สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 735 จิตวิญญาณคุนหลุน
ร่างกายอันสมบูรณ์แบบค่อย ๆ ลอยขึ้นจากบ่อโอสถ
บนร่างสูงโปร่ง แต่ละเส้นแต่ละสายของกล้ามเนื้อคมชัดหมดจด เป็น
สัดส่วนอันสมบูรณ์พร้อม ใบหน้าหล่อเหลาสองตาหลับพริ้ม ยามเมื่อ
เปลือกตาค่อย ๆ ขยับเปิดขึ้น เผยให้เห็นดวงตาลึกล้าดั่งทะเลดาวอัน
ไพศาล อาจบันดาลให้ผู้คนหลงทางโดยไม่รู้ตัว
มันทรุดกายลงนั่ง หยดน้าที่เกาะพราวบนร่างราวกับน้าค้างกลิ้งบนใบ
บัว ทยอยกลิ้งหล่นลงลงมา
บุรุษนั้นไร้ที่ติราวกับผลงานของสวรรค์ชั้นฟ้า ผู้อาวุโสทั้งหลายล้วนมี
สีหน้าพึงพอใจ
“เจ้ารู้สึกเป็นอย่างไร?”
เจ้าสำนักคุนหลุนเห็นเช่นนี้พลันเอ่ยอย่างไม่รีรอ “ไปที่ลานทดสอบ
กระบี่”
ลานทดสอบกระบี่
เมื่อหลินเชียนใช้กระบี่เดียวผ่าก้อนศิลาทดสอบกระบี่ออกเป็นสอง
ส่วนอย่างง่ายดายดุจผ่าก้อนเต้าหู้ เหล่าผู้อาวุโสพากันสูดลมหายใจอย่าง
หนาวเหน็บ
ควรทราบว่าศิลาทดสอบกระบี่เป็นหนึ่งในศิลาที่แข็งแกร่งทนทาน
ที่สุดในโลก ศิลาทดสอบกระบี่ก้อนนี้ยังเป็นก้อนที่ใหญ่โตที่สุดของคุนหลุน
มีความสูงกว่าหนึ่งจั้ง แม้แต่เจ้าสำนักคุนหลุน ต่อให้ทุ่มเทใช้พลังปราณ
ทั้งหมด ยังไม่มีปัญญาผ่าศิลาทดสอบกระบี่ก้อนนี้เป็นสองส่วนได้
หลินเชียนไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าของบรรดาผู้อาวุโส มันยังจมอยู่ใน
สภาวะอันอัศจรรย์พันลึกชนิดหนึ่ง
ร่างกายที่แปลกใหม่นี้แฝงเร้นไว้ด้วยพลังอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ ไม่
ว่ายกมือวางเท้า พลังเทพจะโคจรหมุนเวียนไปตามธรรมชาติ ความคิดพอ
บังเกิดพลังเทพก็บรรลุถึง มันทดลองผสานเจตจำนงกระบี่เข้ากับพลังเทพ
ไม่มีอาการสะดุดติดขัดแม้แต่น้อยนิด พลังของมันทะยานขึ้นดุจติดปีก
ทว่ากระบี่บินในมือของมันกลับไม่อาจทนทานต่อพลังเทพอันไพศาล
ถึงกับหลอมละลายเป็นโลหะเหลว หยาดหยดลงบนพื้น
นี่ทำให้กระทั่งหลินเชียนเองยังเผยสีหน้าตื่นตะลึง กระบี่บินที่มันถือ
อยู่ในมือเป็นหนึ่งในกระบี่เลื่องชื่อแห่งคุนหลุน ขนานนามว่า ‘มรณะฟ้า’
จัดเป็นกระบี่บินระดับเจ็ด มันคาดคิดไม่ถึงว่ากระทั่งกระบี่ระดับนี้ยังไม่
อาจทนทานต่อการโจมตีด้วยพลังเทพแม้แต่ครั้งเดียว
เหล่าผู้อาวุโสขมวดคิ้วมุ่น พลังเทพแม้ทรงอานุภาพ แต่หากกระทั่ง
กระบี่บินระดับเจ็ดยังไม่อาจทนทานรับได้ เช่นนั้นก็คล้ายจะเป็นปัญหาอยู่
บ้าง
“ดูท่าว่าเราต้องเดินทางไปยังซากโบราณสถานโดยเร็วที่สุด” ผู้
อาวุโสท่านหนึ่งกล่าวเสียงหนัก
“มิผิด หากกระบี่บินระดับเจ็ดถึงกับหลอมละลาย เช่นนั้นเป็นไป
ได้มากว่าแม้แต่กระบี่บินระดับแปดยังไม่อาจสำแดงพลังอันยิ่งใหญ่ของ
พลังเทพได้” ผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งกล่าวปนทอดถอน “หากมี ‘อาภรณ์ทูต
สวรรค์’ ไม่ทราบว่าจะประเสริฐถึงเพียงไหน ข้าไม่อาจคาดเดาได้จริง ๆ
เมื่อทั้งสองผสานรวมเข้าด้วยกันจะร้ายกาจปานใด”
“ไฉนเราต้องสละใกล้เลือกไกลด้วยเล่า ในภพเซียนเรามีซาก
โบราณสถานมากมาย จะต้องมียุทธภัณฑ์เทพสักชิ้นสองชิ้นอย่างแน่นอน
เพียงแค่ว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยให้ความสนใจหรือล่วงรู้ความสำคัญของ
พวกมันมาก่อนเท่านั้น”
เจ้าสำนักคุนหลุนดวงตาทอแววครุ่นคิด แล้วพลันกล่าวว่า “ผู้อาวุโส
หมิง ท่านลองดูบ้าง”
“ทราบแล้ว!” ผู้อาวุโสผมเผ้าขาวโพลนดุจหิมะพยักหน้ารับคำ มัน
ก้าวออกไปยืนตรงหน้าศิลาทดสอบกระบี่ที่กลายเป็นสองเสี่ยง โคจรพลัง
เทพแล้วตวัดกระบี่ฟันตรง ๆ หนึ่งกระบวนท่า กระบี่ผ่าเข้าไปในก้อนศิลา
ไม่ถึงครึ่ง
เหล่าผู้อาวุโสตากระจ่างวูบ แต่ละคนเผยสีหน้าครุ่นคิดทันที
“เป็นไปดังที่ข้าคาดเอาไว้!” ดวงตาทรงอำนาจของเจ้าสำนักคุนหลุน
ทอประกายเจิดจ้า มันกล่าวอย่างเคร่งเครียด “หากชนชั้นฝ่านซูเริ่ม
ฝึกปรือพลังเทพ พลังยุทธ์ของพวกมันแม้เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่มากเท่ากับผู้
ที่ยังไม่ได้อยู่ในด่านฝ่านซู”
มันมองกระบี่บินที่อยู่ในมือ สีหน้าหมองลงเล็กน้อย กระบี่บินของมัน
ก็เป็นระดับเจ็ดเช่นเดียวกัน แต่ไม่มีร่องรอยเสียหายอันใด สามารถเห็นได้
ว่าพลังเทพของมันอ่อนด้อยกว่าพลังเทพของหลินเชียนจริง ๆ
“เช่นนั้นการฝึกปรือพลังเทพโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สมควร
เป็นหนทางที่ดีที่สุดกระมัง?” ผู้อาวุโสอีกท่านหนึ่งอดกล่าวไม่ได้
“หลินเชียน เจ้าเห็นว่าอย่างไร
เจ้าสำนักคุนหลุนหันไปถามศิษย์
เอกของตนอย่างกะทันหัน
หลินเชียนนิ่งครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ศิษย์รู้สึกว่าไม่คล้ายจะเป็นเช่นนั้น แท้ที่จริงแล้วพลังเทพของเรา
แตกต่างจากพลังเทพในยุคบรรพกาล พลังเทพของเรามีต้นกำเนิดมาจาก
พลังปราณ อาจมองว่ามันเป็นพลังใหม่ที่พัฒนาขึ้นโดยมีพลังปราณและ
เจตจำนงกระบี่เป็นรากฐานก็ไม่ผิด นี่เป็นระบบพลังยุทธ์ของเราเอง และ
เนื่องเพราะพลังปราณเป็นรากฐานของพลังเทพใหม่แห่งคุนหลุน ก่อนที่
จะเข้าสู่ด่านจินตัน พลังปราณของผู้คนยังไม่มั่นคง และหลังจากเข้าสู่ด่าน
ฝ่านซู พลังปราณจะกลับกลายเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์พร้อมแล้ว ดังนั้น
ศิษย์คิดว่าสมควรให้เหล่าศิษย์ด่านจินตันและหยวนอิงฝึกปรือพลังเทพ
ก่อน บางทีผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของหยวนอิงอาจได้รับผลกระทบแล้ว แต่
เรื่องนี้เราจะทราบแน่ชัดก็ต่อเมื่อทดลองดูแล้วเท่านั้น”
“นี่จึงสมเหตุสมผล”
เหล่าผู้อาวุโสผงกศีรษะเห็นพ้อง พวกมันแต่ละคนมีพลังฝึกปรือลึก
ล้า เพียบพร้อมด้วยภูมิปัญญาความรู้ในวิชาฝีมือซึ่งลึกล้ายิ่งกว่าหลินเชียน
อีก หลินเชียนพอชี้ให้เห็นเงื่อนงำ พวกมันแต่ละคนพลันเข้าใจทันที ผู้
อาวุโสหลายคนมีสีหน้าหม่นหมอง แน่นอนว่าผู้ที่สามารถรั้งตำแหน่งผู้
อาวุโสของคุนหลุนหากมิใช่ฝ่านซู ก็เป็นกึ่งฝ่านซูซึ่งล้วนแล้วแต่อยู่ใน
จุดสูงสุดของด่านหยวนอิง
พลังเทพที่พวกมันฝึกปรือไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นพลังเทพบริสุทธิ์
เท่ากับบรรดาศิษย์หนุ่มสาว นั่นหมายความว่าความสามารถในการใช้พลัง
เทพของพวกมันถูกกำหนดให้มีขีดจำกัด พวกมันไหนเลยจะเคยคาดคิด ว่า
จะมีวันที่พลังยุทธ์ซึ่งพวกมันพากเพียรฝึกปรือมาตลอดชีวิต จะกลับ
กลายเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการรุดหน้าของพวกมัน
ตำแหน่งพิเศษนี้มักถูกเว้นว่างไว้เสมอ และจะถูกใช้งานก็ต่อเมื่อเจ้า
สำนักคนปัจจุบันเริ่มมีความคิดว่าจำเป็นต้องมีผู้สืบทอดที่แน่ชัด
แทบทุกคนมิใช่ว่าไม่รู้ว่าเจ้าสำนักคุนหลุนคนต่อไปก็คือหลินเชียน
แต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าวันนั้นจะมาถึงรวดเร็วถึงเพียงนี้ เจ้าสำนักคุนหลุน
พลังฝึกปรือลึกล้าสุดหยั่งถึง อำนาจบารมียิ่งใหญ่ไพศาล ได้รับความ
ไว้วางใจจากชาวคุนหลุนทั้งมวล
“ผู้อาวุโสทั้งหลาย มีผู้ใดเห็นค้านหรือไม่?”
“สมดุลเก่าถูกทำลาย ยุคใหม่เปิดฉากขึ้นแล้ว อนาคตของคุนหลุนเรา
อยู่ในมือคนหนุ่มสาวเช่นพวกมัน ในห้วงกลียุคนี้หากพวกมันสามารถช่วง
ชิงชัยชนะมาได้ นั่นเท่ากับเป็นชัยชนะของคุนหลุน! ดังนั้นเราจะไม่นำชีวิต
ของศิษย์เหล่านี้มาเดิมพันเพื่อพิชิตซากโบราณสถานเหล่านั้น ศิษย์ทุกคน
คือความหวังของคุนหลุน! ถึงเวลาแล้วที่พวกเราเหล่าเฒ่าชราจะเป็นผู้
บุกเบิกเส้นทางให้แก่พวกมัน ท่านทั้งหลาย แสงสว่างของพวกเราสลัวลง
เต็มที ยุคสมัยของพวกเราผ่านพ้นไปแล้ว บัดนี้สิ่งเดียวที่พวกเราสามารถ
กระทำได้ คือใช้กระบี่ของเราที่ยังคงคมกล้า ใช้แสงสว่างที่หลงเหลือเพียง
น้อยนิด ใช้ชีวิตที่ยังไม่ดับสูญของพวกเรา เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสแห่ง
ความสำเร็จในอนาคตของพวกมัน!”
สายชมกระโชกผ่าน สุ้มเสียงของเจ้าสำนักคุนหลุนดังกึกก้องเหนือ
ลานทดสอบกระบี่ เหล่าผู้อาวุโสรับฟังอย่างจดจ่อ พวกมันยืดเอวขึ้น หลัง
ตั้งตรงโดยไม่รู้ตัว สีหน้าเปี่ยมศรัทธาและลิงโลดยินดี จิตวิญญาณที่
หม่นหมองเพราะไม่อาจรุดหน้าในวิถีแห่งพลังเทพปลาสนาการไปทันที
“พวกเราคือคุนหลุน นี่คือความรับผิดชอบของเรา คือชะตากรรม
ของเรา เราผูกพันด้วยภาระหน้าที่ หากยุคใหม่ต้องการการเสียสละ
เช่นนั้นสมควรเป็นพวกเรา เหล่าเฒ่าชรา! นับตั้งแต่วันนี้ไป วัตถุดิบทั้งหมด
สำหรับ ‘บ่อเสริมสร้างสังขาร’ และสำหรับแก่นแกนค่ายกลจะไม่มอบ
ให้แก่ผู้อาวุโสและเจ้าสำนักอีกต่อไป แต่จะมีไว้เพื่อศิษย์รุ่นหลังของพวก
เรา คราครั้งนี้พวกเราพบร่องรอยของซากโบราณสถานเจ็ดแห่ง แต่ละแห่ง
เราจะส่งผู้อาวุโสสามคนเข้าไปสำรวจ กระบี่ของข้าสมควรได้โลดแล่นอีก
ซู่หลงสีหน้าเหนื่อยล้า รอบกายมันเต็มไปด้วยบรรดาองครักษ์ทุกข์
ยากที่นอนแผ่หลา หลับไหลอย่างสนิท บริเวณค่ายเงียบสงัดผิดธรรมดา
สุ้มเสียงเดียวที่มีเป็นเสียงหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ ด้วยสังขารร่างกาย
อันแกร่งกล้าขององครักษ์ทุกข์ยาก ภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อพวกมัน
เหน็ดเหนื่อยเกินไปจนไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย ซู่หลงเงยหน้ามอง
ท้องฟ้าซึ่งค่อย ๆ สว่างขึ้นทีละน้อย ซากความพินาศรอบข้างบ่งบอกชัดว่า
เคยมีการต่อสู้อย่างดุเดือดเกิดขึ้นในที่แห่งนี้
ความเร็วในการเดินทางของค่ายเว่ยเป็นปัญหาใหญ่เสมอมา แม้ว่า
ค่ายจินวูจะขบคิดเฟ้นหาทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ ทั้งยังใช้อาวุธเวทแทบ
ทุกชนิดกับพวกมัน แต่จนใจที่ผลลัพธ์ไม่ค่อยดีนัก พวกมันฝึกปรือทักษะ
ปิศาจ ไม่มีฝีมือในการใช้อาวุธเวท ท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ช่วยแก้ปัญหาที่คา
ราคาซังมานานให้แก่พวกมัน กลับเป็นสัตว์ปราณที่ฉุนอวี๋เฉิงต้าเหริน
เพาะเลี้ยงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับค่ายจูเชวี่ยแล้ว พวกมันยังคงอ่อนด้อย
กว่า
ดังนั้นภารกิจที่กงซุนชาต้าเหรินมอบให้แก่พวกมัน คือการคุ้มกัน
ตำแหน่งปีกข้างด้านหนึ่ง ทั้งยังเป็นอาณาจักรที่สำคัญยิ่ง เรียกว่า
อาณาจักรทราย การพิชิตอาณาจักรทรายไม่ได้สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงมากมาย
อันใด ในเวลานี้วัดเสวียนคงไม่เหลือกำลังมากพอที่จะปกปักรักษา
อาณาจักรทรายเอาไว้อีก
อย่างไรก็ตาม ด้วยแหล่งทรัพยากรอันมั่งคั่งบริบูรณ์ของอาณาจักร
ทราย จึงเป็นที่มุ่งมาดปรารถนาของขุมกำลังหลายแห่ง จนกระทั่งถึงยามนี้
ซู่หลงนำทัพค่ายเว่ยเข่นฆ่ามาแล้วแปดกองพันจากแปดขุมกำลังที่
แตกต่างกัน!
หลังจากสู้รบอย่างหนักหน่วงติดต่อกันหลายศึก กระทั่งค่ายเว่ยที่เด็ด
เดี่ยวห้าวหาญยังเหน็ดเหนื่อยปางตาย
ทันใดนั้นเอง นกกระเรียนกระดาษตัวหนึ่งเหินร่อนลงสู่มือของซู่หลง
ซู่หลงตื่นตัวขึ้นมาทันที รอจนเปิดอ่านข้อความในนกกระเรียนกระดาษ สี
หน้าค่อยทอแววปิติยินดี
ผู้คนของค่ายจินวู ในที่สุดก็ติดตามมาถึง!
ในไม่ช้าไพร่พลค่ายเว่ยล้วนตื่นขึ้นมา หน่วยสอดแนมและหน่วยทัพ
หน้าจำนวนมากออกลาดตระเวนเป็นวงกว้าง เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูแบ่ง
ออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เล็ดลอดเข้ามาในแนวป้องกันของพวกมัน ซึ่งอาจเป็น
อันตรายต่อค่ายจินวูซึ่งไม่มีกำลังต่อสู้
หลังจากนั้นอีกไม่นาน ขบวนเรืออันยิ่งใหญ่ปรากฏขึ้น เห็นจุดสีดำ
มากมายมหาศาลผุดขึ้นตามแนวเส้นขอบฟ้า แต่ละจุดหมายถึงเรือสมบัติ
หนึ่งลำ
รอจนขบวนเรือสมบัติแล่นใกล้เข้ามา อาจได้ยินเสียงตะโกนอย่างเร่ง
ร้อน และเสียงคำรามก้องที่มาจากค่ายกลช่วยขยายเสียง ล้วนดังไม่ขาดหู
ดูท่าบนเรือสมบัติจะคึกคักมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ
“เร็วเข้า เร็วเข้า เร็วเข้า! เตรียมกล่องวัตถุดิบให้พร้อม! เตรียมพร้อม
ที่จะลงจากเรือ! กระทำไปตามลำดับของแต่ละหน่วย อย่าให้เสียขบวน
เคลื่อนไหวให้เร็วที่สุด!”
“ทุกคนตั้งใจให้ดี หากผู้ใดกล้าทำเสียเรื่อง อย่าได้โทษว่าข้าไม่
เกรงใจ!
“ค้นหาบริเวณที่มีสัญลักษณ์ ก่อตั้งค่ายกลหลักให้เรียบร้อย เราต้อง
รีบทำให้เสร็จสิ้นก่อนมืดค่า!”
ทันทีที่กองเรือหยุดลง ผู้คนมากมายและกล่องสมบัตินับไม่ถ้วนคล้าย
แตกปะทุอออกมาจากเรือสมบัติแต่ละลำ ราวกับกระแสน้ามากมายท่วม
ท้นในบัดดล บรรดาองครักษ์ทุกข์ยากซึ่งตั้งทัพรออยู่บนพื้นพลันรู้สึกว่า
ท้องฟ้าดับมืด เพียงชั่วพริบตาเดียว ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ก็กลับกลายเป็น
มืดฟ้ามัวดิน เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกได้ว่าปิดฟ้าบังตะวัน!