาจหฤโหด’ ซึ่งถูกอาคมหวงห้ามสะกดตรึงเอาไว้
จั่วม่อมีความเข้าใจโดยคร่าว ๆ ในการเปลี่ยนแปลงของกระบวนท่า ดังนั้น
ฝ่ามือนี้ของมันคล้ายคลึงอย่างน้อยเจ็ดแปดส่วน อย่างไรก็ตาม มันฝึกปรือ
?
หวนนึกถึงคำพูดของตาเฒ่าลึกลับ จั่วม่อรีบนำไม้กำยานหอมตก
สะเก็ดออกมาทันที อากุ่ยคล้ายสูดได้กลิ่นอายอันหอมหวนของไม้กำยาน
หอมตกสะเก็ด ในดวงตาว่างเปล่าปรากฏร่องรอยโหยหาอย่างเลือนราง จั่ว
ม่อยื่นส่งไม้กำยานหอมตกสะเก็ดให้แก่อากุ่ยอย่างไม่รีรอ
ไม้กำยานหอมตกสะเก็ดแต่ละชิ้นมีขนาดเพียงเท่าเม็ดถั่ว ที่น่าแปลก
คือแต่ละชิ้นมีรูปร่างแตกต่างกัน แต่ล้วนเป็นทีขาวปนเทา ทันทีที่นำ
ออกมาจากแหวนมิติ ทั่วบริเวณอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของมัน นี่เป็นกลิ่น
หอมที่พิเศษเฉพาะสุดบรรยาย กระทั่งจั่วม่อยังอดกลืนน้าลายไม่ได้
ทหารยันต์ทองคำดำยืดคอชะเง้อมองไม้กำยานหอมตกสะเก็ดในมือ
ของอากุ่ยจนดวงตาแทบถลน สีหน้าทีท่าราวกับว่าหลงลืมตัวประหลาดหัว
แกะที่อยู่เบื้องหน้าไปเสียสิ้น อาจมองเห็นน้าลายไหลหยดย้อยเป็นประที่
มุมปากของมันด้วย
แต่ตัวประหลาดหัวแกะก็หยุดชะงักเช่นกัน หันมาจ้องมองไม้กำยาน
หอมตกสะเก็ดในมืออากุ่ยตาเขม็ง
จั่วม่อมองดูอยู่ชั่วครู่ เมื่อเห็นว่าทหารยันต์ทองคำดำไม่จำเป็นต้องให้
ช่วยเหลือ ค่อยรั้งสายตากลับมา อากุ่ยหลังจากกลืนกินไม้กำยานหอมตก
สะเก็ดเสร็จสิ้น นางก็นั่งขัดสมาธิท่าดอกบัวทันที ร่างของนางส่องแสงสี
ม่วงเป็นครั้งคราว
อากุ่ยสีหน้าสงบราบเรียบ ความวิตกกังวลในใจจั่วม่อคลายลง
เล็กน้อย ค่อยหันไปมองชุดเกราะกระดูกที่ใจกลางแท่นบูชาอีกครั้ง
ร่างของมันหายวับ จากนั้นปรากฏขึ้นเหนือชุดเกราะกระดูก
เมื่อเพ่งมองอย่างใกล้ชิด มันยิ่งรู้สึกว่าชุดเกราะกระดูกไม่รวบรัด
ธรรมดามากขึ้นเรื่อย ๆ แท่นเซ่นสรวงนี้ตั้งอยู่ในตำแหน่งพิเศษเหนือ
ธรรมดา เป็นปากทางของเส้นชีพจรปฐพีพลังหยินที่อยู่ภายใต้แท่นบูชา
หลังจากถูกหล่อเลี้ยงอยู่ในพลังหยินมานานนับนับหมื่นปีเช่นนี้ ต่อให้เป็น
ชุดเกราะกระดูกธรรมดาสามัญยังจะแปรเปลี่ยนอย่างสมบูรณ์ กลายเป็น
สมบัติวิเศษที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน
ซึ่งความจริงวัตถุดิบที่ใช้หลอมสร้างชุดเกราะนี้ก็ไม่ธรรมดาสามัญ
กระทั่งจั่วม่อยังไม่อาจบอกได้ว่าหลอมสร้างขึ้นจากกระดูกชนิดใด
แท่นเซ่นสรวงเป็นมรดกจากยุคบรรพกาล อย่างน้อยสมควรมีอายุไม่
ต่ากว่าหนึ่งหมื่นปี ตามที่ใบไม้ทองคำกล่าวไว้ ระดับของแท่นบูชาเกี่ยวข้อง
กับขนาดของมัน แต่นี่ไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัว ยังมีแท่นบูชาของชนเผ่า
พิเศษเฉพาะหลายแห่งที่ไม่ได้แสวงหาความยิ่งใหญ่ไพศาล ทว่ายังมีสิ่ง
หนึ่งที่เที่ยงแท้แน่นอนเสมอมา นั่นคือรูปปั้นผู้พิทักษ์
แท่นบูชาที่มีรูปปั้นผู้พิทักษ์ หมายความว่าเป็นแท่นบูชาที่มี
ความสำคัญต่อชนเผ่าของมันเป็นอย่างยิ่ง
ยุคบรรพกาลห่างไกลจากยุคปัจจุบันมากเกินไป ความรู้ความเข้าใจ
ของจั่วม่อที่มีต่อช่วงเวลานั้นส่วนใหญ่มาจากใบไม้ทองคำและความทรง
จำที่พี่ใหญ่ชิงหลินทิ้งไว้ให้แก่มัน ใบไม้ทองคำลี้ลับคลุมเครือ ส่วนความ
ทรงจำของพี่ใหญ่หลินก็พร่าเลือนไปมาก เนื่องจากข้ามผ่านเวลามาหลาย
พันหลายหมื่นปี
วัตถุดิบของยุคบรรพกาลแตกต่างจากสมัยปัจจุบันมาก นั่นเป็นยุค
สมัยที่สัตว์ร้ายแดนร้างอาละวาดไปทั่วแผ่นดิน วัตถุดิบหายากมีอยู่ทุกหน
แห่ง แต่วัตถุดิบที่สามารถอยู่รอดมานานนับหมื่น ๆ ปี อาจเรียกได้ว่าพิเศษ
เหนือธรรมดา
กระดูกแต่ละชิ้นราวกับผลึกสีเทา สุกใสแวววามดุจอัญมณี เส้นชีพจร
ปราณปฐพีของพลังหยินนี้เห็นได้ชัดว่ามีขนาดใหญ่โตมหึมา อัดแน่นไป
ด้วยพลังหยินในปริมาณที่น่าแตกตื่นสะท้านโลก พลังหยินที่พวยพุ่ง
ออกมาจากกระแสพลังหยินคอยขัดเกลาชุดเกราะกระดูกอยู่ตลอดเวลา
โดยไม่เคยหยุดพัก
พลังหยินอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์ถึงเพียงนี้ กระทั่งจั่วม่อยังรุ้สึกอึดอัด
ขัดข้องอยู่บ้าง
แตกต่างจากวัตถุอื่นในยุคสมัยนั้นซึ่งมักจะเดินไปในแนวทางเรียบ
ง่ายจนแทบจะกลายเป็นหยาบกร้าน เกราะกระดูกชุดนี้ออกแบบมาอย่าง
วิจิตรบรรจงยิ่ง ชิ้นกระดูกเล็ก ๆ เรียบบาง เรียงซ้อนเป็นชั้น ๆ ราวกับขน
นี่จึงเป็นยุทธภัณฑ์เทพที่แท้จริง!
จั่วม่อยากจะสะกดกลั้นสีหน้าแตกตื่นยินดีของมันได้ มันถึงกับพบ
พานสมบัติโบราณเช่นนี้อย่างประจวบเหมาะนัก ชุดเกราะกระดูกโน้ม
อากุ่ย… …อากุ่ยดูเหมือนว่าจะงดงามกว่าเดิม!
จั่วม่องงงันวูบ หันไปสำรวจตรวจตานางอย่างจริงจัง เมื่อเพ่งมอง
อย่างละเอียด พบว่าเป็นอย่างที่มันคิดจริง ๆ ริ้วรอยแผลบนใบหน้าอากุ่ย
จางลงมากจนเกือบจะหายดี ผิวหน้าใหม่ของนางขาวผ่องนวลเนียน
ใบหน้าเรียวของนางดูบอบบางนุ่มนวล จั่วม่อพบเห็นเค้าหน้าของเด็กสาว
ชุดขาวซึ่งถูกคุมขังอยู่ในความว่างเปล่าคนนั้น มันเอื้อมมือไปยังใบหน้า
ของอากุ่ยโดยไม่รู้ตัว
อากุ่ยยืนนิ่งเงียบงัน ไม่หลบเลี่ยงมือของจั่วมือ
ความรู้สึกละเอียดอ่อนอันแปลกประหลาดแล่นวาบมาจากปลายนิ้ว
จั่วม่อใจกระตุกวูบ ทันใดนั้นอากุ่ยพลันเอียงหน้าเข้าหามือของจั่วม่อ แล้ว
ซบหน้ากับฝ่ามือของมัน คล้ายถวิลหามาเนิ่นนาน
จั่วม่อหัวใจเต้นระส่า แต่ไม่อาจหักใจดึงมือของตนกลับมา
เทียบกับการหยุดเวลาของ ‘สวนสวรรค์จักรพรรดิต้องห้าม’ แล้ว ชั่ว
วินาทีนี้กาลเวลาคล้ายหยุดนิ่งลงอย่างแท้จริง
“ฮ่าฮ่า! รสชาตินี้! เป็นรสชาตินี้เอง! วิเศษมาก!”
เสียงทหารยันต์ทองคำดำหัวร่อกระหึ่มอย่างสาสมใจ มันเพิ่งจะ
สังหารตัวประหลาดหัวแกะและกลืนกินพลังเทพของตัวประหลาด จั่วม่อ
สะดุ้งสุดตัว ดึงมือกลับมาโดยพลัน ใบหน้าร้อนฉ่าจนแดงฉานทันที มันรีบ
ฉวยมืออากุ่ย แสร้งทำเป็นตรวจอาการของนาง
ทว่าสีหน้าของจั่วม่อยิ่งเครียดขรึมกว่าเดิม
เห็นสายโซ่สีม่วงซึ่งพันธนาการอากุ่ยเอาไว้กลับกลายเป็นเบาบางลง
แต่ลวดลายบนสายโซ่กลับยิ่งละเอียดและแน่นขนัดกว่าเดิม เปลวไฟสีม่วง
ปะทุขึ้นบนสายโซ่เป็นครั้งคราว
พลังเทพมิดับสูญซึ่งพันธนาการจิตวิญญาณของอากุ่ยทวีความกล้า
แข็งกว่าเดิม แต่สิ่งที่ทำให้จั่วม่อคลายใจลงเล็กน้อย คือจิตวิญญาณของ
อีกฟากหนึ่งของเส้นเปลวไฟ อี้อันไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน ด้านหลัง
มันเป็นสายตานับไม่ถ้วนเพ่งมองมาที่มันราวกับจะมองให้ทะลุร่าง มันรู้สึก
ราวกับถูกปลายกระบี่จี้ติดแผ่นหลัง น่าประหวั่นพรั่นพรึงจนแทบทานทน
ไม่ได้ แต่ในยามนี้มันมีแต่ต้องฝืนยืดหยัดให้ได้
มันเห็นแล้วว่าวิหารเทพปิศาจพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ความหวังเสี้ยว
สุดท้ายในใจมันเหือดหายไปด้วย หากอีกฝ่ายเป็นตัวตนเช่นสมาคม
อาจารย์ศาสตรามาร อี้อันหาได้หวั่นเกรงไม่ แต่หากต้องเผชิญกับ
มหาอำนาจเข่นสภาผู้อาวุโสเผ่าอสูร ศาลาสมบัติหายากของมันจะไม่มี
โอกาสแม้แต่น้อย
ดังนั้นโอกาสเพียงหนึ่งเดียวที่มันเหลืออยู่ คือกระโจนเข้าร่วมกับ
เซียวอวิ๋นไห่ อ้อ ไม่ถูกต้อง เป็นเซี่ยวม่อเกอ!
สองนามนี้หมายถึงสองสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เซียวอวิ๋นไห่เป็น
ปรมาจารย์ศาสตรามาร เป็นตัวแทนของผลกำไร! แต่เซี่ยวม่อเกอคือยอด
ยุทธ์ผู้ใช้พลังเทพ เป็นขุนศึกผู้ครอบครองขุมกำลังอันกล้าแกร่ง และเป็น
ตัวแทนของการอยู่รอดปลอดภัย
ไม่ว่าที่ไหนเมื่อไร การอยู่รอดปลอดภัยย่อมสำคัญกว่าผลกำไรอันใด
อี้อันเป็นคนทำการค้า ทราบดีว่าเพื่อให้ผู้อื่นยอมรับ มันต้องพิสูจน์
คุณค่าของตน พิสูจน์คุณค่าของศาลาสมบัติหายาก ไคว่อานยามนี้ล่วงเกิน
สภาผู้อาวุโสเผ่าอสูรเพื่อเซี่ยวม่อเกอ แต่หากเซี่ยวม่อเกอไม่คิดบาดหมาง
กับสภาผู้อาวุโสเผ่าอสูร อาจไม่แยแสสนใจต่อชะตากรรมของพวกมัน
ในเวลานี้ ของสิ่งเดียวที่เซี่ยวม่อเกอกังวลสนใจ ย่อมต้องเป็นต้นหญ้า
ไหมย้อนเงาคืนวิญญาณ!
เซี่ยวม่อเกอยินดีใช้ศาสตรามารปฐพีแลกกับหญ้าไหมย้อนเงาคืน
วิญญาณ เช่นนั้นหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณมีความสำคัญต่อเซี่ยวม่อ
เกอมากเพียงใด เพียงดูจากการนี้ก็เห็นได้ชัดเจน
อี้อันยืนนิ่งเงียบอยู่นอกเส้นเปลวไฟแบ่งเขต รอคอยให้เซี่ยวม่อเกอ
เรียกหามันเข้าไป
การเผยตัวอย่างเต็มที่ภายใต้สายตาของทุกฝ่าย หมายความว่ามันไม่
เว้นทางถอยไว้แม้สักเส้นเดียว สายตาเป็นปฏิปักษ์ของสภาผู้อาวุโสเผ่า
อสูรที่ด้านหลังทำให้มันต้องกัดฟันแน่น ฝืนทนยืนนิ่งอย่างยากลำบาก
แต่แม้ว่ามันจะยืนรออยู่ภายนอกเส้นเปลวไฟมาสักระยะหนึ่งแล้ว
สภาผู้อาวุโสแห่งเผ่าอสูรกลับไม่กระทำอันใดเลย เพียงเรื่องนี้ก็พอให้ผู้คน
ได้ตระหนักชัดว่าพวกมันระมัดระวังเซี่ยวม่อเกอเพียงใด
อี้อันความเชื่อมั่นเพิ่มพูนขึ้นเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มันเชื่อมั่นมากที่สุดมิใช่อื่นใด แต่เป็นกล่องที่มัน
ถืออยู่ในมือนี่เอง