สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 741 สงครามเพลิง
ไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์นับร้อย ๆ ลูกกระหน่าซัดมาราวกับลม
คลุ้มฝนคลั่ง พกพาเสียงอื้ออึงกลายเป็นเมฆดำกลุ่มหนึ่ง สาดคลุมเข้าหา
เหล่าผู้อาวุโสด้วยสภาวะปิดฟ้าคลุมดิน
เหล่าผู้อาวุโสอสูรที่ถูกกักอยู่ในหมอกสายรุ้งพากันแตกตื่นลนลาน
โดยพลัน แต่พวกมันไม่มีปัญญาหลุดรอดออกไปจากกลุ่มเมฆหมอก
กระแสพลังอันซับซ้อนสารพัดชนิดก่อตัวเป็นสนามพลังที่ยากจะจู่โจม
ทำลาย พวกมันไม่ว่าพยายามดิ้นรนขัดขืนสักเพียงใด ยังไม่อาจบุกฝ่าออก
จากตาข่ายฟ้าล่องหนอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงผืนนี้
แต่ในทางกลับกัน ไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์ที่พุ่งลิ่วฝ่าอากาศเข้ามา
กลับไม่ได้รับผลกระทบจากสนามพลังสะกดตรึงอันลี้ลับพิสดารนี้แม้แต่
น้อย
ไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์แหวกพุ่งใกล้เข้ามาทุกขณะ ผู้อาวุโส
ทั้งหมดรู้สึกขนหัวลุกชี้ชัน เมื่อครู่พวกมันล้วนประจักษ์แจ้งแก่สายตาทั้ง
สองข้าง ว่าพลังของไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์ดุเดือดรุนแรงถึงเพียงไหน!
ท่ามกลางความแตกตื่นลนลาน ศาสตร์อสูรป้องกันสารพัดชนิด
ระเบิดวาบออกมาอย่างพร้อมเพรียง
ม่านโล่แสง พัดใบกล้วย กงล้อบุปผา… …
แสงสีนับสิบนับร้อยรูปแบบผนึกรวมกันเป็นชั้นๆ ปิดกั้นรอบกายพวก
มันอย่างสมบูรณ์
ห่าพิรุณไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์สีทองปะทะชนกับม่านป้องกัน
ศาสตร์อสูรอย่างหักโหม
บึมบึมบึม!
ชั่วพริบตาที่ไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์หลายร้อยลูกระเบิดอย่าง
พร้อมเพรียง เปลวไฟสีทองลุกท่วมขึ้นไปถึงชั้นฟ้า กลบกลืนเงาร่างของ
เหล่าผู้อาวุโสอสูรลงไปทั้งหมด
บรรดาผู้อาวุโสอสูรรู้สึกสายตากลายเป็นกระจ่างจ้า สองหูลั่นอึงอล
กระแสพลังดุจคลื่นยักษ์พุ่งเข้าบดขยี้ม่านป้องกันพลังอสูรของพวกมัน
หลายคนร่างสะท้านขึ้นโดยแรง ประหนึ่งถูกค้อนมหายักษ์หวดฟาดอย่าง
ถนัดถนี่ ใบหน้ากลายเป็นขาวซีดอยู่บ้าง
สภาผู้อาวุโสเพิ่งจะไขปริศนาพลังเทพสำเร็จได้ไม่นาน เพียงคิดค้น
เทพวิชาไม่กี่วิชา ในบรรดานั้นนับเทพวิชาสายป้องกันมีความสำเร็จน้อย
นิดที่สุด พวกมันยามแตกตื่นลนลาน แต่ละคนล้วนใช้ศาสตร์อสูรป้องกัน
ตัวที่พวกมันคุ้นเคยมากที่สุดออกมา
ศาสตร์อสูรป้องกันเผชิญพบกับไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์ซึ่งหลอม
สร้างด้วยเพลิงเทพสุริยัน ผลลัพธ์แทบไม่ต้องขบคิดคาดเดา เห็นม่านพลัง
อสูรพลันสั่นไหวอย่างน่าใจหาย
ทว่าจั่วม่อหาได้แยแสสนใจแม้แต่น้อยไม่ อยู่ในที่แห่งนี้มันสามารถ
หลอมสร้างไข่มุกหยินโดยไม่รู้จักหมดสิ้น ทั้งยังสามารถควบคุมใช้อาคม
หวงห้ามได้ดั่งใจปรารถนา อยู่ที่นี่มันครอบครองข้อได้เปรียบในดินแดน
ของตนเองอย่างล้นเหลือ กระทั่งมันเองยังขบคิดไม่เข้าใจ ตัวบัดซบเหล่านี้
รู้ทั้งรู้ว่าพวกมันล้วนตกอยู่ในอาคมหวงห้ามยังกล้าเหิมเกริมตอแยโทสะ
มัน ช่างไม่ทราบว่าโง่เขลาเบาปัญญาถึงเพียงไหน!
“ในดินแดนของเกอพวกเจ้ากล้ายโสโอหังรึ? ช่างไม่รู้จักคำว่าตาย
สะกดอย่างไร! เหล่าตัวประกอบเล็ก ๆ เอ๋ย ให้ข้าบอกต่อพวกเจ้าเอาบุญ
ในดินแดนของเกอ หากพวกเจ้าเป็นมังกร ก็ต้องซุกหัวหดหางติดพื้น ต่อให้
พวกเจ้าเป็นพยัคฆ์ ก็ต้องหมอบราบคาบแก้วแทบเท้าเกอ!”
เสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวและกร้าวกระด้างของจั่วม่อดังสะท้อน
สะท้านไปทั่ววังจักรพรรดิต้องห้าม เหล่าผู้คนที่ชมดูอยู่ด้านข้างพากันหุบ
ปากลงตามสัญชาตญาณ พวกมันย่อมต้องเคยยินยลชื่อเสียงอันเลื่องลือ
ของเซี่ยวม่อเกอมาก่อน แต่ไม่ว่าผู้ใดก็นึกไม่ถึง ว่าวีรบุรุษผู้อาจหาญในคำ
เล่าลือ แท้ที่จริงไม่ต่างจากอันธพาลร้านถิ่นผู้หนึ่ง
ทุกผู้คนในที่นี้ หากไม่จำเป็นจริง ๆ ไม่มีผู้ใดกล้าตอแยสภาผู้อาวุโส
แห่งเผ่าอสูร อย่าว่าแต่ต่อสู้กับพวกมันซึ่ง ๆ หน้า
เพราะนั่นคือสภาผู้อาวุโสแห่งเผ่าอสูร!
พวกมันถือครองอำนาจสิทธิ์ขาดแห่งภพอสูร ปกครองอสูรน้อยใหญ่
ทั้งมวล พวกมันมีกองทัพมากมายภายใต้อาณัติ ตระกูลสูงศักดิ์นับไม่ถ้วน
เป็นมือเป็นเท้าให้แก่พวกมัน ทั้งกำลังคนและทรัพยากรทุกสรรพสิ่งในภพ
อสูรล้วนอยู่ในกำมือของพวกมัน
เป็นยักษ์ใหญ่มหาอำนาจที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงที่สุด!
แต่ว่า… …แต่ว่า… …
มองดูใบหน้าของผู้อาวุโสอสูรผู้มีศักดิ์ฐานะสูงส่งเลอะเทอะเปรอะ
เปื้อนด้วยฝุ่นละอองและเถ้าถ่านจากไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์ ตกอยู่ใน
สภาพทุลักทุเลจนดูไม่ได้ ถูกทุบตีจนแทบไม่อาจเงยหน้าขึ้นมาได้ ผู้คนรู้สึก
ราวกับเห็นภาพหลอน พวกมันไม่อาจขบคิดเข้าใจได้ คนผู้หนึ่งจะต้องบ้า
ระห่าถึงเพียงไหนจึงจะกระทำพฤติการณ์อาจหาญทะยานฟ้าเช่นนี้ได้!
ในหมู่พวกมันไม่มีใครกล้ากระทำเรื่องบ้าคลั่งเช่นนี้ พวกมันกระทั่ง
รู้สึกว่าเซี่ยวม่อเกอเป็นคนปัญญาอ่อนผู้หนึ่ง แต่ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจไม่
ยอมรับ ว่าพวกมันนับถือเลื่อมใสความเหี้ยมหาญของเซี่ยวม่อเกอยิ่ง
บรรดายอดยุทธ์ที่กระเหี้ยนกระหือรือบัดนี้พากันสงบปากสงบคำ พวกมัน
ล้วนเป็นบุคคลอันชาญฉลาด ทราบดีว่าบุคคลอันบ้าระห่าเช่นเซี่ยวม่อเกอ
ไม่อาจตอแยได้โดยง่าย
มันเป็นคนที่กล้าเข่นฆ่าทุบตีผู้อาวุโสอสูรอย่างเมามัน อย่าว่าแต่มัน
ยังไร้เหตุผลยิ่ง… …
เหล่าผู้อาวุโสอสูรรับฟังวาจาโอหังบังอาจของเซี่ยวม่อเกอ พากัน
เดือดดาลทะยานฟ้า แต่พอพวกมันมองเห็นไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์
หลายร้อยลูกลอยนิ่งอยู่เบื้องหลังเซี่ยวม่อเกอที่กำลังแสยะยิ้ม ใบหน้าพลัน
กลับกลายเป็นเขียวคล้า!
“ลงนรกไปเสียเถอะ! เจ้าพวกปัญญาอ่อน!”
จั่วม่อสะบัดมือวูบ คลื่นไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์ระลอกใหม่ซัดตรง
เข้าหาเหล่าผู้อาวุโสเผ่าอสูรราวกับเมฆดำคร่าชีวิต
หมิงเยวี่ยเยี่ยดวงตาทอประกายเดือดดาลสุดระงับวูบหนึ่ง นางพลัน
หันไปย่อกายคารวะผู้อาวุโสชุดเขียวที่ข้างกาย กล่าวอย่างนอบน้อม “ผู้
อาวุโสเยี่ย รบกวนท่านแล้ว!”
ผู้อาวุโสชุดเขียวนั้นรูปร่างผอมสูง สีหน้าเฉื่อยชา คล้ายมองไม่เห็นท่า
ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมของหมิงเยวี่ยเยี่ยก็มิปาน เพียงตอบเบา
ๆ คำหนึ่ง “อืมม์”
ท่ามกลางเหล่าผู้อาวุโสอสูรที่มีสารรูปทุลักทุเล คนผู้นี้สะดุดตายิ่ง ไม่
เพียงบนร่างไม่แปดเปื้อนฝุ่นละออง สีหน้ายังคงราบเรียบเฉื่อยชา ราวกับ
ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบกายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับมัน
มันยกมือไพล่หลังก้าวเดินช้า ๆ ไปยังด้านหน้าของกลุ่ม หมอกสายรุ้ง
คล้ายไม่ส่งผลกระทบต่อมันแม้แต่น้อย เหล่าผู้อาวุโสอื่น ๆ ดวงตาทอ
ประกายครั่นคร้ามยำเกรงอย่างลึกซึ้ง พวกมันขยับเปิดทางโดยไม่รู้ตัว แต่
ละคนทำสีหน้าคล้ายยกภูเขาออกจากอก
จั่วม่อคล้ายว่าจะสังเกตเห็นผู้อาวุโสที่มีสีหน้าเย็นชาผู้นี้ตั้งแต่แรก
โดยทั่วไปแล้ว ภายใต้สถานการณ์คับขันอันตราย ผู้ที่มีสีหน้าท่าที
เช่นนี้มักเป็นยอดยุทธ์ที่แท้จริง
ยอดยุทธ์?
จั่วม่อดวงตาทอแววตื่นเต้นฮึกเหิม จิตวิญญาณการต่อสู่พลุ่งพล่าน
ขึ้นมาในบัดดล!
ผู้อาวุโสเยี่ยมองดูห่าพิรุณไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์พุ่งเข้าหามัน
อย่างเฉื่อยชา มันพลันยกมือขวาขึ้น ทำท่าคว้าจับไปยังไข่มุกเทพหยิน
ประลัยกัลป์ที่กลางอากาศ
ภาพเหตุการณ์สุดคาดคิดฉากหนึ่งพลันอุบัติขึ้น
ไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์กลุ่มใหญ่คล้ายหลุดออกจากการควบคุม
ลอยเข้าหามันราวกับวิหคหวนคืนรัง รอจนพวกมันลอยเข้าสู่ช่วงระยะแขน
ของผู้อาวุโสชุดเขียว พลันหยุดค้างกลางอากาศอย่างลี้ลับพิสดาร
เสียงอุทานตื่นตระหนกดังอื้ออึงในกลุ่มคน ไม่มีผู้ใดมองความลี้ลับ
เบื้องหลังกระบวนท่านี้ออก
จั่วม่อดวงตาทอประกายวูบ
ผู้อาวุโสเยี่ยยื่นมือหยิบฉวยไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์เม็ดหนึ่งอย่าง
เป็นธรรมชาติ เพ่งพิศดูอยู่ชั่วครู้ ก่อนกล่าวช้าๆ ว่า “นี่น่าสนใจอยู่บ้าง
ไข่มุกหยินประลัยกัลป์หลอมสร้างด้วยเพลิงเทพ นึกไม่ถึงว่าจะยังมีคน
ล่วงรู้ศาสตร์วิชาเก่าแก่โบราณเช่นนี้”
“คนโง่!” จั่วม่อเค้นเสียงลอดไรฟันอย่างเหี้ยมเกรียม รอยยิ้มบนใหน้า
ทอแววลี้ลับชั่วร้าย
ผู้อาวุโสเยี่ยหางตากระตุกโดยพลัน สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย มันยัง
ไม่ทันจะมีปฏิกิริยาใด บึม ไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์ที่มันใช้นิ้วคีบไว้จู่ๆ
แตกระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของมันถูกกลืนลงไปภายใต้เปลวไฟสีทอง
อันร้อนแรง
บึมบึมบึม!
ฉากการระเบิดในพื้นที่คับแคบอย่างพร้อมเพรียงของไข่มุกเทพหยิน
ประลัยกัลป์นับร้อย ๆ ลูก นับเป็นภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจโดยแท้
ภายในเปลวไฟสีทองร้อนแรงเสียจนปรากฏจุดเปลวไฟสีขาวแทรก
แซมอยู่อย่างเห็นได้ชัด พลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวขับดันเปลวไฟสี
ทองแกมขาวพุ่งขึ้นสูงหลายสิบจั้ง คลื่นความร้อนอันน่าหวาดหวั่นกวาด
วาบออกไปทั่วสี่ทิศแปดทาง
ต่อหน้าคลื่นพลังสุดเกรี้ยวกราดนี้ ม่านป้องกันพลังอสูรของบรรดาผู้
อาวุโสเผ่าอสูรถูกบดขยี้จนแหลกเป็นจุณ ผู้อาวุโสอสูรหลายคนที่ฝีมืออ่อน
ด้อยประหนึ่งถูกค้อนเหล็กหวดฟาดใส่ ปลิวลิ่วไปดุจว่าวสายป่านขาด
ทั่วทั้งวังจักรพรรดิต้องห้ามสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ผู้คนที่เฝ้าชมดูการ
ต่อสู้แต่ไกลแทบไม่อาจยืนหยัดมั่น แต่ละคนเบิกตาโปนตา ถลึงจ้องเสา
เพลิงที่พวยพุ่งขึ้นไปถึงชั้นฟ้าอย่างตะลึงลาน!
กระทั่งยอดยุทธ์ผู้บรรลุถึงธรณีประตูแห่งพลังเทพเช่นซวงอวี่ยังหน้า
เปลี่ยนสี เห็นพลังเทพอันหนาแน่นสุดหยั่งถึงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น แผด
คำรามกัมปนาทอยู่ภายในเสาเพลิง ทำเอามันแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง
ในโลกนี้ที่แท้ยังมีตัวประหลาดซึ่งฝึกปรือพลังเทพจนถึงขั้นนี้อยู่ด้วย
จริง ๆ… …
ซวงอวี่ผู้ลอบภาคภูมิใจในพลังฝีมือของตนอย่างลึกล้า ถึงยามนี้อดใจ
สั่นหวั่นไหวไม่ได้
ฟงซิ่นจื่อเหม่อมองเสาเพลิงทะลวงฟ้า พูดไม่ออกแม้สักครึ่งคำ หาก
เปลี่ยนเป็นมัน… …
ความคิดนี้ไม่อาจสลัดหลุดจากใจมันได้ มันมือเท้าเย็นเฉียบ หัวใจจม
ดิ่งไม่หยุดยั้ง
ทว่าผู้ที่ตื่นตะลึงที่สุดเกรงว่าไม่มีผู้ใดเกินหมิงเยวี่ยเยี่ย นางสีหน้า
แปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง ไม่อาจรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้อีก ควร
ทราบว่าผู้อาวุโสเยี่ยเป็นยอดยุทธ์ที่มีฝีมือกล้าแข็งที่สุดในกลุ่มนี้! ต่อให้มัน
ไม่ใช่คู่มือของเซี่ยวม่อเกอ ก็สมควรไม่ย่าแย่ถึงเพียงนี้กระมัง… …
จั่วม่อสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง มุกหยินประลัยกัลป์ยากจะควบคุม
บังคับ แต่ไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์เหล่านี้หลอมสร้างด้วยเพลิงเทพ
สุริยันของมัน กับเปลวไฟเทพสุริยันที่อยู่ภายในไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์
มันสามารถควบคุมบังคับอย่างง่าย ๆ ได้ อย่างเช่นการจุดปะทุ
“ตัวบัดซบที่สมควรตาย!”
เสียงแผดคำรามแหบลึกประดุจสัตว์ร้ายบาดเจ็บดังกึกก้องออกมา
จากเสาเปลวเพลิง
ภายในมุมด้านหนึ่ง ชายชราลึกลับผู้ทำท่าผ่อนคลายสบายอารมณ์
พลันลืมตาขึ้น ดวงตาสาดประกายแหลมคมเย็นชาวูบหนึ่ง
วู้ม!
เปลวเพลิงอันเกรี้ยวกราดสุดเปรียบปานจู่ ๆ ดับวูบลงโดยไม่มีเค้า
ลางล่วงหน้า ร่างหนึ่งพกพาพลังสภาวะอันน่าแตกตื่นสะท้านใจเดินช้า ๆ
ออกมาจากริ้วสะเก็ดไฟจากเสาเพลิงที่ยังหลงเหลือ
เห็นภาพนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนตกตะลึงพรึงเพริด
เป็นไปได้อย่างไร… …. นี่จะเป็นไปได้อย่างไร… …ภายใต้แรงระเบิด
สะท้านฟ้าสะเทือนดินถึงเพียงนั้น ยังจะมีผู้ใดเอาชีวิตรอดออกมาได้อีก ….
…นั่นเป็นพลังเทพปริมาณมหาศาล… …
จั่วม่อเองยังตะลึงงันไม่น้อยกว่าผู้ใด ไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์
หลายร้อยลูกระเบิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ภายใต้พลังทำลายล้างระดับนั้น
กระทั่งมันเองยังไม่อาจเอาตัวรอด แต่เจ้าผู้นี้กลับยังมีชีวิตอยู่!
แต่รอจนมันเห็นรูปโฉมของผู้เฒ่าเยี่ยชัดตา หลังจากกะพริบตาปริบ
ๆ มันพลันล้มกลิ้งลงบนพื้น แผดเสียงหัวร่องอหาย “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เจ้า.. …
สารรูปของเจ้าดูดีเกินไปแล้ว!”
ผู้คนที่กำลังตะลึงจนพูดไม่ออกในพลังอันเข้มแข็งของผู้อาวุโสเยี่ย
กลับถูกปลุกให้สะท้านตื่นขึ้นด้วยเสียงหัวร่ออย่างกะทันหันของจั่วม่อ พวก
มันพอหันไปมองผู้อาวุโสเยี่ย เสียงหัวร่อขลุกขลักพลันดังขึ้นทั่วตำหนัก
พวกมันย่อมไม่กล้าหัวร่ออย่างปลอดโปร่งเปิดเผยเช่นจั่วม่อ รีบตะครุบ
ปากตัวเองหยุดเสียงหัวร่อที่กำลังจะหลุดออกมา ดังนั้นแต่ละคนสีหน้า
แปลกพิกลอยู่บ้าง
เห็นผู้อาวุโสเยี่ยผมเผ้าสลายยุ่งเหยิงเหมือนรังนก มีควันลอยอ้อยอิ่ง
ขึ้นเป็นสาย รอบขอบตาดำเป็นปื้นสองวงเหมือนหมีแพนด้า ทว่าสิ่งที่ทำให้
ผู้คนสุดจะกลั้นอย่างแท้จริง กลับเป็นร่างกายที่แทบจะเปล่าเปลือยโล่งโจ้ง
แต่พานถูกเผาจนไหม้เกรียมเป็นแถบ ๆ ดูคล้ายม้าลายตัวหนึ่ง กระบวนท่า
สุดท้ายที่มันใช้ปิดกั้นเสาเพลิงนั้นเป็นสิ่งใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ แต่ส่งผลให้
ร่างกายของมันถูกเผาเป็นริ้วแถบขาวสลับดำที่แบ่งเป็นช่องเท่า ๆ กัน ดู
ผิวเผินเหมือนกับม้าลายตัวหนึ่งจริง ๆ
หรือบางทีอาจจะเป็นหมีแพนด้าม้าลายตัวหนึ่ง… …
“ข้าจะฆ่าเจ้า!”
ผู้อาวุโสเยี่ยทั่วร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายฆ่าฟันอย่างรุนแรง สองตาแดง
ฉานด้วยสายเลือด ดวงตาคู่นั้นคล้ายคิดเขมือบกลืนผู้คนลงไป พลังเทพอัน
ไพศาลราวกับสัตว์ประหลาดยักษ์สะบัดร่างมหึมาของตน แต่ละท่วงท่า
การเคลื่อนไหว ล้วนบันดาลให้ผู้คนตระหนักซึ้งถึงพลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลที่
แฝงเร้นอยู่ภายใน
ชายชราลึกลับในมุมมืดสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง ดวงตาครึ่ง
หลับครึ่งลืมทอแววประหลาดใจ พลังเทพของคนผู้นี้… …
พลังกดดันที่แทบจับต้องได้อัดแน่นอยู่ทั่วทุกซอกมุม กดทับผู้คนจน
แทบหายใจไม่ออก กระทั่งเหล่ายอดยุทธ์ด่านไสว้บัดนี้ยังหน้าเปลี่ยนสี ใน
สายตาของพวกมัน ผู้อาวุโสเยี่ยที่กำลังเดินช้า ๆ ออกมา ดูราวกับยักษ์ร้าย
แห่งความสิ้นหวัง เพียงแค่ยื่นมือออกมาก็สามารถบดขยี้พวกมันเป็นผุยผง
ซวงอวี่ดวงตาทอประกายตื่นตะลึงสุดระงับ
มีเพียงจั่วม่อที่แค่นเสียงอย่างเย็นชา หยุดท่วงท่าหัวเราะกลิ้ง ลุกขึ้น
ยืนเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสเยี่ย เงยหน้ามองอย่างดุร้าย “ยังไม่ยอมรับความ
พ่ายแพ้อีก? เช่นนั้นข้าจะทุบตีเจ้าจน กว่า จะ ยอม รับ นับ ถือ!”
ประโยคสุดท้ายแทบเค้นเสียงออกมาทีละคำ แค่นเสียงออกมาหนึ่ง
คำ พลังสภาวะก็เพิ่มสูงขึ้นหนึ่งขั้น
แต่ละคำคล้ายค้อนเหล็กหวดฟาดใส่หัวใจผู้คน
พลังสภาวะของมันทวีความกล้าแข็งขึ้นไม่หยุดยั้ง เมฆหมอกสีรุ้งที่
ล่องลอยกลางอากาศคล้ายถูกเรียกหา พากันถาโถมไปยังจั่วม่ออย่างเร่ง
ร้อน ภายในถ้าลึกใต้พิภพ พลังหยินที่เดิมทีไหลออกมาอย่างช้า ๆ บัดนี้
ไหลหลั่งออกมาจากเส้นชีพจรปราณปฐพีพลังหยินด้วยระดับความเร็วอัน
น่าตระหนก ถูกวังจักรพรรดิต้องห้ามยึดครองแหล่งกำเนิดพลังอย่าง
ต่อเนื่อง
พื้นปฐพีเริ่มไหวสะท้าน
ชั่วขณะนี้ ผู้คนแทบทั้งหมดบังเกิดความรู้สึกว่าวังจักรพรรดิต้องห้าม
กำลังจะตื่นจากนิทรา